เฉลิมชัย หารือปมครอบงำพรรค หนุนกลไกร้องเรียน-สัดส่วนตัวแทนเพิ่มพื้นที่สมาชิก

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๔๗ · ๑๓ กันยายน ๒๕๕๙

เฉลิมชัย เครืองาม หารือความแตกต่างของบทบัญญัติเกี่ยวกับพรรคการเมืองในรัฐธรรมนูญฉบับต่างๆ โดยเสนอให้มีกลไกให้สมาชิกพรรคสามารถร้องเรียนเมื่อเห็นว่าข้อบังคับพรรคขัดหลักประชาธิปไตย พร้อมเสนอให้กำหนดสัดส่วนตัวแทนในการประชุมใหญ่พรรคเพื่อป้องกันการครอบงำโดยนายทุนและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสมาชิกทั่วไป

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครื่องาม หมายเลข ๓๑ ท่านประธานครับ ผมมีประเด็นนิดเดียวไม่ใช้เวลามาก อยากจะ ขออนุญาตกราบเรียนผ่านไปทางกรรมาธิการว่า ถ้าจะเปึนไปได้นะครับท่านช่วยกรุณาไปดู ข้อความที่ได้มีการเขียนในรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีความแตกต่างกันระหว่างรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ แล้วก็ป้ ๒๕๔๐ ด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับป้ที่ผ่านการลงประชามติแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมวดสิทธิเสรีภาพซึ่งเกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง ในมาตรา ๖๕ ผมขออนุญาตอ่านเร็ว ๆ ดังนี้นะครับว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการร่วมกันจัดตั้ง พรรคการเมือง เพื่อสร้างเจตนารมณ์ทางการเมืองของประชาชน และเพื่อดำเนินกิจกรรม ในทางการเมืองให้เปึนไปตามเจตนารมณ์นั้น ตามวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุข ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แล้วก็มีวรรคสอง ความสำคัญจะอยู่ที่วรรคสามท่านประธานครับ ผมขออนุญาตอ่านเร็ว ๆ วรรคสาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเปึนสมาชิกของพรรคการเมือง กรรมการบริหารของ พรรคการเมือง หรือสมาชิกพรรคการเมืองตามจํานวนที่กําหนดในพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งเห็นว่า สำคัญแล้วนะครับ ขีดเส้นใต้เลยนะครับ ซึ่งเห็นว่ามติหรือข้อบังคับในเรื่องใดของพรรคการเมืองที่ต้นเปึ้นสมาชิกอยู่นั้น จะขัดต่อ สถานะและการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือขัด หรือแย้งกับหลักการพื้นฐานแห่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเปึนประมุข มีสิทธิร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย วรรคถัดมาครับ ในกรณี ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า มติหรือข้อบังคับดังกล่าวขัดหรือแย้งกับหลักการพื้นฐาน แห่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุข ให้มติหรือ ข้อบังคับนั้นเปึ้นอันยกเลิกไป นี่คือข้อความที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ แล้วก็อยู่ในป้ ๒๕๔๐ ด้วย แต่ปรากฏว่าในรัฐธรรมนูญฉบับผ่านการลงประชามติแล้วเขียนไว้ ในมาตรา ๔๕ เพียงข้อความว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมือง ตามวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนประมุขตามที่ กฎหมายบัญญัติ แล้วก็มีวรรคสองซึ่งไม่เกี่ยวกัน ผมขออนุญาตกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า ความหมายที่แตกต่างกันระหว่างรัฐธรรมนูญ ๒ ฉบับนี้ก็คือว่า ในรัฐธรรมนูญฉบับป้ ๒๕๕๐ นั้น หากสมาชิกพรรคการเมือง หรือสภาผู้แทนราษฎรเห็นว่าข้อบังคับของพรรคการเมืองมีสิ่งใด หรือข้อความใดที่ขัดหรือแย้งกับหลักการประชาธิปไตย สำคัญนะครับ มีสิทธิที่จะร้องขอต่อ ศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัย วินิจฉัยแล้วทําอย่างไรครับ วินิจฉัยแล้วศาลรัฐธรรมนูญ ก็จะสั่งการลงมาว่าข้อบังคับอันนั้นเปึ้นอันใช้ไม่ได้ แต่ปรากฏว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่าน การลงประชามตินั้นไม่มีข้อความนี้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าหลักการประชาธิปไตยที่เรามุ่งหวัง กันที่จะให้พรรคการเมืองมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองที่เปึนวิธีการ ในระบอบประชาธิปไตยแล้วละก็ บทบัญญัติเช่นนี้ควรที่จะมีเอาไว้ แต่เมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้ เขียนเอาไว้ ผมได้ถามผู้รู้หลายท่านนะครับ ท่านก็เสนอว่าถ้าอย่างนั้นก็ไปเขียนไว้ในกฎหมาย พรรคการเมือง กฎหมายลูกเสีย ซึ่งผมขออนุญาตเรียนเสนอผ่านไปทางกรรมาธิการว่า ผมได้อ่านในเอกสารรายงานการศึกษาของท่าน อ่านอย่างเร็ว ๆ นะครับไม่ได้มีข้อความ ในลักษณะแบบนี้ พูดง่าย ๆ ถ้าหากว่าท่านจะกรุณาเพิ่มข้อความไปว่า ถ้าหากว่าสมาชิกพรรค หรือสภาผู้แทนราษฎรในพรรคนั้นมองว่าข้อบังคับของพรรคการเมืองแบบนี้นะ มันขัดต่อหลักประชาธิปไตย แล้วคุณมาบังคับอย่างนี้ ถ้าทำอย่างนี้แล้วคุณจะถูกขับไล่ ออกจากพรรคนะ หรืออะไรต่าง ๆ เหล่านี้เปึนต้น ให้สมาชิกพรรคมีสิทธิร้องขอต่อ ศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัย แต่อย่างไรก็ตามการที่จะไประบุถึงองค์กรอื่นที่เกี่ยวข้องคือ ศาลรัฐธรรมนูญนั้น เมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนเอาไว้ ถ้าหากว่ากฎหมายลูกหรือกฎหมาย พรรคการเมืองไปเขียนเอาไว้ มันจะเปึนการเขียนเกินรัฐธรรมนูญหรือเปล่า ผมขออนุญาต เรียนเสนอว่าท่านช่วยกรุณาศึกษาตรงนี้ฝากเอาไว้ แต่ถึงไม่ส่งไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ส่งไปที่ องค์กรอื่นที่มีหน้าที่ที่จะพิจารณาดูแล ผมว่าอันนี้จะเปึนการคุ้มครองสมาชิกพรรคว่า เห็นสิ่งใดที่ไม่ชอบมาพากลแล้วละก็ควรจะมีองค์กรใดที่เขาจะร้องขอไปได้ อันนี้ประการที่ ๑

ประการที่ ๒ เรื่องพรรคการเมือง กรรมาธิการได้รายงานเมื่อวานนี้ว่า เจตนาของกฎหมายลูกหรือรายงานการศึกษาที่ท่านได้ทำมาเจตนาสำคัญอันหนึ่งคือ สกัดนายทุน สกัดเศรษฐีที่เข้ามาปกครองหรือเข้ามาควบคุมกำกับครอบงำพรรคการเมือง หลายเรื่องที่ท่านทำเอาไว้เห็นด้วยอย่างยิ่ง ผมเกริ่นไว้เลยตอนนี้ว่าผมเห็นด้วยกับรายงาน การศึกษาของท่านอยู่แล้วนะครับ อย่างไรผมก็ลงมติเห็นชอบด้วยอยู่แล้ว ท่านเขียนเอาไว้ หลายเรื่องที่ในที่สุดแล้วบอกว่าให้ไปจบที่การประชุมใหญ่ของพรรคการเมือง เช่นการกำหนดผู้ที่จะลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งในระบบเขต ทั้งในระบบบัญชี แล้วก็การเสนอบัญชีผู้ที่เปึนว่าที่นายกรัฐมนตรี ๓ ท่านอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ให้ไปจบลงที่ ที่ประชุมใหญ่ของพรรคการเมือง ขออนุญาตกราบเรียนครับว่าอันนี้เปึ้นเส้นผมบังภูเขาครับ คำว่าจบลงที่ที่ประชุมใหญ่พรรคการเมือง คำจำกัดความของที่ประชุมใหญ่ของ พรรคการเมือง อันนี้จะสำคัญที่สุดในสิ่งที่เราจะดำเนินการในเรื่องนี้ เพราะที่ประชุมใหญ่ของ พรรคการเมืองนั้นจะเปึนอย่างไรขึ้นอยู่กับข้อบังคับของพรรคการเมืองครับ และเท่าที่ผมได้ ศึกษาดูข้อบังคับของพรรคการเมืองใหญ่ ๆ หลายพรรค ศึกษาดูเร็ว ๆ เลย เขียนไม่เหมือนกันครับ องค์ประกอบของที่ประชุมใหญ่พรรคการเมือง หรือสิทธิในการลงคะแนนเสียงในการลงมติ ของที่ประชุมใหญ่ของพรรคการเมืองแต่ละพรรคนี้ก็ไม่เหมือนกัน พรรคนี้เขียนอย่างหนึ่ง พรรคนี้เขียนอย่างหนึ่ง โดยทั่วไปเขียนไว้ในลักษณะว่า ที่ประชุมใหญ่หรือองค์ประกอบของ พรรคการเมืองประกอบด้วยใครบ้าง เช่น ประกอบด้วยกรรมการบริหารพรรค ประกอบด้วย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรคนั้น แล้วก็ประกอบด้วยสมาชิกหรือผู้แทนจาก สาขาพรรคอื่น ๆ คนอื่น ๆ จากทั่วทุกภูมิภาคมาร่วมกัน เรียกว่าที่ประชุมใหญ่ของ พรรคการเมือง อันนี้สำคัญครับ ที่เปึนเส้นผมบังภูเขาก็เพราะว่าพรรคการเมืองที่ไม่ต้องการ ให้สมาชิกพรรคจากสาขาพรรค จากส่วนภูมิภาคต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินกิจการ หรือลงมติต่าง ๆ ไม่ว่าจะลงมติคนที่จะเปึ้นตัวแทนพรรคไปลง ส.ส. ทั้งระบบเขต แล้วก็ระบบ บัญชีรายชื่อ เขาจะมีเทคนิคในการเขียนข้อบังคับการประชุม ข้อบังคับของที่ประชุมใหญ่ พรรคเอาไว้พิสดารแตกต่างกันไป เปึนการล็อกในการลงคะแนน ทำให้ในที่สุดแล้ว พรรคการเมืองนั้นถึงแม้ว่าจะมีการประชุมใหญ่ของพรรคก็ถูกครอบงำด้วยนายทุนพรรคหรือ เจ้าของพรรค การจะส่งคนมาเปึนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในที่สุดก็จะถูกครอบงำด้วย เจ้าของหรือนายทุนพรรคอันนี้สำคัญ เพราะฉะนั้นผมศึกษาดูกฎหมายของพรรคการเมือง ของต่างประเทศบางประเทศ เช่น ประเทศเยอรมันเขาจะเขียนเอาไว้ ตัวแทนที่ประชุมใหญ่ ของพรรคนี่ ตัวแทนที่มาจากผู้มีตำแหน่ง เช่น ส.ส. หรือกรรมการบริหารพรรค เขาจะเขียน ล็อกเอาไว้เลยครับว่า ลงคะแนนได้ไม่เกิน ๑ ใน ๔ หรือ ๑ ใน ๕ ของที่ประชุมใหญ่พรรค ที่เหลือให้เปึนตัวแทนจากสาขาพรรคต่าง ๆ เพื่อจะทำให้ตัวแทนจากสาขาพรรค คือประชาชนทั่วไปที่เปึนสมาชิกพรรคมีสิทธิได้มีส่วนร่วมในการลงคะแนน ในการตัดสินใจ ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเปึนนโยบายของพรรค จะเปึนการกำหนดตัวคนที่จะไปสมัครเปึน ส.ส. ในการกำหนดบัญชีรายชื่อพรรค ในการกำหนดคนที่จะลง ส.ส. ระบบเขต อันนี้เปึ้นเส้นผม บังภูเขาที่พรรคการเมืองเขาถือไพ่เอาไว้ ถ้าท่านไม่เขียนล็อกเอาไว้ในกฎหมายพรรคการเมือง ในที่สุดคำว่าที่ประชุมใหญ่พรรคให้ลงมติต่าง ๆ จะเปึ้นเพียงข้ออ้าง ซึ่งไม่มีประโยชน์ ในทางปฏิบัติ เพราะฉะนั้นท่านช่วยกรุณาเขียนกรอบเอาไว้ในกฎหมายพรรค ในข้อเสนอแนะ อันนี้ว่า ตัวแทนจากระบบผู้ดำรงตำแหน่งในพรรค เช่น กรรมการบริหารพรรคหรือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นให้ลงคะแนนได้ในที่ประชุมใหญ่พรรคไม่เกินจำนวนเท่าไร ๆ เช่น ๑ ใน ๔ หรือ ๑ ใน ๕ เปึนต้น ที่เหลือให้เปึ้นประชาชนโดยทั่วไป อันนี้เปึ้นสิ่งที่จะช่วย แก้ข้อครหาปัญหาของการถูกครอบงำพรรคการเมืองจากนายทุนพรรคหรือเจ้าของพรรคได้ ก็ขออนุญาตเรียนเสนอไว้เท่านี้ ขอบคุณครับ