ฐิติวัจน์ กำลังเอก หารือถึงความเหมาะสมและความโปร่งใสในการติดต่อพรรคการเมืองของ สปท. โดยตั้งข้อสังเกตว่าการตัดสินใจของคณะกรรมาธิการอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์รัฐบาล และอาจทำให้ปัญหาที่เงียบกลับมาลุกลามได้ จึงเสนอให้มีการปรับปรุงการสื่อสารภายในองค์กรให้ทั่วถึง เรียกร้องความโปร่งใส ศรัทธา และวินัยตามหลักธรรมาภิบาล พร้อมแสดงความกังวลต่อการเข้าออกของทูตและบุคคลสำคัญต่างประเทศที่อาจกระทบผลประโยชน์ชาติและความละเอียดอ่อนทางการทูต โดยย้ำจุดยืนในการทำงานเพื่อประเทศและประชาชนจนวาระสุดท้าย
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม พลเอก ฐิติวัจน์ กำลังเอก สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป หมายเลข ๔๗ ผมต้องขอโทษ ท่านกรรมาธิการนะครับได้ขึ้นมาประจำที่แล้ว แต่เรื่องที่ผมจะขอหารือนี่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ การบริหารสภาของเรา ซึ่งใช้เวลาไม่มากครับ คือตัวผมเองเป็นสมาชิกไม่ได้อยู่ใน คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนะครับ แล้วก็ได้สดับ ตรับฟังอะไรก็เหมือนกับสมาชิกคนหนึ่งที่ได้ทำงาน แต่ผมมีความเชื่อมั่นในตัวท่านประธานว่า สิ่งที่ท่านประธานได้ดำเนินการไปทุกประการล้วนมีความตั้งใจดีแล้วก็ทำให้เกิด ผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นส่วนใหญ่ แต่บางครั้งบางคราวนั้นข่าวสารต่าง ๆ การติดต่อสื่อสาร ก็ไม่เอื้ออำนวยให้สมาชิกทุกคนได้รับทราบไปในทางเดียวกัน ดังนั้นผมจึงมีเรื่องที่อยากจะ กราบเรียนถาม ซึ่งเรื่องดังกล่าวนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องร้ายแรงอะไรนะครับ แล้วก็ไม่ได้กระทบใคร ก็สอบถามโดยปกติ ผมเห็นสมาชิกของพวกเราทุกกรรมาธิการต่างมีความตั้งใจในการทำงาน มีลำดับในการทำงานเป็นขั้นตอนประสานกับหน่วยต่าง ๆ ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่เมื่อสัก อาทิตย์ที่แล้วเป็นเรื่องที่ผมไม่มีความเข้าใจอยู่ ๓ ประเด็น
ในประเด็นแรก ผมอยากจะถามว่าเราไปพบพรรคการเมือง พรรคการเมือง ในประเทศไทย ๗๔ พรรค เราเลือกไป ๒ พรรค ได้แก่พรรคประชาธิปัตย์ ขอประทานโทษ นะครับที่ต้องเอ่ย เพราะเป็นเรื่องจริงกับพรรคเพื่อไทย ผมไม่ทราบว่าการไปมีประโยชน์อะไร และเป็นหน้าที่อะไรของ สปท. เพราะว่าขณะนี้ก็เป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่าไม่มีพรรคใดก็ตาม ที่ยังมีการประชุมกรรมการบริหารพรรค และเรื่องต่าง ๆ ของ สปท. เขาได้ติดตามตาม หน้าสื่อ ตามหน้าเว็บไซต์ (Web site) ผมคิดว่าเขารู้ดีนะครับ
ประการที่ ๒ ถ้าเขาถามมา ผมอยากทราบว่าผู้แทนของเราใช้อำนาจอะไร ในการตอบ ถ้าเขาถามว่าเมื่อไรจะให้ผมประชุมกรรมการบริหารพรรค เราจะตอบว่าอะไร เราไม่ได้มีอำนาจในการตอบนะครับ
ประการที่ ๓ ที่ไปกันทั้งหมด ไปได้อย่างไร เป็นมติของใคร เป็นมติของ คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือว่าเป็นมติของสมาชิก ทั้งหมด เพราะว่าสิ่งต่าง ๆ ผมคิดว่ามีผลกระทบนะครับ ผลกระทบประการหนึ่งก็คือ การที่รัฐบาลได้พูดอยู่เสมอว่าเราจะคืนความสุขให้ประชาชน แต่เวลาเขาย้อนถามกลับมา มันจะกลับกลายเป็นคืนความทุกข์ให้รัฐบาล เพราะว่าท่านอาจจะทำให้ฝุ่นที่มันจาง ๆ อยู่ แล้วคุกรุ่นขึ้นมา เวลาเขาย้อนถามเราจะรับมือไม่ได้ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ผมสงสัย
ประเด็นต่อมานะครับ ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้าน การเมือง เรามีผู้แทนของพรรคการเมืองอยู่แล้วท่านประธานก็ทราบ ผมขออนุญาต ยกท่านกษิตแล้วกัน เพราะว่าผมเคยทำงานกับท่าน สมัยที่ผมเป็นนายทหารประสานภารกิจ ทางทหารกับกระทรวงการต่างประเทศ ท่านกษิต ภิรมย์ มาจากพรรคประชาธิปัตย์ ท่านสุชน ชาลีเครือ มาจากพรรคเพื่อไทยส่งมา ท่านนิกร จำนง มาจากพรรคชาติไทยพัฒนา ท่านเหล่านี้นะครับล้วนอยู่ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ในเมื่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจะไปเยือนพรรคการเมือง ทำไมคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองไม่มีใครไปร่วมสักคนนะครับ ทำไมเขาถึงไม่ร่วม เพราะเขาตระหนักดีนะครับว่าร่วมไปแล้วก็ประชุมพรรคไม่ได้ ผมจะขอยกตัวอย่าง ท่านกษิตเพราะว่าท่านเป็นบุคคลตัวอย่างที่ท่านทำงานได้สอดคล้องและถูกต้อง เป็นไปตามข้อบังคับของสภาทุกประการ ท่านเป็นประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ท่านไปมหาวิทยาลัย สุโขทัยธรรมาธิราชไปขอให้โสตพวกทีวีอะไรของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชทำกิจกรรม ร่วม ท่านประสานไปที่สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย อยากจะมีโรงเรียนการเมืองเหมือนกับประเทศเกาหลี ท่านทำทุกสิ่งทุกอย่าง และสิ่งเหล่านี้ ได้รับการยกมือจากสภา หลังจากสภาแล้วก็ส่งไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จากคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศก็ไปเข้า ครม. เข้าแม่น้ำ ๓ สายอะไรก็แล้วแต่ อันนั้นก็เป็นขั้นตอนที่ท่านได้ทำ ได้ถูกต้อง ผมจึงคิดว่าในสภาเราก็มีอยู่หลายคนที่เป็นผู้แทนนักการเมือง และมันมีเหตุผล อะไรที่เราจำเป็นจะต้องไปเยือน และไปเยือนเพียง ๒ พรรค และพรรคของท่านดำรงค์ พิเดช พรรคทวงคืนผืนป่าประเทศไทย ท่านก็อยู่ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการเมือง ทำไมท่านไม่ไปเยี่ยมเขาบ้าง ไปถามเขาสิครับ พรรคถิ่นกาขาวล่ะ พรรคทวงคืนหนี้ล่ะ พรรคอะไรเหล่านี้อีกตั้งหลายพรรค ดังนั้นผมเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ ผมอยากจะถาม อยากจะกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่าประเทศเราอยู่ได้ ประชาชนยังมีวินัย ก็เพราะว่าเราจะต้องมีอยู่ ๒ สิ่ง สิ่งแรกก็คือความศรัทธา สิ่งที่ ๒ ก็คือระเบียบวินัย ทั้ง ๒ สิ่งนี้จะไม่ทำให้สังคมล่มสลาย แต่ ๒ สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้นี่นะครับ มันจะต้องเกิดจาก การมีธรรมาภิบาล ธรรมาภิบาลก็คือการมีความจริงใจในการปฏิบัติงาน มีความโปร่งใส แล้วก็จะต้องดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกัน
อีกประการหนึ่งนะครับ ขอใช้เวลา เดี๋ยวใช้เวลามากเกินไป เรื่องการที่มี ผู้แทนของทูต ครั้งนี้ก็จะเป็นครั้งที่ ๓ ในวันนี้ พอถึงเวลาเข้าจริง ๆ ท่านจะตอบว่าอย่างไร ทำไมมีคำถามพ่วง ไม่พ่วง ไม่ผ่านแล้วอะไรจะเกิดขึ้น ผ่านอย่างเดียว พ่วงไม่ผ่านอะไร จะเกิดขึ้น มันจะตอบอย่างไรครับ เรื่องเหล่านี้มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะอ่อนไหว ละเอียดอ่อนสำหรับประเทศเรา ตอนสมัยที่ผมเคยทำงานอยู่สถานทูตวอชิงตัน ดีซีนะครับ ท่านเกษมสโมสรท่านเป็นเอกอัครราชทูต ผมก็อยู่สำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารบก กว่าเรา จะได้เข้าพบสเตทดีพาร์ตเมนต์ (State Department) ถามแล้วถามอีก แต่ผมไม่เข้าใจว่า ปัจจุบันนี้ทูตเข้า ๆ ออก ๆ จะไปที่ไหนไปได้หมด ผู้หลักผู้ใหญ่ของประเทศเพื่อนบ้านเราท่าน เดียวเท่านั้นไปเยี่ยมประชาชนของเขาแป๊บเดียว เงื่อนไขเปลี่ยนเลย ค่าแรงเพิ่มขึ้น การศึกษามากขึ้น อะไรต่าง ๆ นี้ ดังนั้นเรื่องเกี่ยวกับประชาคมโลกมันเป็นผลประโยชน์ของ ประเทศนะครับ ถ้าเราไม่มีหน้าที่ ถ้าเราไม่มีความชำนาญ ผมคิดว่าเรานิ่งเฉยเราก็ไม่เสีย อะไร งานของเราก็ใกล้จะจบแล้ว เสนอไปตั้ง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ๗๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว ดังนั้น นี่ก็คือเสียงสะท้อนของสมาชิกคนหนึ่งซึ่งก็มีความตั้งใจเหมือนกับสมาชิกท่านอื่น ๆ คือ มีความตั้งใจที่จะทำงานให้ประเทศชาติจนถึงที่สุด ต้องการให้ประชาชนมีความสุข ต้องการ ให้ประเทศชาติมั่นคง ผมก็ต้องขอประทานโทษนะครับ ถ้าได้พูดจาอะไรกระทบในสิ่งไหนไปบ้าง ก็ขอกราบเรียนท่านประธานเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ