กษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด อภิปรายสนับสนุนการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนผ่านการฟื้นฟูและจัดการพื้นที่ป่าอย่างยั่งยืน โดยเสนอให้แบ่งพื้นที่ดำเนินการเป็นสัดส่วนของครอบครัว ชุมชน วัด ราชการ และเอกชน พร้อมผลักดันนโยบายปลูกต้นไม้และจัดตั้งธนาคารเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่น เพื่อเชื่อมโยงการจัดการทรัพยากรภายใต้กรอบกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิกครับ ผม กษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด ครับ สมาชิกหมายเลข ๕ ถือว่าสําคัญครับประเด็นนี้ แล้วก็ลุกขึ้นมาอภิปรายสนับสนุนกรรมาธิการเต็มที่ครับ ฟังดูแล้วเริ่มต้นจากการเป่ดพื้นที่ป์า เพิ่มพื้นที่ป์าเพื่อให้ชุมชนเข้มแข็ง ผมกำลังลองกลับด้านดู นะครับ เพราะว่าท่านพี่หมออำพลบอกว่าให้ดูเหรียญสองด้าน ดูอีกด้านหนึ่ง ถ้าสมมุติว่า เริ่มต้นจากคําว่า ภาคเอกชน คือชุมชนเข้มแข็ง ตัวกลยุทธ์ที่ทําให้ชุมชนเข้มแข็งก็คือ ตัวเพิ่มพื้นที่ป์า สาระสำคัญตรงนี้ผมคิดว่ามันเปึนหัวใจสำคัญก็คือว่าใช้ตัวเพิ่มพื้นที่ป์า มาเปึนการสร้างพลังให้กับชุมชนให้เข้มแข็ง ผมว่ามันเปึนรูปธรรมที่สามารถขับเคลื่อนได้ โดยทันที ทีนี้สิ่งที่ผมอยากแยกแยะให้เห็นพื้นที่ของการเพิ่มพื้นที่ป์านะครับ
ประการที่ ๑ ก็คือว่าพื้นที่ของครอบครัว มันแปลว่ามันมีพื้นที่หัวไร่ปลายนา มันมีพื้นที่ทำนา และมันมีพื้นที่ทำไร่ มันสามารถแบ่งออกเปึน ๓ ส่วนได้อย่างไร นี่คือประการที่ ๑ พื้นที่ของชุมชน พื้นที่สาธารณะ พื้นที่ของวัด มันมีพื้นที่มากมาย อันนี้ ผมใช้คำว่า เปึนพื้นที่ของครอบครัว ชุมชน แล้วก็วัด
ประการที่ ๒ ท่านได้แยกแยะว่า พื้นที่ราชการ พื้นที่ของสำนักงาน พื้นที่ ที่มันเปึ้นส่วนของราชการที่ดูแล
ประการที่ ๓ ก็คือพื้นที่ของเอกชน
๓ ส่วนตรงนี้มันจะเพิ่มพื้นที่ได้อย่างไร โดยใช้เครื่องมือคำว่า เพิ่มพื้นที่ป์า แปลว่ากำลังจะใช้การเพิ่มพื้นที่ป์าเปึนกลยุทธ์สำคัญในการสร้างพลังของการเปลี่ยนแปลง ของชุมชนให้เข้มแข็ง
ประการที่ ๑ ผมอยากที่จะเพิ่มเติมในรูปธรรม สถานการณ์ ณ วันนี้ ถ้าสมมุติว่ามองแบบชุมชนเข้มแข็งเปึนพระเอก เพิ่มพื้นที่ป์าเปึนพระรอง ถ้าพลิกด้านแบบนี้ ผมอยากให้ความสําคัญ ผมเห็นด้วยกับผู้อภิปรายทุกท่านนะครับที่บอกว่าทุกคนต้องมีหัวใจ ในการที่จะมีต้นไม้อยู่ในหัวใจ ถ้าเอาต้นไม้เปึ้นหัวใจทำให้ชุมชนเข้มแข็งได้ รูปธรรม ในรูปการณ์ปัจจุบันผมอยากเน้นน้ำหนักไปที่องค์ประกอบขององค์กรในการจัดการเรื่องนี้ ในรูปของคณะกรรมการ ถ้าผมเริ่มต้นจากตรงนี้มันแปลว่าสถานการณ์ ณ ตอนนี้ ถ้าลงไปลึก ที่สุด พื้นที่กว้างที่สุด คือพื้นที่ของชุมชนท้องถิ่น วันนี้มันมีกลไก มันมีองค์กร มันมี องค์ประกอบ มันมีการรวมตัวเปึนกลุ่มเกษตร กลุ่มอนุรักษ์ กลุ่มสวัสดิการ แล้วโยงกันมาเปึน สภาองค์กรชุมชน เรื่องนี้ผมเข้าใจว่าท่านพี่หมออำพลได้ทราบเรื่องนี้ดี การร่วมกลุ่มองค์กร มันแปลว่าต้องการที่จะแก้ไขปัญหาของตัวเอง ทั้งเรื่องน้ำ ทั้งเรื่องป์า ทั้งเรื่องอาชีพ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ อันนี้มันคือกิจกรรมสำคัญที่ทำให้ชุมชนมันอยู่ได้ ท่านอาจารย์ชิดชัย ได้พูดตลอดเวลาต้องมีน้ำ ต้องมีป์า วันนี้พูดถึงเรื่องป์าถ้าความหมายของคำว่า ชุมชนท้องถิ่น ที่เข้มแข็ง มันต้องฟุ๋่นฟูระบบการจัดการเรื่องที่ดิน ก็แปลว่ามีน้ำ แปลว่ามีป์า ถ้าชุมชน ทุกชุมชนหรือว่าครอบครัวทุกครอบครัวสามารถจัดหัวไร่ปลายนากลับคืนมา พื้นที่ป์าตรงนี้ มันจะเกิดขึ้น แต่ทำอย่างไรถึงจะให้องค์กรชุมชนที่มันมีอยู่แล้วได้เปึ้นองค์กรที่ตั้งต้น ไม่ใช่ องค์กรที่ตั้งขึ้นมาใหม่ จะจัดความสัมพันธ์อย่างไรที่มันมีกลุ่มองค์กร มันมีสภาองค์กรชุมชน ที่มันมีร่วมกลุ่มของคนทั้งตำบล มาสัมพันธ์กับองค์กรท้องถิ่นที่เรียกว่า อบต. หรือเทศบาล แล้วก็กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือที่เรียกว่าท้องที่ อันนี้คือฐานหลักที่จะนำไปสู่การเพิ่มพื้นที่ป์า ถ้าเอาเรื่องกลยุทธ์ของการเพิ่มพื้นที่ป์าแล้วก็จัดระบบตรงนี้ นี่คือองค์กรพื้นฐาน แล้วหน่วยงาน ที่เราจะตั้งเพิ่มที่เกี่ยวข้องก็สามารถไปจัดได้ ผมว่าอันนี้คือจุดเริ่มต้น ไม่ได้แปลว่าร่างระเบียบนี้ ขึ้นมาแล้วก็ตั้งกลไกใหม่ขึ้นมา ถ้ามันเปึ้นแบบนี้ เปึนองค์กรพื้นฐานแบบนี้ได้ แปลว่าเอายุทธศาสตร์กลยุทธ์ที่ว่าด้วยเรื่อง ต้นไม้นี่มันเปึ้นแผนยุทธศาสตร์ ๒๐ ป้ของตำบลนั้น ๆ โดยใช้กลไกที่มีอยู่จัดระบบตรงนี้ เพิ่มเข้าไป อันนี้คือองค์กรพื้นฐานระดับพื้นที่ตำบล มันมีน้ำ เพิ่มหัวไร่ปลายนา มีต้นไม้ มันก็สามารถจัดระบบได้ ผมเข้าใจว่าอย่างนั้น นี่คือองค์ประกอบสำคัญที่เปึ้นพื้นฐาน ของกลไกในการขับเคลื่อน แล้วผมว่าเรื่องนี้สามารถจัดได้และขับเคลื่อนได้ทันที ถึงยังไม่มี ระเบียบก็สามารถดำเนินการได้ แต่ว่าถ้ามีระเบียบร้องรับ มีคณะกรรมการระดับชาติขึ้นมา รองรับแล้วเสริมไปที่ระดับจังหวัดที่มีกลไกระดับจังหวัดเพิ่มขึ้นมา ปฏิบัติการนี้ผมว่าสามารถ ดำเนินการได้ อันนี้คือประการที่ ๑ ที่ผมอยากจะเสนอเพิ่มเติมว่าองค์ประกอบของ คณะกรรมการนี้น่าจะเริ่มต้นจากเรื่องราวเหล่านี้ ผมยกรูปธรรมให้เห็นบางตัว วันนี้มีกองทุน สวัสดิการในพื้นที่ประเทศไทยไม่ต่ำกว่า ๖,๐๐๐ กว่าตำบล สวัสดิการชุมชนที่เรียกว่า ออมวันละบาท ประการสำคัญเรื่องหนึ่งก็คือว่าสวัสดิการเรื่องต้นไม้เปึนหัวใจ ของสวัสดิการชุมชน มีหลายกองทุนที่บอกว่าถ้าปลูกต้นไม้ต้นหนึ่งให้ ๑๐ บาท ถ้าปลูกพืช ส่วนครัวรั้วกินได้ก็ให้ ๑๐ บาท ถ้าไม้ยืนต้นให้ ๕๐ บาท แปลว่าระบบสวัสดิการของชุมชน ไปให้ความสำคัญของต้นไม้พอสมควร แต่ว่าเรื่องนี้ไม่ได้ถูกหยิบยกมาเปึ้นเชิงนโยบาย จะทำอย่างไรถึงจะให้ฐานสำคัญที่ชุมชนรวมตัวกันแล้วก็สร้างระบบสวัสดิการชุมชน ของตัวเองขึ้นมา ตรงนี้เปึนกำลังสำคัญ ผมเสียดายถ้ากลไกนี้จะเปึนกลไกใหม่ ถ้าเปึนกลไกเดิม จะเสริมพลังเพิ่มเติมขึ้นไปทันที หลายตำบลมีปฏิบัติการเรื่องนี้ ปลูกต้นไม้ยืนต้น ๕๐ บาท ต่อต้น ปลูกตะไคร้ ๑๐ บาทต่อต้น ปลูกผักกาดผักอะไรได้ มันมีระบบแบบนี้อยู่หลายชุมชน มีหลายชุมชนที่ทำเรื่องธนาคารเมล็ดพันธุ์ ที่ทำโดยเฉพาะเครือข่ายเกษตร พวกกลุ่มเกษตร อินทรีย์ พยายามดึงเมล็ดพันธุ์ที่เปึนเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านของเขาเองที่เหมาะสมกับพื้นถิ่น ต้นไม้บางต้นไม่สามารถที่จะไปที่พื้นที่อีกพื้นที่หนึ่งได้ นั่นก็คือแปลว่ามันมีปราชญ์ชาวบ้าน หลายคนที่พยายามตั้งศูนย์ที่เรียกว่า ศูนย์เพาะพันธุ์เมล็ดพันธุ์พื้นเมือง เอาเมล็ดพันธุ์ จากป์าในพื้นที่ตรงนั้นมาสร้างศูนย์ เพราะฉะนั้นศูนย์เหล่านี้ก็น่าจะได้รับการดูแล แทนที่ จะไปเอาที่ศูนย์เพาะกล้าของหน่วยงานราชการอย่างเดียว ทำอย่างไรให้มันเกิดธนาคาร เมล็ดพันธุ์ของพื้นบ้านเหล่านั้น
ประการที่ ๒ ที่ผมอยากเพิ่มตัวกลยุทธ์ก็คือว่า เรื่องของพื้นที่ป์าที่เราต้องการ จะเพิ่ม ผมจะเน้นน้ำหนักที่ชุมชนท้องถิ่นนะครับ ถ้าโครงสร้างและกลไกที่มันเกิดขึ้น จากตรงนี้ ลองดูครับ มีหลายพื้นที่ตำบลที่สามารถปฏิบัติการได้ทันที นั่นแปลว่าตำบล ที่พยายามเอาพืชพันธุ์พื้นเมืองที่อยู่ตรงนั้นออกจากป์าแล้วมาเพาะกล้า แล้วมาขยายพันธุ์ จุดสำคัญตรงนั้นจะเปึนจุดประกายที่ขยายผลได้ทันที มีหลายพื้นที่ที่เปึนวัด มีหลายชุมชน พยายามที่จะใช้ วันนี้ป์าช้านี่พยายามที่จะปรับเปึนพื้นที่ป์า พยายามที่จะฟุ๋นฟูทำเปึน ศูนย์กลางของการที่จะทำให้ชุมชนได้เปึนซูเปอร์มาร์เก็ต (Supermarket) ของตัวเอง สาระสำคัญอันที่ ๑ ก็คือว่าถ้าสมมุติว่าระเบียบตรงนี้สามารถเอื้อให้กับครอบครัว สามารถ จัดระบบการจัดการที่ดิน พื้นที่การผลิตนา พื้นที่หัวไร่ปลายนา พื้นที่ทำไร่ จัดระบบตรงนี้ได้ แล้วเอื้อต่อปฏิบัติการตรงนี้ได้ มันก็จะทำให้หลายชุมชนตรงนี้สามารถจัดการระบบมากขึ้น พื้นที่เอกชน ผมกำลังคิดว่าเอกชนก็สามารถเพิ่มปริมาณของพื้นที่ได้ ในขณะเดียวกัน ทำอย่างไรถึงจะให้เอกชนที่มีซีเอสอาร์ (CSR) ไปสัมพันธ์กับชุมชนท้องถิ่นที่มีการจัด รูปองค์กรตรงนี้ แล้วก็ปฏิบัติการตรงนี้ให้เจอกันให้ได้มากที่สุด ในส่วนราชการนะครับ ในส่วนราชการก็สามารถที่จะขยายพื้นที่ที่มันมีพื้นที่ว่าง มีที่เปล่า แต่ก็มีหลายพื้นที่เช่นกัน พยายามตัดต้นไม้แล้วสร้างตึก ทำอย่างไรถึงจะลดปริมาณตรงนั้นลงมาให้ได้มากที่สุด ๒-๓ ประการนี้ผมอยากที่จะเสนอเพิ่มเติมว่า องค์ประกอบสำคัญต้องเริ่มต้นจากฐาน ที่มันมีอยู่ ทำอย่างไรถึงจะจัดระบบ พ.ร.บ. สภาองค์กรชุมชนนี้มีวัตถุประสงค์ข้อหนึ่งว่า อนุรักษ์วัฒนธรรมและรักษาสิ่งแวดล้อม ผมเชื่อว่า พ.ร.บ. นั้นสามารถมาเอื้อกับระเบียบ ตรงนี้ได้ ถ้าระเบียบตรงนี้เป่ดพื้นที่ให้กับกระบวนการชุมชนท้องถิ่นตรงนี้ได้ ผมเข้าใจว่า เรื่องนี้เปึ้นเรื่องปฏิรูป เรื่องนี้ปฏิรูปได้ทันที เรื่องนี้เปึ้นเรื่องที่อ่อนไม่ขัดแย้ง แล้วก็ไม่ทะเลาะ และสามารถให้สังคมมีความเข้มแข็งครับ ขอบคุณครับ