ยงยุทธ แจงแผนปฏิรูปประเทศ เชื่อมโยงยุทธศาสตร์ชาติ-กฎหมาย

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๑ · ๓ ตุลาคม ๒๕๕๙

ยงยุทธ สาระสมบัติ รายงานความคืบหน้าการจัดทำร่างกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ โดยชี้แจงถึงความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติและรัฐธรรมนูญ มาตรา 257 ถึง 270 พร้อมเสนอกรอบการปฏิรูปที่แบ่งเป็นสามกลุ่มประเด็น ได้แก่ นโยบายตามมาตรา 258 วาระปฏิรูปของ สปช. และงานของกรรมาธิการ รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดินและระเบียบการประชุม ครม. เพื่อรองรับการปฏิรูปอย่างเป็นระบบ พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการใช้กรอบตรรกะ (Log Frame) ตัวชี้วัด และการเชื่อมโยงงบประมาณกับนโยบาย เพื่อให้การปฏิรูปประเทศมีความต่อเนื่องและประเมินผลได้ในทุกระดับ

พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพยิ่ง เรียนท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพทุกท่าน กระผม พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านบริหารราชการแผ่นดิน วันนี้ในฐานะ ประธานกรรมการศึกษาและจัดทําร่างกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดําเนินการ ปฏิรูปประเทศ

ประการแรกต้องขอบคุณทางคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ให้ความสําคัญ ต่อการปฏิรูปประเทศ โดยกําหนดเรื่องการปฏิรูปประเทศไว้ที่หมวด ๑๖ ของรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ผ่านประชามติไปแล้ว

ประการที่ ๒ ต้องขอขอบคุณท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และวิป (Whip) หรือกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เห็นชอบ ให้จัดตั้งคณะกรรมการชุดนี้

ในส่วนที่ ๓ นั้น ต้องขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการของ สปท. ทุกคณะ ที่ร่วมเป็นกรรมการและให้ความร่วมมืออย่างดียิ่งในการเตรียมเอกสารรายงานในครั้งนี้ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าคณะกรรมการชุดนี้ประกอบด้วยองค์ประกอบ ๓ ส่วนที่สําคัญ

ส่วนที่ ๑ มีประธานกรรมาธิการของทุกคณะหรือผู้แทนทุกคณะร่วมเป็น กรรมการ

ในส่วนที่ ๒ มีผู้ทรงคุณวุฒิที่ร่วมเป็นกรรมการอยู่หลายท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขออนุญาตเอ่ยนามท่านคือท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ท่าน พันเอก วินัย สมพงษ์ และในนั้นเรามีในกรรมการชุดนี้มีรองประธานวิป (Whip) ๒ ท่าน มีกรรมาธิการ ร่างกฎหมาย ร่างรัฐธรรมนูญด้วย ๑ ท่าน

ในส่วนที่ ๓ นั้นประกอบด้วยผู้แทนของส่วนราชการ ทั้งแผนงาน แผนเงิน แผนคน และ ก.พ.ร. คือผู้แทนของสํานักงานบริหารราชการแผ่นดิน นอกจากนั้นแล้วเราเห็น ความสําคัญของภาคเอกชน มีภาคเอกชนหลัก องค์กรภาคเอกชนหลักอยู่ร่วมเป็นกรรมการด้วยอีก ๔ หน่วย คือ สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า สมาคมธนาคารไทย และสภาอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว ที่กราบเรียนท่านประธานว่าองค์ประกอบนี้ครอบคลุมเพราะว่าในการที่จะ พิจารณาแผนและขั้นตอนการดําเนินการปฏิรูปประเทศนั้นไม่ใช่สําคัญเฉพาะหน่วยงานของรัฐ แต่ว่าภาคเอกชนและบุคคลที่เกี่ยวข้องก็มีส่วนสําคัญ กระผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานว่ากระผมจะขออนุญาตปูพื้นฐานของเรื่องการศึกษาครั้งนี้ แล้วหลังจากนั้น จะขออนุญาตท่านประธานให้ท่าน พันเอก วินัย สมพงษ์ เป็นผู้กราบเรียนท่านประธานต่อ หลังจากนั้นก็จะให้ท่านประธานกรรมาธิการเศรษฐกิจเป็นคนกราบเรียนท่านประธานนําเสนอ เรื่องในส่วนที่เป็นของเศรษฐกิจ หลังจากนั้น พลโท อภินันท์ คําเพราะ ซึ่งเป็นเลขานุการ ของคณะอนุกรรมการด้านความมั่นคง ความจริงแล้วท่านประธานอนุกรรมการ ด้านความมั่นคงนั้นจะเป็นผู้มาเสนอเอง แต่ว่าบังเอิญท่านติดราชการ ท่านเพิ่งรับตําแหน่ง ปลัดกระทรวงกลาโหม ได้รับโปรดเกล้าฯ คือท่าน พลเอก ชัยชาญ ช้างมงคล ซึ่งก็เป็น สปท. ท่านหนึ่ง ก็ได้มอบหมายให้เลขานุการของคณะอนุกรรมการชุดนั้น คณะอนุกรรมการชุดนี้ ก็ดูเรื่องของความมั่นคง เนื่องจากว่าในมาตรา ๒๗ ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวไม่มีด้านนี้ไว้ แต่ในด้านยุทธศาสตร์มีไว้ เราเห็นว่าเรื่องนี้มีความสําคัญตัวหนึ่งได้ผนวกเข้ามาด้วย ในการศึกษาครั้งนี้ นอกจากตั้งอนุกรรมการด้านความมั่นคงแล้วเราตั้งอนุกรรมการขึ้นมา อีกชุดหนึ่งคืออนุกรรมการจัดทํารายงาน ซึ่งมีท่านดอกเตอร์พงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ก็เป็น สปท. ด้วยเช่นกันที่เป็นประธาน บังเอิญวันนี้ท่านมีภารกิจสําคัญไม่สามารถที่จะเสนอได้ ฉะนั้นกระผมจะขออนุญาตท่านประธานว่าหลังจากที่ทั้ง ๓ ท่านได้กราบเรียนท่านประธาน แล้วในส่วนของอนุกรรมการที่ท่านพงศ์ศักติฐ์รับผิดชอบอยู่กระผมจะขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธาน ในเรื่องของการศึกษาอยากจะกราบเรียนว่าเราพิจารณาเรื่องความเชื่อมโยง ของยุทธศาสตร์ชาติ ท่านคงนึกออกนะครับ สปท. เราได้ผ่านกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ ไปเมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ และท่านประธานได้ส่งไปยังรัฐบาลเมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๕๘ ได้ทราบว่าทางรัฐบาลหรือทาง ครม. มีแนวความคิดว่าจะนําเสนอกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ เข้า ครม. พร้อมกับกฎหมายแผนและขั้นตอนการดําเนินการปฏิรูปประเทศ และทราบต่อไป ว่าจะนําเสนอ สนช. พร้อมกัน ฉะนั้นคือมีลักษณะเป็นกฎหมายพวง ฉะนั้นทางชุด คณะกรรมการของเราจึงเห็นว่าความเชื่อมโยงของทั้ง ๒ ประการมีความสําคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจ้าหน้าที่ขึ้นสไลด์ (Slide)

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการฉายสไลด์)

ภาพที่ ๑ ท่านจะเห็นว่า วง ๓ วง สีส้ม สีฟ้าและสีเหลืองหรือสีไพล นั่นเป็นส่วนเกี่ยวข้องกับในเรื่องของแผน และขั้นตอนการดําเนินการปฏิรูปประเทศ วงกลมด้านบนพูดถึงเรื่องเป้าหมายของการปฏิรูปประเทศ คือตามมาตรา ๒๕๙ มาตรา ๒๕๙ พูดเอาไว้ใน ๓ ระดับ (๑) พูดถึงเป้าหมายการปฏิรูปประเทศในระดับประเทศ (๒) พูดถึงประเด็นที่จะมีการปฏิรูป และในมาตรา ๒๕๙ ได้พูดถึงกฎหมาย ร่างกฎหมาย แผนและขั้นตอนการปฏิรูปและกําหนดไว้ด้วยว่าจะต้องมีการดําเนินการอะไรบ้าง คือจะต้อง มีวิธีจัดทําแผน มีส่วนร่วมของประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องมีขั้นตอน การดําเนินการ จะต้องมีการวัดผลและระยะเวลาดําเนินการ ที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือว่า มาตรานี้ได้บัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติว่าจะต้องเริ่มดําเนินการใน ๑ ปี นับตั้งแต่กฎหมายมีผล กฎหมายมีผลเมื่อไรครับ ๑๒๐ วันนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีผลบังคับใช้และให้สัมฤทธิผลภายใน ๕ ปี ทําไมกระผมถึงมองถึงความเชื่อมโยง ของการปฏิรูปประเทศกับยุทธศาสตร์ชาติ ท่านทั้งหลายคงจําได้ มาตรา ๖๕ ของร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่ารัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ มาตรา ๑๔๒ ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้บัญญัติว่างบประมาณรายจ่ายประจําปี ต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ มาตรา ๑๖๒ บัญญัติไว้ว่านโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภาต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ มาตรา ๖๔ บัญญัติ ไว้ว่าการบริหารราชการแผ่นดินต้องสอดคล้องกับนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา ทุกท่านคงทราบอยู่ว่า การที่จะปฏิรูปประเทศแผนและขั้นตอนทั้งหลายในการปฏิรูปประเทศจําเป็นจะต้องใช้ งบประมาณ ถ้าเมื่อจําเป็นต้องใช้งบประมาณแล้วความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาตินั้น ค่อนข้างชัดเจน แม้ว่าในร่างรัฐธรรมนูญหรือในรัฐธรรมนูญจะไม่ได้บัญญัติไว้เช่นนั้น แต่มองดูแล้วความหมายน่าจะเป็นอย่างนั้น ถ้ากําหนดไว้จริง ๆ นั้น ก็คือว่าแผนและขั้นตอน การปฏิรูปนั้นก็คือสทราทีจิกมีนส์ (Strategic Means) ขออนุญาตใช้คําภาษาอังกฤษ สทราทีจิกมีนส์ (Strategic Means) นําสู่เป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติ ขออนุญาต แผ่นต่อไปครับ เพราะฉะนั้นในการศึกษาของคณะกรรมการเรายึดร่างรัฐธรรมนูญ หมวด ๑๖ เป็นตัวหลัก และเราพิจารณาต่อไปว่าในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้พูดถึงเรื่องการตั้ง คณะกรรมการไว้อะไรบ้าง เราไปดูมาตรา ๒๖๐ กําหนดไว้ให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง คณะกรรมการ มาตรา ๒๖๑ กําหนดให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการ มาตรา ๒๗๔ กําหนดให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการ แต่ในมาตรา ๒๕๙ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการปฏิรูป ไม่ได้บัญญัติอย่างนั้นไว้ ไปดูมาตรา ๓๑ ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ประกอบมาตรา ๓๙/๒ ให้ สปท. มีการศึกษาแนวทางและข้อเสนอแนะในการปฏิรูปประเทศ ฉะนั้นกรรมการจึงเห็นว่าเป็นภาระ เป็นหน้าที่ของเราส่วนหนึ่งที่เราจะต้องศึกษาเรื่องนี้ กราบเรียนว่าเป็นการศึกษาอาจจะยังไม่มีข้อสรุปแต่มีข้อเสนอแนะ ถัดไปในเรื่องของ การปฏิรูปประเทศ ในมาตรา ๒๕๘ ก่อนถึงมาตรา ๒๕๘ พูดถึงมาตรา ๒๕๗ ได้กราบเรียน ไปแล้วว่าแบ่งเป็น ๓ ระดับ มี ๓ อนุมาตรา มาตรา ๒๕๘ กําหนดปฏิรูปไว้ ๗ ด้าน แต่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้พูดไว้ว่าอย่างน้อย อย่างน้อยแสดงว่ามีเพิ่มอีก ผู้แทนของเลขากฤษฎีกา ซึ่งเป็นกรรมการอยู่ด้วย กระผมได้สอบถามในที่ประชุมว่าถ้าอย่างน้อยเพิ่มอีกได้ไหม ท่านบอกได้ ท่านประธานครับ ท่านนิกรยกมือครับท่านประธาน ประทานโทษผมนึกว่า ท่านยกมือ ขออภัย มาตรา ๒๕๘ พูดถึง ๗ ด้านแต่บอกอย่างน้อย บังเอิญผมได้มีโอกาสหารือ กับท่านตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านหนึ่งบอกว่ามาตรา ๒๕๗ บอกว่าอย่างน้อย ถ้าจะเพิ่มอีกได้ไหม ท่านบอกถ้าอย่างน้อยแสดงว่าเพิ่มได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่พวกเราโดยกรรมาธิการทั้งหลาย ช่วยกันทําอยู่เชื่อได้ว่าไม่น่าจะผิดรัฐธรรมนูญถึงแม้จะเกินจาก ๗ ด้านนะครับ

ทีนี้มาพูดถึงมาตรา ๒๕๙ ก็มีวิธีการดําเนินการปฏิรูปใน ๕ ขั้นตอนด้วยกัน ที่กราบเรียนไปแล้วนะครับ มามองถึงยุทธศาสตร์ชาติ ในยุทธศาสตร์ชาติเท่าที่ทราบอยู่ ขณะนี้อย่างที่ท่านทั้งหลายทราบวางกรอบไว้ ๖ กลุ่มด้วยกัน กลุ่มยุทธศาสตร์ชาติวางไว้ ๖ กลุ่ม เพราะฉะนั้นเราก็มามองดูว่าถ้าอย่างนั้นกรรมาธิการจึงแบ่งอย่างนี้ว่าในการปฏิรูป น่าจะแบ่งออกได้เป็น ๓ กลุ่ม

กลุ่มที่ ๑ คือกําหนดไว้ในมาตรา ๒๕๘ คือมีอยู่ ๗ ด้าน

กลุ่มที่ ๒ ก็คือที่ สปช. ได้ดูไปแล้วมีวาระปฏิรูป มีวาระปฏิรูปเร็ว มีวาระปฏิรูปพิเศษ ๓๗ บวก ๘ บวก ๙ บวก ๑๓ เป็น ๖๗ วาระ นี่เป็นอีกกลุ่มหนึ่งนะครับ

กลุ่มที่ ๓ ก็คือกรรมาธิการโดยคณะกรรมการชุดนี้ช่วยกันทํา

เราก็มามองดูต่อไปว่าเมื่อมีประเด็นที่จะต้องทําแล้ว มาตรา ๒๕๙ บอกไว้ว่า แผนและขั้นตอนการดําเนินการปฏิรูปประเทศ ในการดําเนินการปฏิรูปประเทศนั้นกฎหมาย มีส่วนสําคัญมาก เราก็ต้องดูต่อไปด้วยว่าแล้วมีกฎหมายอะไรอย่างน้อยที่จะต้องดู ยกตัวอย่างเช่น กฎหมายเกี่ยวกับระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายเกี่ยวกับเรื่องวินัยการคลัง กฎหมายเกี่ยวกับวิธีการงบประมาณ ซึ่ง ๒ กฎหมายนี้อนุกรรมาธิการที่ ๓ ของกรรมาธิการ บริหารราชการแผ่นดินได้ผ่านความเห็นชอบของ สปท. ไปแล้ว และผ่านความเห็นชอบ ของแม่น้ํา ๓ สายไปแล้ว และขณะนี้กําลังดําเนินการที่กฤษฎีกา คือทางรัฐบาลส่งไปก่อน แล้วเราก็ส่งประเด็นเพิ่มไปแล้วนะครับ นอกจากนั้นมีกฎหมายที่จะต้องเกี่ยวข้องอยู่อีก คือพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารบ้านเมืองที่ดี เราเรียกง่าย ๆ ว่า พ.ร.ฎ. จีจี (GG) คือกู๊ดกัฟเวิร์นแนนซ์ (Good Governance)

อีกเรื่องหนึ่งที่มีความสําคัญก็คือว่าพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอ และประชุมคณะรัฐมนตรี ขออนุญาตกราบเรียนว่าในเรื่องนี้สมัยกระผมทํางานอยู่ที่นั่น กระผมร่างเป็นระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยเรื่องนี้ ต่อมาดอกเตอร์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ทําเป็นพระราชกฤษฎีกา ที่เอ่ยถึงตรงนี้ก็คือว่าน่าเสียดายที่ว่าเวลาประชุมคณะรัฐมนตรีจริง ๆ แล้วบ่อยครั้งไม่ได้ดําเนินการตามนี้ ในนั้นจะบอกไว้เลยว่าการวิเคราะห์ต่าง ๆ ต้องทํา หลายเรื่องที่เข้าคณะรัฐมนตรี ตัวอย่างเรื่องการจํานําข้าวเป็นตัวอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้น ตรงนี้ในกรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดินจึงได้ตั้งอนุกรรมาธิการในการพิจารณาปรับปรุง กฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อรองรับการปฏิรูป คือบังเอิญอนุกรรมาธิการ ชุดที่ ๓ ของเราทํางานเสร็จแล้ว เราก็เลยเปลี่ยนชื่อจากภารกิจเรื่องนั้นเป็นภารกิจ เพื่อมาเตรียมขั้นตอนและในขั้นตอนเหล่านี้ผมก็เชื่อว่ากรรมาธิการทั้งหลายก็จะมีส่วนสําคัญ ที่จะทําให้ภารกิจตรงนี้ประสบความสําเร็จ

ถัดไปนะครับเราดูความเชื่อมโยง ถ้าท่านดูเชื่อมโยงข้างบนมาตรา ๒๕๘ ๗ ด้านตามร่างรัฐธรรมนูญ ในช่องที่ ๒ เป็นเรื่องของมาตรา ๒๗ ของรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว ซึ่งมี ๑๑ ด้านแต่เรามาบวกอีก ๑ ก็คือป้องกันและปราบปรามการทุจริต กรรมการเห็นว่ามีอีก ๓ ด้านอย่างน้อย ๓ ด้านมีความสําคัญ ก็คือ เพิ่มด้านความมั่นคง เพิ่มด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเพิ่มด้านการผังเมือง ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์ ทางกายภาพ ถัดลงมาข้างล่างท่านมองลงมาในช่องที่ ๓ แถว ๓ แนวนอนแถว ๓ ก็คือกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ๖ กลุ่ม เราจับเข้ามาให้เชื่อมโยงกันเพื่อประกอบการศึกษาของคณะกรรมการต่อไป กรรมการนี้ได้พิจารณาต่อไปด้วยว่าถ้ามีกรรมการหรือองค์กรในการปฏิรูปประเทศเกิดขึ้น ก็จะต้องประสานกับทางฝ่ายบริหารหรือคณะรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีเมื่อมีมติอะไรแล้ว ก็ต้องให้กระทรวง ทบวง กรม ทํา เมื่อกระทรวง ทบวง กรม โดยเฉพาะกระทรวงทําแล้ว แผนเหล่านั้นจะต้องมีความเชื่อมโยงไปสู่หน่วยปฏิบัติ โดยเฉพาะกรมหรือจังหวัด ฉะนั้น ก็เลยพิจารณาถึงเรื่องว่าถ้าอย่างนั้นลองประยุกต์ ลองเท่านั้นนะครับ ประยุกต์ เรื่องการวางแผนแบบล็อกเฟรม (Log Frame) มาใช้ การวางแผนแบบล็อกเฟรม (Log Frame) ก็คือการวางแผนแบบตรรกะสัมพันธ์ ในนี้เราเสนอไว้ว่าถ้าสมมุติว่าเป็นแผน ที่พวกเราช่วยกันทํานี้นะครับ ถือว่าเป็นแผนแม่บท ประเด็นที่พวกเราท่านทั้งหลายช่วยกันทํา เป็นแผนแม่บท ถัดไปช่องกลาง กลับไปรูปเก่าก่อนครับ ถัดไปช่องกลางนั่นก็คือเส้นหยิก ลอจิคัลเฟรม (Logical Frame) ท่านจะเห็นว่ายุทธศาสตร์ให้รัฐบาลในอนาคตเป็นคน กําหนดยุทธศาสตร์ แต่จุดมุ่งหมายกับเป้าหมายต้องเป็นไปตามที่กําหนดในรัฐธรรมนูญ แต่ยุทธศาสตร์นี้นะครับ ให้ผู้บริหารและรัฐบาลบริหารไปพิจารณา ท่านจะไม่ได้เห็น ความเชื่อมโยงจากแนวนอน แต่ลงมาจากแนวดิ่ง ซึ่งฝ่ายที่จะเป็นฝ่ายสทราทีจี (Strategy) จะไปทํา แล้วก็โยงไปถึง ตรงนี้ท่านต้องไปมองดูถึงในล็อกต่อไป ล็อกที่ ๓ ก็คือในเรื่องของ แอ็กชัน ล็อกเฟรม (Action Log Frame) ก็คือหน่วยปฏิบัติ ทีนี้ถ้าเรามาอนุโลมกันว่าจะใช้ตรง ล็อกเฟรม (Log Frame) ที่เกิดความสัมพันธ์ระหว่างแผนต่างระดับแล้ว ล็อกเฟรม (Log Frame) มีรายละเอียดมากกว่านั้น เจ้าหน้าที่ถัดไปครับ เขาจะมีถึงเรื่องมีโกล (Goal) เพอร์โพส (Purpose) เอาต์พุต (Output) แล้วก็อินพุต (Input) ทําไมถึงต้องมองตรงนี้ครับ เรามอง ความเชื่อมโยงว่าถ้าโกล (Goal) จุดมุ่งหมายนี้ก็คือรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๕๗ เพอร์โพส (Purpose) ก็คือว่ายุทธศาสตร์ชาติตามมาตรา ๖๕ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลกําลังทําอยู่ เอาต์พุต (Output) หรือผลผลิต คือสิ่งที่กําหนดไว้ในมาตรา ๒๕๘ ที่ สปช. ผ่านไปแล้ว ๓๗ บวก ๘ บวก ๙ บวก ๑๓ เป็น ๖๗ และสิ่งที่กรรมาธิการทุกชุดช่วยกันทํา ผมย้ําคําว่า ช่วยกันทํา และเสร็จแล้วเราก็ไปดูต่อว่าแล้วขั้นตอนคืออะไร ขั้นตอนก็คือที่ผมกราบเรียนไปแล้วอย่างน้อย กฎหมายหลายฉบับที่จะต้องดู และสิ่งสําคัญกว่านั้นก็ต้องดูเรื่องเงื่อนไขของความสําเร็จ นั่นคือในแนวดิ่ง มองไปถึงในแนวขวาง แนวนอน ถ้าเราต้องการผลสัมฤทธิ์ตามมาตรา ๒๕๙ เราต้องเริ่มคิดถึงตัวชี้วัด เราต้องเริ่มพิจารณาถึงวิธีตรวจวัด แล้วจะต้องพิจารณาถึงเงื่อนไข ของความสําเร็จ โยงระหว่างเบื้องล่างขึ้นไปข้างบนเชื่อมโยงกัน ซึ่งเป็นที่น่ายินดีและผมดีใจมาก ที่กรรมาธิการทุกคณะทําเรื่องนี้ ทําส่วนนี้มาได้ละเอียดดีมาก เล่มนี้ครับ เฉพาะภาคผนวก ที่ทุกกรรมาธิการทําทุกด้านใช้ความพยายามทํารายละเอียด ซึ่งในส่วนนี้เดี๋ยวผมจะขออนุญาต ท่านประธานขอแค่ ๒ กรรมาธิการที่เสนอต่อท่านที่ประชุมก็คือกรรมาธิการเศรษฐกิจ และกรรมาธิการด้านความมั่นคง เพราะว่าท่านนายกรัฐมนตรีย้ําอยู่เสมอเรื่องประเทศมั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง ฉะนั้นก็จะขออนุญาตเอาเฉพาะ ๒ ด้านนี้มานําเสนอที่ประชุมนะครับ กราบเรียนเพิ่มเติมว่าดังนั้นโดยสรุปว่า ข้อกําหนดในการศึกษานี่มีอยู่ ๕ ประการ ๑. ยึดรัฐธรรมนูญ ๒. พิจารณาความเชื่อมโยง ของยุทธศาสตร์ชาติกับปฏิรูป ๓. เสนอแนวความคิดที่นอกเหนือจากประเด็น เพราะว่า สิ่งเหล่านั้นเป็นองค์ประกอบที่สําคัญ แล้วเรื่องหนึ่งที่เมื่อกี้ลืมกราบเรียนก็คือว่ามาตรา ๒๕๙ นี่พูดถึงว่าผลสัมฤทธิ์ คณะกรรมการให้กรรมาธิการทุกคณะไปพิจารณาผลสัมฤทธิ์ ของประเด็นที่กรรมาธิการนั้น ๆ เสนอ ผลสัมฤทธิ์ต่อใคร ผลสัมฤทธิ์ต่อมาตรา ๒๕๗ คือประเทศ สังคม และประชาชน และให้ประเมินมาด้วยครับ ถ้าไม่มีผลก็ไม่ต้องใส่ดาว ถ้ามีผลเชิงบวก ๑ ดาว ถ้ามีผลเชิงบวกมาก ๒ ดาว ถ้าสูงมาก ๓ ดาว ฉะนั้นข้อมูลเหล่านี้ ที่กรรมาธิการแต่ละด้านทํานี่เวลาส่งไปทางรัฐบาลแล้วผู้ที่จะรับผิดชอบในการปฏิรูปประเทศ ก็จะได้พิจารณาว่ากรรมาธิการต่าง ๆ ของ สปท. ได้พิจารณาเรื่องนั้น ๆ ประเด็นนั้น ๆ เห็นว่ามีความสําคัญ ส่วนผู้ที่มีอํานาจหน้าที่จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไร แต่อย่างน้อยที่สุดเราเสนอในความเห็นของเรา แล้วท่านจะดูต่อไปด้วยว่ากรรมาธิการของเรานี่ เราทําเป็นทุก ๕ ปี เราวางไว้ ๒๐ ปี ๕ ปีที่ ๑ ๕ ปีที่ ๒ ๕ ปีที่ ๓ ๕ ปีที่ ๔ เป็น ๒๐ ปี มองเผื่อเอาไว้ นั่นคือโยงมาสู่ว่าในมาตรา ๒๖๖ ของวรรคสองในรัฐธรรมนูญเป็นอํานาจ ของหัวหน้า คสช. ที่จะปรับโครงสร้างและวิธีทํางานของ สปท. เพื่อให้การปฏิรูป มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นี่คือวลีหรือวรรคสําคัญ สําคัญสําหรับการปฏิรูปประเทศต่อไป ในอนาคต เดิมโดยส่วนตัวกราบเรียนว่าเห็นเสนอมาเยอะก็คิดว่าแล้ว ๕ ปีจะทําไหวหรือ แต่มานึกอีกทีพอมาดูมาตรา ๒๖๖ วรรคสองแล้ว การดําเนินการปฏิรูปประเทศคงต้องทํา ต่อเนื่อง นั่นคือเหตุที่ว่าเล่มค่อนข้างหนาแต่ว่ามีประโยชน์

ถัดไปครับ อีกเรื่องหนึ่งการศึกษาเรื่องนี้ไม่มีความพยายามที่จะร่างกฎหมาย ว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดําเนินการปฏิรูปประเทศ เพราะว่าได้มีการมอบหมายไปแล้ว ทางฝ่ายรัฐบาล

ทีนี้ภาพต่อไปครับ นี่ดูความเชื่อมโยง ผมไปเร็ว ๆ นะครับ อันนี้คือความเชื่อมโยง รูปนี้ครับประยุกต์มาจากของยุทธศาสตร์ชาติ แล้วเราจับคู่แฝดด้วยกันนะครับ จะต้องพิจารณา เรื่องการมีส่วนร่วมวิเคราะห์สถานการณ์ในประเทศ ต่างประเทศ วิเคราะห์การพัฒนาในอนาคต ลงมาสู่วัตถุประสงค์แห่งชาติลงมาถึงเป้าหมายตามมาตรา ๒๕๗ ผมจะไม่ลงไป ในรายละเอียดนะครับ เพราะว่าภาพนี้คิดว่าหลายท่านคงจะเคยเห็นแล้ว

ถัดไปครับในเรื่องของขั้นตอน เพราะมาตรา ๒๕๙ บอกว่าเราต้องเสนอ ขั้นตอนด้วย เพราะฉะนั้นภาพนี้ก็จะเห็นเรื่องของขั้นตอน แล้วถ้าท่านลงลึกลงไปนะครับ ท่านดูลงในรายละเอียดนะครับ ท่านจะเห็นว่าในเรื่องของขั้นตอนนี่เรามองถึงผลสัมฤทธิ์ ของรัฐบาลในอนาคตด้วยนะครับ แล้วก็มองไปถึงผลสัมฤทธิ์ที่จะสู่เป้าหมาย ประทานโทษ ที่จะพูดถึงว่าเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรี ไปประชุมเมื่อกันยายนปีที่แล้ว ๑๗ ประการ เพราะฉะนั้นตรงนี้เราก็เอาตรงนั้นมาดูด้วย ประกอบด้วย แล้วทางขวามือสุดของท่านนั้นท่านจะเห็นว่ามาตรา ๒๗๐ ของรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านประชามตินั่นเชื่อมโยงไปถึงกับว่าจะต้องมีการรายงานวุฒิ โดยที่วุฒิจะต้องมีการ ติดตามการดําเนินการนะครับ เราดูพื้นฐานฐานรากล่างสุดของรูปเมื่อสักครู่นี่นะครับ ท่านก็จะเห็นว่าสิ่งที่จะต้องเตรียมต้องทําก็คือว่า ๑. ตั้งแต่สร้างฐานข้อมูล ท่านต้องสร้าง ความเข้าใจเรื่องการประสานงานอะไรทั้งหลายแหล่ ฉะนั้นคือสิ่งที่คณะกรรมการมองดู

ถัดไปเรื่องประเด็นปฏิรูปนะครับ เรื่องประเด็นปฏิรูปเรียนไปแล้วนะครับ มาตรา ๒๕๘ ๗ ประการ สปช. ทําไปแล้วนะครับ แล้วก็ในส่วนนี้เดี๋ยวจะขออนุญาต ให้ทางท่านเรื่องของตัวชี้วัดนะครับ จะขออนุญาตท่านประธานแทนท่านประธาน กรรมาธิการด้านเศรษฐกิจ แล้วก็เป็นรองประธานท่านที่หนึ่งของกรรมการชุดนี้ กราบขออภัยผมลืมท่านวินัย สมพงษ์ ไปเลย ขออนุญาตท่านประธานให้ท่าน พันเอก วินัย สมพงษ์ เป็นผู้นําเรียนท่านประธาน กราบเรียนอย่างนี้ครับผมลืมเนื้อหาสําคัญเลยคือว่า ตอนที่ไปหารือท่านประธานทินพันธุ์ว่าน่าจะต้องมีกรรมการชุดนี้ขึ้น สปท. น่าจะต้อง มีบทบาทในเรื่องนี้ ตามหมวด ๑๖ ท่านประธาน สปท. ท่านก็กรุณาบอกว่าท่านนึกเรื่องนี้อยู่ เหมือนกันและท่านได้มอบหมายให้ท่าน พันเอก วินัย สมพงษ์ ได้ร่างกฎหมายฉบับนี้ไว้แล้ว และกฎหมายที่ท่านร่างไว้ก็เป็นข้อมูลส่วนหนึ่งในการพิจารณาของรายงานนี้ เช่นเดียวกันกับของ ต้องเอ่ยนามอีกท่านหนึ่งนะครับ ท่าน สปท. คุณหมอชูชัย ท่านก็ร่างไว้เราก็เอาของท่าน มาเป็นพื้นฐานในการดูประกอบนะครับ เพราะฉะนั้นขออนุญาตท่านประธานที่จะให้ท่าน พันเอก วินัย นําเรียนที่ประชุมครับ