กอบศักดิ์ ภูตระกูล หารือปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะประเด็นการถือครองที่ดินที่กระจุกตัวและที่ดินทำกินของเกษตรกรที่หลุดมือไปจากหนี้สินและอำนาจของกลุ่มทุน จนนำไปสู่วัฏจักรความยากจน การบุกรุกพื้นที่ป่า และปัญหาสังคม จึงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปที่ดินอย่างเป็นระบบผ่านการจัดตั้งธนาคารที่ดินที่สามารถรีไฟแนนซ์หนี้ ลดภาระดอกเบี้ย และให้เกษตรกรเช่าที่ดินเดิมเพื่อฟื้นฟูภายใน 5 ปี พร้อมเสนอให้จัดตั้งสถาบันการเงินเฉพาะกิจเพื่อบริหารหนี้เสียในภาคเกษตร เสริมด้วยการยกเว้นภาษีและการจัดสรรงบประมาณระยะยาว เพื่อสร้างความยั่งยืนและป้องกันการสูญเสียที่ดินทำกินอย่างมีประสิทธิภาพ
ขอบพระคุณครับ กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ปัญหา ความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ นับวันก็จะทวีความรุนแรงขึ้น แล้วก็นําไปสู่การแบ่งแยกชนชั้น ความแตกต่างระหว่างคนในเมืองแล้วก็คนชนบท คนจน คนรวย ซึ่งปัญหาของความขัดแย้งนี้เห็นชัดในช่วงที่มีปัญหาทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมาครับ มีหลายคนหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา เป็นประเด็นที่ทําให้ผู้ประท้วงมีความโกรธแค้นแล้วก็รู้สึก ไม่พอใจกับความเหลื่อมล้ําที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ จึงกล่าวได้ว่าการปฏิรูปครั้งนี้ถ้าเกิด สปท. ของเรานั้นไม่สามารถแก้ไขบรรเทาปัญหาของความเหลื่อมล้ําได้ก็จะถือว่าการปฏิรูปครั้งนี้ ไม่สําเร็จครับ มิติหนึ่งในปัญหาของความเหลื่อมล้ํานั้นก็คือปัญหาที่เกี่ยวกับที่ดิน ซึ่งปัจจุบัน ที่ดินก็คือปัจจัยการผลิตสําคัญของพี่น้องประชาชน แล้วก็มีปัญหาที่สอดคล้องกับเรื่องนี้ อยู่ประมาณ ๕ เรื่องที่สําคัญครับ ปัญหาเรื่องที่ ๑ ก็คือปัญหาที่ดินหลุดมือ ปัญหาที่ ๒ คือ ปัญหากระจุกตัวของการถือครองที่ดิน ปัญหาการใช้ประโยชน์ที่ดินไม่เต็มที่ ปัญหาที่ดิน ชุมชนทับซ้อนกับพื้นที่รัฐ แล้วก็ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่า
ในวันนี้เราก็จะพูดถึงแนวทางการปฏิรูปประเทศที่จะช่วยในการแก้ไขปัญหา ๓ ประเด็นแรกครับ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกษตรกรกําลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันนี้ การแก้ไขปัญหานี้ จะช่วยต่อชีวิตให้กับตัวของเกษตรกรจํานวนกว่า ๒๐ ล้านคน ที่อยู่ในแรงงานภาคการเกษตร ในปัจจุบัน รวมถึงครอบครัวของเขา แล้วก็สร้างความหวังให้กับคนยากจนอีกจํานวน ๙,๐๐๐,๐๐๐ คน ที่อยู่ในเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย กระผมขอเริ่มจากวัฏจักรของปัญหา ปัญหาเรื่องนี้นั้นเริ่มต้นขึ้นจากการทําอาชีพของเกษตรกร ซึ่งมีความจําเป็นที่ต้องใช้เงิน ในการซื้อปัจจัยการผลิต ซึ่งเรื่องนี้ก็นําไปสู่การเป็นหนี้ การนําที่ดินที่ตกทอดจากบรรพบุรุษ ไปสู่การจํานองหรือขายฝาก เมื่อมีปัญหาเรื่องของการผลิต ปัญหาดินฟ้าอากาศ ที่ดินเหล่านี้ ก็นําไปสู่ปัญหาเรื่องของที่ดินหลุดมือจากการผิดนัดชําระหนี้ นําไปสู่การถูกยึดที่ดินทํากิน การสูญเสียที่อยู่อาศัย การถูกขับไล่ ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นเกษตรกรก็ไม่มีทางเลือกมาก บางส่วนก็ไป บุกรุกพื้นที่ป่า ย้ายเข้าสู่เมือง กลายเป็นคนจนเมือง และเมื่อตัวเกษตรกรนั้นมีพื้นที่ทาง การเกษตรลดลง ทางการก็ดําเนินการครับ จัดสรรกรรมสิทธิ์ในที่ดินทํากินให้เกษตรกร และคนจนผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น โครงการ ส.ป.ก. เป็นต้น แต่ท้ายที่สุดเชื่อไหมครับว่า เมื่อได้ที่ดินใหม่มาแล้ว ก็เข้าสู่วัฏจักรเดิมครับ มีปัญหาก็เอาที่ดินดังกล่าวไปสู่การจํานอง จํานํา ขายฝาก แล้วสุดท้ายก็หลุดมือไปสู่กลุ่มทุนเช่นเดิม ปัญหานี้ก็เหมือนกับ เรื่องของ เลือดที่ยังไหลไม่หยุด ที่ดินของทางการนั้นได้ไหลออกไปกลายเป็นกรรมสิทธิ์ของกลุ่มทุน ที่เราต้องปฏิรูปแก้ไขก่อนที่จะสายเกินไป
เพื่อเห็นถึงความรุนแรงของปัญหากระผมขอนําเสนอข้อมูลที่เกี่ยวกับที่ดิน เพื่อประกอบการพิจารณาครับ ในประเทศไทยนั้นมีพื้นที่รวมกันทั้งหมดประมาณ ๓๒๐ ล้านไร่ ประกอบด้วยพื้นที่ป่าไม้ประมาณ ๑๐๗ ล้านไร่ แล้วก็เป็นพื้นที่เกษตรกรรมประมาณ ๑๕๐ ล้านไร่ แล้วเป็นพื้นที่ที่ใช้ประโยชน์อื่น ๆ อีก ๖๔ ล้านไร่ ในพื้นที่ทางการเกษตร ประมาณ ๑๕๐ ล้านไร่ดังกล่าวนั้น ที่น่าตกใจคืออะไรทราบไหมครับ ที่น่าตกใจก็คือว่า เกษตรกรกว่าครึ่งนั้นต้องทําการเกษตรบนพื้นที่ที่เขาเช่ามา ทั้ง ๆ ที่สมัยก่อนก็คือที่ดินของ บรรพบุรุษของเขานั่นเอง แต่ในปัจจุบันนั้นได้หลุดมือกลายเป็นของกลุ่มทุน แล้วต้องกลับไป เช่ามาเพื่อทําการเกษตรบนพื้นที่เหล่านั้น อีกกลุ่มหนึ่งที่มีที่ดินเป็นของตนเอง ประมาณ ครึ่งหนึ่งของกลุ่มดังกล่าวครับ หรือที่ดินประมาณเกือบ ๓๐ ล้านไร่นั้น เกษตรกรได้นําที่ดิน ดังกล่าวนั้นไปสู่การจํานองหรือขายฝาก ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะหลุดมือต่อไป แล้วถ้าเกิดเรา เจาะลงไปในตัวของกลุ่มเกษตรกรหรือกลุ่มคนยากจนที่มีรายได้ต่ํากว่า ๒๐,๐๐๐ บาทต่อปี จากข้อมูลการขึ้นทะเบียนขอรับความช่วยเหลือในปี ๒๕๔๗ พบว่าผู้ที่ไม่มีที่ดินทํากิน มีประมาณเกือบ ๙๐๐,๐๐๐ ราย แล้วก็ผู้ที่มีที่ดินทํากินแต่ไม่เพียงพอหรือไม่มีเอกสารสิทธิ์นั้น มีอยู่ประมาณ ๑.๓ ล้านราย แต่ผมอยากให้ดูภาพถัดไปครับ ภาพนี้ก็น่าตกใจพอกันนะครับ เป็นข้อมูลจากตัวของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่าในระยะเวลาสั้น ๆ ระหว่างปี ๒๕๔๙ ถึงปี ๒๕๕๔ จํานวนของครัวเรือนยากจนที่มีที่ดินทํากินได้ลดลงอย่าง รวดเร็วต่อเนื่อง จากเดิมที่เคยมีครัวเรือนยากจนที่มีที่ดินทํากินประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือนในปี ๒๕๔๙ ภายในระยะเวลาสั้น ๆ ประมาณ ๕-๖ ปีนี้จํานวนดังกล่าวได้ลดลง เหลือเพียง ๕๐๐,๐๐๐ ครัวเรือนเท่านั้น หรือลดลงกว่าครึ่งหนึ่ง ที่ผมพยายามบอกอย่างไร ครับว่าที่ดินหลุดมือกําลังเกิดขึ้น และเกิดขึ้นในอัตรารวดเร็ว แล้วทําไมพี่น้องประชาชน ที่ยากจนจํานวนมากของประเทศไทยกําลังประสบปัญหานี้ครับ แล้วนอกจากนั้นถ้าเกิดไปดู ข้อมูลต่อไปนี้ก็จะพบว่าที่ดินในเขตชลประทานที่เหมาะสมกับการเกษตรปัจจุบันเรามีอยู่ ประมาณ ๓๐ ล้านไร่ครับ ปรากฏปัจจุบันได้ถูกนําไปใช้ผิดประเภทประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ พอหลุดมือไปแล้วก็นําไปสู่การสร้างโรงงานอุตสาหกรรม รีสอร์ต (Resort) บ้านจัดสรร และอื่น ๆ ต่อไป และนอกจากนี้ที่ดิน ส.ป.ก. ที่เราส่งไปซับน้ําตาของเกษตรกรกว่าร้อยละ ๕๐ ที่ได้รับการจัดสรรเพื่อเกษตรกรได้ถูกครอบครองโดยบุคคลที่ไม่ใช่เจ้าของที่มีสิทธิเดิม หรือไม่ได้เป็นเกษตรกร นี่คือปัญหาของเมืองไทยครับว่าปัญหาที่มันหลุดมือนั้นเกิดขึ้น อย่างต่อเนื่องแล้วกําลังทําให้พี่น้องประชาชนที่เป็นเกษตรกรนั้นประสบความยากลําบาก ความจริงวันนี้ผมได้เอาหนังสือเล่มหนึ่งมานะครับ หนังสือที่เรียกว่า หนี้ชาวนา หนังสือฉบับนี้ ได้จัดทําขึ้นโดยกลุ่มปฏิบัติการท้องถิ่นไร้พรมแดนซึ่งเป็นหน่วยงานที่ช่วยดูแลพี่น้องประชาชน ที่กําลังสูญเสียที่ดินทํากินอยู่ เขาเขียนเรื่องราวต่าง ๆ ของคนจนที่ไปกู้ยืมมา กู้ยืมแม้กระทั่ง ธ.ก.ส. แล้วสุดท้ายก็ต้องถูกบีบบังคับให้ขายทอดตลาดในที่ดินของบรรพบุรุษของตนเอง แล้วนี่เป็นปัญหาที่กว้างขวางทั่วประเทศไทย ผมก็อยากให้ท่านสมาชิกได้ลองพลิก ๆ ดู ในขณะนี้เช่นกันครับ และนอกจากนั้นเมื่อที่ดินหลุดมือนะครับ พื้นที่ทางการเกษตรก็จะ ลดลงนําไปสู่การบุกรุกป่า เผาทําลายพื้นที่ต้นน้ําที่เราพยายามอนุรักษ์ไว้ อย่างในภาพนั้น ก็จะเห็นว่าพื้นที่ป่าก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง และนําไปสู่ปัญหาภัยแล้ง ปัญหาอื่น ๆ ที่เราเผชิญ อยู่ในปัจจุบัน ถ้าเกิดทุกคนจําได้นะครับจะเห็นภูเขาหัวโล้น การเผาที่ดิน เพื่อเผาป่า แล้วก็ ไปปลูกไร่ข้าวโพดบ้าง อะไรต่าง ๆ เหล่านั้นบ้าง อันนี้ก็เป็นผลพวงมาจากการที่เกษตรกรไม่มี ที่ดินทํากินจากที่ดินหลุดมือออกไป เกษตรกรอีกจํานวนหนึ่ง นอกจากไปบุกรุกทําลายป่า แล้วก็เลือกที่จะอพยพเข้าสู่เมือง กลายเป็นปัญหาอีกประเภท ก็คือปัญหาของคนจนเมือง ซึ่งปัจจุบันเรามีคนจนเมืองอยู่ประมาณเกือบ ๙.๔ ล้านคน หรือประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ของทุกเมืองคือคนจนเมือง คนเหล่านี้ประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ คนมีปัญหาเรื่องของ ความมั่นคงของที่อยู่อาศัย อีก ๗๐๐,๐๐๐ คนได้รุกเข้าไปในพื้นที่ของรัฐ ที่สาธารณะ ที่ดิน ของรถไฟ อื่น ๆ เป็นต้น ทางการก็มีหน่วยงาน พอช. นะครับ พยายามช่วย โดยการจัดทํา บ้านมั่นคง อันนี้ก็เป็นตัวอย่างของบ้านมั่นคงที่จัดสร้างขึ้นมา แล้วก็เป็นโครงการที่ให้ ประชาชนมีส่วนร่วมในการวางแผน ในการก่อสร้าง แล้วก็พัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยที่พอจะมี มาตรฐานในการครองชีพ เชื่อไหมครับว่าเราก็ทําเรื่องนี้ครับ แต่สุดท้ายก็ช่วยได้ไม่มากครับ เพราะมีความต้องการ เกือบ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าคน แต่คนที่ได้รับการช่วยเหลือในปัจจุบันนี้อยู่หลักแค่ ๘๐,๐๐๐ คน เท่านั้น หรือว่าช่วยได้ประมาณแค่ ๑๑ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็หมายความว่าปัญหาที่เริ่มต้นจาก ที่ดินหลุดมือนําไปสู่ปัญหาต่าง ๆ ตามมา แม้กระทั่งในเมืองเองก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน เมื่อหลุดมือไปแล้วก็นําไปสู่ปัญหาอีก ๒ ด้านครับ เพราะว่าพอหลุดมือก็ไปกระจุกอยู่ในมือ ของกลุ่มทุน ปัญหาของกลุ่มทุนก็นําไปสู่เรื่องของความเหลื่อมล้ําของการถือครองที่ดิน ที่ผมจะดูข้อมูลต่อไป แล้วก็ปัญหาการปล่อยให้ที่ดินรกร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์ อย่างเวลาที่ ท่านสมาชิกเดินทางไปต่างจังหวัดนี้ก็จะเห็นเป็นประจําว่ามีพื้นที่รกร้างหลากหลายที่ ผมอยากให้ดูภาพนี้ครับ อันนี้ก็เป็นภาพที่มีการศึกษาจากท่านดวงมณี ท่านอาจารย์ดวงมณี พบอย่างนี้ครับว่า คนที่รวยที่สุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์แรกของไทยมีที่ดินรวมกันถึงประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของประเทศ คนรวยที่รวยที่สุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ ความจริงมีรายได้ ประมาณครึ่งเดียว แต่ถ้าเกิดเป็นที่ดิน มีที่ดินเกือบ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ครับ แล้วท่านสมาชิก อาจจะยังไม่เชื่อว่าคนคนเดียวในประเทศไทยมีที่ดินกว่า ๖๐๐,๐๐๐ ไร่ครับ นี่คือผลพวง ที่เกิดขึ้นจากปัญหาที่ดินหลุดมือ แล้ว ๖๐๐,๐๐๐ ไร่นั้นมาแค่วันเจเนอเรชัน (One Generation) หรือ ๑ ชั่วอายุคนเท่านั้นเอง ขณะที่คนที่จนที่สุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์แรกนั้น มีที่ดินรวมกันเพียง ๐.๒๔ เปอร์เซ็นต์ หรือต่างกันกว่า ๓๐๐ เท่าตัว แต่ถ้าเกิดไปดูนะครับ มีท่านอาจารย์อิทธิพล ท่านลองศึกษาดูว่าคนรวยที่ได้ที่ดินไปเยอะ ๆ นี้เขาเอาที่ดินไปทํา อะไร ปรากฏว่ามีการศึกษาแล้วพบว่า ยิ่งมีที่ดินมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งปล่อยที่ดินให้รกร้าง มากขึ้นเท่านั้น ผมอยากให้ดูในภาพถัดไปครับจะพบว่าคนที่มีการครอบครองที่ดินมากกว่า ๒๐๐ ไร่นี้ จะใช้ประโยชน์ประมาณ ๗๑ เปอร์เซ็นต์ ก็คือ ๓๐ เปอร์เซ็นต์นี้ทิ้งว่างเปล่า คนที่ ถือครองมากกว่า ๑๐,๐๐๐ ไร่ ก็จะใช้ประโยชน์เพียง ๓๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แล้วถ้าเกิด คนบางคนที่ถือครองมากกว่า ๕๐,๐๐๐ ไร่ เขาใช้ประโยชน์ประมาณแค่ ๓ เปอร์เซ็นต์ อาจารย์อิทธิพลได้ศึกษาแล้วว่า ถ้าเกิดเอาที่ดินที่รกร้างเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ได้ประเทศไทย จะสามารถทํารายได้เพิ่มขึ้นมากกว่าปีละ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะว่าที่ดินเมืองไทยเป็นที่ที่เหมาะสมต่อการทําการเกษตร ทําประโยชน์มาก แต่สุดท้าย เนื่องจากไปกระจุกมืออยู่ในกลุ่มทุน กลุ่มคนบางคน ก็เลยทําให้การใช้ประโยชน์เกิดขึ้น ได้ไม่เต็มที่ ซึ่งปัจจุบันนี้นะครับกลไกของภาครัฐก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่ดินหลุดมือ จากภาคเกษตรได้ จากปัญหาใน ๓ ระดับครับ ระดับนโยบาย ระดับหน่วยปฏิบัติ ระดับพื้นที่ ซึ่งปัญหาในภาครัฐนี้ก็ทําให้เกิดปัญหาที่ดินหลุดมืออย่างต่อเนื่อง พูดง่าย ๆ อย่างที่ผมบอกไป ก็คือ เลือดยังไหลไม่หยุด แม้ว่ารัฐจะพยายามช่วยนะครับ ใส่เลือดใหม่เข้าไปให้ โดยการ จัดสรรที่ดินให้เกษตรกรผ่านโครงการ ส.ป.ก. แต่ท้ายที่สุดครับเลือดใหม่ที่เข้าไปก็ไหลออก ต่อไป แล้วตกเป็นของกลุ่มทุน ซึ่งเมื่อเกษตรกรไม่มีที่ทํากิน ก็จะนําไปสู่ปัญหาอื่น ๆ ตามมา อันนี้ก็นําไปสู่ทางออกของวัฏจักรของปัญหา ซึ่งในการหาทางออกนั้นก็ต้องมีดีไซน์ (Design) กลไกใหม่ในการแก้ไขปัญหาในช่วงของ สปช. นะครับ คณะกรรมการที่ทํางานร่วมกัน ระหว่างคณะกรรมาธิการสังคม ทรัพยากรธรรมชาติและเศรษฐกิจ ซึ่งมีท่านคุณหมออําพล ท่านวิวัฒน์ และอีกหลายท่านเป็นผู้ขับเคลื่อนสําคัญ รวมถึงภาคประชาชนที่เข้ามาร่วมงานด้วย ได้มีการเสนอให้มีการจัดตั้งธนาคารที่ดินขึ้นครับ เพื่อแก้ไขบรรเทาปัญหาที่ดินหลุดมือ อันนี้ ถ้าเกิดไปดูที่วัฏจักรนี้จะเห็นว่า ที่ดินหลุดมือจะแก้โดยอาศัยการใช้หลักการของธนาคารที่ดิน เข้าไปแก้ แล้วขณะเดียวกันนะครับก็จะมีเรื่องของการใช้กลไกอื่น ๆ ที่ท่านนายกรัฐมนตรี กําลังดําเนินการอยู่ในปัจจุบัน ก็คือเรื่องของการจัดสรรสิทธิในการทํากินผ่านแนวคิดที่ดิน แปลงใหญ่ครับ อันนี้ก็คือไม่ได้แจกเอกสารสิทธิ์ หรือให้สิทธิทํากินกับคนใดคนหนึ่ง แต่แจก เป็นชุมชน แล้วให้ช่วยกันบริหารจัดการ หลังจากนั้นกระบวนการการขายก็จะไม่เกิดขึ้น ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้ดําเนินการไปแล้วกว่า ๓๐๐ แห่งทั่วประเทศไทย ประชาชนก็มี ความดีใจอย่างยิ่งรวมไปถึงในปัจจุบันครับจะมีกฎหมายอีกฉบับออกมาก ก็คือกฎหมายที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งในกฎหมายฉบับดังกล่าวนะครับจะมีกลไกสําคัญก็คือเรื่องของการคิดภาษี สําหรับพื้นที่ที่ดินที่ถูกปล่อยรกร้าง กลไกทั้ง ๓ นี้จะทํางานร่วมกันอย่างสอดประสาน แล้วก็จะทําให้เลือดที่ไหลอยู่นี้หยุดลง ซึ่งจะเป็นการปฏิรูปการจัดการที่ดินครั้งสําคัญของประเทศไทยครับ ในการจัดตั้งธนาคาร ที่ดินขึ้นมา ผมอยากจะเรียนว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ครับ ไม่ได้เป็นองค์กรใหม่ แต่เป็นองค์กรที่ได้มี การตราพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน เพื่อจัดตั้งธนาคารที่ดิน ขึ้นไว้แล้ว เมื่อตั้งแต่ ๔-๕ ปีที่แล้วครับ ซึ่งองค์กรแห่งนี้นั้นได้พยายามทํางานโดยที่มีการร่าง พ.ร.บ. ขึ้นมาควบคู่กับ สปช. และขณะเดียวกันก็ได้รับการจัดสรรงบประมาณไปแล้ว ประมาณ ๗๗๕ ล้านบาท ซึ่งในขณะนี้ในร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวก็มีเป้าหมายเดียวกันครับว่า จะตั้งธนาคารขึ้นให้เป็นธนาคารที่ดินอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีเป้าหมายที่จะเป็นกลไกในการ ช่วยบรรเทาทุกข์ของประชาชนในการกระจายการถือครองที่ดินเพื่อลดความเหลื่อมล้ํา และบริหารจัดการที่ดินของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ โดยตั้งใจว่าจะอยู่บนหลักการ ๓ อย่าง ก็คือการสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้น ความประหยัดแล้วก็ความยั่งยืน ในเรื่องของ ประโยชน์นี้จะมีประโยชน์ทั้งหมด ๔ ด้าน ก็คือเรื่องของการสนับสนุนให้เกษตรกรผู้ยากจน เข้าถึงที่ทํากิน ที่อยู่อาศัย แล้วก็ป้องกันปัญหาที่ดินหลุดมือที่เราพูดไปแล้ว การช่วยเรื่องของ การกระจายการถือครองที่ดิน การใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างเต็มที่ แล้วก็สุดท้ายคือ การส่งเสริมให้มีการทํางานร่วมกันของชุมชนในการบริหารจัดการที่ดิน ในส่วนนี้ในด้านของ ความประหยัดนั้น หลายคนมีความกังวลใจครับ ครั้งที่แล้วที่คุยกันก็มีคนถามเยอะเลยครับว่า จะตั้งธนาคารมีกี่สาขา แล้วสาขาดังกล่าวนี้จะยากต่อการบริหารจัดการหรือเปล่าและจะ เป็นต้นทุนที่สําคัญของภาครัฐหรือเปล่า หลังจากการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกัน ก็มีแนวคิดอย่างนี้ว่าในการดําเนินการของธนาคารที่ดินจะมีสํานักงานใหญ่เป็นหลักเท่านั้น ส่วนสํานักงานต่าง ๆ นั้นจะอาศัย ธ.ก.ส. เป็นโครงข่ายสําคัญในการติดต่อประสานงานกับ ตัวของเกษตรกร รวมไปถึงการประเมินที่ดิน การรับจ่ายชําระหนี้ การปล่อยเงินให้กับ เกษตรกร โดยตัวของธนาคารที่ดินนั้นจะทําหน้าที่เหมือนเป็นยูนิต (Unit) เรื่องของด้านที่ดิน บริหารจัดการดูแลหนี้เสียของภาคการเกษตร เพื่อให้ที่ดินเหล่านั้นกลับมาเป็นปกติอีกครั้งหนึ่ง ทํางานควบคู่กับ ธ.ก.ส. ธนาคารอื่น ๆ และองค์กรอื่น ๆ ทางด้านที่ดินของประเทศ ซึ่งในส่วนนี้ จะช่วยลดภาระในการดําเนินการ ลดต้นทุนและเป็นการประหยัดครับ นอกจากนี้ในมาตรา ๖ (๑๒) ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ เพื่อให้ชัดเจนเลยว่าธนาคารแห่งนี้ไม่มีความจําเป็นต้องเปิดสาขา ได้เขียนไว้ชัดเจนเหมือนกับกรณีของเอ็กซิมแบงก์ (EXIM Bank) ว่าจะไม่รับเงินฝาก จากประชาชนทั่วไป โดยทุนที่มานั้นจะมาจากการออกพันธบัตรหรือออกตราสารต่าง ๆ ซึ่งน่าจะมีต้นทุนไม่แตกต่างจากการเปิดสาขาเอง โดยเฉพาะเป็นแบงก์ขนาดเล็กนะครับ ซึ่งในส่วนนี้ผมมั่นใจเลยว่าองค์กรที่จัดตั้งขึ้นมานั้นก็จะมีขนาดไม่ใหญ่โตนัก เพราะจะอาศัย โครงข่ายที่เรามีอยู่ในปัจจุบันอยู่แล้ว
ในเกณฑ์สุดท้ายก็คือเรื่องของความยั่งยืนขององค์กรแห่งนี้จะเกิดขึ้นจาก การทํางานอย่างใกล้ชิดกับภาคีต่าง ๆ ทั้งในส่วนของ ธ.ก.ส. โครงข่าย ชุมชน แนวคิดก็คือ อย่างนี้ครับว่า ถ้าประชาชนมีปัญหาเรื่องของที่ดินจะหลุดมือ ก็สามารถแจ้งผ่าน ธ.ก.ส. มาได้ หรือแจ้งผ่านชุมชนมาได้ แล้วธนาคารที่ดินก็จะขอ ธ.ก.ส. นั้นเป็นผู้ไปประเมินว่าที่ดิน แห่งดังกล่าวนั้นเหมาะต่อการทําการเกษตรหรือไม่ ไม่ใช่ที่ดินรกร้าง ลูกรัง แล้วขณะเดียวกัน ก็จะขอชุมชนที่เรามีโครงข่ายอยู่แล้วนั้น เป็นผู้ช่วยประเมินว่าคนนี้นั้นเป็นคนที่ทํามาหากิน หรือเปล่า แล้วขณะเดียวกันก็จะขอให้มีการค้ําประกันบุคคลมา ซึ่งในส่วนนี้จะทําให้เราได้ ทั้งคนที่ทําการเกษตร ทํามาหากินแล้วได้พื้นดินที่เหมาะสมต่อการเกษตร เพื่อไม่ให้มีปัญหา หรือว่าที่ดินรกร้างหรือเป็นลูกรังตกมาเป็นของธนาคารที่ดินแล้วยากต่อการบริหารจัดการ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ก็จะนําไปสู่การทํางานกันอย่างใกล้ชิดกับ พอช. สหกรณ์ กองทุน หมุนเวียน กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เป็นต้น นอกจากนี้กระบวนการบริหารจัดการ ความเสี่ยงจะเป็นหัวใจสําคัญในการสร้างความยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการ ร่วมค้ําประกันที่ผมพูดไปแล้ว กระบวนการการสร้างความเชี่ยวชาญเรื่องที่ดิน กระบวนการ การสร้างฐานข้อมูลที่ดิน ซึ่งจะช่วยยกระดับกระบวนการบริหารความเสี่ยงของธนาคารต่อไป
- ๑๑/๑ . ผมขอยกตัวอย่างครับว่า กระบวนการการฟื้นฟูเกษตรกรจะเกิดขึ้นอย่างไรเวลาที่เขามีที่ดิน หลุดมือ สําหรับคนที่กู้ยืมมา ๑๐๐,๐๐๐ บาทนะครับ นี่คือกรณีตัวอย่างว่าเกษตรกรกู้มา ๑๐๐,๐๐๐ บาท ปกติแล้วเกษตรกรจะจ่ายดอกเบี้ยปกติ ถ้าเกิด ธ.ก.ส. ก็ ๗ เปอร์เซ็นต์ ธนาคารพาณิชย์ประมาณ ๘ เปอร์เซ็นต์ ถ้านอกระบบ ๕ เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน ถ้าเริ่มผิดชําระหนี้ จะเกิดอะไรขึ้นครับ ธ.ก.ส. นั้นก็จะเพิ่มดอกเบี้ยผิดนัดชําระหนี้ขึ้นเป็น ๑๓ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นธนาคารพาณิชย์ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ครับ แล้วถ้าเกิดเป็นนอกระบบนี่ พอหาอะไรไม่ได้ บางคนจ่ายดอกเบี้ย ๒๐ เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน อันนี้ก็จะเป็นภาระที่หนักหน่วง หมายถึงภาระ ต่อเดือนของคนเหล่านี้นั้นจะอยู่ที่ประมาณ ๑,๐๐๐ บาท ในกรณีของ ธ.ก.ส. ๒,๐๐๐ บาท ในกรณีของธนาคารพาณิชย์ ๕,๐๐๐-๒๐,๐๐๐ บาท ในกรณีของนอกระบบ ในส่วนนี้เมื่อเขา จะดิ้นหลุดมือนี่เขาก็สามารถแจ้งมาที่เราได้ เราก็จะดําเนินการรีไฟแนนซ์ (Refinance) โอนชําระหนี้เข้ามาอยู่ที่ธนาคารที่ดิน อันแรกที่ได้ก็คือว่าดอกเบี้ยจะลดลงกลับไปสู่ปกติ ที่ ๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหมายถึงภาระจะลดลงครึ่งหนึ่งสําหรับกรณีของ ธ.ก.ส. เหลือ ๑ ใน ๔ สําหรับธนาคารพาณิชย์ แล้วสําหรับตัวของนอกระบบนี่ลดลง ๑๐ เท่าตัวหรือมากกว่านั้น อันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่ผ่อนให้เกษตรกรนั้นสามารถหายใจสะดวกขึ้น สามารถกลับมาฟื้นฟูตัวเอง ได้มากขึ้น ถ้าเกิดเกษตรกร หลังจากทําไปแล้วยังไม่สามารถชําระหนี้ที่ ๕๐๐ บาทได้ สําหรับ หนี้ ๑๐๐,๐๐๐ บาท อันนี้ก็จะเข้าสู่กระบวนการที่ดินหลุดมือ ก็จะตกมาเป็นของ ธนาคารที่ดิน แต่ธนาคารที่ดินแห่งนี้จะต่างจากเอกชนครับ ไม่มีความตั้งใจที่จะไปไล่ที่ หรือยึดที่มาเป็นของเรา เราก็จะให้เกษตรกรคนดังกล่าวนั้นดําเนินการเช่าแล้วก็เพาะปลูก ในพื้นที่ของตนเองแต่หลุดมือมาที่ของธนาคารที่ดินแล้ว แล้วพอหลังจากนั้นเราก็จะให้เวลา เขาครับ เป็นเวลาทั้งหมด ๕ ปี ๕ ปีในการที่จะกลับมาบอกว่าต้องการที่ดินคืน อาจจะเป็น เจ้าของหรือทายาทโดยธรรมสามารถมาแจ้งได้ และหลังจากนั้นก็จะเข้าไปสู่กระบวนการ ของการผ่อนชําระอีกรอบหนึ่ง ซึ่งในช่วงเช่านั้นก็อาจจะลดลงได้อีกเล็กน้อยเป็นค่าเช่า แล้วพอเริ่มผ่อนชําระก็จะกลับไปที่ ๗ เปอร์เซ็นต์เหมือนเดิม แต่นี่คือแนวคิดครับว่าองค์กร แห่งนี้นั้นจะเป็นองค์กรที่ช่วยต่อลมหายใจให้กับตัวเกษตรกรที่กําลังจะสูญเสียที่ดินทํากิน ถ้าท่านอ่านในหนังสือเล่มนี้นะครับ ท่านจะพบว่ามีหลายคนที่ชอกช้ําระกําใจมาก เพราะอะไรครับ เพราะว่าเขามีที่ดินมูลค่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ประเมินแค่ ๕๐๐,๐๐๐ บาท แล้วเวลาขายจริง ๆ ก็ได้ราคาไม่ดี แต่เขาไม่สามารถรักษาที่ดินของเขาไว้ได้ ก็เพราะว่า เขาไม่รู้จะหาเงินล้านจากไหน ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินเพื่อรักษาที่ดินที่ตกทอด ของบรรพบุรุษของเขาไว้ได้ ซึ่งธนาคารที่ดินเมื่อจัดตั้งแล้วก็จะเป็นคนที่จะมาซับน้ําตา ของคนเหล่านี้เอามาเก็บไว้ที่ธนาคารที่ดินก่อน ให้เวลา ๕ ปีในการที่จะกลับฟื้นฟูขึ้นมา เป็นปกติ ซึ่ง ๕ ปีนี้มาจากแนวคิดที่ว่า หลายครั้งนะครับถ้าเกิดท่านจํากันได้ ตอนสมัยที่ น้ําท่วมใหญ่ จะพบว่าตอนน้ําท่วมใหญ่นี่สวนกล้วยไม้เสียหายไปหมดเลย การจะสร้าง สวนกล้วยไม้ใหม่นี่ไม่ได้เกิดขึ้นปี ๒ ปี ต้องค่อย ๆ ทยอย เราก็จะถือไว้ให้เขา จนกระทั่งเขา มีความเข้มแข็ง ซึ่งกรรมการคิดกันว่า ๕ ปีน่าจะเป็นเวลาที่เหมาะสมในการที่จะฟื้นฟู กลับขึ้นมาเข้มแข็งใหม่อีกรอบหนึ่ง แล้วขณะเดียวกันตัวของธนาคารที่ดินก็จะมีกระบวนการ ฟื้นฟูเกษตรกรเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน ซึ่งในส่วนนี้ก็จะเป็นการรักษาที่ดินไว้ให้กับ เกษตรกร และขณะเดียวกันก็เป็นการรักษาเกษตรกรไว้ให้กับประเทศ
สําหรับเป้าหมายในการดําเนินการของธนาคารที่ดินแห่งนี้ เราก็ตั้งใจครับว่า ในช่วง ๕ ปีแรกนั้นก็จะช่วยเกษตรกรได้ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ราย และในขณะเดียวกัน ในช่วง ๑๐ ปีก็น่าจะช่วยเกษตรกรได้ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ราย ซึ่งอันนี้ก็อยู่กับกระบวนการ การทํางาน การสนับสนุนของภาครัฐ แล้วก็ถ้าเกิดดําเนินการได้ก็จะเป็นการช่วยบรรเทาทุกข์ ให้กับประชาชนที่จะสูญเสียที่ดิน รักษาที่ดินเพื่อการเกษตร รักษาเกษตรกรอย่างที่พูดไปแล้ว รวมถึงบรรเทาความเหลื่อมล้ําให้กับประเทศ ในระยะยาวธนาคารที่ดินแห่งนี้จะดําเนินการ เรื่องของตัวที่ดินหลุดมือก่อน แต่ระยะยาวนี่จะดําเนินการเรื่องของการช่วยบริหารที่ดินให้กับ ภาคเอกชน เอกชนหลายคนที่มีที่ดินรกร้าง ไม่อยากปล่อยเช่า ก็เพราะว่าถ้าเกิดปล่อยเช่าไปแล้ว ถ้าเกิดจะขายนั้น จะต้องขายให้กับคนเช่าก่อน เขาก็เลือกที่จะปล่อยให้รกร้างไป ในอนาคต ก็จะมีกฎหมายฉบับหนึ่งคือกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ในนั้นภาษีที่ดินรกร้างก็จะ เป็นตัวเร่งให้คนเหล่านี้คิดว่าจะเอาที่ดินของเขานั้นมาใช้ประโยชน์อย่างไร ธนาคารที่ดินก็จะ มีกฎข้อหนึ่งในกฎหมายฉบับนี้ที่จะช่วยเรื่องของการปล่อยเช่าได้โดยไม่ต้องขายให้กับผู้เช่า อันนี้ก็ทําให้เอกชนนั้นเอาที่ดินมาให้ธนาคารที่ดินแล้วนําไปสู่การใช้ประโยชน์สําหรับที่ดิน ที่เหลือซึ่งจะนํามาซึ่งรายได้ของประเทศไทย แล้วก็เพิ่มพื้นที่ทางการเกษตรให้กับเกษตรกร นะครับ
สําหรับความคืบหน้าหลังจากการผ่านความเห็นชอบของสภาปฏิรูปแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายนของเมื่อปีที่แล้วนั้นก็มีขั้นตอนดังนี้ครับ ตัวของคณะรัฐมนตรีได้รับทราบ ข้อเสนอแนะเมื่อวันที่ ๘ กันยายน ปี ๒๕๕๘ และขณะเดียวกันก็ได้มอบหมายตัวของสถาบัน บริหารจัดการธนาคารที่ดินร่วมกับกระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลักในการจัดประชุม หารือ แล้วก็ได้จัดประชุมหารือเมื่อวันที่ ๑๔ มกราคมของปีนี้ในช่วงต้นปี โดยที่มีหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น แล้วกระผมก็ไปเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวด้วยครับ เพื่อรับฟังความคิดเห็นต่าง ๆ ข้อสรุปนะครับ จากการประชุมดังกล่าวซึ่งในข้อสรุปนี้ทางสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ก็ได้ส่งไปให้กับตัวของสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว ทุกหน่วยงานเห็นด้วย ในหลักการและเหตุผลตามข้อเสนอของ สปช. เพื่อการปฏิรูปเรื่องของธนาคารที่ดิน แล้วก็ มีความเห็นว่ารายงานดังกล่าวนั้นมีความสมบูรณ์ครบถ้วนทุกมิติ แล้วก็เป็นแนวทาง การบริหารจัดการที่ดินของประเทศที่จะนําไปสู่การป้องกันและแก้ไขปัญหาที่ดินทํากินของ ประชาชนได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน นําไปสู่เรื่องของปัญหาการขาดแคลนที่ดินทํากิน การสูญเสียสิทธิในที่ดินหรือที่ดินหลุดมือ การบุกที่ดินบุกรุกที่ดินของรัฐและเอกชน แล้วก็ เป็นการแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการซึ่งไม่มีความซ้ําซ้อนกับภารกิจของบริการที่มีอยู่ อย่างเช่น ส.ป.ก. นี่เขาบอกว่าอยากให้เกิดขึ้นเพราะว่า ส.ป.ก. ทําได้เฉพาะพื้นดินที่ประกาศ เป็นเขตปฏิรูปเท่านั้น แต่ที่ดินที่อื่นไม่สามารถทําได้ครับ อันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่หน่วยงานต่าง ๆ เห็นชอบโดยหลักการโดยทั่วไป ส่วนคณะกรรมาธิการนะครับก็ได้เอากฎหมายฉบับนี้มาแล้ว เราคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความจําเป็นที่จะต้องนําเสนอกลับให้รัฐบาลพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากจะเป็นกฎหมายที่ช่วยซับน้ําตาให้ประชาชน แล้วก็ช่วยให้เขาสามารถยืนอยู่ได้ เราก็มีการปรับปรุงประเด็นแล้วก็ยืนยันบางประเด็นไป
ประเด็นที่ ๑ ที่คณะกรรมการหารือกันก็คือรูปแบบของหน่วยงาน อันนี้ ก็มีหลายคนตั้งข้อสงสัยว่ารูปแบบที่เหมาะสมคืออะไร จากการหารือนี่เราคิดว่ารูปแบบ ที่เหมาะสมนั้นควรจะเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของภาครัฐที่ทําหน้าที่บริหารหนี้เสีย ในภาคการเกษตรของไทย อันนี้ผมเรียนท่านสมาชิกนะครับว่าถ้าเกิดทุกท่านจําได้ว่า ภาคธนาคารพาณิชย์ไทยแต่ก่อนปล่อยสินเชื่อก่อนปี ๒๕๔๐ นี่ก็ทําหน้าที่ปล่อยอย่างเดียว แต่หลังจากเริ่มมีหนี้เสียในปี ๒๕๔๐ ทุกธนาคารครับได้จัดตั้งองค์กรแฝดขึ้นมาองค์กรหนึ่ง เรียกว่า บริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือแอสเซต แมเนจเมนต์ คัมพานี (Asset Management Company) อันนี้ตั้งขึ้นมาทําไมครับ ตั้งขึ้นมาเพื่อเก็บหนี้เสียต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นไว้แล้วดูแล ให้เขากลับฟื้นขึ้นมาได้หรือบริหารจัดการต่อไป ที่ต้องตั้งเพราะอะไรครับ เพราะว่าถ้าไม่ตั้ง หนี้เสียจะกินทุน แล้วพอหนี้เสียกินทุนก็จะนําไปสู่ปัญหาว่าไม่สามารถดําเนินกิจการได้ อย่างปกติ แล้วพอไม่สามารถดําเนินกิจการได้อย่างปกติก็จะเกิดปัญหาเรื่องทุนไม่เพียงพอ อื่น ๆ หลากหลายอย่าง ธนาคารเหล่านั้นเลยตัดสินใจครับว่าถ้าเกิดเก็บที่ดินเหล่านั้นไว้ก็ต้อง ขายทอดตลาดเพื่อเอาทุนคืน การตั้งเอเอ็มซี (AMC) ขึ้นมาก็เพื่อว่าจะได้ย้ายหนี้สินเหล่านั้น ที่ดินเหล่านั้นมาเก็บไว้ในที่เอเอ็มซี (AMC) แห่งนี้ ซึ่งเอเอ็มซี (AMC) สามารถถือที่ดินไว้ เป็นนับสิบ ๆ ปี บางธนาคารอย่างที่ผมเคยทํางานที่ธนาคารกรุงเทพหนี้บางอันนะครับ จากสมัยปี ๒๕๔๐ ยังเก็บไว้ถึงปัจจุบันโดยที่ไม่ได้ขายออกไป นี่คือหัวใจครับว่าเราต้องการ หน่วยงานเช่นเดียวกันในภาคการเกษตรของเมืองไทยซึ่งในปัจจุบันนี้ไม่มี พอไม่มีปุ๊บทุกที่ดิน ที่เป็นหนี้เสียก็นําไปสู่การขายทอดตลาดอย่างเดียว เราก็เลยอยากจะจัดตั้งเอเอ็มซี (AMC) ของภาคการเกษตรขึ้นมาโดยเอเอ็มซี (AMC) แห่งนี้ก็จะเป็นที่ที่ประชาชนพอมีหนี้เสียแล้วก็ เอามาใส่ไว้ตรงนี้โดยเฉพาะเกษตรกรนะครับ แล้วก็หลังจากนั้นปล่อยให้เขามีเวลาฟื้นฟู ขึ้นมาแล้วก็มารับคืนไปทําหน้าที่เกษตรกรเหมือนเดิม ซึ่งในส่วนนี้ตัวของคณะกรรมการ คิดว่ามีความจําเป็นอย่างยิ่งต้องเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของภาครัฐ แต่ไม่จําเป็นต้อง มีสาขาครับ
ประเด็นที่ ๒ ก็คือเรื่องของการยกเว้นภาษีอากร ในชุดของ สปช. เราต้องการ เขียนให้ชัดเจนว่าเนื่องจากจะทําประโยชน์ให้เกษตรกร ก็ไม่ควรที่จะต้องมีการจ่ายภาษีอากร หรืออากรแสตมป์ต่าง ๆ ก็เขียนยกเว้นไว้เลยในที่เดียวในกฎหมายฉบับนี้ ทางเจ้าหน้าที่ กระทรวงการคลังเห็นเรื่องนี้แล้วก็แนะนําว่า ในปัจจุบันนี้หลักการสําคัญของกระทรวง การคลังก็คือ ถ้าจะยกเว้นภาษีอากรอยากจะขอให้ปรากฏอยู่ที่เดียวในประมวลรัษฎากร ซึ่งถ้าเกิดเป็นเช่นนี้เราก็ตัดสินใจที่จะเอาข้อมาตรานี้ออกไป แล้วก็หวังว่าเมื่อทําร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เสร็จก็จะไปหารือกับทางกระทรวงการคลัง แล้วขอยกเว้นในประมวลรัษฎากรสําหรับ ธนาคารที่ดิน
ประเด็นที่ ๓ ก็คือเรื่องของแหล่งเงินทุน ในช่วงดังกล่าวก่อนหน้าเรามี ความกังวลใจว่าทุนในระยะเวลาต่อ ๆ ไปก็ต้องมีการใส่ทุนเข้าไปเรื่อย ๆ ตอนแรกเราคิดว่า เอาทุนไม่ต้องเยอะมากนัก ที่ประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านบาท จากการหารือแทนที่จะเขียนไว้ ในร่าง พ.ร.บ. ว่ารัฐบาลต้องจัดสรรเป็นประจําทุก ๆ ปีให้กับธนาคารแห่งนี้ สู้ว่าเราให้ทุนเขาไป แต่แรกให้พอเพียงและหลังจากนั้นให้บริหารจัดการให้ดี ซึ่งในที่นี้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจก็เลยคิดว่าให้ตัดประโยคเรื่องของการตั้งงบประมาณ ประจําปีออกไปที่จะมาเป็นทุนให้กับธนาคารที่ดิน แล้วก็ขณะเดียวกันให้เพิ่มทุนจาก ๕,๐๐๐ ล้านบาทเป็น ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้นะครับ ถ้าเกิดดูในหน้าถัดไปก็จะ ใกล้เคียงกับธนาคารอื่น ๆ ที่เป็นธนาคารเฉพาะกิจของภาครัฐ อย่างเอสเอ็มอีแบงก์ (SME Bank) เริ่มต้นในปี ๒๕๔๕ มีทุนที่ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ในปัจจุบันอยู่ที่ ๒๐,๐๐๐ บาท ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เริ่มต้นปี ๒๕๔๕ เช่นกัน ที่ประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ ๑๐,๐๐๐ บาท เอ็กซิมแบงก์ (EXIM Bank) เริ่มที่ ๒,๕๐๐ ล้านบาทในปี ๒๕๓๖ ปัจจุบันอยู่ที่ ๑๒,๘๐๐ ล้านบาท แล้วก็ ธ.ก.ส. อยู่ที่ประมาณ ๔,๐๐๐ ล้านบาทเมื่อปี ๒๕๐๙ ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ แต่เพื่อไม่ให้ เป็นภาระกับทางรัฐบาลทางกรรมาธิการก็คุยกันว่าจะขอให้รัฐค่อย ๆ ทยอยเพิ่มทุนใน ๕ ปี ข้างหน้า คือประมาณปีละ ๒,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง ซึ่งเงิน ๒,๐๐๐ ล้านบาทก็จะเป็นเงิน ที่เริ่มต้นตัวธนาคารที่ดิน แล้วค่อย ๆ ทยอยเพิ่มขึ้นตามภารกิจที่เพิ่มขึ้นในช่วงถัดไป อันนี้ ก็จะเป็นหัวใจในการจัดตั้งองค์กรแห่งนี้นะครับ
ประเด็นที่ ๔ ในร่างกฎหมายดังกล่าวก็มีการเขียนเพิ่มเติมเพื่อให้มีเงิน ไหลเข้ามาที่ธนาคารแห่งนี้เพื่อช่วยดูแลประชาชน โดยมีการเขียนผูกไว้กับกฎหมายภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งในกฎหมายดังกล่าวจะมีภาษีที่เก็บเข้ามาได้คือเรื่องของภาษีที่ดิน แล้วก็ บอกว่าให้แบ่งบางส่วนมาให้ธนาคารที่ดิน เพราะเป็นการเก็บภาษีที่ดินจากคนมีอันจะกิน แล้วมาช่วยแก้ไขปัญหาที่ดินของคนจน แต่พอได้หารือแล้วการทําเช่นนั้นจะกลายเป็น เอียร์มาร์กแทกซ์ (Earmarked Tax) ก็คือเก็บภาษีจากที่หนึ่งมาให้กับที่หนึ่ง ซึ่งโดยหลักการ แล้วกระทรวงการคลังไม่คิดว่าอยากจะมีเอียร์มาร์กแทกซ์ (Earmarked Tax) ในหลาย ๆ ที่ ก็เลยขอว่าอยากจะขอปลดในข้อนี้ออกไป แล้วก็กลายเป็นการจัดสรรงบประมาณเข้ามา หรือการใส่เงินเข้ามาเป็นครั้งคราวมากกว่า เราก็ได้ดําเนินการตัดข้อนี้ไปเช่นเดียวกันครับ
ประเด็นข้อที่ ๕ เรื่องของการนําที่ดินของรัฐมาใช้ประโยชน์ ในชุดของ สปช. ได้คิดมากกว่าเรื่องของการเอาที่ดินของเอกชนมาปล่อยเช่า รวมไปถึงที่ดินของรัฐต่าง ๆ ที่มี แต่จากการหารือหลาย ๆ ที่นะครับก็เลยคิดว่าอยากจะโฟกัส (Focus) หรือว่าเน้นเฉพาะ ที่ดินของเอกชนที่มีโฉนดเท่านั้น ส่วนที่ดินของรัฐนั้นมีกรมธนารักษ์ มีกรมอื่น ๆ จัดการอยู่แล้ว ซึ่งแนวคิดนี้ก็ได้หารือกับท่านรองนายกรัฐมนตรีประวิตรท่านก็บอกว่าอยากให้โฟกัส (Focus) เฉพาะเอกชน เราก็เลยตัดสินใจที่จะตัดเรื่องของที่ดินของภาครัฐออกไปก็จะเป็น ธนาคารที่ดินเพื่อดูแลที่ดินที่มีโฉนดเท่านั้นนะครับ อันนี้ก็จะทําให้กระบวนการการทํางาน ก็ชัดเจนขึ้น ส่วนในที่ดินของรัฐนั้นก็จะมีองค์กรภาครัฐต่าง ๆ ดูแลเรียบร้อย
สําหรับองค์ประกอบของร่าง พ.ร.บ. มีดังนี้ครับ ผมขอไปเร็ว ๆ นะครับ ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้มีอยู่ ๗ หมวด ๔๐ กว่ามาตรา ในตัวของหมวดต่าง ๆ ก็จะมีหมวดตั้งแต่ เรื่องของการจัดตั้ง เรื่องทุน เรื่องคณะกรรมการ เรื่องของการใช้ที่ดิน เรื่องของบัญชี ตรวจสอบ การประเมินผล การกํากับดูแล แล้วก็การกําหนดโทษ ในหมวด ๑ เรื่องของการ จัดตั้งวัตถุประสงค์นะครับ ก็ได้พูดไปแล้วนะครับว่าองค์กรแห่งนี้ตั้งขึ้นมาประโยชน์ ๔ อย่าง ก็คือเรื่องของการกระจายการถือครองที่ดิน เรื่องให้เกษตรกรผู้ยากจนเข้าถึงที่ดินทํากิน เรื่องให้ชุมชนบริหารที่ดินร่วมกัน และขณะเดียวกันก็จัดการที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในหมวด ๑ ในส่วนที่เป็นเรื่องของอํานาจทางการนั้นก็อยู่ในมาตรา ๖ ครับ ในส่วนนี้ก็จะมี เรื่องของอํานาจในเรื่องของการให้กู้ยืมเงินสําหรับการไถ่ถอน เรื่องของการซื้อที่ดิน เรื่องของ กิจกรรมอื่น ๆ เรื่องของบริหารจัดการที่ดินที่รกร้างอยู่ในปัจจุบัน การรวบรวมข้อมูล การจัดซื้อที่ดินเข้า เวลามีกําไรเหลืออยู่เพื่อเอามาใช้ประโยชน์ต่อไป เช่น กรณีที่เกษตรกร บางคนนะครับ ไม่อยากทําการเกษตรแล้ว แล้วก็เอาที่ดินของตนเองนั้นไปขาย ถ้าเกิดเรา ปล่อยไปก็จะตกไปอยู่ในมือของคนต่าง ๆ แต่ถ้าเกิดเรามีเงินของธนาคารที่ดินก็จะสามารถ ซื้อกลับเข้ามาไว้ได้แล้วเกษตรกรคนไหนอยากใช้ประโยชน์ต่อไปก็สามารถใช้ได้ รวมไปถึง ที่ดินที่ขายทอดตลาดเหล่านั้นก็สามารถซื้อกลับคืนมาได้เช่นกัน ในเรื่องของอื่น ๆ ก็จะ เป็นเรื่องของการลงทุน การประสานงานให้คําปรึกษา แล้วข้อ ๗ ก็คือข้อที่สําคัญก็คือ การดําเนินงานกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพของเกษตรกร ทุกคนที่เข้าสู่ ธนาคารที่ดินนอกจากได้เงินไปแล้วนะครับก็จะเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูพัฒนาอาชีพ ให้สามารถทําการเกษตรได้ดีขึ้น
ในหมวด ๒ ก็คือหมวดทุนและรายได้ อันนี้ก็จะประกอบด้วยทุนต่าง ๆ ข้อแรกจะเป็นทุนที่โอนมาจากสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ๗๐๐ กว่าล้านบาท และขณะเดียวกันก็จะมีเงินทุนที่รัฐบาลให้ทยอยเพิ่มใน ๕ ปี แล้วก็เงินสมทบอื่น ๆ ที่ธนาคารอื่น ๆ ของภาครัฐจะมอบให้ในช่วงภายหลัง นอกนั้นก็จะเป็นเรื่องดอกผล ค่าธรรมเนียม หรือสินทรัพย์ที่มีการบริจาคให้นะครับ ผมอยากให้ดูนิดหนึ่งครับว่าเราตั้งใจ ที่จะใช้เงินเหล่านี้อย่างไร เงินทุนที่จะมีนั้นจะเป็นเงินที่มีไว้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในฐานะ ของธนาคารครับ อันนี้ก็จะให้ทุกคนมั่นใจว่ากระบวนการดําเนินการต่าง ๆ น่าเชื่อถือ แล้วหลังจากนั้นช่วงแรก ๆ ก็จะขออาศัยกระทรวงการคลังในการที่จะออกพันธบัตร ค้ําประกันให้ เช่น ออก ๑,๐๐๐ ล้านบาทก่อนแล้ว ๑,๐๐๐ ล้านบาทดอกเบี้ยประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๓ เปอร์เซ็นต์ เงินดังกล่าวก็จะส่งมาที่ธนาคารที่ดิน ธนาคารที่ดินก็จะดูว่า ประชาชนคนไหนที่มีปัญหาที่ดินหลุดมือ เราก็จะไปช่วยเขา โดยเฉพาะที่ดินที่เหมาะ ต่อการเกษตร คนทํามาหากินแล้วมีคนค้ําประกัน เราก็จะได้ดอกเบี้ยประมาณ ๗ เปอร์เซ็นต์ คืนมา ข้างหนึ่งรัฐบาลออกดอกเบี้ย ๒-๓ เปอร์เซ็นต์ อีกข้างหนึ่งไปปล่อยประมาณ ๗ เปอร์เซ็นต์ ที่ ๗ เปอร์เซ็นต์ก็เพราะว่าเราไม่สามารถออกต่ําได้ครับ ถ้าเกิดออกต่ํา จะมีปัญหาการเมืองเข้ามาแทรกแซงเพราะอยากได้ดอกเบี้ยต่ํา และขณะเดียวกันถ้าเกิด ออกมาต่ําไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ องค์กรแห่งนี้ก็โตไม่ได้ ก็ต้องทําธุรกิจ ซึ่งผมคิดว่า ๗ เปอร์เซ็นต์เป็นดอกเบี้ยที่เกษตรกรจ่ายได้เมื่อเทียบกับดอกเบี้ย ๕ ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ต่อเดือนที่เขาจ่ายให้กับนอกระบบ อันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่ดําเนินการต่อไป เงินทุนก็ทําให้เกิด ความเชื่อมั่น หลังจากนั้นพันธบัตรออกเป็นลอต ๆ (Lot) ออกมา แล้วก็หลังจากนั้นก็ไป ปล่อยให้ประชาชนพอครบแล้วก็ออกลอต (Lot) ต่อไป อันนี้ถ้าเกิดเป็นศัพท์เทคนิค ทางการเงินเขาเรียกว่า ซีเคียวริไทเซชัน (Securitization) แต่อยู่ในตัวของบัญชีของธนาคาร ที่ดินแห่งนี้ แล้วพอหลังจากนั้นครับ พอมีกําไรต่าง ๆ กําไรเหล่านั้นก็ใช้ในการจัดซื้อที่ดิน ที่อยู่ในที่ต่าง ๆ ที่ประชาชนกําลังออกไปสู่การขายทอดตลาด หรือว่าไม่อยากทําการเกษตร แล้วเข้าสู่คลังของที่ดินแห่งนี้ไว้เพื่อใช้ในการเกษตรต่อไปหรือใช้ในประโยชน์ของผู้ยากจน ต่อไปครับ
หมวด ๓ เป็นหมวดกรรมการ กรรมการประกอบด้วยทั้งหมด ๑๑ ท่าน ตามกฎหมาย เนื่องจากว่ารัฐบาลจะเป็นคนผู้ลงทุนลงไปอันนี้ก็จะตกอยู่ในกฎหมายเรื่องของ รัฐวิสาหกิจ มีกรรมการได้แค่ ๑๑ คน มีประธานกรรมการ ซึ่งคณะรัฐมนตรีจะแต่งตั้งจากผู้ที่ มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารการเงินการธนาคาร การจัดการที่ดินอสังหาริมทรัพย์ จะมี กรรมการโดยตําแหน่ง ๓ คนครับ ประกอบด้วยปลัดกระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ มีกรรมการจากตัวของประชาชน ๓ คน เป็นผู้แทนเกษตรกร ๑ คน ผู้แทนคนยากจนในชุมชนแออัด ๑ คน แล้วก็กลุ่ม ประชาสังคม ๑ คน และสุดท้ายจะเป็นผู้ทรงคุณวุฒิอีก ๓ คน เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านที่ดิน ด้านการเงินการธนาคารแล้วก็ด้านกฎหมายซึ่งจะมีความสําคัญกับเรื่องนี้ อันนี้ก็จะเป็น คณะกรรมการไตรภาคี ๓ ท่านจากรัฐ ๓ ท่านจากประชาชน ๓ ท่านจากผู้ทรงคุณวุฒิแล้วก็ ประกอบด้วยผู้อํานวยการอีก ๑ ท่าน รวมเป็น ๑๑ ท่าน อันนี้ก็จะเป็นองค์ประกอบที่น่าจะมี ความสมดุล
หัวใจที่สําคัญอยู่หมวด ๔ ครับ นี่คือหมวดที่ต้องเขียนให้ดีที่สุดเพื่อปิดช่องโหว่ เพราะว่าถ้าเกิดในอนาคตพอดําเนินการต่อไปแล้วก็จะเป็นช่องให้หลาย ๆ คนมองว่ามีที่ดิน จํานวนพอสมควรแล้วอยากจะเข้ามาทําประโยชน์ ในที่นี้ก็จะเขียนกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ไว้ นะครับ กฎเกณฑ์ข้อที่ ๑ นั้นอยู่ในมาตรา ๓๑ ครับ ในมาตราดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องของ ข้อจํากัดเรื่องที่ดินที่ผมกล่าวไปแล้ว ก็คือบอกว่าถ้าเกิดเราช่วยเกษตรกรที่ที่ดินหลุดมือ แล้วพอสุดท้ายเขาจ่ายค่าเช่าไม่ได้ แล้วที่ดินดังกล่าวนั้นตกมาเป็นของธนาคาร เรากําหนด อย่างนี้ครับว่า ให้เกษตรกรหรือผู้ยากจนซึ่งเสียกรรมสิทธิ์ หรือทายาทโดยธรรมสามารถ ไถ่ถอนที่ดินจากธนาคารที่ดินได้ในระยะเวลา ๕ ปีนับตั้งแต่วันที่ที่ดินตกเป็นของธนาคาร แต่กําหนดต่อไปนะครับว่า การไถ่ถอนดังกล่าวนั้นจะกระทําได้โดยวิธีการเช่าซื้อที่มีกําหนด ระยะเวลาอย่างน้อย ๑๐ ปีเท่านั้น ทําไมต้องกําหนดไว้อย่างนี้ครับ ก็เพราะเรากลัวอย่างนี้ ครับว่า สมมุติมีที่ดินสวย ๆ แปลงหนึ่งตกมาเป็นของธนาคาร พอหลังจากนั้นตัดถนนเข้าไป นายทุนเห็นก็บอกว่าอยากได้ ก็ไปสืบว่าใครเป็นเจ้าของที่ดินตรงนี้ พบว่านาย ก เป็นเจ้าของ ที่ดินโดยธรรม แต่ตกอยู่ธนาคารที่ดิน ก็บอกไปซื้อกลับคืนมาฉันให้เธอ ๓ เท่าตัว แล้วก็เอา เงินสดมาให้ พอหลังจากนั้นก็เอาเงินมาให้กับธนาคารที่ดิน ๑ เท่า และ ๒ เท่านั้นก็กลับไป เป็นกําไรต่าง ๆ หรือรวมเป็นของตัวนายทุนคนนั้นด้วย อันนี้เราจะขอไว้ว่าที่ดินจะให้คืน แต่ว่าต้องรอเป็นระยะเวลา ๑๐ ปี โดยการซื้อลักษณะเช่าซื้อกลับไปเท่านั้น เพราะฉะนั้น ถ้าเกิดทําลักษณะนี้คนที่จะอาศัยนอมินี (Nominee) บังหน้าเข้ามาจะไม่เกิดขึ้น แล้วอันนี้ ก็จะเป็นหัวใจสําคัญในการปกป้องธนาคารที่ดินส่วนหนึ่ง
ประเด็นที่ ๒ ในเรื่องของตัวมาตรา ๓๒ จะเขียนไว้ที่ผมได้เล่าไปแล้วก็คือว่า ที่ดินที่ธนาคารรับโดยเฉพาะที่ดินรกร้างที่ธนาคารรับมาบริหารจัดการเพื่อให้เกิดประโยชน์ จะไม่อยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติตามกฎหมายว่าด้วยการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือ กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง อันนี้ก็จะปลดล็อกว่าคนที่ไม่อยากปล่อยเช่า เพราะกลัวว่าปล่อยเช่า แล้วต้องขายคนที่เช่า กฎหมายฉบับนี้ก็จะยกเว้นโดยการที่ผ่านตัวของธนาคารที่ดิน พอมี ภาษีที่ดินรกร้างก็จะทําให้คนจํานวนมากสนใจว่าจะหาทางทําให้ที่ดินมีประโยชน์อย่างไร ธนาคารที่ดินก็จะเป็นผู้ที่ช่วยบริหารจัดการในส่วนนี้ให้กับเอกชนเหล่านั้น
ในประเด็นถัดมาก็คือเรื่องของข้อจํากัดในเรื่องมาตรา ๓๓ อันนี้ก็จะเขียน ต่อไปว่าที่ดินที่ธนาคารจัดซื้อมา สมมุติว่าธนาคารมีกําไรไปซื้อที่ดินมาไว้ ในอนาคตก็จะมี ที่ดินสะสม หลายคนก็หวังว่าถ้าเกิดแทรกแซงเข้ามาได้ในกรรมการก็จะขายที่ดินเหล่านั้น ออกไปในราคาที่ถูก ในกฎหมายฉบับนี้ก็จะเขียนชัดเจนเลยครับว่า ที่ดินที่ธนาคารซื้อเข้ามา หรือตกมาอยู่ในมือของธนาคารโดยนิติกรรมสัญญาที่หลุดมือแล้วไม่เอาคืนไป ที่ดินเหล่านั้น จะไม่สามารถขายได้ จะได้อย่างเดียวก็คือการเช่าเท่านั้น เพราะฉะนั้นก็จะปิดรูรั่วต่าง ๆ ไว้หมดเลยว่าไม่สามารถที่จะแทรกแซงเข้ามาแล้วเอาที่ดินที่ตกเป็นของรัฐ หรือเป็นของ ประเทศแล้วกลับคืนออกไปเป็นของเอกชนโดยอาศัยช่องโหว่เหล่านี้ได้นะครับ ยกเว้น กรณีเดียวก็คือรัฐนั้นจะต้องการเอาไปใช้ในการสนับสนุนนโยบายของภาครัฐ ก็สามารถ ที่ออกมติ ครม. ออกมาได้ครับ
ในประเด็นถัดมาก็คือเรื่องของมาตรา ๓๔ อันนี้เปิดช่องไว้ว่าถ้าเกิดเป็นที่ดิน ของธนาคารที่ดินต้องการเอาไปใช้ประโยชน์สาธารณะ อย่างเช่นทําพื้นที่สีเขียว พื้นที่โล่ง กว้าง จัดรูปที่ดิน พื้นที่อนุรักษ์ อันนี้ก็สามารถเอาไปใช้ประโยชน์ได้เช่นกันโดยไม่ผิดกฎหมาย
ในหมวด ๕ เรื่องของการบัญชี การตรวจสอบ และการประเมินผล อันนี้ เราให้ความสําคัญมากนะครับ จะต้องมีการจัดระบบบัญชีให้ถูกต้องตามหลักสากล มีการ ตรวจสอบภายใน แล้วก็มีการแยกบัญชีของนโยบายภาครัฐออกมา แล้วก็หลังจากนั้นต้องมี การเปิดเผยงบการเงิน แล้วก็ธุรกรรมการจัดซื้อที่ดินเป็นรายไตรมาสต่อสาธารณชน อันนี้ ก็ปิดช่องโหว่อีกอันหนึ่ง สมมุติว่าอยากเห็นว่าแทรกแซงเข้าไปแล้วไปซื้อที่ดินในราคา ที่สูงกว่าปกติ ภายใน ๓ เดือนต้องมีการเปิดเผยข้อมูลอันนี้ให้กับสาธารณชนทราบว่าธนาคาร ที่ดินได้ซื้อที่ดินไปแล้วในราคาที่เท่าไร ที่ไหน อันนี้ก็เมื่อเทียบกับราคาประเมินไปแล้วก็จะ ไม่มีช่องโหว่ในเรื่องของการเอาธนาคารที่ดินแห่งนี้นั้นไปทําในเรื่องที่ไม่เหมาะสมนะครับ ในเรื่องของการบัญชีนั้นก็จะมีเรื่องของการให้ สตง. เข้าไปตรวจสอบ แล้วก็มีการรายงานผล ต่อคณะกรรมการ และขณะเดียวกันในหมวด ๕ ในมาตรา ๕๑ วรรคหนึ่ง วรรคสอง ได้มี การกําหนดให้ธนาคารต้องมีการประเมินผลการดําเนินงานทุกปี โดยบุคคลภายนอกที่มี ความเชี่ยวชาญ อันนี้ก็จะเข้ามาประเมินผลว่าดําเนินการเหมาะสมแค่ไหน แล้วก็บรรลุผล ตามวัตถุประสงค์มากน้อยแค่ไหน
ในหมวด ๖ คือเรื่องของการกํากับดูแลในส่วนนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลังจะเป็นคนกํากับดูแล รักษาการ ซึ่งอันนี้จะมีความสําคัญมาก เพราะว่าพอรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการคลังกํากับ ก็จะมีแบงก์ชาติเข้าไปดูแลด้วย อันนี้ก็จะทําให้บทบริหาร ความเสี่ยงได้มาตรฐาน แล้วก็มีความน่าเชื่อถือ อันนี้ก็จะสามารถทําให้เรื่องของการออก พันธบัตร ออกตราสารหนี้ต่าง ๆ เป็นไปได้ด้วยดี อันนี้ก็จะมีความสําคัญเรื่องระยะยาว แล้วพอสุดท้ายก็ต้องมีเรื่องของเงินกองทุนตามอัตราส่วนที่กําหนดไว้
ท้ายที่สุดครับคือเรื่องของบทกําหนดโทษ ในส่วนนี้ก็มีการเขียนเรื่องของ การขัดกันของผลประโยชน์ ถ้ากรรมการ พนักงานมีการรับทรัพย์ หรือยอมรับทรัพย์ หรือรับประโยชน์ หรือทําสิ่งใดที่ไม่ชอบ มีโทษจําคุก ๕ ปี ถึง ๒๐ ปี หรือจําคุกตลอดชีวิต หรือปรับตั้งแต่ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทขึ้นไปถึง ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และขณะเดียวกันถ้าเกิดมีการเอาข้อมูลของธนาคารไปเผยแพร่อย่างไม่เหมาะสม อันนี้ก็จะมี การลงระวางโทษที่จําคุกไม่เกิน ๑๐ ปี แล้วก็ปรับไม่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทครับ อันนี้ก็จะ เป็นบทลงโทษเพื่อป้องกันการขัดกันของผลประโยชน์ แล้วก็ในกระบวนการบริหาร ความเสี่ยงที่จะให้มีความเข้มแข็งนั้นก็มีกระบวนการหลากหลายอย่างนะครับ อย่างที่บอก ไปแล้วคือกฎเกณฑ์ในการคัดเลือกที่ดิน กฎเกณฑ์เรื่องของการค้ําประกันโดยชุมชน โครงสร้างกรรมการที่ถ่วงดุล การตรวจสอบภายนอก การเปิดเผยข้อมูล การทําธุรกรรม ทุกไตรมาส รวมไปถึงนโยบายด้านจริยธรรมในมาตรา ๒๙ ซึ่งอันนี้คือหัวใจของธนาคารแห่งนี้ ว่าจะสามารถดําเนินการต่อไปได้อย่างไร ดีหรือไม่ ก็คือเรื่องของการบริหารความเสี่ยงเหล่านี้
สําหรับข้อเสนอสําหรับ สปท. มีดังนี้ครับ ก็อยากจะขอให้ทาง สปท. เห็นชอบกับรายงาน เห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติที่ได้ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว แล้วก็ เห็นชอบกับเรื่องของเอกสารแนบ การนําส่งรายงานไปให้กับทางรัฐบาลเพื่อพิจารณา ดําเนินการต่อไป ซึ่งทั้งหมดนี้นะครับ เราก็จะดําเนินการหลังจากถ้าเกิดผ่านในวันนี้ ก็คือ จะดําเนินงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปรับปรุงร่างกฎหมายให้ออกเป็นกฎหมายต่อไป และขณะเดียวกันเมื่อเป็นกฎหมายแล้วก็จะดําเนินงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดตั้ง แล้วก็ดําเนินงานตามที่กําหนดไว้ในร่าง พ.ร.บ. ก็ขอกราบเรียนทาง สปท. มาเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ