อลงกรณ์ พลบุตร แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปกระบวนการสำคัญต่างๆ รวมถึงการปฏิรูปเศรษฐกิจ การป้องกันการนํานโยบายประชานิยม และการปฏิรูปการเมือง เพื่อส่งเสริมความสงบเรียบร้อยและความก้าวหน้าในประเทศ
ขอบคุณครับ ท่าน พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ ความจริงมีประเด็นน่าสนใจมาก เรื่องของซิงเกิลนัมเบอร์ (Single number) ที่จะให้บัตรประจําตัวประชาชนกับบัตรภาษี น่าจะเลขเดียวกัน ตรงนี้เรียนว่าผมเคยปฏิรูปกระบวนการนี้ในการที่เรียกว่าเป็นซิงเกิล นัมเบอร์ (Single number) ที่กระทรวงพาณิชย์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า นั่นก็คือว่า การจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลให้ได้เลขนิติบุคคลแล้วก็คือบัตรประชาชนของกิจการนั่นเอง แล้วก็ให้ใช้เลขนั้นเป็นเลขเดียวกับเลขบัตรเสียภาษี ซึ่งเดิมต้องไปจดที่กรมสรรพากร แล้วก็ให้เป็นเลขเดียวนะครับ ทรี อิน วัน (Three in one) เลยก็คือเลขของนายจ้างที่จะต้อง รับผิดชอบเรื่องประกันสังคม ใช้เวลาปฏิรูปแค่ ๔ เดือนเท่านั้นละครับ แล้วก็ใช้เวลา ในการจดจากเดิม ๔ วัน ๓ กระทรวง ๓ หน่วยงานนี้เหลือเพียง ๖๐ นาที หลังจากนั้นอีก ๓ เดือนเหลือเวลาแค่ ๓๐ นาที และใช้พร้อมกันทั่วทั้งประเทศครับ โดยไม่ต้องใช้ งบประมาณใหม่แม้แต่บาทเดียว เพราะฉะนั้นเราทําได้ครับ ฉะนั้นตรงนี้ก็เหมือนกันฐานภาษี ของเรา เป็นข้อเท็จจริงมานานแล้วนะครับ แล้วสิ่งที่เรามักจะได้ยินกันก็คือว่าจะเลี่ยงภาษี ได้อย่างไร บริษัทไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ที่ปรึกษาภาษีทั้งหลายนี่ บางคนเขียนหนังสือออกมาเป็นเล่มขายอยู่ในบุ๊กสโตร์ (Book store) เลยว่าจะเลี่ยงภาษี ได้อย่างไร ความหมายตรง ๆ ก็คืออย่างนั้น แต่ว่ามันเป็นหน้าที่ของพลเมืองทุกคน เป็นหน้าที่ต่อประเทศแต่เรามักจะละเลย เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นข้อเสนอ ที่ดีมาก ผมขออนุญาตตามกติกาตามระเบียบของการประชุม ผมจะอ่าน ๓ รายชื่อถัดไป โดยที่ขณะนี้ก็มีผู้แสดงความจํานงทั้งสิ้น ๙ ท่าน เราอภิปรายไปแล้ว ๕ ท่าน ท่านที่ ๗ ท่านวันชัย สอนศิริ นะครับ เป็นทนายความ เป็นอดีตสมาชิกวุฒิสภา แล้วก็เป็นอดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านที่ ๘ ท่านกษิต ภิรมย์ ครับ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แล้วก็อดีตทูตหลายประเทศนะครับ ท่านที่ ๙ คือท่านธานินทร์ ผะเอม รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ครับ ขอเชิญท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน อดีตผู้บัญชาการ ตํารวจภูธรภาค ๑ ครับ
พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผมคงใช้เวลาไม่มากจะอภิปรายใน ๒ ประเด็นด้วยกัน แล้วก็เป็นประเด็นที่ไม่ซ้ํากันกับกรรมาธิการที่ได้กรุณามาชี้แจงในสภาแห่งนี้และเพื่อน สมาชิกที่อภิปรายไปแล้ว ทั้งเพื่อนสมาชิกก็ดี กรรมาธิการก็ดี ได้พูดถึงเรื่องของการที่จะ พัฒนา ที่จะปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศนี้ จะสร้างวินัยการเงิน การคลัง จะลดความเหลื่อมล้ํา เพิ่มรายได้ งดรายจ่าย อะไรก็แล้วแต่ นั่นก็แปลว่าเราออกหมัดในด้านเศรษฐกิจ แต่เราอย่าลืมจะต้องป้องกันด้วย ยังไม่มีเพื่อนสมาชิกพูดถึงเรื่องการป้องกัน การป้องกันที่จะ ทําลายวินัยการเงิน การคลัง ในหลายปีที่ผ่านมาเรามีปัญหาเรื่องนี้อยู่ จริง ๆ แล้วผมเคยพูดไว้ ในช่วงของการปฏิรูปทางด้านการเมือง ไม่แน่ใจว่าผมพูดผิดหัวข้อหรือว่ากําหนดหัวข้อ มาให้ผมพูดผิด ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พูดเรื่องนี้ไว้ มาตรา ๓๕ (๗) พูดถึงเรื่อง รัฐธรรมนูญในอนาคตจะต้องสร้างกลไกที่จะป้องกันไม่ให้มีการนํานโยบายประชานิยมมาใช้กับ ประเทศนี้ ประเด็นนี้ยังไม่มีท่านใดพูด ผมขอย้ําครับว่าในห้วงหลายปีที่ผ่านมาประเทศของเรา ถูกมอมเมาด้วยนโยบายประชานิยม ประชาชนของเราถูกมอมเมาโดยเอาเงินภาษีของเราเอง มาซื้อเสียง มาหาคะแนนนิยม อันตรายมาก ผมพูดไปแล้วผมเปรียบเหมือนกับยาพิษที่เคลือบ ด้วยช็อกโกแลต ทีนี้กลไกที่ว่านั้นจะเป็นการปฏิรูปทางด้านการเมืองหรือเศรษฐกิจก็แล้วแต่ จะต้องมีความชัดเจนว่าต้องทําอย่างไร เพราะฉะนั้นต้องสร้างสิ่งนั้นขึ้นมาให้ได้ไม่เช่นนั้น ประเทศของเราก็ยังมีความแตกแยก ประชาชนส่วนหนึ่งอยู่ในสภาพของการกินติด คําว่า กินติด เป็นศัพท์ทางยาเสพติด กินติด แปลว่า ต้องการเสพต่อ ปัญหาต้องทําความเข้าใจกับ ประชาชน ถามว่าคนที่เอานโยบายนี้มาใช้กับประเทศนี้รู้ผลบั้นปลายหรือไม่ ผมเชื่อว่าทราบ เพราะฉะนั้นจะต้องสร้างกลไกนี้ที่เข้มแข็งขึ้นมาให้ได้ อันที่ ๑ นะครับ
ในประเด็นที่ ๒ ครับ เมื่อวานนี้เราคงทราบข่าวกันว่าประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศเมียนมามีการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวานนี้ผมแอบไปสังเกตการณ์ที่ประเทศเมียนมา ผมกลับมาเมื่อคืนนี้เอง ในการเลือกตั้งที่ประเทศเมียนมาอย่างน้อยเราจะเห็น ๓ อย่าง ที่ค่อนข้างจะชัดเจน อย่างที่ ๑ ประชาชนมีความตื่นตัวมากออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ผมไปยืนดูหน้าหน่วยเลือกตั้งเข้าแถวกันยาวเหยียด ร้านค้าต้องรีบปิดเพื่อไปลงคะแนน อย่างที่ ๒ ครับ ประเทศเมียนมาพยายามที่จะสร้างความปรองดองขึ้นในชาติ รัฐบาลทหารเมียนมา ต้องไปเจรจากับชนเผ่า ชนกลุ่มน้อย เจรจาสําเร็จไปแล้ว ๘ ชนเผ่า กําลังจะเจรจาต่อ ก็แปลว่าประเทศเมียนมาพยายามที่จะสร้างความนิ่งในทางการเมืองขึ้นมา
ประเด็นที่ ๓ น่าเป็นห่วงมากครับ นักธุรกิจ นักลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีความชัดเจน ต่างชาติที่ไปลงทุนที่ประเทศเมียนมาตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าอยากจะให้ รัฐบาลทหารสืบต่ออํานาจ ไม่อยากที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลงเพราะเกรงจะเกิดการเผชิญหน้า ตรงนี้แปลว่าในเรื่องของเศรษฐกิจ การเมืองกระเพื่อมไม่ได้เลย ผมกําลังจะสรุปให้ฟังว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ยึดโยงอยู่ด้วยกัน เมื่อคราวที่ผมอภิปรายในเรื่องของการเมือง ผมพูดไว้ชัดว่าถ้าปฏิรูปการเมืองยังไม่เสร็จอย่าเพิ่งเลือกตั้ง ถ้าปฏิรูปการเมืองยังไม่เสร็จ อย่าหวังเลยว่าการปฏิรูปเศรษฐกิจจะเดินหน้าไปได้อย่างถาวร ดังนั้นเราต้องปฏิรูปการเมือง ให้แล้วเสร็จ และต้องใส่สิ่งเหล่านั้นลงในเรื่องเศรษฐกิจด้วย ผมเปรียบเทียบอย่างนี้ครับ การเมืองเหมือนกันกับทะเล เหมือนกับมหาสมุทร เศรษฐกิจเหมือนกับเรือที่ล่องอยู่ในทะเล ในมหาสมุทร ถ้าการเมืองยังกระเพื่อมอยู่ ยังกระทบกระทั่ง ยังตาต่อตา ฟันต่อฟัน ยังตูมยังตามอยู่ที่นั่นที่นี่ ยังไม่มีความสงบเรียบร้อยขึ้นในบ้านเมือง เหมือนกับคลื่น ในมหาสมุทร เรือลําไหนจะกล้าออกไปวิ่งครับ ใครจะมาลงทุนในประเทศไทย เรือที่ออกไปวิ่ง ก็ต้องวัดกันว่าจะจมน้ําตายทั้งลําหรือไปไม่ถึงฝั่ง นั่นละครับ ผมกําลังบอกว่าเป็นหน้าที่ ของคนเราทุกคนครับ คนไทยทุกคน ไม่เฉพาะทหาร ตํารวจที่จะต้องสร้างให้บ้านเมืองสงบ เรียบร้อย เมื่อสัปดาห์ก่อนโน้นครับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีมาพูดตรงนี้ มาพูดแม่น้ํา ๕ สาย เราก็ฟังกันอยู่นะครับ สิ่งหนึ่งที่ท่านเป็นกังวลมากในเรื่องของความกระเพื่อมทางการเมือง จนกระทั่งไปวิพากษ์กันไปต่าง ๆ นานาในคําพูดที่ท่านจะเปรียบเปรยให้เห็นว่าขอร้องกัน ก็กลายเป็นว่าจะปิดเปิดประเทศ ซึ่งในความหมายของท่านก็แปลว่าต้องทําการเมืองให้สงบ แล้วเศรษฐกิจก็จะดีขึ้น ดังนั้นจะต้องมีสิ่งนี้อยู่ในเรื่องของการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ ด้วยนะครับ
สุดท้ายนี้ก็คงจะฝากใน ๒ เรื่องนี้ไว้ และอีกหลายเรื่องที่ผมคงจะต้อง อภิปรายในคราวต่อไปนะครับ วันนี้ก็ขอฝากไว้ ๒ ประเด็นนี้ครับ เนื่องจากเพื่อนสมาชิก ยังไม่ได้พูด กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน นะครับ ท่านสมาชิกครับ มีบางถ้อยคําที่คงจะมีการพูดถึงอีกหลายครั้งนะครับ เช่นคําว่า ชนเผ่าหรือว่าชนกลุ่มน้อย ในประเทศเพื่อนบ้านนั้น ขออนุญาตให้ใช้คําว่า ชาติพันธุ์ นะครับ เผอิญผมเป็นอดีตประธาน คณะกรรมการพัฒนาเขตธุรกิจการค้าชายแดนไทย-พม่า ในสมัยที่เป็นรัฐมนตรี แล้วต่อมา ก็เป็นประธานกลุ่มมิตรภาพรัฐสภาไทย-เมียนมาคนแรก แล้วเป็นผู้เสนอให้ก่อตั้ง เพราะฉะนั้นการใช้ถ้อยคํามีความละเอียดอ่อน ก็ขอความกรุณาให้ใช้คําว่า ชาติพันธุ์ นะครับ ต่อไปเชิญท่านวันชัย สอนศิริ ครับ ท่านอดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และทนายความ เชิญครับ