ประสิทธิ์ เสนอปฏิรูปโครงสร้างราชการ-ยุติธรรมภูมิภาค

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓๕ · ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๙

ประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ หารือการปฏิรูปโครงสร้างราชการ โดยเสนอให้ทบทวนการจัดองค์กรภาครัฐ ความสัมพันธ์ระหว่างส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น รวมถึงการตั้งหน่วยงานในภูมิภาคเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและตอบสนองประชาชนได้อย่างแท้จริง พร้อมเน้นย้ำปัญหาความไม่พร้อมของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมระดับภูมิภาค และเสนอแนวทางปฏิรูปการบริการให้สะดวก พร้อมจัดสิ่งอำนวยความสะดวกโดยเฉพาะสำหรับผู้ด้อยโอกาสในศาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายประสิทธิ์ ปทุมารักษ์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ สปท. หมายเลข ๐๙๒ ก่อนอื่นก็ต้องขอชื่นชมเช่นเดียวกันนะครับ ที่ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินได้มีแนวคิดในการ ที่จะปรับเรื่องของระบบราชการ องค์กรต่าง ๆ ความสัมพันธ์หรือว่าหน่วยงานที่จะไปบริหาร ทั้งในส่วนภูมิภาคแล้วก็ท้องถิ่นตรงนี้นะครับว่าเปึ้นสิ่งที่เหมาะสม แล้วก็คิดว่าได้มือหนึ่งระดับ อย่างท่านยงยุทธซึ่งท่านผ่านระบบราชการมาอย่างโชกโชน์ท่านคงมีประสบการณ์ในการที่จะรวบรวม ให้เข้ารูปเข้าร้อยได้ ผมเรียนอย่างนี้ขออนุญาตเปึ้น ๓ ส่วนนะครับ ส่วนแรกก็คือเรื่องการ ปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐ ส่วนที่ ๒ ก็คือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น ส่วนที่ ๓ ก็คือเรื่องการทบทวนการจัดตั้งหน่วยงานส่วนกลางที่ไปปฏิบัติงาน อยู่ในภูมิภาค ผมเรียนอย่างนี้ครับ เรื่องการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐตรงนี้ปัจจุบันก็ยังเปึน ปัญหาแล้วก็ยังหาข้อยุติที่ยังลงตัวได้ไม่ชัดเจน หลายหน่วยงานก็อย่างที่ท่านวิทยา แก้วภราดัย ท่านได้เอ่ยสักครู่นี้นะครับว่าในช่วงป้ ๒๕๔๕ ตรงนั้นมีการปรับระบบราชการใหม่เพิ่มกระทรวง สิ่งที่ได้ก็คือได้ตำแหน่งเพิ่ม แต่ขณะนั้นที่มีการออกกฎหมายนี้ ออกกฎหมายบางครั้งนี้ออกโดยมี การแปรญัตติ แปรญัตติเพิ่มหน่วยงานขึ้น โดยที่ยังไม่สามารถระบุได้เลยนะครับว่าภารกิจของ หน่วยงานกรมที่เพิ่มขึ้นนั้นมีภารกิจอะไรต้องมาข้อจดมาขอปรับหลังจากที่ตัวการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติผ่านพื้นไปแล้วในการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม รวมทั้งเรื่อง พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ตรงนั้นก็ได้ผ่านแล้วก็มาปรับกันใหม่ อันนั้นเปึ้นสิ่งที่น่ากลัวว่าไม่ได้มีอยู่บนความพร้อมในการที่จะปรับระบบราชการเพื่อสนองตอบประชาชน ได้อย่างแท้จริง การปรับในครั้งนั้นมีการปรับหลายหน่วยงาน โดยที่แยกออกมาทั้ง ๆ ที่งานนี้ มีการซ้อนกันอยู่ แล้วก็งานหลายงานก็ยังมีดำเนินการซ้ำกันอยู่ก็ไม่สามารถที่จะแยกได้ ชัดเจน อย่างเช่นปัจจุบันนี้ก็ยังมีการโอนกันไปโอนกันมาระหว่างกรมโยธาธิการกับสำนักผังเมือง ก็กลับไปกลับมาก็ยังหาข้อยุติไม่ได้ เช่นเดียวกันครับ สิ่งที่ท่านวิทยา ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน อีกครั้งนะครับ ที่ท่านบอกว่าน่าสงสารผู้ว่าราชการจังหวัด จริง ๆ แล้วนี่ผมคิดว่าผู้ที่ น่าสงสารมากที่สุดก็คือประชาชนครับ เพราะว่าไม่รู้จะไปพึ่งใครหรือว่าจะไปหาใคร ที่หน่วยงานไหนที่จะให้ความกระจ่างในการที่จะเสนอแนะที่จะดำเนินการให้ปัญหา ที่เกิดขึ้นมาลุล่วงผ่านไปด้วยดี เพราะอะไร เพราะว่าหลายแห่งโฆษณาหรือว่าประชาสัมพันธ์ บอกว่าวันสตอปเซอร์วิส (One Stop Service) เปึนจุดเดียวที่จะอำนวยความสะดวก แต่ในทางปฏิบัตินี่นะครับ ประชาชนในส่วนภูมิภาคจะต้องดิ้นรนในการที่จะไขว่คว้าสอบถาม ว่าหน่วยงานนั้นหน่วยงานนี้ไปแอบอยู่ตรงไหน แล้วก็หลาย ๆ หน่วยงานนะครับ พยายาม ที่จะสร้างอาณาจักรตนเอง ไม่ไปอยู่กับทางผู้ว่าราชการจังหวัด ฉะนั้นในส่วนภูมิภาค ผู้ว่าราชการจังหวัดบริหารไปเถอะครับ หลายเรื่องหลายราวที่ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่สามารถ ที่จะแก้ปัญหาอะไรได้ เพราะว่าอะไร เพราะว่าหลายหน่วยงานบริหารจากส่วนกลาง สั่งตรงไปนะครับ ฉะนั้นพอมาถึงตรงความสัมพันธ์ระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น ตรงนั้นเกิดปัญหามากมายในการที่จะบูรณาการ ตามที่ทางผู้ว่าราชการจังหวัดจะทราบ ก็ตอนที่มีการประชุมหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดว่าหน่วยงานไหนที่มีปัญหาอะไรก็นำเข้าสู่ ที่ประชุม แล้วก็มานั่งหาทางที่จะมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในส่วน ที่พอทราบหรือว่ามีภารกิจตรงในการดำเนินการ เช่น อาจจะมีปัญหาเรื่องของ น้ำเน่าเสีย หรือว่ามีการปล่อยสิ่งปฏิกูลหรือสารพิษลงในแม่น้ำลำคลองก็จะทราบกันตอนนั้น แล้วก็มอบหมายกันไป มอบทางอุตสาหกรรมบ้าง มอบทางฝ์ายปกครองบ้าง หรือทางตำรวจบ้าง อีกหลายท่านก็เปึนห่วงว่าตำรวจตรงนี้หากว่าขึ้นกับทางส่วนภูมิภาค ความใกล้ชิด ความสัมพันธ์ในการที่จะจับเข่าคุยกันหรือว่าจะแก้ปัญหาให้กับในพื้นที่นั้น ก็อาจจะลดน้อย ถอยลงไป เพราะฉะนั้นความสัมพันธ์ตรงนี้ ๓ หน่วยงานนี้บอกว่ามีความสัมพันธ์ต่อกัน แล้วได้สร้างความสัมพันธ์ในการจะเชื่อมโยงไปให้ถึงประชาชนบ้างไหมครับ ถ้ามีความสัมพันธ์ เชื่อมโยงไปถึงประชาชนได้ ผมว่าตรงนั้นจะเปึ้นสิ่งที่จะช่วยให้ผู้ที่จะใช้บริการนั้นเขาได้มี ความอุ่นใจ มีความมั่นใจว่าหน่วยงานของรัฐก็ยังดูแลเขาเช่นเดียวกันนะครับ กระผมเรียน อย่างนี้ อย่างกรณีเรื่องของส่วนกลางที่ดูแลนี่ ขออนุญาตยกตัวอย่าง ๒ ตัวอย่าง ตัวอย่างแรก ก็คือเรื่องการบริหารงานของกรมศิลปากร ซึ่งท่านบวรเวท ต้องขออนุญาตเอ่ยชื่อท่านอีกครั้ง ก็คงไม่เสียหายนะครับ เพราะว่าเมื่อ ๒ ป้ที่แล้วก็เกิดปัญหาเช่นเดียวกัน เพราะว่าส่วนกลาง ไม่สามารถทราบสภาพพื้นที่ว่าเปึนอย่างไร ท่านเองท่านบอกว่าในฐานะท่านเคยเปึนอธิบดี กรมศิลปากร ท่านกล่าวเมื่อสักครู่นี้นะครับว่าโบราณวัตถุก็ดี สิ่งของอันเปึนโบราณสถาน อะไรก็แล้วแต่ โดยเฉพาะโบราณวัตถุนั้นถ้าเก็บได้จะนํามาไว้ที่ส่วนกลาง เว้นแต่ว่าจะมอบ ให้กับท้องถิ่นหรือสถานที่นั้น อย่างกรณีนครปฐมเช่นเดียวกัน อยู่ ๆ คนนครปฐมซึ่งเปึน แหล่งดินแดนทวารวดีและแหล่งสุวรรณภูมิในการที่จะรวบรวมแล้วก็มีประวัติศาสตร์ อันยืนยาวอันยาวนานมาเปึนพันป้เกี่ยวกับเรื่องของสุวรรณภูมิ แต่อยู่ ๆ กรมศิลปากร มีหนังสือแจ้งบอกว่าให้โอนโบราณวัตถุที่มีอยู่จังหวัดนครปฐมไปอยู่อู่ทอง อู่ทองไม่ใช่เปึน แหล่งเรียนรู้เลย เพราะฉะนั้นถ้าจะแหล่งเรียนรู้ต้องมาเรียนรู้ที่จังหวัดนครปฐม อย่างนี้เปึนต้นนะครับ เพราะฉะนั้นส่วนกลางกับส่วนภูมิภาคไม่ได้มีความเข้าใจที่ตรงกัน เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าส่วนกลางมีความเข้าใจที่ตรงกัน อันนั้นจะเกิดประโยชน์กับประชาชน ในพื้นที่นะครับ อันนี้ก็เปึนตัวอย่างอีกตัวอย่างหนึ่ง ฉะนั้นการจัดตั้งก็ดีหรือการบริหารงานก็ดี ถ้าหากว่าได้รับข้อมูลที่ไม่ตรงแล้วก็ไม่เปึนไปตาม ความเปึนจริงก็จะสร้างปัญหาขึ้นมา แต่ขณะนี้ระงับไปแล้ว แล้วก็เชื่อว่าค่อนข้างจะแน่นอน เพราะว่าปัญหานี้ได้มีการยกปัญหาขึ้นมาแล้วก็มีการทักท้วง แล้วก็มีเดินขบวนกันในพื้นที่ จนกระทั่ง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ท่านก็สั่งระงับนะครับ อันนั้นก็เปึ้นตัวอย่าง อีกตัวอย่างหนึ่งในการที่จะเชื่อมโยงถึงความสัมพันธ์ที่ความเข้าใจของคนในพื้นที่กับคน ส่วนกลางอาจจะมีความแตกต่างกัน แล้วก็ความรักความห่วงแหนมีแตกต่างกัน

อีกส่วนหนึ่งนะครับ หน่วยงานที่ไปตั้งปฏิบัติงานอยู่ในส่วนภูมิภาคในส่วนที่ เกี่ยวข้อง กระผมขอเรียนยกตัวอย่างนี้นะครับ เรื่องของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม อันนี้จะเกิดปัญหาขึ้นมาเช่นเดียวกัน หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมก็เช่นระดับต้นน้ำ ตั้งแต่ตำรวจ อัยการ ศาล รวมไปถึงราชทัณฑ์ แล้วก็ยังมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทาง สภาทนายความหรือว่าทนายในพื้นที่ ตรงนั้นนี่ครับเคยมีปัญหาอย่างกรณีการเป่ดศาล ที่อำเภอนางรองเป่ดเปึนระดับศาลจังหวัด เปึนศาลจังหวัดนางรองซึ่งอยู่ในจังหวัดบุรีรัมย์ ตรงนั้นได้มีการดำเนินการ แต่ว่าหน่วยงานที่เขาจะไปยังไม่มีความพร้อม พอไปหาสถานที่หาไม่ได้ คนที่ลำบากก็คือประชาชนในการที่จะเดินทางไปเดินทางกลับแล้วก็ราชทัณฑ์ในการที่จะ ควบคุมตัวเพราะสถานที่ไม่มี อันนี้เปึนต้น ทั้ง ๆ ที่มี พ.ร.บ. พัฒนาการบริหารงานยุติธรรม แห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๙ ซึ่งขณะนั้นออกมามีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางแล้วก็หาข้อยุติค่อนข้าง จะยาก แต่ผลสุดท้ายก็ได้ข้อยุติลงตัว แล้วก็สมาชิกหลายท่านได้ให้ความเห็นไว้ในแง่คิดที่ดี เปึนการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ป้ ๒๕๔๙ ตรงนั้นว่าการบริการของหน่วยงานในกระบวนการ ยุติธรรมให้มองไปถึงเรื่องการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ด้อยโอกาสนะครับ ถึงกับมีการทำทางขึ้น อะไรที่เตรียมความพร้อมแล้วก็จัดทําลิฟต์ (Lift) ได้ไหม ซึ่งมีการให้ข้อคิดเห็นในการออกกฎหมาย ในขณะนั้นด้วยว่าการออกกฎหมายตรงนี้น่าจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับคนเฒ่าคนแก่ ผู้อาวุโสในการที่จะใช้ลิฟต์ (Lift) ในกรณีที่เดินไม่สะดวกที่จะขึ้นลิฟต์ (Lift) ไปชั้น ๓ ชั้น ๔ ชั้น ๕ ซึ่งโดยระบบทั่วไปถ้าราชการถ้าไม่เกิน ๕ ชั้นก็ต้องเดินขึ้น อันนั้นก็มีการพูดถึงนะครับ แต่ว่ามี คณะกรรมการที่บริหารด้วยกันแต่ว่าก็ยังไม่เปึนรูปเปึนร่าง ก็ฝากท่านประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินด้วยนะครับว่าตรงนี้ก็ถือว่าเปึ้น ส่วนสำคัญในการที่จะช่วยดูแลประชาชนให้ประชาชนนั้นได้รับความสะดวกในการใช้บริการ ด้วยครับ ขอบคุณครับ