สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓๖ · ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๕๙

ณัฏฐา พาชัยยุทธ หารือเรื่องการกำหนดสัดส่วนหนี้สาธารณะไม่เกิน 60% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ โดยเน้นการเสริมสร้างวินัยและความยั่งยืนทางการคลังของประเทศ พร้อมเสนอแผนการกำหนดสัดส่วนหนี้สาธารณะที่เหมาะสม

นายณัฏฐา พาชัยยุทธ ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และท่านสมาชิกทุกท่าน กระผม นายณัฏฐา พาชัยยุทธ ในนามที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ อยากจะมาขอเล่าให้ฟังถึงแนวคิดของเรา ในการกำหนดสัดส่วน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะดูเหมือนว่าจะมีหลายท่านมีข้อกังขาสงสัยว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์นั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร ในการทำงานด้านการคลังภาครัฐที่เราศึกษา เราพยายามจะเน้นการเสริมสร้างวินัยและความยั่งยืนทางการคลังของประเทศ ภายใต้ บริบทของการใช้นโยบายประชานิยมที่มากแล้วก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการใช้ นโยบายผ่านสถาบันการเงินของรัฐหรือที่เราเรียกกันว่ากิจกรรมกึ่งการคลัง ซึ่งมีการดำเนิน นโยบายสาธารณะนอกดุลบัญชีสาธารณะจะไม่ปรากฏอยู่ในรายงานทางการคลังของประเทศ แต่อย่างใด ทีนี้ในเรื่องของนโยบายประชานิยมกับในเรื่องของกิจกรรมกึ่งการคลัง ร่าง พ.ร.บ. การเงินการคลังของกระทรวงการคลัง ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาอยู่ เขียนเอาไว้ได้ค่อนข้างดีแล้ว ในมาตรา ๙ และมาตรา ๑๐ ทางกรรมาธิการจึงไม่ได้เข้าไป แตะในเรื่องนี้มากนัก

ส่วนเรื่องหนี้สาธารณะเพื่อนำไปสู่การสร้างความยั่นยืนทางการคลังนั้น ในปัจจุบันมีการกำหนดสัดส่วนการกู้เงินเอาไว้ในกฎหมายหลายฉบับด้วยกันนะครับ ในที่แรกที่กำหนดไว้ก็คือ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ และในร่าง พ.ร.บ. วิธีการ งบประมาณที่คณะกรรมการกฤษฎีกากำลังพิจารณาอยู่จะเป็นสัดส่วนที่พวกนักงบประมาณ กับการคลังเขาเรียกกันว่า ๒๐ ต่อ ๘๐ นะครับ ก็คือร้อยละ ๒๐ ของจำนวนเงินงบประมาณ รายจ่ายประจำปี และงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม และร้อยละ ๘๐ ของงบประมาณรายจ่าย ที่ตั้งไว้สำหรับชำระคืนต้นหนี้เงินกู้ ซึ่งถ้าไปดู พ.ร.บ. บริหารหนี้สาธารณะ ปี ๒๕๔๘ ก็จะเห็นได้ว่า พ.ร.บ. บริหารหนี้สาธารณะก็ได้พูดถึงสัดส่วน ๒๐ ต่อ ๘๐ เช่นนี้ไว้เช่นกัน นะครับ ซึ่งจะมีความซ้ำซ้อนกันอยู่ นอกจากการกำหนดเพดาน ๒๐ ต่อ ๘๐ เพื่อชดเชย การขาดดุลงบประมาณแล้ว ใน พ.ร.บ. บริหารหนี้สาธารณะยังกำหนดสัดส่วนการกู้เงิน เอาไว้อีกหลายประการด้วยกัน เช่น ในมาตรา ๒๒ กำหนดว่าหากมีความต้องการเพื่อกู้เงิน ในการพัฒนาเศรษฐกิจหรือสร้างความมั่นคงทางการเงินของประเทศสามารถกู้เป็น เงินตราต่างประเทศได้ไม่เกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี นอกจากนั้น ในมาตรา ๒๔ ยังพูดถึงสัดส่วนการกู้เพื่อบริหารหนี้สาธารณะก็คือพวกการรีไฟแนนซิง (Refinancing) ต่าง ๆ มาตรา ๒๘ ยังกำหนดเอาไว้ว่าการค้ำประกันหนี้ของกระทรวงการคลัง จะต้องไม่เกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี

– ๗๔/๑ ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าการกำหนดสัดส่วนต่าง ๆ มีอยู่ค่อนข้างหลากหลาย แต่ประเด็นปัญหา ที่เราเห็นก็คือในร่าง พ.ร.บ. การเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. .... ฉบับปัจจุบันจะมีมาตรา ๒๙ และมาตรา ๓๐ ซึ่งมาตรา ๒๙ ได้กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดย ความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีสิทธิกำหนดสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวม ในประเทศเป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร และในมาตรา ๓๐ ก็บอกว่าการกู้เงินสามารถทำได้ นอกเหนือจากซีลลิง (Ceiling) หรือสัดส่วนที่กำหนดเอาไว้ใน พ.ร.บ. บริหารหนี้สาธารณะ ปี ๒๕๔๘ เพราะฉะนั้นเขากำหนดสัดส่วนเอาไว้ในกฎหมายบริหารหนี้สาธารณะ แต่ยกเว้น ในร่างพระราชบัญญัติการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. .... เพราะฉะนั้นทางกรรมาธิการ ก็เลยมีแนวคิดว่าทำอย่างไรถึงจะสามารถมีสัดส่วนที่เป็นรูปธรรมเพื่อที่จะสร้างวินัยและ ความยั่งยืนทางการคลังได้ เราก็เลยมีความคิดว่าอำนาจในการกำหนดสัดส่วนหนี้สาธารณะ มันควรเป็นของฝ่ายบริหารหรือของฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะฉะนั้นข้อเสนอของเราก็เลยทดลอง แนวคิดที่ว่าควรจะเป็นอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติในการตราเป็นกฎหมายกำหนดสัดส่วน เอาไว้ว่าหนี้สาธารณะไม่ควรเกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้เป็นข้อเสนอเบื้องต้นซึ่งสามารถ ปรับเปลี่ยนได้ ทีนี้ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ มาจากไหน เราก็ไปดูว่าในต่างประเทศนั้นเขาใช้สัดส่วน อะไรกันบ้าง บางท่านเอ่ยถึงกรณีของประเทศญี่ปุ่นที่มีสัดส่วนหนี้สูงถึง ๑๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่นั่นเป็นเพราะเขามีอัตราการออมสูงมากทำให้สามารถที่จะรับภาระหนี้สูง ๆ ได้ ๖๐ เปอร์เซ็นต์นี้มาจากสนธิสัญญามาสทริชต์ (Maastricht) ของอียู (EU) ซึ่งในสนธิสัญญา มาสทริชต์ (Maastricht) กำหนดสัดส่วนเอาไว้ ๒ ประการด้วยกัน อันแรกก็คือขาดดุล งบประมาณประจำปีไม่เกิน ๓ เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ อันที่ ๒ ก็คือ หนี้สาธารณะไม่เกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ เพราะฉะนั้น อันนี้ก็คือที่มาที่ไปของ ๖๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ ขอบพระคุณครับ