สมพงษ์ ชี้ทุจริตยังรุนแรง เสนอเพิ่มยื่นบัญชีทรัพย์สิน-เปิดข้อมูลจัดซื้อจัดจ้าง

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๔๘ · ๑๙ กันยายน ๒๕๕๙

สมพงษ์ สระกวี หารือปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่ยังคงเรื้อรัง แม้ผลจัดอันดับจะดีขึ้นแต่ยังขาดความคืบหน้าในทางปฏิบัติ เสนอให้เร่งขับเคลื่อนการปฏิรูปผ่านกรรมาธิการวิสามัญฯ โดยเน้นการออกกฎหมายที่เข้มงวด การเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง และการยื่นบัญชีทรัพย์สินของบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเงินของรัฐ รวมถึงการศึกษาแนวทางจากประเทศที่ประสบความสำเร็จเพื่อนำมาปรับใช้อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อสร้างระบบป้องกันที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

นายสมพงษ์ สระกวี

ท่านประธานที่เคารพครับ เพื่อนสมาชิก สปท. ผู้ทรงเกียรติ ท่านกรรมาธิการ ซึ่งในประเด็นข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปเพื่อการป้องกันการทุจริต ประพฤติมิชอบทั้งหลายที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเรานี่นะครับ ก็เป็นข้อเสนอที่น่าสนใจ และมีหลายส่วนที่กระผมใคร่อยากจะเพิ่มเติมเสนอแนะเท่าที่เวลาพอจะมี ที่จริง ท่านประธานครับ ปัญหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชันนั้นก็เป็นปัญหาใหญ่คู่กับสังคมไทยนะครับ พอ ๆ กับที่จะต้องแก้ปัญหาความยากจน ปัญหายาเสพติด ปัญหาความรุนแรง ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ แล้วก็ปัญหาคอร์รัปชันนี่ละครับซึ่งเป็นทุกข์ของแผ่นดินที่หมักหมม มายาวนาน เป็นปัญหาที่จะต้องใช้สติปัญญาและความกล้าหาญในการแก้ไขกันอยู่พอสมควร แต่อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน เนื่องจากว่าเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันนั้นมันไม่ได้เกิดขึ้นที่ ประเทศไทยประเทศเดียวในโลกใบนี้ ดังนั้นประเทศอื่น ๆ เขาก็มีปัญหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน หลาย ๆ ประเทศก็แก้ปัญหานี้ได้สำเร็จ หลาย ๆ ประเทศก็ได้ทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง องค์การ ระหว่างประเทศระดับสหประชาชาติหรือยูเอ็น (UN) ก็ได้ทุ่มเททรัพยากรบุคคล ความรู้ ประสบการณ์เพื่อการแก้ไขปัญหานี้ ดังนั้นถ้าประเทศไทยแก้ปัญหานี้ไม่ได้ คิดไม่ได้ คิดไม่ออก หรือบ่นซ้ำซากกันอยู่แต่เพียงว่าประเทศเรานั้นมีปัญหาการทุจริต มาอยู่ใน สปท. ก็พูดเรื่องทุจริต ไปสนามหลวงเมื่อ ๒ วันที่แล้วก็ไปเปิดไฟไล่ทุจริต นโยบายเรื่องทุจริตก็ชัดเจน การรณรงค์ก็เอิกเกริก เสียเงินค่ารณรงค์ทุจริตไป และไม่รู้มีการทุจริตในเงินรณรงค์นั้นหรือไม่ ก็แทบจะพูดกันได้ ตื่นมาก็ได้รู้จักกับคำว่าเกิดมาไม่โกง ไปเปิดไฟก็แล้ว อะไรก็แล้ว ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าทำไมเราถึงพูดปัญหานี้กันอย่างซ้ำซาก และเมื่อมี สปท. เกิดขึ้น มีรัฐบาล เกิดขึ้น หรือมีพรรคการเมืองเกิดขึ้น ก็ดูเหมือนจะรณรงค์เรื่องการคอร์รัปชันกันอย่างไม่มี ที่สิ้นสุด เพราะฉะนั้นประเด็นจึงรวมความครับท่านประธาน ผมจึงเห็นว่าในเรื่องนี้นั้นอยู่ที่ สติปัญญา ความคิดริเริ่ม และการเสนอหาแนวทางออกเพื่อแก้ไขปัญหานี้ นี่คือปัญหาใจกลาง ไม่ได้เป็นปัญหาที่จะต้องอธิบายความกันอีกแล้วว่าประเทศนี้กำลังเผชิญกับปัญหาที่ หมักหมมยุ่งยากคือปัญหาคอร์รัปชัน วันแรก ๆ ที่ผมอยู่ในสภาแห่งนี้ทันทีที่มีการตั้งคณะกรรมาธิการก็มีคณะกรรมาธิการ ที่มีลักษณะพิเศษกว่าคนอื่นเขา ก็คือคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบอันได้มาซึ่งข้อเสนอแนะ ในวันนี้ ท่านประธานครับ เมื่อเราพูดเรื่องปัญหาเรื่องคอร์รัปชันกันอย่างซ้ำซากนั้น ผมก็เห็นว่า เวลาเราดำเนินการแก้ปัญหานี้ ที่จริงเราก็มาถูกทางแล้วนะครับ ผมก็เห็นประเทศอื่น ๆ เขาก็ ทำแบบนี้นะครับ โดยเฉพาะประเทศใหญ่ ๆ อย่างจีนซึ่งเขาต้องแก้ปัญหานี้อย่างยากเย็นนี่นะครับ ก็เริ่มต้นด้วยการรณรงค์ เริ่มต้นด้วยการรับหรือนายกรัฐมนตรีมีนโยบาย ของเราก็รณรงค์ กันหนักและมีนโยบายที่ชัดเจนโดยเฉพาะในรัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นี่เป็นข้อที่ ๑

ต่อมาในข้อที่ ๒ ก็ต้องมีการออกกฎหมายที่เข้มงวด ลงโทษกันรุนแรง นอกจากนั้นแล้วยังจะลงมือปฏิบัติตามกฎหมายกันอย่างจริงจัง ลงมือปฏิบัติตามนโยบายกัน อย่างจริงจัง ๒ ปีของรัฐบาล คสช. ทำโพล (Poll) ออกมาดูเหมือนคะแนนเรื่องปราบปราม ทุจริตนั้นสูงสุด แก้อะไรไม่ได้ แต่ประชาชนเชื่อว่าแก้ทุจริตได้ นั่นก็แสดงว่ากฎหมาย ใช้ได้แล้ว นโยบายก็ดีแล้ว การลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังและเข้มงวดก็ไม่ธรรมดาแล้ว

ข้อที่ ๓ ก็คือมาตรการป้องกันไม่ให้สิ่งนี้ที่เรียกว่าปัญหาทุจริตได้เกิดขึ้น ซึ่งผมก็เห็นว่าอันนี้ละครับเป็นประเด็นที่กรรมาธิการได้เสนอแนะไว้อย่างน่ารับฟัง และจะเป็นประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งผมก็อ่านเอกสารจากที่ประเทศอื่นเขาพูดไว้ เป็นเหมือนกับหลักการในเรื่องปราบปรามทุจริตว่า อันที่ ๑ นั้นทำให้ประชาชนในประเทศ ของข้าพเจ้าไม่กล้าคิดทุจริต เพราะฉะนั้นการที่มีการรณรงค์กันอย่างมากเป็นเรื่องดีครับ การมีนโยบายที่ชัดเจนก็เป็นเรื่องดีครับ เพื่อที่จะทำให้ประชาชนไม่กล้าคิดทุจริต อันที่ ๒ ประชาชนของข้าพเจ้าถึงจะกล้าคิดทุจริตแต่จะไม่กล้าลงมือทำ ได้แค่คิด เพราะประเทศของข้าพเจ้ามีกฎหมายที่เอาจริงเอาจังและมีการปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจัง ประชาชนไม่กล้าคิดทุจริต ถึงคิดก็ไม่กล้าทำ และอันที่ ๓ ถึงอยากทำก็ทำไม่ได้ อันนี้ สำคัญที่สุด ซึ่งกรรมาธิการผมเข้าใจว่าก็คิดเรื่องนี้ ไม่ได้เยิ่นเย้ออยู่กับไปอภิปรายว่าทุจริต คืออะไรกันอีกแล้ว ดังนั้นเมื่ออยากทำก็ทำไม่ได้เพราะมีมาตรการการป้องกันที่แข็งแรง ข้อนี้ละครับจะเป็นข้อเสนอแนะของกรรมาธิการต่อสภาแห่งนี้ ต่อรัฐบาล ต่อแม่น้ำ ๕ สาย และต่อสังคมทั้งหมดว่าเราได้คิดเรื่องนี้ เราได้ค้นเรื่องนี้และได้วางมาตรการในเรื่องการปฏิรูป ในการป้องกันหรือสร้างมาตรการเพื่อป้องกันการทุจริตที่แข็งแรงไว้อย่างไร ท่านประธานครับ ในเวลาอันจำกัด ผมก็เห็นว่าอย่างในข้อที่ ๒ ในข้อเสนอแนะการปฏิรูป มาตรการที่ ๒ นั้นก็คือกำหนดบุคคลที่ต้องยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สินเพิ่มเติม อันนี้ถือว่าดีครับ เพราะนี่เป็นเรื่องที่จะต้องลงในรายละเอียดในเรื่องของมาตรการป้องกัน เพราะฉะนั้นการเพิ่มบุคคลที่มีอำนาจในการอนุมัติจัดซื้อจัดจ้างหรือข้าราชการที่มีอำนาจ ในการอนุมัติอนุญาต รวมไปจนถึงทันสมัยมาก แต่คงยากในการปฏิบัติ นั่นก็คือพวกโยกย้าย แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ไปดำรงตำแหน่งต่าง ๆ แต่ก็ตรงจุด เพราะเวลาโยกย้าย แต่งตั้ง ลือกันเหลือเกินเอาออกมาให้เป็นจริงเสียทีว่าที่โยกย้าย แต่งตั้งกันทีไร แล้วก็มีการวิ่งเต้น ซื้อขายตำแหน่ง ท่านประธานครับ ผมอยากจะเพิ่มเติมในข้อนี้ มาตรการที่กำหนดให้บุคคล ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินนั้น ผมขอแลกเปลี่ยนกับกรรมาธิการดังนี้ว่า ท่านกรรมาธิการทราบใช่ไหมครับว่าการทุจริตคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นในแผ่นดินนี้ นอกจาก เรื่องจัดซื้อจัดจ้างแล้วเกิดขึ้นจากหน่วยงานของรัฐที่ทำตัวเป็นรัฐหรือมีอำนาจกำหนดให้เป็น เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐที่หารายได้ให้รัฐหรือรับเงินแทนรัฐ ผมแปลกใจครับ ไม่มีในมาตรการข้อนี้ มีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยหลายแห่งทำมาหลายหน ไม่ว่าจุฬา ธรรมศาสตร์ หรือที่ไหน ๆ วิจัยว่าหน่วยงานรับเงินของรัฐที่มีการทุจริตคอร์รัปชัน ที่ประชาชนเขาให้ข้อมูลรวบรวมไว้เป็นงานวิจัยมีอะไรบ้าง

อันดับหนึ่งเลยสมัยก่อนกรมศุลกากรท่านทราบไหมครับ ผมว่าท่านทราบ กรมสรรพากรท่านทราบไหมครับ ผมว่าท่านก็ทราบ อธิบดีกรมสรรพากรเพิ่งหลุดไป เพราะ ไปคืนเงินแวต (VAT) หรือเงินอะไรในสินค้าที่ส่งออกสมคบกับกรมศุลกากร เก็บก็ได้ ไม่เก็บ ก็ได้ ยกเว้นก็ได้ ไม่ยกเว้นก็ได้ ทำตัวตามอำนาจ เพราะทำหน้าที่แทนรัฐ เพราะฉะนั้น ในงานวิจัยครับท่านประธาน ที่จริงผมไม่ต้องซ้ำ ผมคิดว่ากรรมาธิการรู้ดีอยู่แล้ว กรมสรรพากร กรมศุลกากร ที่น่าแปลกใจที่สุด กรมที่ดิน คงเข้าใจว่าการประเมินราคาที่ดิน เพื่อเสียภาษีหรืออะไรตุกติกได้ กรมที่ดินกลายเป็นกรมที่ประชาชนให้ ในรายงานวิจัยว่า ต้องจ่ายเงินให้กับกรมนี้แทบทุกระดับชั้น ส่วนกรมสรรพสามิตหรือกระทรวงพาณิชย์ท่านคง ได้ยินว่าโควตาข้าวส่งไปยุโรป โควตาน้ำตาล โควตาเอากากถั่วเหลืองเข้ามาในประเทศ ที่กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงถ้าเราไม่นึกกันนะครับ แต่พอไปเกี่ยวกับเงินกับทอง นี่นะครับ กรมต่าง ๆ เหล่านี้ซึ่งมีอยู่ในงานวิจัยควรจะได้บรรจุไว้ว่าหน่วยงานของรัฐ ที่มีหน้าที่รับเงินแทนรัฐ หรือดีไม่ดีจ่ายเงินแทนรัฐต้องชี้แจงทรัพย์สินครับท่านประธาน

เพราะฉะนั้นโดยรวมความว่าเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้มันเกิดขึ้นจนกระทั่งว่า รู้อยู่แล้ว ผมจึงขอเสนอแนะว่าช่วยบรรจุลงไปให้ครอบคลุม เพราะเรื่องของมาตรการนั้น มันเป็นเรื่องของรายละเอียดไม่ใช่หลักการแล้ว หลักการเราจบไปแล้วว่าจะมีนโยบายอย่างไร จะมีกฎหมายอย่างไร แต่ตอนนี้เป็นมาตรการที่ต้องลงรายละเอียด เช่นเดียวกับมาตรการ ที่น่าสนใจ คือมาตรการที่ ๓ การแสดงผลการจัดซื้อจัดจ้าง อันนี้ก็เช่นเดียวกันครับ ท่านประธาน เรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างเป็นตำนาน ถ้าเป็นหนังสือนิยายก็หลายร้อยตอนจบ มาตรการเรื่องพวกนี้จะต้องลงสู่รายละเอียดแบบที่ท่าน พลตำรวจโท อำนวยได้อภิปราย ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นมาก ผมจะเรียนท่าน แต่ถือว่ากล่าวในที่ประชุม ที่จริงผมไม่อยากกล่าว แต่เอาเป็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับอีอ็อกชัน (e-Auction) มีหน้าที่คุมอีอ็อกชัน (e-Auction) ปกติแล้วหน่วยงานนี้ไม่ควรจะหาสตางค์ได้ เพราะเป็นการคุมอีอ็อกชัน (e-Auction) หรือคุมการประมูลให้บริสุทธิ์ยุติธรรม แต่ผมได้ยินจากพวกเข้าประมูลทั้งหลาย บอกว่ากรมนี้แหละกินกันยุบยับ กินขายข้อมูล กินแก้ตัวเลข ผมบอกว่าขนาดนั้นเลยหรือ อุตส่าห์ตั้งหน่วยงานขึ้นมาเพื่อให้การประมูลมันโปร่งใส แต่กลายเป็นหน่วยงานที่วางใจไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมต้องขอบคุณกรรมาธิการที่บอกว่า ให้การแสดงผลการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งผลนั้นก็คงจะบอกอะไรได้เยอะ เหมือนกับบอกอาการ แต่รากของอาการคืออะไรนี่ผมคิดว่าเหมือนที่ พลตำรวจโท อำนวยได้พูดไว้นะครับ

นอกจากนั้นในเรื่องของเกณฑ์จริยธรรม ข้อห้ามหรือคู่มือในการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งเรื่องพวกนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ทางกรรมาธิการได้เสนอแนะมาตรการไว้อย่างน่าสนใจหมดนะครับ ผมสนับสนุนและให้กำลังใจ เพราะเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่จะต้องลงสู่รายละเอียด เพราะฉะนั้นเรื่องการวิจัยของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เรื่องของหลักเกณฑ์ปฏิบัติที่นานาชาติ เขาได้ปฏิบัติไว้นี่ก็ลอกละครับ ท่านประธานที่เคารพ ผมคิดว่าตัวอย่างดี ๆ เหล่านั้น มันไม่ใช่ลิขสิทธิ์ที่จะบอกว่าวิธีปราบโกงในประเทศต่าง ๆ ที่ยูเอ็น (UN) ศึกษาไว้นี้จะเอามา ใช้กับประเทศไทยไม่ได้ ยิ่งกว่านั้นนะครับท่านประธาน ผมไม่อยากให้ตกอยู่ใน หลุมดำของความกลัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องมาตรการระบบบรรษัทภิบาลในภาคเอกชน จากระบบราชการซึ่งเราคิดว่าใช้อำนาจในทางราชการได้ ครั้นเมื่อไปเป็นบรรษัทภิบาล ในภาคเอกชน หลายคนก็จะกลัวว่าจะเป็นการไล่บริษัทเอกชนให้ไปลงทุนในประเทศอื่น มาประเทศเราแล้วกติกาเข้มงวดเหลือเกินอะไรทำนองนี้นะครับ ท่านประธานครับ ก็เช่นเดียวกันครับ หลักการเดียวกันครับว่าประเทศในโลกใบนี้ที่เขามีมาตรการที่เข้มงวด โปร่งใส แต่เขาก็ได้รับการนับถือยกย่อง ผมไม่เห็นว่าใครเขาจะหนี มีแต่คนจะกลับไปลงทุน ก็ยกตัวอย่างประเทศสิงคโปร์ครับใกล้ ๆ ทำไมประเทศซึ่งเขาได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่โปร่งใส สะอาดอันดับต้น ๆ ของโลกใบนี้ครับ และประเทศต่าง ๆ เขาก็ยินดีอยากจะไปลงทุน ในประเทศที่สะอาด โปร่งใส คำถามจึงเหลืออย่างเดียวที่ผมอยากเห็นแล้วก็ไม่เห็นอีกจนได้ เขาทำอย่างไร ลอกเขาหน่อยได้ไหม นี่ผมอ่านในโซเชียลมีเดีย (Social Media) นี่นะครับ ว่ารัฐบาลจีนมีมาตรการที่ข้าราชการต้องปฏิบัติ ห้ามปูพรมแดง ห้ามไปกินงานเลี้ยง ห้ามรับของขวัญ ห้ามสารพัดห้าม อันนั้นตัวอย่างของจีนเขา ซึ่งเขาเจอปัญหาระบบราชการ เขาใหญ่ สมาชิกพรรคเขาเยอะ แต่อย่างสิงคโปร์นี่ผมคิดว่ากรรมาธิการก็ลอกเลยละครับ ถ้ามีกฎหมายก็แปลเลยละครับ เพราะผมทราบมาว่าถ้าเป็นกฎหมายนี่ไม่เสียค่าลิขสิทธิ์ บอกกับสมาชิกแห่งนี้หน่อยเถอะครับว่าสิงคโปร์นี่เขาทำประเทศของเขาให้โปร่งใสได้อย่างไร ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ เขาปฏิบัติอย่างไร เขามีกฎหมายแบบไหน หรือแม้กระทั่งค่าตอบแทน ข้าราชการหรือนายกรัฐมนตรีของเขาที่มีหน้าที่คุมโกงของประเทศ เขามีเงินเดือน เดือนละ ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่นายกรัฐมนตรีของเราเงินเดือน ๑๐๐,๐๐๐ กว่าบาท มันมีผลต่อ คำว่าการควบคุมการทุจริตคอร์รัปชันหรือไม่ เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงเห็นว่า ณ นาทีนี้การปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน การป้องกันมิให้เกิดการทุจริต คอร์รัปชันนั้น เรามาถึงจุดที่ต้องสนใจเรื่องการศึกษาลงรายละเอียดว่าด้วยวิธีการแล้วละครับ หลักการนั้นไม่ต้องแล้ว ทำอย่างไรให้คนไม่คิดทุจริต ทำอย่างไรถึงคิดทุจริตก็ไม่กล้าทำ และอันสุดท้ายที่ผมจะจบลงก็คือ ถึงอยากจะทำก็ทำไม่ได้ เราได้ศึกษา เราได้ลงรายละเอียด เราได้สร้างเกราะป้องกันไม่ให้ข้าราชการหรือไม่ให้ประชาชนถลำลงไปในบ่อลึกของ การทุจริต อยากจะลงในบ่อนี้ก็ยังลงไม่ได้ ปิดแน่นมีมาตรการป้องกันแน่นหนา คิดมาได้ อย่างไรก็ไม่รู้ ศึกษาเอา ลอกเอา เพราะเราเชื่อว่าการคอร์รัปชันนั้นไม่ได้เกิดที่ประเทศไทย เพียงประเทศเดียว ประเทศไหนป้องกันทุจริตได้ดีลอกหมด ข้อเสนอแนะของยูเอ็น (UN) ที่ศึกษาไว้ในการป้องกันทุจริตคอร์รัปชันเอามาศึกษา เอามาลอก เอามาเริ่มต้นหมด