ดุสิต เครืองาม หารือประเด็นการอนุรักษ์พลังงานในอาคาร โดยเน้นความจำเป็นในการบังคับใช้ข้อบัญญัติมาตรฐานอาคาร (BEC) กับอาคารใหม่ขนาดใหญ่ เพื่อลดการใช้ไฟฟ้าและหลีกเลี่ยงการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม พร้อมเสนอให้ขยายการประเมินประสิทธิภาพพลังงานไปยังภาคเอกชน แม้กฎกระทรวงดังกล่าวจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาตั้งแต่ปี 2552 แต่ยังไม่สามารถบังคับใช้ได้จริงเนื่องจากต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการควบคุมอาคารภายใต้กระทรวงมหาดไทย จึงเรียกร้องให้ทั้งกระทรวงพลังงานและกระทรวงมหาดไทยร่วมกันผลักดันให้เกิดความพร้อมในการปฏิบัติ โดยเสนอให้เชื่อมโยงการบังคับใช้กับกระบวนการออกใบอนุญาตก่อสร้าง และส่งเสริมให้เจ้าของอาคารลงทุนในวัสดุและเทคโนโลยีประหยัดพลังงานที่ให้ผลตอบแทนในระยะ 3-4 ปี พร้อมยกตัวอย่างการออกแบบอาคารที่คำนึงถึงฉนวนความร้อน การใช้วัสดุที่เหมาะสม และการปรับพฤติกรรมการใช้พลังงานเพื่อความยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธาน สปท. ท่านสมาชิก สปท. ผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม ขออนุญาตนําเสนอรายงานเรื่อง การปฏิรูป เรื่องการอนุรักษ์พลังงาน โดยใช้ข้อบัญญัติเกณฑ์มาตรฐานอาคารด้านพลังงาน หรือบีอีซี (BEC) บีอีซี (BEC) ย่อมาจากคําว่าบิวดิง เอเนอร์จี โค้ด (Building Energy Code) กล่าวง่าย ๆ ก็คือว่าเจตนารมณ์ของการขับเคลื่อนปฏิรูปในเรื่องนี้เป็นเรื่องของการอนุรักษ์ เป็นการประหยัดพลังงานล้วน ๆ ก็จะทําให้ลดการใช้จ่าย ลดการใช้ไฟฟ้าของประเทศลงได้ เป็นจํานวนมากครับ ข้อบัญญัติที่เป็นคําศัพท์อยู่ในหัวข้อนี้ เป็นศัพท์สากล แต่ว่าการนํามาบังคับ ใช้ในประเทศไทยนั้นเดี๋ยวท่านก็จะทราบว่าเราจะออกมาเป็นกฎกระทรวงที่จะบังคับใช้กับ อาคารใหม่ ขีดเส้นใต้ นะครับ จะบังคับกับอาคารใหม่ที่จะก่อสร้างและเป็นอาคารใหม่ที่มี ขนาดใหญ่ในอนาคตเท่านั้น อาคารเก่าไม่ต้องไปตกใจครับ อาคารขนาดเล็กไม่ต้องไปตกใจ ครับ อาคารใหญ่เท่านั้น อาคารใหญ่นั้นยกตัวอย่างอย่างเช่น อาคารรัฐสภา ๒ ที่อยู่ข้าง ๆ ของอาคารรัฐสภา ๑ อาคารรัฐสภา ๒ นั้น มีพื้นที่แต่ละชั้นประมาณ ๒,๐๐๐ ตารางเมตร ๓,๐๐๐ ตารางเมตร เข้าข่ายครับ แต่ละฟลอร์ (Floor) ถ้าเกิน ๒,๐๐๐ ตารางเมตรก็เข้าข่าย เดี๋ยวผมจะลงในรายละเอียดเพื่อความสบายใจ กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกครับ ทําไมเราจึงต้องมีการอนุรักษ์หรือว่าเป็นการประหยัดพลังงาน ประเทศไทยเรานี้ถ้าเรา ไม่ทําอะไรเลย เราต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มทุกปี โรงไฟฟ้าขนาดเหมืองถ่านหินแม่เมาะ ที่ลําปาง ต้องสร้างทุกปี ๆ แล้วก็ตามแผนแม่บทของกระทรวงพลังงานซึ่งได้รับความเห็นชอบ จากรัฐบาลไปแล้วนี่ วันนี้ประเทศไทยเรามีโรงไฟฟ้าทั้งหมด ๓๐,๐๐๐ เมกะวัตต์ ใน ๒๕ ปีข้างหน้าจะเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเป็น ๗๐,๐๐๐ กว่าเมกะวัตต์ ถ้าไม่ประหยัดพลังงาน ไม่ใช่ ๗๐,๐๐๐ เมกะวัตต์นะครับ มันจะปะทุไปเป็น ๘๐,๐๐๐ เมกะวัตต์ ๙๐,๐๐๐ เมกะวัตต์ สไลด์ (Slide) ช่วยเปิดต่อไปเรื่อย ๆ นะครับ สไลด์ (Slide) ที่ ๒ ครับ เพราะฉะนั้นกระทรวง พลังงานจึงต้องมีมาตรการในการที่จะต้องมาช่วยกันประหยัดพลังงาน ในการประหยัด พลังงานนั้นต้องมีหลายภาคส่วนให้ความร่วมมือกัน ไม่ว่าจะประหยัดพลังงานในเรื่องของ กระบวนการผลิตไฟฟ้า สายส่ง สายจําหน่ายมันต้องไม่มีสูญเสียอยู่ในระหว่างทาง แล้วช่วยกันประหยัด ลดการใช้ พลังงานในโรงงานอุตสาหกรรมแล้วก็ในอาคารต่าง ๆ รวมทั้งภาคการขนส่ง ถ้าไม่จําเป็น ก็ไม่ต้องขับรถไป โทรศัพท์คุยกันได้ไหม อีเมล (e-mail) คุยกันได้ไหม มีเยอะแยะมากมาย ที่จะต้องไปช่วยกันประหยัดพลังงาน แต่ว่ากรอบของการขับเคลื่อนหัวข้อที่เราเสนอวันนี้ ขอโฟกัส (Focus) ไปอยู่ที่เรื่องการอนุรักษ์พลังงานของอาคารเป็นหลัก อาคารที่มีการใช้ พลังงานมีเยอะแยะมากมายหลายหมื่นหลายอาคาร
พาวเวอร์พอยท์ (PowerPoint) รูปนี้เป็นพาวเวอร์พอยท์ (PowerPoint) ที่ สปท. เราไม่ใช่เป็นคนเสนอนะครับ ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบาย พลังงานแห่งชาติแล้ว ที่เขาเรียกว่า แผนเออีดีพี (AEDP) อัลเทอเนทีฟ เอเนอร์จี ดีเวลอปเมนต์ แพลน (Alternative Energy Development Plan) ประหยัดพลังงานด้วยใช้พลังงาน ทดแทนด้วย รัฐบาลบอกไว้บอกว่าในประมาณ ๒๐-๒๑ ปีข้างหน้า เราต้องลดการไฟฟ้า จากการใช้ปกติถึง ๙๐,๐๐๐ ล้านหน่วยให้ได้ ๙๐,๐๐๐ ล้านหน่วยใน ๒๐ ปีข้างหน้าครับ ตอนนี้ประเทศไทยเราปีหนึ่งเราใช้ไฟฟ้าประมาณ ๑๖๐,๐๐๐ ล้านหน่วย เขาบอกว่า ใน ๒๐ ปีข้างหน้าการลดการใช้ไฟฟ้าต้องเอาให้ได้ ๙๐,๐๐๐ ล้านหน่วย รวม ๆ กัน ๒๐ ปี ใน ๙๐,๐๐๐ ล้านหน่วยนี้ถามว่าถ้าจะต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อมารองรับ ต้องใช้โรงไฟฟ้า ถึง ๑๐,๐๐๐ เมกะวัตต์ ก็แปลว่าถ้าเราประหยัดพลังงานตามแผนนี้ได้ไม่ต้องสร้าง โรงไฟฟ้าใหม่ถึง ๑๐,๐๐๐ เมกะวัตต์ ลดความขัดแย้งจากชุมชนแล้วก็สังคมไปได้เยอะ ถามว่าเราจะลด กระทรวงพลังงานเขาบอกว่าใน ๙๐,๐๐๐ ล้านหน่วย ตั้งเป้าไว้ว่าจะลดการใช้ ไฟฟ้าในอาคารราชการให้ได้ ๗๐,๐๐๐ กว่าล้านหน่วย เหลือร้อยละ ๘ บ้านที่อยู่อาศัย ๑๓,๐๐๐ ล้านหน่วยเศษ เหลือร้อยละ ๑๕ อาคารธุรกิจ ๓๗,๐๐๐ ล้านหน่วย เหลือ ร้อยละ ๔๑ ภาคอุตสาหกรรม ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านหน่วย เหลือร้อยละ ๓๖ ดังนี้เป็นต้น เมื่อเป็นดังนี้แล้วถามว่าในฐานะที่เราจะต้องมาขับเคลื่อนปฏิรูปด้านพลังงานเราจะมีส่วนร่วม อย่างไรบ้าง เราก็จะสานต่อนโยบายตรงนี้ว่ามาช่วยกันอนุรักษ์พลังงาน เดี๋ยวโอกาสหน้านะครับ ขอคณะกรรมาธิการนะครับ ท่านประธานคุรุจิตได้กล่าวนําไปแล้ว เราจะมานําเสนอว่าด้วย การปฏิรูปการใช้พลังงานทดแทนต่อไป
พาวเวอร์พอยท์ (PowerPoint) ถัดไป ถามว่าถ้าเรามาโฟกัส (Focus) เรื่องการอนุรักษ์พลังงานในอาคาร ขออนุญาตเกริ่นไว้ก่อน เดี๋ยวหลายท่านคงอภิปรายว่า ทําไมไม่พูดเรื่องประหยัดพลังงาน เรื่องการขนส่ง เรื่องรถยนต์ แก๊สโซฮอล์ (Gasohol) เอทานอล (Ethanol) จะมีรอบต่อไปนะครับ วันนี้เราเอาบิวดิง (Building) เป็นโฟกัส (Focus) หลักนะครับ จะได้ไม่แตกหัวข้อการบรรยาย การอนุรักษ์พลังงานในอาคาร ทําได้อย่างไรบ้าง หลาย ๆ ท่านคงนึกออก อ๋อ ไม่มีอะไร เปิดปิดสวิตซ์ไฟเท่าที่จําเป็น เปิดแอร์ (Air condition) เท่าที่จําเป็น ถ้าไม่อยู่ในห้องก็ปิดน้ําปิดไฟเสีย นั่นคือปรับเปลี่ยน พฤติกรรมของคนครับ ทําได้ ไม่ว่าอะไร ข้อที่ ๒ มาช่วยกันปรับเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้ากัน หลอดไฟที่ไม่ประหยัดพลังงาน เครื่องปรับอากาศ เครื่องทําน้ําร้อนที่ไม่ประหยัดพลังงาน หรือว่าล้างเครื่องปรับอากาศเป็นระยะ ๆ เวลาเพื่อท่านจะได้ประหยัดค่าไฟ หลายท่านคงทํา อยู่แล้วครับ หรือแม้แต่กระทั่งหน่วยงานต่าง ๆ หลายปีทีหนึ่งก็เปลี่ยนบอยเลอร์ (Boiler) เปลี่ยน ชิลเลอร์ (Chiller) เปลี่ยนเครื่องปรับอากาศ ก็ทําอยู่แล้วครับ ไม่เป็นไร มาข้อ ๓ ครับ เป็นเรื่องของการออกแบบในการก่อสร้างอาคาร การเลือกใช้วัสดุตั้งแต่แรกในการเริ่มต้น ก่อสร้างอาคาร ตรงนี้ครับคือปัญหา ที่ผ่านมาสถาปนิกวิศวกรเขาเก่งมากครับในประเทศไทย เยอะแยะว่ามีวัสดุอุปกรณ์ที่ประหยัดพลังงาน ฝาผนัง หลังคา กระจกหน้าต่างที่ประหยัด พลังงานมีเยอะ แต่พอเสนอไปให้เจ้าของโครงการผู้ลงทุนไปแล้ว มักจะถูกปฏิเสธเยอะมาก ไม่ต้องไปใช้หลังคาแพง ไม่ต้องไปใช้ฝาผนังแพงเพื่อลดเงินลงทุนของอาคารลง มันสวนกับ ระยะยาวอย่างแน่ชัด แล้วตรงนี้ไม่เคยมีกฎหมายในประเทศไทย ไม่เคยมีกฎกระทรวง ในประเทศไทยมาบังคับใช้นะครับ แปลกประหลาดไหมครับว่าใครจะก่อสร้างอาคารจะต้อง มีสเปก (Spec) ฝาผนัง หลังคาอาคาร ตามเกณฑ์ที่กําหนด ไม่เคยมีครับ เป็นสิ่งที่ มหัศจรรย์มาก ถ้าผมไม่มาเป็น สปช. สปท. ผมก็ไม่รู้เรื่องนี้ครับ จริงอยู่ครับ หลาย ๆ อาคาร ที่ท่านเห็นครับได้รับโลโกเรต (Logo rate) ได้รับโลโก (Logo) โน่นนี่ เป็นอาคารอนุรักษ์ พลังงานประหยัด นั่นคือภาคสมัครใจทั้งสิ้นนะครับ แล้วก็อาคารที่เขาสร้างแบบประหยัด พลังงานที่สมัครใจนั้นเขาคงมีเงินลงทุนสูงนะครับ ส่วนใหญ่ก็เป็นบริษัทอยู่ในมหาชน ตลาดหลักทรัพย์ โอเค (Okay) ไหมครับ นี่ละคือสิ่งที่เราเจอประเด็นปัญหาขึ้นมา เพราะฉะนั้นเราจะเสนอปฏิรูปในหัวข้อ ๓ นี้ครับ เราจะมากําหนดในเรื่องการออกแบบตั้งแต่ แรกเลยนะครับว่าเราจะออกแบบสเปก (Spec) ตั้งแต่แรกเลยว่าเราจะออกแบบสเปก (Spec) ของอาคารเป็นอย่างไร
ขอภาพพาวเวอร์พอยท์ (PowerPoint) ถัดไปนะครับ ก็จะช่วยลดทําให้ ความร้อน ลมร้อนที่จะวิ่งมาปะทะอาคารนั้นเย็นลง แค่ปลูกต้นไม้ต้นมะม่วงสัก ๑ ต้น เขาบอกว่าปรับเท่ากับประหยัดเครื่องปรับอากาศไปได้ ๑๐,๐๐๐ บีทียู (BTU) คือเท่ากับ ลดเครื่องใช้เครื่องปรับอากาศไปได้ ๑ เครื่อง การปรับปรุงสภาพแวดล้อมนี้ทํากันมาก แล้วครับในวงการก่อสร้างสถาปนิก ก็ไม่ใช่หัวข้อปฏิรูปเราที่ตื่นเต้นพิเศษในวันนี้ เราจะพูด ถึงเรื่องการกําหนดเรื่องการออกแบบและก่อสร้างอาคาร
ขอภาพถัดไปครับ ในการออกแบบและก็ก่อสร้างอาคารผมขออนุญาตจําแนก อาคารในประเทศไทยออกเป็น ๒ กลุ่มตามประเภทของเจ้าของอาคาร ก็คือ ๑. อาคารที่เป็น ของราชการ และ ๒. อาคารที่เป็นของภาคเอกชนครับ แยกกันครับ ๒ กลุ่มนี้เอามาปนกัน แล้วจะขับเคลื่อนกันลําบาก ในส่วนของอาคารราชการนี้นะครับก็ต้องขอชื่นชมว่า คณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติมาตั้งแต่ ๒๕๕๔ แล้วละ ถอยหลังไป ๔ ปีได้ไหมครับ มีมติออกมา บอกว่า ถ้าใครจะก่อสร้างอาคาร หน่วยงานราชการที่มีพื้นที่ใช้สอยมากกว่า ๒,๐๐๐ ตารางเมตร ขึ้นไป ๒,๐๐๐ ตารางเมตรก็ ๕๐ คูณ ๒๐ เมตร ท่านลองนึกในใจดูก็แล้วกันนะครับ หน่วยงานราชการนั้นถ้าจะของบประมาณมาใช้ก่อสร้างต้องผ่านการประเมินเรื่อง การออกแบบวัสดุ เครื่องปรับอากาศ แสงสว่างในอาคารนั้นตามเกณฑ์ที่กระทรวงพลังงาน กําหนด แล้วก็ส่วนใหญ่ก็จะเอาแบบดรอว์อิง (Drawing) พิมพ์เขียวนั้นส่งไปให้กระทรวง พลังงานโดยกรมพัฒนาพลังงานเขาช่วยคํานวณประทับตรารับรอง ถ้าหน่วยงานราชการใด ไม่ผ่านการประเมิน และเอสทิเมต (Estimate) การใช้พลังงานจากกระทรวงพลังงาน สํานักงบประมาณจะไม่ให้เงินไปก่อสร้างครับ หน่วยงานราชการนั้นจะผ่าน ได้รับงบจาก สภาไปแล้ว ครม. อนุมัติแล้ว รัฐมนตรีอนุมัติให้ก่อสร้างแล้วพอถึงลงทีโออาร์ (TOR) จะประมูล ประมูลไม่ได้นะครับ ไปขอเงินจากสํานักงบประมาณไม่ได้ ตราบใดก็ตามถ้าไม่มี การรับรองจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนว่าอาคารนั้นผ่านตามเกณฑ์มติคณะรัฐมนตรี ในปี ๒๕๕๔ ก็ต้องเรียนนะครับว่าการบังคับ แสดงว่าบีอีซี (BEC) ภาคราชการมีแล้วครับ บิวดิง เอเนอร์จี โค้ด (Building Energy Code) ภาคราชการมีมาแล้ว แต่ออกมาโดย มติ ครม. วันนี้เราก็จะขอขยับไปเป็นเรื่องของบีอีซี (BEC) ของภาคเอกชน เดี๋ยวถ้าท่านจะ อภิปรายบอกว่า ครม. นั้นเปลี่ยนได้ มติ ครม. นั้นเปลี่ยนได้ ทําไมไม่เสนอกฎกระทรวงที่ใช้กับ อาคารราชการ ยินดีครับ ยกที่ ๒ เรายินดีกลับไปทําการบ้านได้ วันนี้เอาเอกชนก่อน
ภาพถัดไปครับ ก็เป็นที่ประหลาดมหัศจรรย์ว่าตั้งแต่มีประเทศไทยมา มาตรการด้านประหยัดพลังงานของภาคเอกชนไม่เคยมีการบังคับใช้ครับ ไม่เคยมีครับ ส่วนทางด้านโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งร้อยทั้งร้อยก็คือเอกชน โรงงานอุตสาหกรรมเขาถูก บังคับใช้แล้ว มี พ.ร.บ. ๒๕๓๕ นะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะบังคับใช้ในวันนี้ไม่เกี่ยวกับ โรงงานอุตสาหกรรม เพราะโรงงานอุตสาหกรรมเขามีกฎหมายอนุรักษ์พลังงานแยกออกไป ต่างหากแล้วนะครับ เดี๋ยวผมยินดีที่จะให้ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องโรงงานอุตสาหกรรมได้ เพราะฉะนั้นก็ต้องมาถามตัวเองว่าแล้วทําไมประเทศไทยเราจึงไม่สามารถออกกฎกระทรวง ที่จะมาบังคับใช้ในการออกแบบอาคารให้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพล่ะ คําตอบมีครับ ไม่ใช่ไม่มี แต่มีแล้วมันเสร็จไปแค่ครึ่งทางครับ เสร็จไปแค่ครึ่งทาง มันไปไม่ถึงสุดดวงดาว เรื่องของเรื่องก็คือว่าประเทศไทยเรามีพระราชบัญญัติอนุรักษ์พลังงาน ปี ๒๕๓๕ มีมานานแล้ว แล้วก็เขียนไว้บอกว่าเรื่องอนุรักษ์พลังงานนี่สามารถออกเป็นกฎกระทรวงได้ กระทรวง พลังงานก็ออกเป็นกฎกระทรวงที่จะใช้บังคับกับอาคารภาคเอกชน ตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ แล้วก็ กฎกระทรวงนั้นออกมาถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่างครับ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ รัฐมนตรี กระทรวงพลังงานลงนาม ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เป็นกฎกระทรวงที่ออกประกาศ ในปี ๒๕๕๒ ฉบับนี้ มีตราครุฑเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ท่านเชื่อไหมครับว่ากฎกระทรวง ไม่สามารถนํามาบังคับใช้ได้ ไม่สามารถนํามาบังคับใช้ได้ เพราะว่าพระราชบัญญัติของ พลังงานเขาเขียนไว้บอกว่ากฎกระทรวงใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการใช้พลังงาน ในอาคารนี้ กระทรวงพลังงานทําเองคิดเองอย่างเดียวไม่ได้ต้องไปขอความเห็นชอบจาก กระทรวงมหาดไทยโดยหน่วยงานที่เรียกว่าคณะกรรมการควบคุมอาคารครับ คณะกรรมการ ควบคุมอาคารเหมือนกับเป็นคณะทํางานอยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย อยู่ภายใต้กรมโยธาธิการ และผังเมือง กฎหมาย พ.ร.บ. อนุรักษ์พลังงานเขาเขียนบอกว่าจะควบคุมอาคารด้านพลังงาน ต้องไปขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการควบคุมอาคาร แต่คณะกรรมการควบคุมอาคารนั้น ยังไม่ได้ให้ความเห็นชอบมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นกฎกระทรวงที่ออกมาเมื่อปี ๒๕๕๒ ประกาศแล้วแต่ไม่มีผลบังคับใช้ เพราะว่ากฎหมายพลังงานเขาเขียนบอกว่าต้องให้ กระทรวงมหาดไทยให้ความเห็นชอบ เมื่อปีที่แล้วสมัยที่ท่านขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านอลงกรณ์ พลบุตร เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานทดแทนก็ได้สอบถาม ไปแล้ว เชิญกระทรวงพลังงานกับกระทรวงมหาดไทยมาคุยกันว่าเรามาขับเคลื่อนกันเถอะ แล้วก็ตอนนี้ก็เป็นที่ตกลงกันเป็นการภายในแล้วว่า ๒ กระทรวงนั้น เขาจะจับมือให้ความ ร่วมมือกันในการที่จะยกร่างกฎกระทรวงที่สามารถนําไปสู่การปฏิบัติได้ อย่างเรียกว่า มีความสุขทั้ง ๒ หน่วยงาน
ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปครับ หลายท่านคงจะงงว่าทําไมอาจารย์ดุสิตพูดวกวน เดี๋ยวกระทรวงพลังงาน เดี๋ยวกระทรวงมหาดไทยนะครับ ผมจะขอยกตัวอย่างให้ท่านฟังว่า ท่านนึกถึงภาพเรื่องกฎจราจรได้ไหมครับ เวลาเราขับรถยนต์เราไปขึ้นทะเบียนรถยนต์ ไปต่อทะเบียนรถยนต์ที่กรมการขนส่งทางบก แล้วเราก็มาวิ่งบนถนนใช่ไหมครับ ไฟเขียว ไฟแดง ความเร็วนี้ ทุกอย่างนี้เราปฏิบัติตามพระราชบัญญัติของกรมการขนส่งทางบกทั้งสิ้น แต่เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายจะปรับจะตรวจจะอะไร เป่านกหวีดให้เราคือตํารวจใช่ไหมครับ ตํารวจสังกัดกระทรวงคมนาคมไหม ไม่ใช่ ตํารวจเขาสังกัดสํานักงานตํารวจแห่งชาติ เหมือนกันเป๊ะเลยครับ ตอนนี้เรากําลังจะพูดบอกว่ากฎหมายเขาเขียนมาเราไม่ได้แตะ เรื่องกฎหมายนะครับ กฎหมายเขาบอกว่าให้กระทรวงพลังงานเป็นคนออกกฎกระทรวง แต่ว่า ให้ท้องถิ่นเป็นคนนําไปปฏิบัติ ท้องถิ่นก็คือเทศบาล จังหวัด อําเภอ อบต. ที่จะต้องออก ใบอนุญาตก่อสร้างอาคารก็เหมือนกัน ตํารวจก็คือหมายถึงเจ้าพนักงานท้องถิ่น เพราะฉะนั้น ที่ผ่านมาบังเอิญทางด้านกระทรวงพลังงานเขาออกกฎกระทรวงเร็วเกินไป แล้วก็เรียกว่า ยากเกินไปกับการปฏิบัติ ทางท้องถิ่นหรือว่ากระทรวงมหาดไทย เขาขอความพร้อมในการที่จะ ให้ อบต. เทศบาล โยธาธิการจังหวัดมีความพร้อมในการเรียนรู้เรื่องพลังงาน มีความพร้อม ในการตรวจเช็ก (Check) เอกสารต่าง ๆ บัดนี้ทางซีกกรมโยธาธิการและผังเมืองเขาบอก เขาพร้อมแล้วนะครับ แล้วเราก็เชิญ ๒ กระทรวง ๒ กรมมานั่งคุยกันเขาบอกพร้อมแล้วที่จะ ออกกฎกระทรวงออกมา แล้วก็เราผลักดันจนกระทั่งแท้ที่จริงแล้วปึ๊งที่ผมถือหนา ๆ อยู่อันนี้ ผมไม่ได้ส่งให้ท่านดูหรอกครับ ร่างกฎกระทรวงที่เรากําลังพูดวันนี้ออกมาแล้ว แล้วก็ได้รับ ความเห็นชอบเป็นการภายในแล้วของ ๒ หน่วยงาน เราก็อยากจะผลักดันต่อไป
ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปเลยครับ ที่มีรูปเชคแฮนด์ (Shake hands) นะครับ อันนี้ก็จะเป็นความร่วมมือของกระทรวงพลังงาน ข้อปฏิรูปของเรานี่จะเสนอให้กระทรวง พลังงานออกเป็นกฎกระทรวง แล้วก็ส่งต่อให้กระทรวงมหาดไทยหรือกรมโยธาธิการและผังเมืองนําไปปฏิบัติ นําไปบังคับใช้ นําไปใช้ประกอบในการออกใบอนุญาตในการก่อสร้างอาคาร ถือว่าเป็นการสร้างความร่วมมือ อย่างสร้างสรรค์ครับ มาตรการนี้รัฐบาลไม่ต้องออกเงินเลยนะครับ เป็นเรื่องที่เจ้าของอาคาร เขาต้องไปหางบประมาณในการก่อสร้างอาคารใช้วัสดุที่สอดคล้องกับการประหยัดพลังงาน ราชการก็ทําหน้าที่เป็นประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ สัมมนา อบรมต่าง ๆ เพื่อที่จะให้ท้องถิ่น หรือว่าจังหวัดต่าง ๆ ได้สามารถเข้าใจอย่างลึกซึ้งในการออกแบบเรื่องอาคารที่ประหยัด พลังงานนะครับ ทีนี้ถามว่าความจําเป็นในการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน มีไหม ก็ตามที่ผมได้เกริ่นมาแล้ว มีความจําเป็นแน่นอน จริงอยู่ในการลงทุนครั้งแรกเจ้าของ อาคารอาจจะต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ผลตอบแทน การลงทุนนั้นคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม เพราะโดยปกติแล้วในวงการประหยัดพลังงานที่ดูกันนี่ใช้เวลา ประมาณ ๓-๔ ปี ก็คืนทุนแล้วละครับ หลอดไฟแอลอีดี (LED) นี้ประมาณ ๓ ปีก็คืนทุน แล้วถ้าเทียบกับต้องใช้หลอดฮาโลเจน (Halogen) ให้แต่ความร้อนแสงสว่างก็ไม่ค่อยมี คุ้มต่อการลงทุนที่ทําให้ประเทศไทยเราสามารถที่จะลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในภาพรวมได้
ภาพต่อไปครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเสนอการปฏิรูปตรงนี้ก็คือมี ๓ ขั้นตอน เสนอให้คณะรัฐมนตรีมีมติให้กรมพัฒนาพลังงานทดแทนในกระทรวงพลังงานนี้ไปออก กฎกระทรวงออกมา แล้วก็ให้คณะกรรมการควบคุมอาคาร กรมโยธาธิการและผังเมือง ในกระทรวงมหาดไทยให้ความเห็นชอบกับกฎกระทรวงนั้น แล้วจึงนําไปสู่ภาคการปฏิบัติ บังคับใช้ครับ
ขอต่อไปนิดหนึ่งครับ หลายท่านคงจะข้องใจว่าอาคารที่จะถูกบังคับใช้ที่จะ ได้รับผลกระทบ ภาพต่อไปเลยครับ เป็นอาคารประเภทใดบ้าง จะเป็นอาคารที่เราบังคับใช้ แบบค่อยเป็นค่อยไปนะครับ ข้อที่ ๑ ครับ ถ้าเป็นอาคารเก่านี่เราไม่ไปแตะ ไม่ไปบังคับใช้ อาคารเก่านะครับ แต่อาคารเก่าที่เขาจะต่อเติม จะต่อเติมหรือว่าปิดกิจการชั่วคราวแล้วก็จะ ปรับปรุงภายใน ตรงนี้จะถูกบังคับใช้ อาคารเก่าอยู่ดี ๆ เราไม่ไปบังคับใช้ ห้างสรรพสินค้าจะขอ ปิดกิจการครึ่งปีเพื่อรีโนเวต (Renovate) ภายในอาคาร และถ้าพื้นที่รีโนเวต (Renovate) นั้น เกิน ๒,๐๐๐ ตารางเมตรปั๊บเข้าข่ายตามกฎกระทรวงนี้ ยุติธรรมนะครับ ไหน ๆ จริง ๆ เขาจะ รีโนเวต (Renovate) เขาก็รีโนเวต (Renovate) เพื่ออะไร เพื่อประหยัดพลังงานอยู่แล้ว เพื่อความทันสมัยอยู่แล้ว เขาไม่รีโนเวต (Renovate) ให้ถอยหลังอยู่หรอกครับ ไม่ได้ไปสร้าง ภาระกับอาคารที่เขาจะดัดแปลงหรอกครับ สําหรับอาคารใหม่จะแบ่งออกเป็น ๓ ขนาด แล้วก็ ๓ ช่วงเวลา เอาเริ่มต้นกับขนาดใหญ่พิเศษก่อน อาคารใหญ่พิเศษนี่เป็นศัพท์ของ พระราชบัญญัติควบคุมอาคารนะครับ ไม่ใช่ผมตั้งขึ้นมาเอง หมายถึงอาคารที่มีพื้นที่ใช้สอย ใหญ่กว่า ๑๐,๐๐๐ ตารางเมตร จะเริ่มบังคับใช้ประมาณปี ๒๕๖๒ คือ ๒ ปีจากออก กฎกระทรวงเป็นต้นไป ในกฎกระทรวงเขาจะมีบอกมาว่าอาคารขนาดใหญ่พิเศษเกิน ๑๐,๐๐๐ ตารางเมตร รอไป ๒ ปีจะถูกบังคับใช้ ขนาดกลางเกินกว่า ๕,๐๐๐ ตารางเมตร รอไป ๓ ปี ขนาดกลางคือใหญ่กว่า ๒,๐๐๐ ตารางเมตร ให้รอไป ๕ ปี มีเวลาให้เตรียมตัวครับ คิดว่าน่าจะสามารถทําได้ โดยสถิติของการก่อสร้างอาคารในประเทศไทย อาคารใหม่นี้ผมไป ขอข้อมูลมาได้ทราบมาว่าถ้าเป็นอาคารสูงเยอะ ๆ ใหญ่ ๆ สูง ๆ นี้จะเฉลี่ยประมาณ ๒,๔๐๐ อาคารต่อปี อาคารพาณิชย์ประมาณ ๑๒,๐๐๐ อาคารต่อปี อาคารใหม่นะครับ อาคารสํานักงาน ๑๐๐ อาคาร สํานักงานขนาดใหญ่ อาคารโรงแรมประมาณ ๑,๙๐๐ อาคาร ต่อปี อันนี้คือเป็นข้อเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมาประมาณ ๔-๕ ปี เพราะฉะนั้นก็จะทําให้เกิด การประหยัดพลังงาน แล้วก็อาคารที่พูดถึงนี่นะครับนอกจากพื้นที่ที่ผมเรียนแล้วว่า ๑๐,๐๐๐ ตารางเมตร ๕,๐๐๐ ตารางเมตร ๒,๐๐๐ ตารางเมตรนี่ ไม่ใช่เหวี่ยงแหไปหมด อาคารทุกประเภทในกฎกระทรวงนี่จํากัดอยู่แค่อาคาร ๙ ประเภทเท่านั้นที่จะโดนบังคับใช้ เพราะฉะนั้นการบังคับใช้กฎกระทรวงนี้มี ๒ เรื่อง ๑. เป็นอาคารเอกชนเท่านั้น ๒. เป็นพื้นที่ ที่มีขนาดใหญ่เกินกําหนด และ ๓. อยู่ใน ๙ รายการนี้ สถานพยาบาล คือโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ๒. สถานศึกษา โรงเรียน มหาวิทยาลัย ๓. สํานักงานออฟฟิศ (Office) ตึกออฟฟิศ (Office) ทั้งหลายที่เป็นให้เช่าอะไรนี่ ๔. อาคารชุดคอนโด ๕. อาคารชุมนุม จะเป็นหอประชุมแห่งชาติ จะเป็นแสดงเอ็กซิบิชัน (Exhibition) อะไรทั้งนั้น ๖. อาคารมโหรสพ โรงหนัง โรงละคร คอนเสิร์ต (Concert) เข้าข่ายหมด โรงแรม สถานบริการ อาคารห้างสรรพสินค้า หรือ ศูนย์การค้าที่มีพื้นที่ใหญ่กว่า ๒,๐๐๐ ตารางเมตร เข้าไป ขึ้นไปตามที่ได้กราบเรียนแล้ว
ต่อไปครับ ทางด้านเทคนิคตรงนี้ความจริงกรรมาธิการของเรา เราไม่ได้ติดใจ เรื่องเทคนิคหรอก เราไม่ใช่เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องประหยัดพลังงานอย่างแท้จริง ก็ฟังจาก กระทรวงพลังงานว่าเขาคิดว่าอะไร ผมก็นํามาถ่ายทอดให้ฟังว่าที่เขายกร่างไว้ตอนนี้ ยกตัวอย่างอย่างเช่น ผนังอาคารด้านนอกที่จะต้องโดนแสงแดดส่องจะต้องมีค่าการถ่ายเท ความร้อนจากข้างนอกเล็ดลอดเข้ามาข้างในไม่มากเกินข้อกําหนด เพราะเขาคิดหน่วยเป็น ไม่เกิน ๓๐ วัตต์ต่อตารางเมตร ก็ต้องมีการออกแบบผนังอาคาร ผมยกตัวอย่างให้ท่านดู อย่างเช่น คนที่จะก่อสร้างอาคาร ถ้าท่านใช้ก่ออิฐฉาบปูนชั้นเดียว อันนี้เรียกว่า เลวที่สุด ถ้าก่ออิฐฉาบปูน ๒ กําแพงมาต่อกันก็จะดีขึ้น และถ้าก่ออิฐฉาบปูนแยก มีช่องว่างอากาศ ระหว่างกลางก็จะยิ่งดีขึ้นไปอีก ดีคือประหยัดพลังงาน ดีที่สุดก็คือใช้พวกวัสดุฉนวนความร้อน เช่นโฟม (Foam) กันไฟต่าง ๆ ยิ่งประหยัดพลังงานเลย คือความร้อนจากดวงอาทิตย์จะยิ่ง ไม่เข้ามาในอาคาร แบบนี้เป็นต้น หลังคาครับ ถ้าท่านใช้เมทัลชีต (Metal sheet) ก็ขอ แนะนําให้ปูฉนวนความร้อน แม้แต่เป็นกระเบื้องก็ต้องปูฉนวนความร้อนอะไรแบบนี้เป็นต้น ถ้าให้ดีปูไปปูมาแล้วเอาแผงเซลล์ (Cell) ไปปิดทับอีกท่านก็ยิ่งกันความร้อนไปได้อีก แบบนี้ เป็นต้น เรื่องแสงสว่างครับ แสงสว่างก็มีการกําหนดในร่างกฎกระทรวงนี้ว่า จะต้องกินไฟ ไม่เกินกี่วัตต์ต่อกี่ตารางเมตร แล้วก็ความสว่างของหลอดไฟก็ต้องได้มาตรฐานด้วย ไม่ใช่ มองแล้วตาเสีย ไม่ใช่ครับ มีทั้งความสว่างกับกําลังไฟฟ้าที่จะเอามาใช้ควบคู่กัน
ต่อไปครับ การใช้พลังงานธรรมชาติ และการใช้พลังงานหมุนเวียน ผมก็ต้อง ชื่นชมที่ร่างกฎกระทรวงฉบับที่เราไปขอดูมา เขาเขียนบอกว่าอาคารที่มีการผลิตพลังงาน ไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์เพื่อใช้ในอาคารสามารถนําค่าพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ไปหักออกจาก ค่าการใช้พลังงานโดยรวมของอาคาร คือหมายความว่าแบบนี้ครับ เมื่อสถาปนิกออกแบบ ผนัง พื้น หลังคา ประตู หน้าต่าง เครื่องใช้ไฟฟ้าเบ็ดเสร็จหมดแล้ว ค่าการใช้พลังงาน โดยรวมของอาคาร สมมุติว่า ๑๐๐ แต่ว่าถ้าผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ (Solar) ได้ ๒๐ ก็แสดงว่า อาคารนี้ใช้ไฟฟ้าคือซื้อจากข้างนอกจากการไฟฟ้ามาแค่ ๘๐ อันนี้สามารถเอาไฟฟ้า จากพลังงานทดแทน อย่างโซลาร์รูฟ (Solar roof) เข้ามาชดเชยได้ แล้วก็ความจริงแล้ว ประเทศไทยนะครับมีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป (Solar rooftop) อยู่บนหลังคาอาคารเอกชน ทั้งบ้าน ทั้งอาคารพาณิชย์ โรงหนัง ห้องประชุมอะไรเยอะแยะมากมาย ห้างสรรพสินค้า ก็มีปฏิบัติกันอยู่แล้ว แล้วก็ไม่ได้เป็นภาระอะไร ถือว่าเป็นภาคส่งเสริม ใครจะติดโซลาร์ (Solar) ก็ได้ ไม่ติดก็ได้ เป็นภาคส่งเสริม จะขอยกตัวอย่างนะครับ อาคารที่หลาย ๆ ท่าน อาจจะทราบบ้างแล้ว ก็คืออาคารเอสซีจี (SCG) ๑๐๐ ปี ของบริษัทเครือปูนซิเมนต์ไทย จํากัด (มหาชน) อยู่ที่บางซื่อนี้นะครับ ก็ถือว่าเป็นอาคารอนุรักษ์พลังงานที่ประสบความสําเร็จ อีกอาคารหนึ่ง เปิดใช้งานแล้วเมื่อปีที่แล้ว สูง ๒๑ ชั้น มีพื้นที่ ๓๗,๐๐๐ ตารางเมตร ได้รับ ประกาศนียบัตรลีด (LEED) จากสหรัฐอเมริกา มีการใช้หลอดประหยัดพลังงาน หลอดไฟ ประหยัดพลังงาน เครื่องปรับอากาศใช้แสงธรรมชาติ กระจกหน้าต่าง ๒ ชั้น เป็นดับเบิล กลาส (Double glass) ตรงกลางมีอากาศเป็นฉนวนอยู่ ก็สามารถประหยัดพลังงาน ไปได้มาก แบบนี้เป็นต้น
แล้วพอไปดูดาดฟ้าของอาคาร ภาพต่อไปครับ ดาดฟ้าเขาติดโซลาร์เซลล์ (Solar cell) ด้วย อันนี้ต้องยกนิ้วให้เลยครับ หลายสิบกิโลวัตต์ โซลาร์เซลล์ (Solar cell) ไม่ได้เอาไปใช้เพื่อทดแทนไฟฟ้าทั้งหมดของตึกเป็นไปไม่ได้ แต่ว่าไปช่วยลด ลดได้สัก ๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ชื่นชมแล้วละครับ นี่เป็นภาพส่งเสริม เพราะฉะนั้นเอสซีจี (SCG) นี่เขาก่อสร้างเสร็จแล้ว อาคารนี่เขารุดหน้ากฎกระทรวงที่เราพูดอันนี้ไปเรียบร้อย แล้วครับ ถึงจะบังคับย้อนหลังเขาก็ยิ้มสบายแล้วไม่เดือดร้อน
ภาพต่อไปครับ คือตรงนี้ไม่เกี่ยวกับการปฏิรูปเรา แต่ขอกราบเรียนว่า หลาย ๆ อาคารที่ก่อสร้างเสร็จแล้วเขามีมาตรการอนุรักษ์พลังงานแล้วมักจะไปขอใบเรียกว่า โลโก (Logo) หลาย ๆ หน่วยงานที่จะเซอร์ติไฟล์ (Certify) คือรับประกันว่าเป็นอาคาร ประหยัดพลังงาน หลาย ๆ ที่จะเอาโลโกทีม (Logo team) ก็ได้ กรีนมาร์ก (Green mark) ก็ได้ หรือลีด (LEED) ก็ได้ อะไรก็แล้วแต่ก็ไปเอามาตรการตรงนั้น
มาสุดท้ายแล้วครับ ขอจบการบรรยายว่าถ้าเราสามารถนํามาตรการบิวดิง เอเนอร์จี โค้ด (Building Energy Code) ไปใช้งานได้ก็ขอกราบเรียนว่ากับภาคเอกชนนะครับ ภาคราชการนั้นมีมติ ครม. อยู่แล้ว จะทําให้เกิดการอนุรักษ์พลังงานในประเทศไทยเยอะมาก ลดการใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ จะเกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องในการผลิตวัสดุอุปกรณ์การก่อสร้าง เกิดสถาปนิกวิศวกรที่จะมีผลอย่างยิ่ง ผมขอกราบเรียนแล้วก็ย้ํานะครับว่ามาตรการนี้ เป็นภาคบังคับ แต่ว่าเมื่อวิศวกร บุคลากรเขามีความชํานาญแล้วเขาสามารถนําไปประยุกต์ กับภาคอื่น ๆ ได้ แปลว่าอาคารที่เล็กกว่า ๒,๐๐๐ ตารางเมตรก็จะได้รับประโยชน์จาก โครงการนี้ บ้านที่อยู่อาศัยถึงแม้ว่าตอนนี้จะยังไม่ได้ถูกบังคับ เมื่อวิศวกร สถาปนิกมีความรู้ หลาย ๆ ท่านที่อยากจะสร้างบ้านใหม่ ท่านก็จะเจอวิศวกรสถาปนิกที่เขามีความรู้เรื่องการ ประหยัดพลังงาน จะหมดยุคแล้วนะครับ ก่อสร้างบ้านอิฐ ฉาบปูน แล้วก็พอพระอาทิตย์ ส่องมาตก กลับบ้านตอนเย็นฝาผนังร้อนจี๋จะหมดยุคแบบนั้นไปแล้ว ก็จะทําให้ประชาชน มีจิตสํานึก แล้วก็ประเทศไทยเราก็จะอยู่ในเวทีโลกว่าเรามีกฎหมายที่มารองรับมาตรการ การลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม งบประมาณที่จะใช้ในการปฏิรูปนั้นก็คงเป็นเรื่อง ของการประชาสัมพันธ์ไม่กี่ล้านบาท แล้วก็ดําเนินการได้เลยทันที ถ้าสภาเราให้ความเห็นชอบ ไปที่ ครม. ครม. ให้ความเห็นชอบ ไปที่กรมพัฒนาพลังงานทดแทน ไปที่กรมโยธาธิการ และผังเมืองก็ออกบังคับได้เลยโดยไม่ต้องออกเป็นกฎหมายอีกต่อไป ขออนุญาตสรุปจบ การนําเสนอบรรยายแต่เพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ