กษิต ภิรมย์ หารือการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อรองรับสังคมผู้สูงวัย โดยเสนอพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตและการบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบ พร้อมเรียกร้องให้มีการจัดทำแผนงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าและบริการสำหรับผู้สูงอายุทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงเน้นการใช้ผู้สูงอายุเป็นปัจจัยการผลิตโดยเรียกร้องให้ชี้ชัดทั้งตัวเลข แนวทางการฝึกอบรม หน่วยงานที่รับผิดชอบ และการแยกบทบาทระหว่างสวัสดิการกับเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิรูปประเทศ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ที่ ๗ นะครับ ท่านประธานครับ เรากำลังพิจารณางานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ผมขอเน้นคำว่า เศรษฐกิจ นะครับ และพอพูดถึงเรื่อง ของเศรษฐกิจผู้สูงวัยหรือว่าเศรษฐกิจของสังคมผู้สูงวัยนั้น ผมก็อยากจะให้เราเน้นไปที่ ประเด็นของเศรษฐกิจของการผลิตทางด้านอุตสาหกรรม เศรษฐกิจการบริการ แล้วก็ เศรษฐกิจหรือว่าอุตสาหกรรมทางด้านการอำนวยความสะดวกต่อผู้สูงอายุ ตัวผลิตภัณฑ์ ตัวการบริการแล้วก็สิ่งของใช้ที่เปึนของสาธารณะ ที่ขึ้นรถยนต์ ทางเดินเท้าอะไรต่าง ๆ ที่จะ อำนวยความสะดวกต่อผู้สูงวัยเปึนสำคัญ แล้วก็ในการนี้เราก็ต้องถามว่าแล้วเศรษฐกิจ การผลิตของเราและเศรษฐกิจการบริการนั้น เราจะมุ่งความเปึนเลิศหรือไม่อย่างไร ผมว่าอันนี้ น่าจะเปึนหัวใจของเรื่องของงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจที่เราได้พูดกันเรื่องเศรษฐกิจสมัยใหม่นะครับ ดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ที่ได้คุยกันมาในช่วง ๔-๕ เดือนที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นผมสนใจแล้วก็อยากจะขอเสนอว่าเราควรจะมุ่งความเปึนเลิศของประเทศไทย ในอุตสาหกรรมการผลิตที่จะไปรองรับความต้องการของผู้สูงวัย และอุตสาหกรรม ของการบริการ อุตสาหกรรมของการที่จะมีการอำนวยความสะดวกต่อผู้สูงวัยเปึ้นสำคัญ ในการนี้ต้องทำลิสต์ (List) ออกมาครับว่าจะมีอุตสาหกรรมกี่ประเภท มันก็ขยายไปจนถึง อาหารเสริม อาหารที่หุงต้มกินได้ง่ายรวดเร็วสำหรับผู้สูงอายุ แล้วก็การใช้ระบบดิจิทัล (Digital) ในการที่จะดูแล มันก็เปึนอีกอุตสาหกรรมหนึ่งของการดูแลต่าง ๆ เหล่านี้ ผมว่าเราน่าจะมานั่งคุยกันให้มันละเอียดสักนิดหนึ่งเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ที่จะรองรับสังคมผู้สูงวัย เอกสารที่แจกมาก็ยังไม่ครบทีเดียว อยากจะให้ทําให้มันละเอียด กว่านี้ และให้มีการปรึกษาหารือของ สปท. กับรัฐบาลถือว่าส่วนหนึ่งก็แล้วกัน กับทางแวดวง วิชาการคือบรรดามหาวิทยาลัยของรัฐเกือบ ๒๐๐ มหาวิทยาลัยว่าด้วยเรื่องของการ ค้นคว้าวิจัยแล้วก็พัฒนา ทางสภาวิจัยแห่งชาติ สำนักงานกองทุนส่งเสริมการวิจัยในฐานะ ผู้มีกองทุนควรจะเข้ามาด้วย แล้วก็ส่วนที่ ๓ ก็คือทางภาคเอกชน สภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย สภาหอการค้าไทย สมาคมธนาคารพาณิชย์ของไทย มันต้องมาร่วมกันใน การที่จะมาทําร้ายการหรือว่าลิสต์ (List) อุตสาหกรรมที่จะรองรับสังคมผู้สูงวัยว่าเราจะมี นิช (Niche) หรือมีความเปึนเลิศ มีความเปึนพิเศษในอุตสาหกรรมย่อย ๆ เหล่านี้กี่แขนง แล้วมันจะเปึนแนวทางอุตสาหกรรมใหม่ทั้งเพื่อรองรับภายในประเทศ ในกรอบของ ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) แล้วก็เปึนสินค้าที่จะส่งออกได้ ผมกําลังพูด ในเรื่องที่เปึนเรื่องเกี่ยวกับกายภาพจับต้องได้อันนี้เปึนสำคัญ เพราะฉะนั้นเอกสารที่เสนอมาแค่นี้ ไม่เปึนการเพียงพอ แล้วก็การประสานงานกับทางภาคเอกชนและภาควิชาการยังไม่มีความ แน่ชัด มันต้องมีแผนงานในการที่จะขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเปึ้นศูนย์กลางที่จะผลิตสินค้า บางชนิดที่รองรับสังคมสูงวัยทั้งในประเทศไทยแล้วก็ในต่างประเทศด้วย อันนั้นก็เปึน ประเด็นที่ ๑ นะครับ
ส่วนอันที่ ๒ เรื่องสวัสดิการการที่จะเพิ่มทักษะอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่า คงจะไม่ใช่หน้าที่ของคณะกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจ เปึนด้านสังคมซึ่งจะประกอบด้วย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แล้วก็แวดวงมหาวิทยาลัย แล้วก็พวกองค์การมหาชน แล้วก็บรรดาเอ็นจีโอ (NGOs) ต่าง ๆ เหล่านี้มันก็เปึ้นอีกเรื่องหนึ่งเพราะมันเกี่ยวกับตัวคนแล้วมันไม่ได้เกี่ยวกับตัวผลิตภัณฑ์ แต่ถ้าบอกว่าอยากจะเอาผู้สูงอายุเปึนปัจจัยการผลิต เปึนแฟกเตอร์ ออฟ โพรดักชัน (Factor of production) อันนี้ตัวเลขต้องให้แน่ชัดว่า ณ วันนี้สมมุติว่าเรามีผู้สูงอายุเกินอายุ ๖๐ ป้ประมาณ ๑๐ ล้านคน ต้องแบ่งออกมาเปึนประเภทว่าใครช่วยตนเองไม่ได้ แล้วก็ ใครไม่อยากทำงาน แล้วใครก็ไม่อยากจะเรียนรู้เพิ่ม มันจะเหลือกี่แสนคนครับที่จะเอามาเปึน ปัจจัยของการผลิตเปึนแฟกเตอร์ ออฟ โพรดักชัน (Factor of production) และเมื่อได้ ตัวเลขอันนี้แล้วจะฝ๊กอบรมเขาอย่างไรเพื่อจะรองรับงานประเภทไหน มันอาจจะมีงาน ทางด้านสังคม ทางด้านมนุษยธรรม งานในโรงงาน งานทางด้านเศรษฐกิจบริการต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วก็จะเข้าไปทดแทนแรงงานต่างประเทศจากพม่าประเทศเพื่อนบ้านอีก ๔,๐๐๐,๐๐๐ คน ๕,๐๐๐,๐๐๐ คน ได้กี่เปอร์เซ็นต์ แล้วจะฝ๊กอบรมกันอย่างไร ใครเปึน ผู้ฝ๊กอบรม จะมอบให้เปึนกระทรวงแรงงานหรือว่ากรมการศึกษานอกโรงเรียนของ กระทรวงศึกษาธิการ ตัวเลขมันต้องแน่ชัดครับว่าจริง ๆ แล้วเราพูดกันมันมีกี่หมื่นกี่แสนคน ที่จะเอาคนอายุเกิน ๖๐ ป้ไปแล้วมาเข้าสู่ระบบการทำงาน ทั้งที่อยู่ในโรงงานแล้วก็ที่อยู่ นอกโรงงานนะครับ นอกจากนั้นแล้วมันก็ต้องไปคิดด้วย แล้วก็การที่จะต่ออายุเกษียณ จาก ๖๐ ป้ เปึน ๖๕ ป้ เปึน ๗๐ ป้ ซึ่งทางฝ์ายยุติธรรมก็ได้เริ่มทำแล้ว ทางฝ์ายวิชาการก็ได้ เริ่มแล้ว ทางฝ์ายข้าราชการประจําหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจว่าอย่างไร จะให้มีการปฏิบัติ ที่มันทัดเทียมกันไม่มีการเลือกปฏิบัติระหว่างข้าราชการทุก ๆ ประเภทของสังคมไทย หรือเปล่า แล้วถ้าเผื่อยืดอายุเขาไปได้จาก ๖๐ ป้ ไป ๗๐ ป้ โดยที่เขาไม่ต้องมายุ่งกับงานบริหารนะครับ แต่ว่าไม่ต้องมาเปึนอธิบดี ไม่ต้องมาเปึนปลัดนะครับ ทำงานทางด้านวิชาการของกระทรวง ทบวง กรมนั้น มันก็จะลดจำนวนผู้สูงอายุไปได้อีกสิบป้อีกจำนวนหนึ่ง โดยที่ไม่ต้องมี รีเทรนนิ่ง (Retraining) ต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่าต้องคิดให้รอบคอบทั้ง ๒ ประเด็นคือ ทางด้านกายภาพของผลิตสินค้าอะไรต่าง ๆ กับอันที่ ๒ เกี่ยวกับตัวมนุษย์คือผู้สูงอายุนะครับ ผมคิดว่าเอกสารที่ได้เสนอมาไม่เปึนการเพียงพอ และมันก็มีความสับสนว่าจะพูดกันในเรื่อง อุตสาหกรรมการผลิตเกี่ยวกับสินค้าที่จะไปรองรับผู้สูงอายุ หรือว่าจะพูดกันผู้สูงอายุเปึน ปัจจัยการผลิตทางด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรม หรือจะเปึนเรื่องของสวัสดิการที่จะต้องมา ดูแลคนชรา ถ้าเผื่อดูแลคนชราเปึ้นเรื่องสวัสดิการไม่ใช่งานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจครับ อันนี้ต้องแยกแยะเสียให้ชัดนะครับ แล้วก็จะมาพูดกัน ในทำนองบอกว่าทั้งหมดที่ผมเสนอกันมาหลายท่าน รวมทั้งท่านอำนวยด้วยแล้วก็บอกว่า จะบรรจุเข้าไปแล้วจะไปปรับปรุง ผมว่ามันต้องมาตกลงกันให้แน่ชัดเสียก่อนว่า คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจจะทําอะไร จะทําเกี่ยวกับคน หรือจะทำเกี่ยวกับอุตสาหกรรมนะครับ แล้วมันก็จะได้ไปโยงกับคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา และที่สําคัญทั้งหมดผมพูดหลายครั้ง จะทําอะไรมันต้องมีสถิติ สถิติทั้งประเภทของ อุตสาหกรรมที่จะรองรับสังคมสูงอายุ แล้วก็สถิติผู้สูงอายุ ทุกครั้งที่เสนอกันเข้ามาก็มักจะ ไม่มีตัวเลข แล้วก็จะมีการตั้งคณะกรรมการระดับชาติ มีนายกรัฐมนตรีเปึนประธาน ผมก็ค้านทุกที เพราะเรามากด้วยคณะกรรมาธิการ และผมก็ไม่ค่อยจะแน่ใจว่า ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีท่านนั่งเปึนประธานร่วมเปึ้นร้อยคณะนี่ แล้วจะมา ปฏิรูปประเทศกันอย่างไรครับ คือทำงานกันลักษณะนี้คิดกันแบบนี้อยู่ในระบบ แล้วก็เปึ้นระบบราชการมันก็ไปไม่ได้ครับ มันไม่มีความคล่องตัว และมันก็เพิ่มอำนาจไว้ที่ ส่วนกลางอยู่ตลอดเวลา แล้วก็หลาย ๆ งานมอบไปให้เอกชน ไปให้เอ็นจีโอ (NGOs) ไปให้ ท้องถิ่นเขาทำได้ เราก็ไม่ยอมที่จะตัดสินใจกัน และเราพยายามที่จะยึดอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง กันอยู่ตลอดเวลานะครับ ผมก็ขอกล่าวแค่นี้ครับท่านประธาน