บวรเวท รุ่งรุจี หารือเกี่ยวกับการถ่ายโอนภารกิจไปยังหน่วยงานภูมิภาค โดยเฉพาะในสังกัดกรมศิลปากรและหน่วยงานด้านเอกสารจดหมายเหตุ พร้อมเตือนถึงความไม่พร้อมที่อาจกระทบมรดกทางวัฒนธรรม และเรียกร้องให้ทบทวนความพร้อมของทั้งส่วนกลางและท้องถิ่นก่อนดำเนินการต่อไป
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ท่านกรรมาธิการและเพื่อนสมาชิกทุกท่านนะครับ ในประเด็นที่ผมจะขออนุญาต อภิปรายคงเปึนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับวิธีการปฏิรูปและประเด็นการปฏิรูปนะครับ ซึ่งในประเด็นที่ ๗.๒ ที่จะมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของหน่วยงานที่ตั้งอยู่ในภูมิภาค ให้ถูกต้องตามภารกิจของหน่วยงานในพื้นที่นะครับ ซึ่งในประเด็นของรีไซส์ซิง (Resizing) มันเปึนสิ่งที่ผมเห็นด้วย เพียงแต่ว่าในการที่เราจะปรับปรุงภารกิจและมอบหมายภารกิจ ให้กับหน่วยงานในพื้นที่ซึ่งเปึนหน่วยงานในส่วนของภูมิภาค มั่นคงจะต้องดูควบคู่กันไป นะครับว่าความพร้อมของหน่วยงานในภูมิภาคพร้อมที่จะสนองหรือตอบรับการดำเนินงาน ที่จะมีการถ่ายโอนภารกิจ ซึ่งจริง ๆ แล้วในพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอน การกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้มีการระบุเกี่ยวกับ การถ่ายโอนภารกิจให้กับหน่วยงานในภูมิภาคเอาไปดำเนินการนะครับ แต่ในห้วงระยะเวลา ที่ผ่านมาความพร้อมของหน่วยงานในภูมิภาคที่จะรองรับงานหรือภารกิจที่ส่วนกลาง จะถ่ายโอนให้ไปนั้น ผมขอเอาแค่ในส่วนของกรมศิลปากรว่าความพร้อมน้อยมากหรือแทบจะ ไม่มีเลยนะครับ คงไม่ต้องพูดถึงกระบวนวิชาการที่ซับซ้อน เอาแค่พื้น ๆ ก็ยังจะลำบาก ในการที่จะดำเนินงาน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าในส่วนของทางคณะกรรมาธิการน่าจะพิจารณา ควบคู่กันไปในการที่จะทำอย่างไรให้กับหน่วยงานในภูมิภาคเขามีความรู้ความสามารถที่จะ รองรับ ไม่อย่างนั้นแล้วมันก็จะได้แต่ในส่วนที่เปึ้นเอกสารในส่วนนั้นนะครับ ถ้าท่าน ยกตัวอย่างอย่างของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติของกรมศิลปากร มีทั้งหมด ๔๐ กว่าแห่ง อันนี้เปึนไปตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ ของกรมศิลปากรว่า โบราณวัตถุที่ไม่สามารถ อ้างอิงความเปึนเจ้าของได้คือเปึนทรัพย์ของแผ่นดิน ต้องเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ อันนี้มันเปึนไปตามกฎหมาย เพราะฉะนั้นเวลาได้โบราณวัตถุอะไรต่าง ๆ ที่อยู่ในทั่วประเทศไทย โดยกฎหมายต้องเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ แต่เราก็สามารถให้กับท้องถิ่นเอาไปดูแล รักษาได้โดยมีการขออนุญาตแล้วเราก็อนุญาตไปนะครับ โดยจะต้องมีกระบวนการในการ ที่จะประมาณราคา ดูพื้นที่การเก็บรักษาอะไรต่าง ๆ นะครับ ซึ่งอันนี้จากที่ผ่านมาเราพบว่า หลังจากที่มีการมอบให้ไป บางพื้นที่อยู่ได้ประมาณ ๖ เดือนของที่ขุดได้ก็หายไปจากสถานที่เก็บ เนื่องจากว่าตอนที่ขุดได้ชาวบ้านหรือหน่วยงานในพื้นที่ก็เห็นความสำคัญว่าจะต้องเก็บเอาไว้ ในพื้นที่ แต่พอ ๖ เดือนผ่านไปคือเริ่มที่จะไม่ให้ความสนใจแล้วนะครับ ยามอะไรต่าง ๆ ก็น้อยไป สุดท้ายของก็หาย ปัจจุบันนี้ยังมีการฟัองร้องกันอยู่นะครับ เพราะว่าเราทําสัญญา กันไว้ว่าต้องชดใช้ในวงเงิน ของบางชิ้นวงเงิน ๒๐ กว่าล้านบาท ซึ่งหน่วยงานในพื้นที่เขาบอก เขาไม่มีสตางค์ชดใช้ให้ เพราะฉะนั้นมันก็จะเปึนประเด็นที่ผมคิดว่าเราคงต้องมอง ควบคู่กันไปในส่วนนั้นนะครับ เพราะไม่อย่างนั้นแล้วในเรื่องเกี่ยวกับการดูแลรักษามรดก ทางด้านวัฒนธรรมของชาติ มันก็เปึนสิ่งที่สำคัญ
ส่วนในเรื่องที่ผมคิดว่ามันน่าจะถ่ายโอนไปได้แล้วเราก็มีการถ่ายโอนไปบ้าง แล้วก็คือสำนักหอสมุดแห่งชาติที่เมื่อก่อนมีเปึ้นสิบกว่าแห่งเราก็ถ่ายโอน เพราะเรามองว่า ไม่สามารถที่จะให้ท้องถิ่นดูแลได้ แต่ในขณะเดียวกันมันก็ต้องมองในลักษณะที่มีความ แตกต่างว่าถ้าเปึ้นสำนักหอสมุดแห่งชาตินั้นมันจะต้องมีความแตกต่างจากหอสมุดอื่น ๆ อย่างไร อันนี้ที่เราพยายามที่จะสร้างความแตกต่างขึ้นไป ส่วนหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ในปัจจุบันต้องเรียนเลยว่าไม่ค่อยได้รับความสนใจ เพราะมองว่าเรื่องการเก็บมันเปึนการเก็บ เอกสารซึ่งในปัจจุบันนี้มันยังไม่มีความสำคัญ แต่ถ้าอีก ๑๐ ป้ หรือ ๒๐ ป้ข้างหน้าเวลา มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นแล้วต้องหาหลักฐาน หาเอกสารมาใช้ประกอบการพิจารณา หรือประกอบการดำเนินการใด ๆ เมื่อนั้นแหละครับที่ห้อจดหมายเหตุจะมีคุณค่า และความสําคัญ แต่ในปัจจุบันนี้ท้องถิ่นส่วนใหญ่ยังจะไม่เห็นความสําคัญ ทั้ง ๆ ที่มันมี พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ระบุไว้ว่าให้ท้องถิ่นมีหอจุดหมายเหตุของตัวเองเพื่อเก็บเปึน เอกสารของตัวเอง เพราะฉะนั้นต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่ามันเปึนการสร้างความเข้าใจร่วมกัน ของคนในชาติว่าเราจะทำอย่างไรให้การดำเนินงานทางด้านวิชาการซึ่งมันจะตรงตามภารกิจ ว่าสามารถไปตั้งอะไรต่าง ๆ ได้ แต่ถ้าถามว่ากรมศิลปากรมีบุคลากรพร้อมไหมในการที่จะ กระจายไปทุกแห่ง ไม่พร้อมหรอกครับ เราก็ถูกจํากัดด้วยอัตรากำลังที่มีอยู่ เพราะฉะนั้น มันก็อยู่ในสภาพที่ทรงตัวก็คือไม่สามารถที่จะกระจายอะไรต่าง ๆ ไปได้มากไปกว่านั้น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าในประเด็นนี้ทางกรรมาธิการน่าที่จะพิจารณาในประเด็นที่จะสนับสนุน ทั้งหน่วยงานในส่วนของหน่วยงานส่วนกลางที่พยายามจะกระจายออกไป และหน่วยงาน ในภูมิภาคที่เขาจะต้องเตรียมความพร้อมในการร้องรับควบคู่กันไปด้วยครับ ขอบคุณครับ