สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๘ · ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องการปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน โดยเรียกร้องให้สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเสนอวิธีการปฏิรูปประเทศและกำหนดกรอบการดำเนินงานที่เหมาะสม และต้องการทราบความคืบหน้าในด้านการปฏิรูปต่างๆ ของรัฐบาล

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านนิกร จํานง ท่านก็สมฐานะเป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงคมนาคม คราวหน้าก็ขอเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านสมาชิกครับ เผอิญมีหนังสือเกษียนมาจากท่านประธานดอกเตอร์ทินพันธุ์ขอให้ผมแจ้งต่อที่ประชุม เนื่องจากว่าทางเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือเป็นดําริของท่านนายกรัฐมนตรี โดยสรุปความดังนี้

ตามที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้กําหนดให้มีการอภิปรายทั่วไป เพื่อเสนอวิธีการปฏิรูปประเทศ ๑๑ ด้าน ตามมาตรา ๒๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ เพื่อให้สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เสนอวิธีการปฏิรูปประเทศและกําหนดกรอบการดําเนินงานที่เหมาะสมในการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศในแต่ละประเด็นให้บรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรมตามความที่แจ้งแล้วนั้น

ในการนี้ นายกรัฐมนตรีได้มีบัญชาว่าให้นําสิ่งที่เป็นนโยบาย แนวคิด นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี เสนอให้ทราบ ทุกประเด็นให้อยู่ในแนวเดียวกัน เน้นการแก้ไขปัญหาจะทําได้อย่างไร หน่วยงานใด รับผิดชอบดําเนินการให้จัดลําดับความเร่งด่วนระยะที่ ๑ ระยะที่ ๒ และระยะที่ ๓ รวมถึง แหล่งที่มาของงบประมาณด้วย

ก็แจ้งให้สมาชิกได้ทราบนะครับ เป็นหนังสือที่ส่งมาและทางสภาได้รับ ลงทะเบียนวันนี้ ท่านประธานก็มีเกษียนถึงผมให้แจ้งในที่ประชุมเป็นเรื่องแจ้งเพื่อทราบ เป็นเรื่องด่วน ซึ่งก็คงทราบนะครับว่าท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรี และแม่น้ําทุกสาย กําลังให้ความสําคัญและติดตามการทํางานของ สปท. เรา แล้วเราก็เป็นการต่อยอด ขณะเดียวกันจะต้องทํางานประสานใกล้ชิดกับแม่น้ํา ๕ สาย เพื่อให้การปฏิรูปของเรา ในระยะตามโรดแมป (Road map) ๖ บวก ๔ ๖ บวก ๔ คือ ๒๐ เดือนนั้นเป็นไปได้ อย่างเป็นรูปธรรมโดยรวดเร็ว ดังนั้นการที่จะต้องรับทราบว่าอย่างคณะรัฐมนตรีดําเนินการ อะไรไปแล้ว อย่างกรณีที่ท่านดอกเตอร์สมชัย ฤชุพันธุ์ ได้นําเสนอการปฏิรูปเศรษฐกิจ จะเห็นว่าท่านได้มีการแจ้งให้ทราบเลยว่าขณะนี้ในส่วนร่าง พ.ร.บ. ใดจะเป็นเรื่องการปฏิรูป ภาษีก็ดี เรื่องของการปฏิรูปประเภทและฐานภาษีก็ดี รัฐบาลได้ดําเนินการไปชั้นไหนแล้ว อย่างนี้เป็นต้น ก็จะได้ทราบว่าขณะนี้ความคืบหน้าในแม่น้ําแต่ละสายขับเคลื่อนไปอย่างไร หรือว่าในส่วน สนช. เขามีการตรากฎหมายออกมาแล้ว ๑๐๐ กว่าฉบับครับ แล้วก็ที่รอ พิจารณาอยู่อีก ๔๐๐ กว่าฉบับ เพราะฉะนั้นก็ต้องทราบว่าข้อเสนอปฏิรูปที่เป็นรูปธรรม ทางรัฐบาลหรือว่าแม่น้ําสายอื่น ๆ ของเราที่เป็นเสมือนหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อน ปฏิรูปประเทศนั้นเดินไปถึงไหนแล้ว ไม่ใช่เราไปคิดแต่ตามหลังเขานะครับ ถ้าอย่างนั้นก็คง ไม่ได้ เพราะฉะนั้นการอัปเดท (Update) เรื่องเหล่านี้ผมจะขออนุญาตที่จะได้หารือ ท่านประธานว่าอาจจะต้องเปิดวาระที่จะให้มีการสรุปเรื่องนี้ว่าในส่วนคณะรัฐมนตรี ดําเนินการใน ๑๑ ด้านการปฏิรูปตามกรอบรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗ ไปถึงไหน อย่างไร เฉพาะใน ๑๑ ด้านนะครับ หรือที่เกี่ยวข้องโดยตรงหรือโดยอ้อม ๒. ก็คือ สนช. เองจําเป็นมาก ๓. ก็คือส่วนของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอย่างที่เคยเรียนนะครับว่าท่านประธาน สปท. เอง ก็มีนโยบายว่าเมื่อเรามีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ๑๑ ด้านการปฏิรูปแล้ว ในเรื่องของ ที่ปรึกษาที่จะมีประจําแต่ละคณะนั้นคงต้องมีกรอบของการแต่งตั้ง มิใช่การแต่งตั้ง เหมือนในอดีตสภาอื่นซึ่งเรามีความแตกต่างกับสภาอื่นนะครับ ดังนั้นก็อาจจะมีการกําหนด กรอบว่าจะมีผู้แทนจากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับด้านนั้นมาเป็นที่ปรึกษาจะได้ สอดประสานการทํางานกันอย่างเป็นทีมเดียวกัน แต่ทั้งนี้ถือว่าเป็นที่ปรึกษาให้ข้อมูล ให้คําปรึกษาแล้วการตัดสินใจขั้นสุดท้ายอยู่ที่กรรมาธิการ เพราะว่าการเปลี่ยนแปลง คือความหมายของการปฏิรูป การทําให้ดีขึ้นคือการเปลี่ยนแปลงนั่นเอง เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่ากรรมาธิการแต่ละคณะมีความเห็นอย่างไรไปรายงานแล้วเข้ามาสู่ สปท. และอาจจะเห็นต่างบ้างกับส่วนราชการก็ดี ด้วยเหตุด้วยผลได้พิจารณารอบคอบแล้ว รอบด้านแล้ว เราก็ยืนยันในความเห็นของแนวคิดปฏิรูปไปได้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ก็เรียนท่านสมาชิกนะครับ ต่อไปขอเชิญท่าน พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ ซึ่งยังรับราชการอยู่นะครับ เป็นที่ปรึกษาพิเศษ แล้วก็เป็นอดีตเจ้ากรมการพลังงานทหาร ขอเชิญครับ