อนุสิษฐ คุณากร หารือเรื่องปัญหาทุจริตในภาคราชการ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างธรรมาภิบาลและจรรยาบรรณในสังคมไทย โดยเฉพาะในกลุ่มของภาคราชการ พร้อมเสนอการปฏิรูปประเทศด้านธรรมาภิบาลและบรรษัทภิบาลเพื่อลดการทุจริตและปรับปรุงประสิทธิภาพ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกทุกท่านครับ ผม อนุสิษฐ คุณากร สปท. ลำดับที่ ๑๘๓ ครับ ประเด็นของรายงานฉบับนี้เป็นประเด็นที่มีความสำคัญต่อการปฏิรูป ประเทศในด้านของการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นสาระสำคัญใน ขณะนี้ ทั้งในส่วนของรัฐบาลเอง ทั้งในส่วนของภาคประชาชนเอง อยากจะเห็นการ เปลี่ยนแปลงหลาย ๆ ด้านที่จะทำให้ประเทศนั้นไปสู่ธรรมาภิบาล ไปสู่ความโปร่งใส สามารถ ตรวจสอบได้ ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน ในส่วนของการเสนอรายงานในครั้งนี้เป็นการ เสนอรายงานในกรอบของการทำงานในลักษณะของการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิ ชอบ กระบวนการของการป้องกันนั้นสิ่งที่คณะอนุกรรมาธิการได้ทำการศึกษาด้วยวิธี การศึกษาจากข้อมูลพื้นฐาน ข้อมูลทางวิชาการ รวมทั้งการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากองค์กร ภาครัฐ และได้เรียนเชิญหน่วยงานของภาครัฐหลายหน่วยงานเข้ามาร่วมหารือกัน และมี ความเห็นพ้องต้องกันครับว่าในประเด็นที่จะต้องมีการปฏิรูปในครั้งนี้ซึ่งเป็นวาระเร่งด่วนที่ จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วนั้น มีกรอบการทำงานใน ๒ มิติ
ในมิติแรกเป็นเรื่องของภาคราชการเอง ซึ่งในส่วนของภาคราชการนั้น ในมิติแรกมีประเด็นที่เป็นปัญหาที่สำคัญอยู่พอจะสรุปได้ ๕-๖ ประการครับ ในประการแรก ประเด็นในเรื่องของเจ้าหน้าที่ของรัฐเองขาดความรู้ความเข้าใจ ไม่มีการศึกษาระเบียบ รูปแบบ หรือวิธีการของภาคราชการในมิติในเรื่องของการป้องกันและปราบปรามการทุจริต หน่วยงานของรัฐไม่ได้ให้ความสำคัญในด้านคุณธรรมและจริยธรรมเท่าที่ควร ถึงแม้เรา จะมีกรอบในการทำงานในเชิงของจรรยาบรรณก็ดี มีกฎหมายบางประการในเรื่องของ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดีก็ดี สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือความชัดเจน ในกระบวนการของการกำหนดนโยบาย ในกระบวนการของมาตรการต่าง ๆ รวมทั้งในเรื่อง ของการติดตามตรวจสอบและการกำกับดูแลให้บังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ในเรื่องของ การขาดประสิทธิภาพในเรื่องของการบังคับใช้เมื่อกรณีมีการทุจริต ยกตัวอย่างเช่นในเรื่อง ของการลงโทษทางวินัยก็ยังมีความสลับซับซ้อน มีความสับสนอยู่ในแต่ละงาน การใช้ ดุลยพินิจและการผูกขาดอำนาจในส่วนราชการเองจำเป็นที่จะต้องมีการทบทวนปรับปรุง อันนี้ก็เป็นประเด็นที่เป็นปัญหาที่เป็นสาระสำคัญในส่วนของภาครัฐ และเรามองเห็นว่า ถึงแม้จะมีกฎหมายบังคับใช้ มีบทลงโทษที่มากมายเพียงใดก็ตาม ต้นทุนของประเทศนั้น จำเป็นครับที่จะต้องสร้างธรรมาภิบาล สร้างจรรยาบรรณให้เกิดขึ้นในสังคมไทย โดยเฉพาะ ในกลุ่มของภาคราชการ ซึ่งถือว่าเป็นกลไกสำคัญครับที่จะนำไปสู่การทุจริตและการ ประพฤติมิชอบทั้งภาคราชการเองและภาคเอกชน
ในมิติที่ ๒ ในวันนี้จะมีข้อเสนอรายงานในส่วนของภาคเอกชนว่าในส่วนของ ธรรมาภิบาลหรือบรรษัทภิบาลนั้นเรามีความจำเป็นที่จะต้องมีการทบทวนและปรับปรุง ประสิทธิภาพในมิติใดบ้าง สิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นปัญหาที่สำคัญในขณะนี้ในภาพโดยรวม เราจะเห็นว่าการทุจริตและประพฤติมิชอบนั้นเป็นเรื่องของการสมยอม เป็นเรื่องของ การยอมรับหรือเปิดโอกาส เปิดช่องทาง ให้ภาคเอกชนและภาคราชการเองร่วมมือกัน ในการกระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาคเอกชนเองถ้าดูจากสถิติ เดี๋ยวสักครู่ ทางท่านอาจารย์ทศพรจะได้ชี้ให้เห็นว่าการให้ความสำคัญในด้านคุณธรรม จริยธรรมนั้น ยังมีไม่เพียงพอ อยู่ในขอบเขตที่ค่อนข้างจำกัด การหลีกเลี่ยงภาษีในสังคมไทย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเงินไปลงทุนหรือหลีกเลี่ยงไปโดยบริษัทนอกอาณาเขตหรือ ที่เราเรียกว่า ออฟชอร์คัมพานี (Offshore Company) นั้น มีความสูญเสียและความเสียหาย ต่อชาติบ้านเมืองมหาศาล ประเด็นของการใช้ข้อมูลภายในของบริษัทเพื่อหาประโยชน์ สำหรับตนเองและบุคคลอื่นก็จะเห็นได้ว่ามีประเด็นที่มีความสำคัญ บทลงโทษต่าง ๆ ดูเหมือนจะไม่สามารถสนองตอบต่อการป้องกันและการแก้ไขปัญหาการทุจริตในองค์กร ในบริษัทต่าง ๆ ได้ ฉะนั้นประเด็นเหล่านี้ครับจึงนำมาสู่การศึกษาแล้วก็ถูกกำหนดออกมา เป็นรายงานในการเสนอเพื่อการปฏิรูปประเทศทั้ง ๒ ด้าน ทั้งในเรื่องของการส่งเสริม คุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณ และระบบการบริหารงานที่มีธรรมาภิบาลในภาครัฐ และที่มีธรรมาภิบาลหรือบรรษัทภิบาลในภาคเอกชนครับ ในโอกาสต่อไปผมขออนุญาต ท่านประธานได้ให้ทางท่านคุณหมอณรงค์ สหเมธาพัฒน์ และอาจารย์ทศพรซึ่งจะได้ชี้แจงใน ภาครัฐและภาคเอกชนในรายละเอียดต่อไปครับ ผมขออนุญาตครับ