กษิต ภิรมย์ พูดถึงเรื่องการนำประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นไปสู่การปฏิบัติในด้านการเกษตร การรักษา และส่งเสริม โดยเฉพาะการใช้ทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการพัฒนาวิถีชีวิตด้วยเศรษฐกิจพอเพียง และเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจทบทวนการใช้เงินทุนพัฒนาและงบประมาณที่มีอยู่ในจังหวัดกาฬสินธุ์ นอกจากนี้ กษิต ภิรมย์ ยังหารือเรื่องการเงินช่วยเหลือเกษตรกร โดยขอให้ใช้ประโยชน์จากสถาบันการเงินของรัฐที่มีอยู่ เช่น ธนาคารของรัฐ และสหกรณ์ออมทรัพย์ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่มีปัญหาในการเข้าถึงเงินกู้ และขอให้ปรับปรุงระเบียบและกฎเกณฑ์ให้เป็นเรื่องเป็นราว
ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ ท่านประธานครับ ผมออกต่างจังหวัดเป็นบางครั้งบางคราว แต่ก็พอสมควร แล้วก็ สิ่งหนึ่งที่พี่น้องเกษตรกรชาวชนบทเขาไม่ชอบเลยคือคําว่า รากหญ้า เสมือนว่าเขาไม่มีศักดิ์ศรี แห่งความเป็นมนุษย์ แล้วก็อาจจะถูกย่ํายีได้ แล้วก็ต้องการใบบุญจากผู้มีพระคุณที่กรุงเทพฯ ลงมาโปรดเขาในการให้ความช่วยเหลือ เขาเป็นเพื่อนมนุษย์แล้วก็เป็นพลเมืองไทย การจะ นิยามว่าเขาเป็นรากหญ้าผมคิดว่าเรากําลังจัดประเภทของเพื่อนมนุษย์ซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของ ประเทศไทยน่าจะหาคําที่เหมาะสมเป็นอันแรก พวกเราทุกคนคงไม่ใช่แค่กรรมาธิการอันนี้
อันที่ ๒ เมื่อวานผมไปจังหวัดกาฬสินธุ์มา แล้วก็ไปพบกับผู้นําชุมชน แล้วก็ ทราบว่าที่จังหวัดกาฬสินธุ์นี้มีปราชญ์ของจังหวัดประมาณ ๖๐ ท่านด้วยกัน ที่ได้นําเอา ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่การปฏิบัติทั้งในวิถีชีวิตในเรื่องการเกษตร ในเรื่องการรักษา แล้วก็ส่งเสริมประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น แล้วสิ่งที่ผมได้ฟังมาจากเพื่อนพี่น้องชาวกาฬสินธุ์ ก็คือว่าอยากจะพึ่งตนเอง อยากจะช่วยตัวเอง แล้วก็มีโครงการดี ๆ โดยเฉพาะการใช้ทฤษฎีใหม่ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวดําเนินวิถีชีวิตด้วยเศรษฐกิจพอเพียง แล้วก็ต้องการที่จะ ผลิตสินค้าเกษตรหรือว่าปศุสัตว์ที่รักษาสิ่งแวดล้อม แล้วก็ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น แล้วก็มี โครงการต่าง ๆ มากมาย แล้วเวลาไปเสนอกับท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมา อยู่สัก ๘ เดือน ปีกว่า ๆ เพื่อจะย้ายไปที่อื่น หรือว่านายก อบจ. แล้วก็บรรดาหัวหน้า สํานักงานที่ไปจากส่วนกลาง ก็มักจะได้รับการปฏิเสธว่างบที่มีอยู่จะเป็นงบผู้ว่าราชการ จังหวัดประมาณ ๑๐๐ กว่าล้านบาท หรืองบ อบจ. ประมาณ ๗๐๐-๑,๐๐๐ ล้านบาท ต่าง ๆ เหล่านี้นั้นมีแผนงานเรียบร้อยแล้ว แล้วแผนงานเหล่านี้มักจะสะท้อนคําสั่งจากรัฐบาลกลาง เพราะฉะนั้นภูมิปัญญาแล้วก็ โครงการซึ่งใช้เงินนิด ๆ หน่อย ๆ เพื่อสนับสนุนให้เขาเริ่มอาชีพ แพร่ขยายวิธีการทํางานที่ไป กับสิ่งแวดล้อม แล้วก็ดําเนินชีวิตด้วยความพอเพียงนั้นมันก็เริ่มขึ้นไม่ได้ ผมก็อยากจะฝาก คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจไว้ด้วยว่าลองทบทวนดูก่อน ได้ไหมครับว่าอย่าเพิ่งไปที่เงินกู้เลยว่า ณ วันนี้ทุกปีเขามีกองทุนพัฒนา ๒๐-๓๐ กองทุน ๑,๐๐๐ ล้านบาทบ้าง ๓,๐๐๐ ล้านบาทบ้างเยอะแยะไปหมด แล้วก็มีกองทุนหมู่บ้าน กองทุนตําบลของรัฐบาลชุดปัจจุบัน แล้วก็มีงบประมาณที่ไหลมาจากส่วนกลางลงไปที่ท้องถิ่น แล้วก็มีงบของประเทศที่จัดไปให้ อบจ. เทศบาลอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ และนํามาดูสิครับว่า เงินทั้งหมดที่มีมากมายทําไมถึงไม่ถูกนําไปพัฒนาท้องถิ่นแล้วก็ยกระดับขึ้นมาได้ ผมคิดว่า น่าจะมีการทบทวนเสียก่อน
อันที่ ๒ เราก็มีธนาคารของรัฐโดยเฉพาะ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย ธนาคารเอสเอ็มอี (SMEs) แล้วก็โดยเฉพาะไอแบงกิง (iBanking) ถามเขาหรือเปล่าครับว่า การปล่อยเงินกู้ไปที่รากหญ้า ขอโทษไม่ใช้นะครับ พี่น้องชาวชนบทนั้นมีประเด็นปัญหาอย่างไร แล้วทําไมเขาเข้าถึงไม่ได้ มีสถาบันการเงินของรัฐมากมายต้องใช้ประโยชน์ให้เต็มที่แล้วก็ต้อง ปรับปรุงระเบียบ กฎเกณฑ์ให้เป็นเรื่องเป็นราว
อีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าสหกรณ์สัจจะออมทรัพย์ที่เพื่อน ๆ สมาชิก สปท. ได้พูดหลายท่าน ไปดูเสียก่อนสิว่าอันไหนที่ประสบความสําเร็จ นอกจากที่จังหวัดสงขลา ผมก็มีอีกอันที่จังหวัดสตูล สมาชิก ๓๐,๐๐๐ คน มีกําไร แล้วสมาชิกก็มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผมคิดว่าแทนที่เราจะมาตั้งกองทุนใหม่แล้วก็ไปเพิ่มงานให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งจะเป็นซูเปอร์แมน (Superman) แล้วสํานักงานเศรษฐกิจการคลังก็จะไปทํางานซ้อนกับ สถาบันแล้วก็ธนาคารต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้ว ไม่มีความจําเป็นนะครับ ไปดูสิว่าเราจะเข้าไปเสริม ขีดความสามารถของสหกรณ์สัจจะออมทรัพย์ต่าง ๆ ที่เขาประสบความสําเร็จให้เขาเข้มแข็ง ยิ่งขึ้นอย่างไร แล้วก็ให้เขามีขีดความสามารถ ๗๐ กว่าจังหวัดของประเทศไทย ๗,๐๐๐ ตําบล แทนที่จะไปตั้งองค์กรใหม่ ซึ่งทุกครั้งที่ผมเข้ามาในที่ประชุมนี้ผมก็ขยาดขนลุกทุกทีว่าเดี๋ยวมี พ.ร.บ. เข้ามาอีกแล้วก็ตั้งองค์กร และองค์กรเหล่านี้ก็จะกระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ แล้วก็ เพิ่มอํานาจให้กับระบบราชการ แล้วก็สวนทางกับการปฏิรูปซ้ําแล้วซ้ําเล่า ผมว่าเราไม่ควร จะทําอย่างนี้ครับ ดูสิว่าสถาบันการเงินของรัฐที่มีอยู่ กองทุนของรัฐที่มีอยู่มากมายเอามา ทบทวน บวกความสําเร็จของพวกสหกรณ์ออมทรัพย์ กลุ่มทุนทั้งหลาย แล้วไปดูสิว่าเราจะ เสริมสร้างให้เขาเข้มแข็งอย่างไร แล้วก็ขยายไปทั่วประเทศ เงินที่มีอยู่ผมคิดว่าเพียงพอ โดยที่ไม่ต้องมาตั้งกองทุนใหม่ อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญครับ ก็ขอกราบขอบพระคุณท่านประธาน ต่อข้อสังเกตเหล่านี้ครับ