พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ชี้แจงแนวทางการแก้ไขพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์และร่างกฎหมายความมั่นคงไซเบอร์ โดยย้ำความจำเป็นของบทลงโทษที่รัดกุมจากการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ รวมถึงการกำหนดอำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ในการสอบสวนคดีเทคโนโลยีและคดีที่เกี่ยวข้อง พร้อมเสนอมาตรการกำกับดูแลสื่อออนไลน์อย่างองค์รวม ทั้งการเพิ่มความร่วมมือกับผู้ให้บริการต่างประเทศ การปรับปรุงกรอบเวลาการส่งข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ และการเร่งเก็บภาษีโฆษณาออนไลน์เพื่อเสริมอำนาจต่อรองและรายได้ของรัฐ
กราบเรียนท่านประธานครับ พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ ในฐานะคณะกรรมาธิการ ขอขอบพระคุณข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ ทั้งหลายที่ท่านสมาชิกได้เสนอแนะต่อกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการก็จะนําข้อสังเกตต่าง ๆ เหล่านั้นไปปรับปรุงเพื่อให้การแก้ไขพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผมขออนุญาตท่านประธานตอบประเด็นข้อซักถามของท่านสมาชิกเรียงตามลําดับนะครับ
ท่านที่ ๑ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านสุรินทร์ ท่านเป็นห่วงเรื่องการกําหนดโทษ ตามมาตรา ๑๒ สูงเกินไป มาตรา ๑๒ คณะกรรมาธิการเราพิจารณาแล้วเราไม่ได้มีความเห็น เพิ่มเติมแตกต่างไปจากความเห็นของกฤษฎีกา เหตุที่ข้อบัญญัติบทลงโทษสูงก็เนื่องมาจาก การกระทํา ผลของการกระทํากระทบในวงกว้างต่อสังคม เช่น การกระทําต่อระบบสาธารณูปโภค ความมั่นคงของประเทศ และการกระทําเหล่านั้นถ้าไม่ได้มีเจตนาในการฆ่าคนตายแต่เป็นเหตุ ให้มีผู้อื่นถึงแก่ความตาย ฉะนั้นการกําหนดโทษย่อมเป็นอัตราโทษที่สูงกว่าการกระทําปกติ เนื่องจากผลของการกระทํากระทบต่อสาธารณชน
ประเด็นที่ ๒ ของท่านสุรินทร์ ในเรื่องการรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ (Cyber) อันนี้คือภารกิจหลังจากพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ฉบับนี้เกิดขึ้น ผ่านการ พิจารณาของสภา ภารกิจต่อไปคือการพิจารณาเรื่องการรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ (Cyber) ซึ่งขณะนี้ในประเทศไทยยังไม่มีกฎหมาย ไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ กรรมาธิการเราจะลงไปศึกษาร่างพระราชบัญญัติ กําหนดหน่วยงานที่จะต้องรับผิดชอบ ให้เป็นรูปธรรมในโรดแมป (Road map) ที่ได้แถลงต่อสภาไว้
ท่านต่อไป ท่านเฉลิมชัย เครืองาม กรณีไลค์ (Like) กรณีแชร์ (Share) ผิดไหม ก็ต้องกลับมาดูเนื้อหา เนื้อหาผู้ที่ส่งเข้ามามันเป็นความผิด ฉะนั้นการรับข้อมูลข่าวสาร ปัจจุบันเราจะเห็นว่าส่วนใหญ่คําพูดที่พูดมักจะพูดเป็นประจําก็คือ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่การรู้เท่าไม่ถึงการณ์นั้นอยู่บนพื้นฐานของเจตนาร่วมกันกระทําความผิด การไลค์ (Like) นี้ คือชอบ อาจจะพออภัยได้ในทางปฏิบัติ แต่การแชร์ (Share) นี่คือการส่งข้อความทั้งหมด ไปยังผู้อื่น อันนี้ก็อาจจะเข้าข่ายเป็นผู้ร่วมกระทําความผิดด้วย การมีข้อความว่า การนําเข้า เผยแพร่ส่งต่อในร่าง ถ้าท่านกลับไปดูในมาตรา ๑๔ ในตัวกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันก็จะมี คํานี้อยู่นะครับ แต่มาตรา ๑๔ ที่แก้ไขเพิ่มเติมก็จะบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องการฉ้อโกง ออนไลน์ (Online) กําหนดให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าในการนําข้อมูลเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยมีเจตนาทุจริตเพื่อทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่น อันนี้ตัวร่างของกฤษฎีกาก็มีการ กําหนดคําจํากัดความไว้ค่อนข้างจะชัดเจนนะครับ
ไปท่านที่ ๓ ขออนุญาตท่านสมพงษ์นะครับ ในเรื่องกลุ่มแฮกเกอร์ อะนอนิมัส (Hacker Anonymous) ที่โจมตีระบบของคอมพิวเตอร์ของภาครัฐว่าทําไม ถึงไม่รู้ว่าเป็นใคร ขอเรียนว่าเทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์ปัจจุบันนี้มันมีความก้าวหน้า ก้าวไกลมาก เมื่อก่อนนี้แฮกเกอร์ (Hacker) ใช้วิธีการใช้แมนวล (Manual) ได้กดเอฟไฟว์ (F5) ระดมยิงไปยังเว็บไซต์ (Web site) เป้าหมาย แต่ปัจจุบันก็ยังมีซอฟแวร์ (Software) ในการ ที่จะตั้งค่าว่าใน ๑ นาที ๑ วินาทีสามารถยิงได้หมื่นครั้ง เป็นกระบวนการง่าย ๆ คณะกรรมาธิการ เราไม่ได้ศึกษาแต่เฉพาะแค่นี้ครับ เราศึกษาว่าการรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ (Cyber) นี้ เพราะระบบประเทศไทยเราพบว่าเมื่อเราลงไปศึกษาพบว่ามีปัญหามากมาย โดยเฉพาะ อย่างยิ่งหน่วยราชการของรัฐทุกหน่วยพยายามตั้งงบประมาณในการตั้งระบบคอมพิวเตอร์ ในการบริหารจัดการระบบคอมพิวเตอร์ ซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างคนต่างทํา เราจะมี พ.ร.บ. รักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ว่าต่อไปนี้ทํารวมการได้ไหม ภาครัฐ เรามีสํานักงานรัฐบาล อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญมีเครื่องไม้เครื่องมือที่พร้อมแต่หน่วยราชการไม่ใช้ นี่คือปัญหา ทํารวมการ นอกจากจะประหยัดงบประมาณการรักษาความปลอดภัยก็ทํา ได้ดีขึ้น แฮกเกอร์ (Hacker) ก็จะเจาะระบบเว็บไซต์ (Web site) ภาครัฐได้ยากขึ้น เรื่องการ ถอดรหัส ขอเรียนว่าคําว่าการถอดรหัสมันก็มีง่าย ๆ เช่น พาสเวิร์ด (Password) ของเครื่อง ถ้าเจ้าของเครื่องไม่ยอมบอกถามว่าเทคโนโลยีของฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐนี่รับมือได้ไหม ผมขอ อนุญาตตอบท่านประธาน เพื่อนสมาชิก ได้ครับ เรามีเครื่องมือที่ถอดรหัส แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องอยู่ภายใต้คําสั่งศาลตามมาตรา ๑๘ ในการเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ผู้อื่น ในการละเมิด สิทธิส่วนบุคคลตามรัฐธรรมนูญจําเป็นจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายอื่นซึ่งว่าด้วยการนั้น ขอเรียนว่าขอให้ท่านประธาน เพื่อนสมาชิกพี่น้องประชาชนมีความมั่นใจในศักยภาพของ เจ้าหน้าที่ของเรา อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือเทคโนโลยีเราไม่น้อยหน้าใครในอาเซียน (ASEAN) นะครับ เหตุที่ การดําเนินการบังคับใช้กฎหมายยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ขอเรียนว่าลําพังกฎหมาย อย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่าง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ในเรื่องอาชญากรรม ทางเทคโนโลยีการกํากับสื่อออนไลน์ (Online) จะต้องทําไปทั้งกระบวนการการปฏิรูป แนวทางการปฏิรูป ๔ แนวทางที่ทางคณะกรรมาธิการได้นําเสนอและรับอนุมัติจากสภา ไปแล้ว ก็คือ ๑. กฎหมายที่มีอยู่มีประสิทธิภาพหรือไม่ ต้องแก้ไขหรือไม่ จะต้องร่างกฎหมาย ขึ้นมาใหม่หรือไม่ ๒. หน่วยงานกํากับการใช้กฎหมาย การจัดโครงสร้างภารกิจสอดคล้องกับ ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นในปัจจุบันหรือไม่ ขอเรียนว่าหน่วยงานที่เราตั้งขึ้นมาเพื่อรองรับภารกิจ ตรงนี้ ตั้งมาเกือบ ๑๐ ปีแล้วนะครับ สถานการณ์เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วกับปัจจุบันแตกต่างกัน อย่างโดยสิ้นเชิง ประการที่ ๓ ก็คือตัวผู้ใช้สื่อเอง ทําอย่างไรผู้ใช้สื่อจะมีจิตสํานึกใช้ อย่างสร้างสรรค์ ไม่กระทบบุคคลอื่น ไม่กระทบต่อกฎหมายความมั่นคงสถาบันหลักของชาติ อันนี้คือโจทย์สําคัญ ประการสุดท้าย ก็คือความร่วมมือของผู้ให้บริการทั้งในและต่างประเทศ องคาพยพทั้ง ๔ ประการต้องไปด้วยกัน พร้อม ๆ กันมันถึงจะได้การปฏิรูปในด้านการกํากับ สื่อออนไลน์ (Online) จึงจะมีประสิทธิภาพ
ขอเรียนตอบท่านวรวิทย์ไปเสียประเด็นเดียวกันเลย ก็คือในเรื่องถ้ามี คําสั่งศาลแล้วผู้ให้บริการอยู่ในต่างประเทศเขาไม่ปฏิบัติตามคําสั่งจะทําอย่างไร อันนี้กรรมาธิการเรารู้ถึงปัญหาตลอด ผมถึงเรียนในที่ประชุม เรียนท่านประธานว่า การบังคับ ด้วยกฎหมายอย่างเดียวจะให้บังเกิดผลอย่างมีประสิทธิภาพเป็นไปได้ยาก องคาพยพ ต้องขับเคลื่อนไปด้วยกัน ความร่วมมือของผู้ให้บริการในต่างประเทศ ท่านสมาชิกอาจจะเห็นว่า ปัจจุบันคลิปวีดีโอ (Clip video) ข้อความต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในโลกออนไลน์ (Online) ทําไมมันยังอยู่ในระบบ ทําไมเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่จัดการตามคําสั่งศาลให้มีประสิทธิภาพ ก็เพราะประเด็นปัญหาเหล่านี้ก็คือความร่วมมือของผู้ให้บริการ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ใน ต่างประเทศ ผมยกตัวอย่างเช่น เฟซบุ๊ก (Facebook) ไลน์ (Line) ทวิตเตอร์ (Twitter) กูเกิล (Google) มุมมองหนึ่งกฎหมายของเรากับประเทศที่ตั้งของเขาไม่เหมือนกัน ทัศนคติ ในการใช้สื่อออนไลน์ (Online) ในการวิพากษ์วิจารณ์บุคคลไม่เหมือนกัน สิ่งที่ศาลไทย มีคําสั่งนอกจากเขาไม่ปฏิบัติตามเขาจะไม่สนใจก็ได้ เพราะถือว่าเป็นเรื่องปกติในประเทศ ของเขา แต่สิ่งที่เราต้องการทําให้เขาเห็นถึงสิ่งที่คนไทยตระหนักว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่บนเว็บไซต์ (Web site) อยู่บนแอปพลิเคชัน (Application) เขานี่เป็นสิ่งที่คนไทยเป็นพิษเป็นภัย ต่อประเทศ ต่อสังคมทําอย่างไร กรรมาธิการเราได้เชิญตัวแทนผู้ให้บริการรายแรกมาพบ แล้วก็คือตัวแทนของกูเกิล (Google) กูเกิล (Google) ส่งรองประธานฝ่ายกฎหมายมาพูดคุย กับกรรมาธิการ ผมเรียนว่าคลิป (Clip) ที่มันปรากฏอยู่ในอินเทอร์เน็ต (Internet) โลกออนไลน์ (Online) นี้มีเป็นหมื่นนะครับ แล้วทําไมจัดการไม่ได้ ก็เพราะเทคโนโลยีมันเปลี่ยนมีการ เข้ารหัส ฉะนั้นวิธีการที่จะทําให้บังเกิดผลโดยเร็วก็คือการเจรจา บริษัทต่าง ๆ เหล่านี้ มองเห็นประเทศไทยเป็นเค้กก้อนใหญ่ ท่านประธานครับ เฟซบุ๊ก (Facebook) มีคนใช้ในไทย ๓๕ ล้านคน ไลน์ (LINE) มีคนใช้ ๓๓ ล้านคน ยูทูบ (Youtube) มีคนไทยอัปโหลด (Upload) ดาวน์โหลด (Download) เป็นอันดับ ๙ ของโลก คนใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) เกือบ ๔๐ ล้านคน นโยบาย อินเทอร์เน็ต (Internet) บรอดแบนด์ (Broadband) ของรัฐบาล นโยบาย ๓จี (3G) ๔จี (4G) ภายในสิ้นปีนี้จะมีคนใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) ในไทยเพิ่มขึ้น อาจจะมากกว่า ๔๐ ล้านคน อาจจะประมาณ ๖๐ ล้านคนในเวลาอันใกล้ นี่คือตลาด ตลาดใหญ่ซึ่งบริษัท ต่าง ๆ เหล่านี้มีความประสงค์จะเข้ามาประกอบธุรกิจในไทย เราใช้ถือโอกาสนี้เจรจาต่อรอง ในเรื่องความร่วมมือ เรามีหลาย ๆ ประเด็น เราเจรจาเขาเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา จากการประเมินผลโดยทางกระทรวงไอซีที (ICT) จากแต่เดิมเราส่งคําสั่งศาลไปยังกูเกิล (Google) ให้ถอดวีดีโอคลิป (Video clip) เป็นหมื่น สิ่งที่ตอบรับก่อนที่จะเจรจามีไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของ ๑๐,๐๐๐ ตัวเลขหลักร้อยนะครับ ระยะเวลาในการถอด ท่านประธานครับ ใช้เวลา ๖ เดือนถึง ๑ ปี จากการเจรจา การประเมินผลในรอบ ๓ เดือนที่ผ่านมา อัตราการ ปิดกั้นการถอดคลิปวีดีโอ (Clip video) ที่ผิดกฎหมายออกตามคําสั่งศาลไทยเพิ่มขึ้นเป็น ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ในระยะเวลา ๑-๒ เดือน ก็คือการเจรจาได้ผลแล้วก็จะดีขึ้น นอกจากนั้น บริษัทต่าง ๆ เหล่านี้ยังมีข้อเสนอในการจัดทําโครงการผ่านกรรมาธิการในเรื่องฝึกอบรม คนไทยทุกกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก เยาวชน วัยคนทํางานวัยสูงอายุให้เข้าใจถึง การใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์และรู้เท่าทันสื่อ
ท่านอํานวยนะครับ ท่านอํานวยผมขออนุญาตอธิบายท่านในฐานะที่เป็น ผู้เชี่ยวชาญงานทางด้านงานสอบสวน มาตรา ๑๘ ข้อเสนอของกรรมาธิการเรารวบรวมข้อมูล จากผู้ปฏิบัติที่พบปัญหาในการปฏิบัติ ในการเรียกข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์จากผู้ให้บริการ แล้วมักไม่ได้รับความร่วมมือ หรือได้รับความร่วมมือแล้วใช้เวลาค่อนข้างเนิ่นนาน เราเห็นปัญหาตรงนี้เราก็เลยเขียนเพื่อให้กําหนดกรอบเวลา ซึ่งถ้ากระทรวงไอซีที (ICT) ไม่เห็นด้วยเขาก็ไม่มีปัญหา แต่ว่าให้เห็นว่าปัญหามันอยู่ตรงที่ว่าความร่วมมือของผู้ให้บริการ จากการที่คณะกรรมาธิการได้ลงพื้นที่พบปะกับผู้ให้บริการทั้งหลาย ผู้ให้บริการแทบทุกราย รายงานผลตรงกัน สรุปว่าสามารถส่งข้อมูลได้ภายในไม่เกิน ๓ วัน เราก็เลยเขียน ๗ วัน เพื่อให้มันอ่อนตัวขึ้น ส่วนมาตรา ๒๙ ทําไมคณะกรรมาธิการเรามีความเห็นเสนอว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ตั้งโดยกฎหมายฉบับนี้มีอํานาจสอบสวนหรือไม่ ผมได้กราบเรียน ท่านประธาน เพื่อนสมาชิกไปแล้วว่าปัจจุบันคดีที่เกิดขึ้นทางเทคโนโลยีส่วนใหญ่มากกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ไม่ใช่คดีเกี่ยวกับพระราชบัญญัติความผิดตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ เพียว ๆ หรือมันมักจะมีคดีอาญาอื่นแถมพ่วงติดมาด้วย เช่น การหมิ่นประมาท มันมักจะมี คดีอาญาอื่นแถมพ่วงติดมาด้วย เช่น การหมิ่นประมาททางอินเทอร์เน็ต (Internet) มันก็จะ มีประมวลกฎหมายอาญาพ่วงมาด้วย พอเป็นเช่นนี้กฎหมายเก่านี้ กฎหมายที่ใช้ปัจจุบันนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่มีอํานาจเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง และตํารวจชั้นผู้ใหญ่ก็คือ เป็นพนักงานสอบสวนนั่นเอง มีอํานาจสอบสวนเฉพาะความผิดที่เกิดขึ้นตามพระราชบัญญัตินี้ เท่านั้น พอเป็นความผิดกฎหมายอาญาอื่นพ่วงมา ท่านไม่มีอํานาจสอบสวนแล้ว นั่นคือ ปัญหา เรามองเห็นปัญหา เราถึงมีการเพิ่มเติมแก้ไขในมาตรานี้ บวกกับการปฏิรูปตํารวจ ในการถ่ายโอนภารกิจที่ไม่ใช่ของตํารวจโดยตรงไปเป็นอํานาจหน้าที่ของหน่วยงานนั้น ๆ ถ้าเราไม่แก้มาตรา ๒๙ ในอนาคตข้างหน้าอาจจะใกล้หรือไกล มีการถ่ายโอนภารกิจในการ สืบสวนปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีกลับไปให้กระทรวงไอซีที (ICT) พนักงาน เจ้าหน้าที่ที่ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่มีอํานาจสอบสวนคดีอย่างที่ผมได้กราบเรียน ไปแล้วเลย นี่คือการแก้ปัญหาที่มองถึงอนาคตข้างหน้าครับ
ท่านอรมน ท่านเป็นห่วงว่าการตีความในเรื่องตาม มาตรา ๒๐ วรรคสอง ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน แล้วก็ต้องผ่านรัฐมนตรี ประเด็นนี้ ทางกรรมาธิการเราได้มีข้อถกเถียงกันมากว่า จริง ๆ ความเห็นของกรรมาธิการไม่อยาก ให้ผ่านรัฐมนตรี อย่างที่ได้กราบเรียนไปแล้วว่า มันจะเป็นคอขวดตรงนี้ แต่เนื่องจาก ความผิดทางอาญาตามกฎหมายอื่นนี้มันมีหลากหลาย อัตราโทษก็ หนัก เบา แตกต่างกัน ไม่เหมือนกับวรรคแรก ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง มีอัตราโทษสูง ตรงนี้ เราก็เลยพิจารณาว่า ให้รัฐมนตรีกลั่นกรอง ตีความกลั่นกรอง แต่อย่างไรก็ตามข้อเสนอ ของท่านในการที่จะตัดอํานาจรัฐมนตรีออก อันนี้กรรมาธิการเราก็จะไปปรับปรุง มีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมว่า มีท่านสมาชิกเห็นควรว่าควรจะตัดอํานาจตรงนี้ออกครับ
ท่านชิดชัย ท่านเป็นห่วงเรื่องมาตรา ๒๙ มาตรา ๒๙ ที่เราเขียนไว้อย่างนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่ พอดีเจ้าหน้าที่เขาทํา เขาไม่ได้เว้นวรรค คําว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ เจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตํารวจชั้นผู้ใหญ่ พนักงานเจ้าหน้าที่เป็น ขยายความ ก็คือ พนักงานเจ้าหน้าที่ที่แต่งตั้งตามพระราชบัญญัตินี้ เป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง และตํารวจชั้นผู้ใหญ่ ก็คือเป็นพนักงานสอบสวน มีอํานาจสอบสวนคดี ตามพระราชบัญญัตินี้ และคดีอาญาอื่นที่เกี่ยวเนื่อง เกี่ยวพัน ก็เพื่อให้มีอํานาจในการสอบสวนคดี เป็นพนักงาน สอบสวนในวันข้างหน้านั่นเองครับ
ตอบท่านคุณหมอพรพันธุ์นะครับ ในการที่จะให้ประชาชนเป็นผู้ร้อง ต่อศาลหรือไม่ เนื่องจากพระราชบัญญัตินี้ หลักการคือถ้าประชาชนพบเห็นเนื้อหาข้อความ หรือการกระทําความผิด ก็มีสิทธิที่จะไปร้องต่อพนักงานสอบสวน ฝ่ายตํารวจ หรือในวันข้างหน้า พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ตั้งตามกฎหมายนี้ ตามมาตรา ๒๘ ที่เราขอเสนอแก้เป็น ให้มีการแต่งตั้ง พนักงานเจ้าหน้าที่ให้ครบทุกพื้นที่ทั่วราชอาณาจักร และมีอํานาจสอบสวนคดีอาญา ตรงนั้น จะแก้ปัญหาของท่านอาจารย์พรพันธุ์ได้อย่างชัดเจนว่า เมื่อมีประชาชนไปแจ้ง บ้านอยู่ที่ จังหวัดเชียงราย ก็ไปแจ้งกับพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการแต่งตั้งที่จังหวัดเชียงราย ก็สามารถยื่นคําร้องต่อศาลจังหวัดเชียงรายได้เลย ก็คงจะเป็นการแก้ปัญหาเนื่องจาก พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องมีการใช้อํานาจตามกฎหมาย ถ้าให้ประชาชนไปร้องด้วยตนเอง ต่อศาลนี้ ก็เกรงว่าจะมีปัญหาในการปฏิบัตินะครับ ท่านสุวิระ ท่านพรพันธุ์ก่อนนะครับว่า การปฏิบัติตามคําสั่งศาล ผมกราบเรียนไปแล้วว่ามันมีปัญหาอยู่คงจะต้องทําไปทั้งองคาพยพในการปฏิรูป ๔ ด้าน ในการขอความร่วมมือจากผู้ให้บริการ กรรมาธิการเราคิดเลยไปมากกว่านั้นนะครับว่า การขอความร่วมมือจากผู้ให้บริการเราคงต้องมีอํานาจการต่อรองไปคุยกับเขา ซึ่งกรรมาธิการ เราก็กําลังพิจารณาในเรื่องภาษี ผลประโยชน์ทางการค้าที่จะคุยกับเขา ท่านประธานครับ ท่านเพื่อนสมาชิกครับ ในคลิปออนไลน์ (Clip online) ต่าง ๆ ท่านจะเห็นโฆษณาซึ่งไม่พึงประสงค์ มันถึงมาถึงท่านโดยตรง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คือเม็ดเงินของประเทศที่รัฐพึงได้ แล้วไม่ได้ เพราะ ผู้โฆษณาชําระค่าโฆษณาตรงไปยังบริษัทแม่ที่อยู่ต่างประเทศ มีปัญหาข้อกฎหมาย เราเชิญ สรรพากรมาหารือ รวมทั้งตัวแทนจากกรรมาธิการเศรษฐกิจว่าจะพิจารณาตรงนี้ จะร่วมกัน ขับเคลื่อนได้อย่างไร ปัญหาตรงไหน ประมวลรัษฎากรตรงไหนที่มีปัญหา เป็นไปได้ไหมว่า ต่อไปนี้ผู้ว่าจ้างโฆษณาคุณจะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายส่งรัฐ ค่าจ้างโฆษณา ๑๐๐ เหรียญ คุณมี หน้าที่หัก ๑๐ เหรียญส่งรัฐ และถือเป็นรายจ่าย หักค่าลดหย่อนได้ อันนี้เรากําลังพิจารณา อยู่นะครับ ก็เป็นการสร้างอํานาจการต่อรองที่จะคุยกับบริษัทพวกนี้ คณะกรรมาธิการเราคง ไม่ได้มองภาพปัญหาอุปสรรคทั้งหลายแหล่ที่มันเกิดขึ้นรุมล้อมอยู่ เราพยายามใช้วิธีการ การดําเนินการทุกสิ่งทุกอย่างภายใต้ข้อจํากัด และก็การแก้ไข พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ที่มี ข้อสังเกตส่งไปยังรัฐบาล ก็จะเป็นส่วนเดียวเท่านั้นที่จะแก้ไขการปฏิรูป การกํากับ สื่อออนไลน์ (Online) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แล้วก็จะมีรายงานอีก ๓ เรื่องในการปฏิรูป ที่จะเข้ามาพิจารณาสู่สภาแห่งนี้ ผมกราบขอบพระคุณในความกรุณาของท่านสมาชิก ที่ให้ความเห็น ทางกรรมาธิการก็จะนําข้อเสนอต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อไปรวบรวมเพื่อส่งไปยัง รัฐบาลต่อไป ขอบพระคุณครับ