สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๔๗ · ๑๓ กันยายน ๒๕๕๙

วิทยา แก้วภราดัย หารือเรื่องการกำหนดสัดส่วนสมาชิกพรรคการเมือง และระบบการเลือกตั้ง ส.ส. โดยชี้แจงว่าในพรรคประชาธิปัตย์ มีโครงสร้างที่แตกต่างจากพรรคอื่น และมีข้อกังวลเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส. โดยเสนอให้มีการศึกษาและพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้ง

นายวิทยา แก้วภราดัย กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมฟังข้อเสนอแนะของเพื่อนสมาชิกแล้วนะครับ ก็คิดว่ามันมี ๒ เรื่องนะครับ เรื่องที่ ๑ คือท่านกังวลว่าเมื่อเรากำหนดให้มีสมาชิกพรรคนะครับ เขาเสียสตางค์แล้ว เขาเลือกแล้วว่า ใครควรจะเปึน ส.ส. เขตเขา เมื่อนำเสนอขึ้นไปแล้วปรากฏว่ามันต้องไปผ่านที่ประชุมใหญ่พรรค แล้วอำนาจเด็ดขาดอยู่ที่กรรมการบริหารพรรค แล้วก็ท่านกังวลว่าโดยข้อบังคับพรรคจริง ๆ แต่ละพรรคการเมืองที่เปึนอยู่ในประเทศไทยเดี๋ยวนี้นะครับ มันจะแตกต่างกัน ผมกับท่านประธานอลงกรณ์จะคุ้นเคยครับ คือที่ประชุมใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ เปึนอย่างที่ท่านพูดครับ คือมี ส.ส. มีกรรมการบริหาร มีอดีตรัฐมนตรี มีประธานสาขา มีตัวแทนพรรคที่ส่งลงสมัคร ในระดับท้องถิ่น ทั้งหมดจะถูกจัดให้เปึนสัดส่วนของคะแนนหมด เพราะฉะนั้นเวลา จัดประชุมใหญ่ ที่ประชุมใหญ่พรรคแต่ละครั้งจะมีคนเข้าร่วมประชุมนี่ต้องเป่ดโรงแรม ขนาดใหญ่ ๓๐๐ กว่าคน แล้วกระบวนการการลงคะแนนครับ น้ำหนักคะแนนแต่ละอัน จะไม่เท่ากันหมด ส.ส. มี ๑๔๐ คน น้ำหนักคะแนน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ สาขาอีก ๑๐๐ กว่าสาขา น้ำหนักคะแนน ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ อดีตรัฐมนตรี อดีต ส.ส. มันจะเปึ้น โครงสร้างอย่างนี้หมด ซึ่งกระบวนการผมคิดว่าพรรคการเมืองอื่นไม่เคยเจอ ผมเคยจัดการ เลือกตั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กรรมการบริหาร ๒ ครั้ง ต้องซักซ้อมหมดครับวิธีการ ลงคะแนนเพื่อให้อยู่ในกรอบเวลาทั้งหมดค่อนข้างเปึ้นเรื่องใหญ่ คราวนี้ก็มีข้อกังวลท่านว่า ถ้าเกิดสาขาเขาเสนอตัวคนเปึน ส.ส. แล้วนะครับ ผ่านที่ประชุมใหญ่แล้วทำไม กรรมการบริหารหักดิบอีกได้ ผมได้ชี้แจงไปเมื่อวานนะครับว่าเปึนไปได้ครับ เมื่อสาขา ตัดสินใจเลือกคนใดคนหนึ่งขึ้นไปเปึน ส.ส. ส่งให้ที่ประชุมใหญ่ ที่ประชุมใหญ่อาจจะ ไม่เห็นด้วยเลย กรรมการบริหารอาจจะไม่เห็นด้วยเลย เปึนไปได้ครับ เพราะว่าเราก็กังวล เหมือนกันครับว่าสาขาที่กำหนดไว้ในแต่ละสาขาถ้าไม่กำหนดสมาชิกพรรคในปริมาณที่ พอสมควรมันล็อกมาจากนั่นได้ แต่ถ้าเกิดว่ากรรมการบริหารพรรคเสนอผมขึ้นไปเปึน ส.ส. ครั้งที่ ๑ แล้ว ประทานโทษนะครับ พอไปกรรมการบริหารพรรคไปเลือกคุณวันชัยไม่ว่า ครั้งที่ ๒ เลือกตั้งอีก ๔ ป้ข้างหน้าเสนอผมอีก ไปเลือกคุณเสรี ผมคิดว่าสมาชิกพรรคที่นั่น ผู้นั้นเขาเริ่มทบทวนแล้วครับว่าเขาอยู่ได้ไม่ได้กับพรรคนี้ ที่เสียค่าบำรุงรายป้จะเสียต่อหรือ ไม่เสียต่อ การต่อรองระดับนั้นเกิดครับ แต่ถ้าให้สาขาทุกสาขากำหนดได้ว่าใครจะเปึ้น ส.ส. และพรรคต้องยอมรับตามหมด ผมคิดว่าเปึนเรื่องกระบวนการที่ฟังด้านเดียวเหมือนกัน เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้มีเพื่อนสมาชิกเข้าใจว่า ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม อาจารย์ถวิลวดี เคยให้ความคิดเห็นไว้เมื่อวานครับว่าใน พ.ร.บ. พรรคการเมืองให้พูดถึง ส.ส. ระบบบัญชีด้วย ซึ่งอำนาจตัดสินใจก็อยู่ตรงนั้นนะครับ ในรายงานนี้ผมเข้าใจว่าไม่ได้เขียนถึงที่มา ระบบบัญชีเลย เพราะใจผมไม่เห็นด้วยกับระบบบัญชีแล้ว ที่ผมชี้แจงในสภาหลายครั้งแล้ว ครับว่า ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อคือที่ระดมทุนของพรรคการเมือง เปึนแหล่งมั่วสุมของนายทุน พรรค เพราะฉะนั้นอาจารย์ถวิลวดีเสนอเมื่อวานครับว่าอย่างน้อยการส่ง ส.ส. ทั่วประเทศ ให้คำนึงถึงสัดส่วน ส.ส. ผู้หญิงและผู้ชาย บัญชีรายชื่อพรรคการเมืองควรคำนึงถึงสัดส่วนของ การกระจายในทุกภูมิภาค และควรคํานึงถึงสัดส่วน เพราะฉะนั้นมันก็มีหลายเรื่องครับที่จะ ไปเขียนไว้ แต่ผมก็ขออนุญาตเรียนท่านเพื่อนสมาชิกที่มีข้อติติงนะครับว่า ถ้าจะบังคับให้ พรรคการเมืองทุกพรรคการเมืองสร้างโครงสร้างกรรมการบริหารและสร้างโครงสร้าง ที่ประชุมใหญ่ให้เหมือนตามข้อบังคับนี้ ผมไม่แน่ใจว่าจะยึดหลักอันไหนในการที่จะเขียน บังคับเลยครับว่าให้แต่ละพรรคการเมืองต้องตั้งพรรคการเมือง ต้องมีข้อบังคับว่า ที่ประชุมใหญ่เปึนใคร มีสัดส่วนอย่างไร ๒. กรรมการบริหารพรรคเปึนใครมาจากไหน แล้วก็ระบบพรรคการเมืองที่มีอยู่ทั้งประเทศไทยผมคิดว่ามีพรรคการเมืองเดียวครับที่เขียน แบบอาจารย์เฉลิมชัยว่า คือพรรคประชาธิปัตย์จริง ๆ เพราะฉะนั้นถ้าลากอย่างนั้นเท่ากับ ผมกำลังจะต้องลากทุกพรรคมาเขียนข้อบังคับให้เหมือนพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งอาจจะเปึน ผลดีนะครับ ถ้าท่านคิดว่าจําเปึนนะครับ ผมก็คิดว่ามอบท่านประธานตั้งคณะที่จะศึกษา เรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง ในการที่จะต่อท้ายข้อคิดเห็นของคณะกรรมาธิการเปึนข้อเสนอแนะของ เพื่อนสมาชิกต่อไปอีกสักข้อหนึ่งนะครับ ขออนุญาตที่จะเรียนชี้แจงเบื้องต้นอย่างนี้ครับ