สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๘ · ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

กอบศักดิ์ ภูตระกูล หารือเรื่องการปฏิรูปและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในรายได้และทรัพย์สินของประชาชน และเสนอแนวทางปฏิรูปเพื่อแก้ไขปัญหานี้ รวมถึงการปฏิรูประบบเกษตรพันธสัญญา เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันและป้องกันการเอารัดเอาเปรียบระหว่างเกษตรกรและบริษัท

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม กอบศักดิ์ ภูตระกูล สมาชิก สปท. หมายเลข ๐๐๙ กระผมจะใช้เวลาประมาณ ๒๐ นาทีครับ ในส่วนของการปฏิรูปด้านของ ความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจนั้นเป็นประเด็นที่มีความสําคัญมากครับ เนื่องจากปัญหานี้ ได้ทวีความรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง แล้วก็กลายเป็นประเด็นที่หลายคนหยิบยกขึ้นมา กลายเป็น ชนวนความขัดแย้งของประเทศ ระหว่างของคนในเมือง คนในชนบท คนจน คนรวย ซึ่งหลายคนบอกนะครับ บอกว่าถ้าเกิดเราไม่สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ได้ ไม่สามารถ ขับเคลื่อนการปฏิรูปเรื่องนี้ได้ ก็ถือว่าการปฏิรูปครั้งนี้นั้นมีความล้มเหลว แล้วถ้า กลับไปดูในเวิร์กชอป (Workshop) ที่เราทํากันมาเมื่อ ๒-๓ อาทิตย์ที่แล้ว ก็จะพบว่าปัญหา ของความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่หลายคนพูดถึงครับ ขณะที่ ประเทศไทยนะครับ ผมอยากจะขอไปที่สไลด์ (Slide) ครับ มีความสําเร็จในการพัฒนา ประเทศ สามารถยกระดับรายได้ในช่วง ๓๐ ปีที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นตัวอย่าง ของหลาย ๆ คนหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงครับ ก็จะพบว่าการพัฒนาดังกล่าวนั้นช่วยลดคนจน ไปจํานวนมาก แต่อย่างไรก็ตามปัญหาของการกระจายรายได้ในประเทศไทยโดยรวมนั้นก็ไม่ได้ปรับตัวดีขึ้น ถ้าเกิดดูในภาพถัดไปในจีนี โคเอฟฟิเชียนต์ (Gini Coefficient) จะพบว่าระดับของความไม่เท่าเทียม ของรายได้ของเมืองไทยที่วัดจากจีนี โคเอฟฟิเชียนต์ (Gini Coefficient) อยู่ประมาณ ๐.๔๘ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นคือปี ๒๕๓๑ จนกระทั่งถึงประมาณปี ๒๕๕๔ ก็หมายความว่าเราพัฒนามา ๓๐ ปี ภาคภูมิใจนักหนาว่าเราพัฒนาสําเร็จ แต่ความจริงแล้วปัญหาของความไม่เท่าเทียม ของรายได้นั้นก็ยังอยู่ที่เดิม แล้วถ้าเกิดไปดูต่อเนื่องก็จะพบว่าถ้าเกิดเราแบ่งคนออกเป็น ๕ กลุ่ม ก็จะพบว่าคนกลุ่มที่มีรายได้สูงสุดในภาพถัดมาจะพบว่ามีส่วนแบ่งของรายได้ ถึงประมาณ ๕๔ เปอร์เซ็นต์ ขณะที่คนจนสุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์ มีรายได้แค่ประมาณ ๔.๕ เปอร์เซ็นต์ ต่างกัน ๑๑-๑๒ เท่า แล้วที่น่าตกใจคือว่าในช่วง ๒๕ ปีดังกล่าว สัดส่วนที่ว่านี้ ไม่ได้เปลี่ยนไปแม้แต่นิดเดียว นี่คือความน่าเสียใจว่าเราพัฒนามาถึงขนาดนี้ แต่ว่าปัญหา เรื่องของกระจายรายได้นั้นไม่ได้ดีขึ้น แล้วถ้าเกิดไปดูอีกรูปหนึ่งก็คือเรื่องของระดับรายได้ ที่เป็นรายได้ของแต่ละคน คนจนสุดมีรายได้เพิ่มขึ้นจาก ๒๔๔ บาท ในปี ๒๕๓๑ เพิ่มเป็น ๑,๘๕๒ บาท เพิ่มขึ้น ๑,๖๐๐ บาท แต่คนรวยสุดเพิ่มขึ้นจาก ๒,๘๐๐ บาท เป็น ๒๑,๘๐๐ บาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ ๑๘,๐๐๐ บาท คนจนเพิ่มขึ้น ๑,๖๐๐ บาท คนรวยเพิ่มขึ้น ๒๐,๐๐๐ บาท คิดดูสิครับ นี่คือประเด็นที่เป็นจุดอ่อนไหวที่เวลาเขาชุมนุมกันเขาจะหยิบยกขึ้นมาว่าทําไม พัฒนาแล้วผลพวงของการพัฒนานั้นตกอยู่เฉพาะกลุ่มเท่านั้น แล้วคนจํานวนมากของประเทศนั้น ไม่ได้รับผลประโยชน์ในเรื่องนี้แล้วถ้าเกิดไปดูอีกภาพนะครับ น่าตกใจยิ่งกว่านั้น เพราะว่า ถ้าเกิดพูดถึงรายได้มันคือ ๕๔ ต่อ ๔.๕ ใช่ไหมครับ ๑๑ เท่า แต่พอไปดูเรื่องของสินทรัพย์ มันแย่ยิ่งกว่านั้นอีกเยอะเลย นี่คือตัวเลขของการกระจายตัวของบัญชีเงินฝากของเมืองไทย ในแบงก์ต่าง ๆ ถ้าเกิดทุกคนดูจะพบว่ามีบัญชีทั้งหมดประมาณ ๘๗ ล้านบัญชี เงิน ๑๑ ล้านล้านบาท มีบัญชีที่มีเงินมากกว่า ๑๐ ล้านบาททั้งหมด ๑๐๐,๐๐๐ บัญชี ๑๐๐,๐๐๐ บัญชีนี้มีเงินรวมกันทั้งหมด ๕๐ เปอร์เซ็นต์หรือครึ่งหนึ่งของภาคแบงกิง (Banking) เมืองไทย หรือเท่ากับประมาณ ๕.๕ ล้านบาท แค่ ๑๐๐,๐๐๐ บัญชีนะครับ มีเงินเท่ากับ ครึ่งหนึ่งของภาคแบงกิง (Banking) ทั้งหมดของเมืองไทย ในขณะที่คนอีกจํานวนมาก มีเงินเฉลี่ยคนละ ๔,๐๐๐ บาทเท่านั้นเอง แล้วถ้าเกิดไปดูอีกมุมมองหนึ่งก็คือเรื่องของที่ดิน ที่ดินในภาพจะเห็นว่าคนที่รวยที่สุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์แรกมีที่ดินรวมกันประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของโฉนดที่ดินของเมืองไทย ในขณะที่คนจนที่สุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์ มีรวมกัน ๐.๒๔ ต่างกันทั้งหมด ๓๐๐ กว่าเท่าตัว ในขณะที่รายได้ต่างกัน ๑๑ เท่า ที่ดินต่างกัน ๓๐๐ กว่าเท่าตัว นี่คือสิ่งที่เป็นข้อมูลที่น่ากังวลใจ และที่น่าสนใจที่สุด ก็คือเขาบอกว่าคนที่มีที่ดินเยอะที่สุดของเมืองไทย ณ ขณะนี้มีอยู่ประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ กว่าไร่ ภาพเหล่านี้คือความจริงที่น่ากังวลใจ ซึ่งเวลาเราไปดูแนวโน้มประเทศต่าง ๆ เราพบว่าแม้จะ พัฒนาไปแล้วก็ตามปัญหาการกระจายรายได้ก็อาจจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วนี่คือภาพที่ผม ไม่อยากเห็น ภาพที่ทุกคนไม่อยากให้เห็นเกิดขึ้นในประเทศไทย ภาพนี้อยู่ที่เซา เปาโล ที่ประเทศบราซิล ขอย้อนกลับไปนิดหนึ่งครับ ข้างหนึ่งเป็นสลัม (Slum) อีกข้างหนึ่ง เป็นคอนโดมิเนียมหรูกั้นกลางด้วยกําแพงสูงแล้วต้องจ้างซีเคียวริตี (Security) มาดูแล เราอยากให้ภาพนี้เกิดขึ้นที่เมืองไทยหรือครับ ภาพถัดมานี่คือที่เมืองจีนพัฒนาไป มีไฮไลท์ (Highlight) เกิดขึ้นอีกข้างหนึ่ง คนอาศัยอยู่ในรถเมล์ผุ ๆ อันนี้อีกอันหนึ่งครับ นี่คือ ในภาพตัวของประเทศสหรัฐอเมริกาในภาพถัดมา ก็จะเห็นว่าตัวของประเทศสหรัฐอเมริกานั้น คนจนก็เป็นอย่างนี้ละครับ เยอะแยะเลย นี่คือเมืองที่เรียกว่ารวยที่สุดของโลก คือนิวยอร์กครับ แล้วถัดมาก็คือภาพของเด็กในบางส่วนของโลกที่เป็นลักษณะนี้ แล้วถัดมา ก็คือภาพของคนไทยครับ ๒ ตายายคนนี้มีอันจะกินก่อนหน้านะครับ แต่ไม่ได้เก็บออมไว้ ตอนสุดท้ายของชีวิตทําอะไรทราบไหมครับ เข็นรถเก็บขยะครับ แล้วเราจะมีคนแก่ คนสูงอายุ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของประเทศไทยในช่วง ๒๐ ปีข้างหน้าแล้วคนเหล่านั้นไม่ได้เก็บออมไว้เลย แล้วคนเหล่านี้ก็จะเป็นปัญหาให้กับประชาชน ชุมชน ครอบครัวและสังคมต่อไป และนี่คือ สิ่งที่จะเป็นปัญหาที่ทําให้ปัญหาของความเหลื่อมล้ํานั้นเพิ่มเติมขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นหน้าที่ ของเรา สปท. ที่ต้องวางกรอบในการที่จะปฏิรูปขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาของความเหลื่อมล้ํา ตั้งแต่วันนี้เพื่อให้ ๒๐ ปีให้หลัง ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าอยู่ ผมอยากไปเร็วครับถึงเรื่อง ของต้นเหตุที่ทําให้เกิดปัญหาการกระจายรายได้ในเมืองไทยแล้วทําให้เกิดความยากต่อ การแก้ไข ซึ่งประเด็นปัญหาที่เป็นประเด็นสําคัญประการแรกก็คือว่า ปัญหาของการกระจาย รายได้นั้นเป็นปัญหาของคน ๒ กลุ่มครับ มีหลายคนไม่ทันเฉลียวใจว่าทําไมคนจนถึงลด แต่ปัญหาการกระจายรายได้ถึงไม่ดีขึ้น เพราะคนจนลดคือช่วยคนข้างล่างให้ยกตัวขึ้นมา ให้ได้ แต่กระจายรายได้คือคนรวยกับคนจนวิ่งได้ไม่เท่ากัน ผมอยากให้ดูภาพ อีกภาพหนึ่งนะครับ นี่คือภาพของข้อมูลระหว่าง ๒๕ ปีดังกล่าว จะเห็นด้านขวามือสุด ด้านซ้ายมือสุด ขวามือสุดคือคนจนที่สุดของประเทศไทย ซ้ายมือสุดนี่คือคนรวยสุด ของประเทศไทย เฉลี่ยแล้วทุกคนมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณเกือบ ๗ เท่าตัวในช่วงเวลา ๒๕ ปี ดังกล่าว คนรวยสุดสามารถถีบตัวขึ้นไป ๙ เท่าตัวครับ ๙๐๐ เปอร์เซ็นต์ ขณะที่คนอื่นเพิ่มขึ้น ๗๐๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนคนจนสุดครับ จนดักดานไปต่อไม่ได้ติดกับดักอยู่ที่ประมาณ ๕๕๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วนี่คือความเป็นจริงของเมืองไทยที่พัฒนาไปแล้วกลุ่ม ๒ กลุ่มไปได้ ไม่เท่ากันเพราะว่านโยบายที่เราทําไว้เอื้อให้กลุ่มคนที่ไปได้ดีไปได้ดียิ่งขึ้น แล้วกลุ่มที่จน กลับไม่ได้รับการเหลียวแลอย่างเต็มที่ นี่คือสิ่งที่เราต้องกลับมาแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ ในรอบนี้

ประเด็นที่ ๒ ที่เป็นสาเหตุของปัญหาความเหลื่อมล้ําก็คือโอกาสที่ไม่เท่ากัน หลายอย่างในเมืองไทยดูเหมือนจะเท่ากันแต่ความจริงไม่เท่ากัน ดูเผิน ๆ ทุกอย่างดีหมดเลย ดีเท่ากันหมดเลย ผมอยากให้ดูตัวอย่างที่ ๑ ในหน้าถัดไปครับ การศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เมืองไทยภาคภูมิใจมากว่าเราสามารถเอานักเรียนเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ ๙๙ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ขอโทษนะครับ ได้เข้าเรียนครับ แต่ว่าคุณภาพการศึกษานั้นไม่เท่ากัน นี่คือข้อมูลโอเน็ต (O-NET) ผมทําข้อมูลนี้เองเมื่อประมาณหลายปีที่แล้ว ประมาณ ๗-๘ ปีที่แล้ว เฉลี่ยโดยทั่วไป ทั้งประเทศไทยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ ๑๕๐ คะแนน จาก ๕๐๐ คะแนน ในกรุงเทพฯ เฉลี่ยประมาณ ๒๐๐ คะแนน โรงเรียนที่เก่งที่สุดคือโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาในขณะนั้นอยู่ที่ ๓๕๐ คะแนน อยากดูสิครับ เทียบขนาด เทียบภาคสีเขียว ๆ นี่คือภาคอีสานเห็นไหมครับ ขนาดเล็กคะแนน ได้ต่ํากว่า ๒๐๐ คะแนนลงมา ๑๕๐ คะแนนลงมา นี่คือความน่ากังวลใจว่าเราเอาลูกหลานเรา เข้าโรงเรียน แต่ลูกหลานของเราไม่ได้รับการศึกษาที่เหมาะสม แล้วถ้าเกิดคุณภาพมันไม่ได้นะครับ แล้วเวลาเขาเข้าสู่ตลาดแรงงานเขาจะแข่งขันได้อย่างไร เขาจะได้รายได้ที่ดีได้อย่างไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดูเหมือนกับว่าเท่าก็คือมีโรงเรียนที่เข้าได้เท่ากันทั่วประเทศไทย มีการศึกษา ภาคบังคับ แต่ความจริงมันไม่เท่า

อีกอันหนึ่งที่ผมอยากให้ดูครับ ที่บอกว่าเท่าแต่ไม่เท่าคืออะไร ก็คือเรื่องของ ธนาคารหรือแหล่งเงิน ภาพนี้คือจังหวัดนครพนมครับ สิ่งที่เป็นดวงดาวบ้าง สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยมบ้าง นั่นคือสาขาที่ตั้งอยู่เยอะที่สุดก็คืออําเภอเมืองนครพนม อําเภอใหญ่ ๆ อําเภอธาตุพนม อําเภออื่น ๆ แต่ปัญหาคืออะไรทราบไหมครับ ปัญหาก็คือว่าคนที่อยู่ใน ชนบทเขาไม่สามารถเดินทางมาใช้ธนาคารเหล่านี้ได้ ทั้ง ๆ ที่เราบอกทุกคนว่าธนาคาร มันเยอะแล้วในเมืองไทย สาขาเยอะแยะแล้ว เพราะอะไร เพราะมันไกลเกินไป เขามีเงินฝากกัน ๔,๐๐๐ บาท ได้ดอกเบี้ย ๘๐ บาทครับ เดินทางทีต้อง ๓๐ บาทขึ้นไปค่าเดินทางไม่นับค่าอื่น ๆ แล้วเขาจะเดินทางมาได้กี่ครั้งที่จะมาฝากเงินในธนาคารพาณิชย์เหล่านั้น เพราะฉะนั้นคนเหล่านี้ ก็เลือกที่จะไม่เข้าสู่ธนาคารพาณิชย์ แล้วก็ต้องออมเองหรือความจริงไม่ได้ออม แล้วพอสุดท้าย กู้ไม่ได้ก็ต้องกู้จากนายทุนหน้าเลือดต่าง ๆ แล้วนี่คือที่มาของปัญหาของความยากจนในชนบท จากสิ่งที่บอกว่าดูเหมือนกับเท่าแต่ไม่เท่า

อีกอันหนึ่งที่เป็นปัญหาพอกันในเมืองไทยก็คือโอกาสการทํางาน แล้วขณะเดียวกัน ก็คือปัญหาของความไม่เท่าเทียมของอํานาจ นี่คือสิ่งที่น่ากังวลใจนะครับ ก็คือว่ามีคนกลุ่มที่ รายได้น้อยน่าสงสารอยู่แล้ว แต่พอสุดท้ายก็ยังถูกเอาเปรียบในเชิงอํานาจอีก ซึ่งผมจะพูดต่อไปในเรื่องของเกษตรพันธสัญญา ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของโอกาสที่ไม่เท่ากัน และทําให้คนที่จนอยู่แล้วก็ต้องจนดักดานต่อไป และปัญหาของความเหลื่อมล้ําไม่ได้รับการแก้ไข

ประเด็นที่ ๓ ที่ทําให้เกิดปัญหาเรื่องนี้ก็คือเรื่องของรัฐบาลที่ยังขาดกรอบ นโยบายในการขับเคลื่อน ข้างขวาครับ ผมว่านี่คือนโยบายที่หลายคนรู้จักกันดีคือนโยบาย การกระตุ้นเศรษฐกิจ ทุกรัฐบาลที่เข้ามาบอกว่าเศรษฐกิจต้องโต ๗ เปอร์เซ็นต์ ๖ เปอร์เซ็นต์ ๕.๕ เปอร์เซ็นต์ นโยบายต่าง ๆ ที่เราพูดถึงกัน บีโอไอ (BOI) โครงสร้างพื้นฐาน นิคมอุตสาหกรรม การลงทุน เขตเศรษฐกิจพิเศษ การส่งเสริมการส่งออก การลดภาษีการนําเข้า การส่งเสริม การวิจัย การส่งเสริมการแข่งขัน นี่คือนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้เจริญเติบโต มีเป็นชุดครับ บรูณาการชัดเจนว่าทําอะไร แต่ผมถามว่าเรามีนโยบายลักษณะเดียวกันเพื่อต่อสู้กับปัญหา ของความเหลื่อมล้ําของประเทศหรือไม่ คําตอบคือไม่ครับ เราทํานโยบายเหล่านี้เป็นชิ้น เบี้ยหัวแตก ไม่มีใครรับผิดชอบโดยตรง ไม่มีใครดูแลอย่างใส่ใจว่าประเทศไทยต้องลด ความเหลื่อมล้ําให้ได้ และนี่คือสาเหตุว่าทําไมปัญหาของความเหลื่อมล้ําในเมืองไทย ถึงไม่สามารถที่จะพัฒนาดีขึ้นได้ในช่วง ๒๕ ปีที่ผ่านมา และเราจะแก้ไขปัญหาได้อย่างไรครับ ผมอยากไปถึงแนวทางการแก้ไขที่เราเตรียมไว้นะครับ ในระหว่าง ๑ ปีที่ผ่านมาเราต้องมี กรอบนโยบายใน ๒ ระดับครับ ส่วนหนึ่งคือนโยบายส่วนบน คนที่รวยแล้วก็ต้องดูแลตัวเองบ้าง แล้วก็ไม่ต้องได้รับการสนับสนุนอย่างที่เคยเป็นมาก่อน อันนี้มีนโยบายต่าง ๆ ที่เราสนับสนุน เขาจนเกินไป แม้กระทั่งบีโอไอ (BOI) บางส่วนถ้าเกิดคิดนะครับ บางนโยบายก็ไม่จําเป็นต้อง สนับสนุนก็ได้ นโยบายส่งเสริมการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยก็ให้คนที่มีฐานะช่วยจ่าย บางส่วนก็ได้ เป็นต้น แต่ที่สําคัญพอกันก็คือนโยบายระดับรากหญ้าหรือฐานราก นโยบาย ส่วนนี้คือนโยบายที่ต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับฐานของพีระมิดรายได้ของเรา อันนี้ก็ต้องทํา ควบคู่กันไปครับ ผมอยากจะไปถึงวิธีการที่เราเสนอไว้ในชุดที่ผ่านมา มีนโยบายในหลาย ระดับนะครับ

ระดับที่ ๑ ที่เราดําเนินการไปก็คือการเสนอให้บรรจุไว้ในตัวของรัฐธรรมนูญ แล้วก็กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูป ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นการจัดสรรประโยชน์ รัฐธรรมนูญนั้นจัดสรรทั้งอํานาจ จัดสรรทั้งประโยชน์ ซึ่งถ้าเกิดเราสามารถบรรจุแนวคิดต่าง ๆ เหล่านี้ไว้ในรัฐธรรมนูญก็จะเป็นกรอบในการแก้ไขปัญหาของความเหลื่อมล้ํา แล้วก็เป็นสิ่งที่ เราต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้แนวคิดนี้นั้นบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญของเรา อันนี้ก็จะมีข้อเสนอแนะ ด้านต่าง ๆ เช่น ต้องมีกลไกหรือหน่วยงานกลางที่ดูแลเรื่องปัญหาของความเหลื่อมล้ํา ต้องมี เจ้าภาพ อย่างที่บอกครับ ต้องมีคนใส่ใจดูแลเรื่องนี้อย่างบูรณาการที่บอกไปแล้ว ต้องมีเรื่อง ของงบประมาณกรอบใหม่ที่ให้ความสําคัญกับระบบพื้นที่อย่างที่ท่านสมชัยได้พูดไปแล้ว ในส่วนนี้ ก็คือมีทั้งงบประมาณพื้นที่ แล้วบางพื้นที่ที่จนต่อเนื่องอย่างที่จังหวัดศรีษะเกษ จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ครับ เซอร์เวย์ (Survey) กี่ครั้ง ๆ ก็จนที่สุด ๑๐ อันดับแรกของประเทศไทย พื้นที่เหล่านี้ต้องได้รับงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อยกระดับเขา ขึ้นมาให้เท่าเทียมกับจังหวัดอื่น ๆ ของประเทศไทยอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ซึ่งก็ต้องควร กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน การดําเนินการให้ประชาชนมีความเท่าเทียมเชิงโอกาส ทั้งการเงิน ความรู้ บริการพื้นฐานต่าง ๆ

ในภาคการเกษตรครับ ก็ต้องมีเรื่องของการกระจายที่ดินถือครองอย่างเป็นธรรม ในส่วนนี้เราก็มีการทํางานกับคณะสังคมซึ่งคงมีการพูดกันต่อไป เรื่องของธนาคารที่ดิน การให้สิทธิชุมชนในการจัดการที่ดิน อย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีเรียกว่าที่ดินแปลงใหญ่ เรื่องของภาษีที่ดินสิ่งปลูกสร้างที่ท่านประธานได้กล่าวไปแล้วนะครับ หลังจากนั้นก็คือ เรื่องของการดูแลให้เกษตรกรได้รับการคุ้มครองความเป็นธรรมจากการผูกขาดจาก เรื่องของการเกษตร ระบบเกษตรพันธสัญญา การทําสัญญาที่ไม่เป็นธรรม รวมไปถึง เรื่องของการประกันความเสี่ยงที่ได้พูดไปแล้ว เรื่องภาษีที่เป็นธรรม เพื่อลดความเหลื่อมล้ํา รวมไปถึงเรื่องของการสนับสนุนให้เอกชน ประชาชนมีส่วนร่วมในการลดปัญหา ของความเหลื่อมล้ํา อย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดไปเรื่องของประชารัฐครับ ผมขอยกตัวอย่าง ในวาระปฏิรูปของ สปช. เรื่องของการปฏิรูประบบการเงินฐานราก แล้วก็ การปฏิรูประบบเกษตรพันธสัญญา ซึ่งทั้ง ๒ ส่วนนี้เป็นตัวอย่างของการดําเนินการครับ มีการยกร่าง พ.ร.บ. มีการเสนอแนวคิดในการแก้ไขปัญหาทั้ง ๒ ไว้เรียบร้อยแล้ว ความจริง มีเรื่องอื่น ๆ อีกนะครับ ผมอยากยกให้เห็นแค่ ๒ ส่วนนี้ก่อน

ปัญหาเรื่องการเงินฐานรากอยู่ตรงนี้ครับ ถ้าคนไทยคือพีระมิดสามเหลี่ยม ตัวของการให้บริการทางการเงินในปัจจุบันเป็นรูปพีระมิดฐานคว่ําครับ สีแดง ๆ ที่เห็นอยู่ ให้ความสําคัญกับคนที่มีรายได้สูงเป็นสําคัญ พอมาถึงคนที่มีรายได้ต่ํา คนจน เรียกง่าย ๆ ว่า ไม่ได้รับบริการ ถามง่าย ๆ ว่าคนจนในกรุงเทพฯ กี่คนที่จะสามารถเดินเข้าไปที่ธนาคารพาณิชย์ได้ เขาน้อยเนื้อต่ําใจเขาไม่กล้าเข้าไป คนจนในชนบทก็เช่นกันก็เข้าสู่ธนาคารพาณิชย์ไม่ได้ ซึ่งอันนี้ก็คือช่องว่างของการให้บริการและนําไปสู่ความเหลื่อมล้ําของประเทศ ในแนวทาง การแก้ไขทางคณะอนุกรรมาธิการของเราได้ทํางานอย่างใกล้ชิดกับธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. ชุมชน กระทรวงการคลัง ในการยกร่างกฎหมายเรื่องของการเงินฐานราก ซึ่งแนวคิดสําคัญ ในภาพถัดไปก็คือว่าเราจะหาทางทําให้กองทุนระดับชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศไทยที่มีอยู่แล้ว ในปัจจุบันมีกองทุนหมู่บ้าน ๘๐,๐๐๐ แห่ง กองทุนออมทรัพย์อีก ๓๐,๐๐๐ แห่ง สหกรณ์อีกประมาณเกือบ ๕,๐๐๐ แห่ง ที่ระดับชุมชน ๑๑๕,๐๐๐ แห่ง ยกระดับ ให้ขึ้นมาเป็นโครงข่ายการเงินระดับตําบลที่มีความเข้มแข็งเน้นการออมเป็นหลัก แล้วก็ เชื่อมโยงกันทั่วประเทศเพื่อให้เป็นโครงข่ายการเงินเพื่อตอบสนองกับประชาชน ๒๐ กว่าล้านคน ในชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย อันนี้เราได้ร่างกฎหมาย ซึ่งแนวทางของการปฏิรูปก็คือว่า ทําอย่างไรที่เราจะเปลี่ยนกองทุนที่เน้นการกู้เป็นหลัก อย่างกองทุนหมู่บ้านให้ไปสู่กองทุน เพื่อการออม แล้วกองทุนที่ทําหน้าที่ไม่ใช่แค่ ๑ ครั้งต่อเดือน หรือ ๒ ครั้งต่อเดือน แต่เป็นกองทุนที่เปิดทุกวัน วันจันทร์-วันศุกร์ และให้ทุกคนสามารถใช้บริการต่าง ๆ เหล่านี้ได้ ในส่วนนี้เราได้มีการวางกรอบที่จะยกระดับขึ้นมา ๗,๐๐๐ แห่งทั่วประเทศไทย ใน ๑๐ ปีข้างหน้า มี ธ.ก.ส. ธนาคารออมสินเป็นแม่ แล้วก็ให้ความเป็นนิติบุคคลกับเขา เพราะในปัจจุบันยังมีปัญหาเรื่องของกฎหมายทําอย่างผิดกฎหมาย และขณะเดียวกัน ก็มีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อขับเคลื่อนมีแผนแม่บทอย่างเป็นรูปธรรม ผมยกตัวอย่าง ให้เห็นภาพครับ ภาพเหล่านี้ไปเร็ว ๆ นี่คือตัวอย่างที่ผมไปดูมามีหลายแห่งที่ไปดูมา นี่คือ ที่จังหวัดกาญจนบุรี ที่ตําบลหนองสาหร่าย นี่คือสถาบันการเงินระดับชุมชน เห็นไหมครับ ข้างในก็มีแค่นี้ละครับห้องเล็ก ๆ ห้องเดียว และขณะเดียวกันก็มีพนักงานอยู่ ๔ คน และขณะเดียวกันเวลาเขามารับบริการก็ให้บริการกันที่โต๊ะนี้ละครับ แล้วก็มีกระปุกออมสินที่แจก มีสมุดบัญชีเงินฝาก มีใบฝากเงิน แล้วหลังจากนั้นก็มีระบบงานที่พัฒนาขึ้นเอง นี่คือ ระบบคอมพิวเตอร์ที่ให้อาจารย์มหาวิยาลัยราชภัฏทํา ในอนาคตพอเราเข้าสู่โครงข่าย ธ.ก.ส. ธนาคารออมสินก็จะเป็นคนพัฒนาโปรแกรมนี้ให้กับทุกคนโดยที่ไม่ต้องจ่าย ๔๐,๐๐๐ บาท เหมือนกับตําบลหนองสาหร่าย เสร็จแล้วหลังจากนั้นก็ทําทุกบริการเลยครับ ฝากเงิน กู้เงิน บริการโอนเงิน ลูก ๆ มาทํางานกรุงเทพฯ สามารถโอนเงินไปที่บ้านได้โดยที่ไม่ต้องเดินทาง ออกไปที่สาขาธนาคารพาณิชย์ และขณะเดียวกันจ่ายค่าสาธารณูปโภคต่าง ๆ ได้ ค่าน้ํา ค่าไฟ ค่าประปา รวมไปถึงค่ารถยนต์ต่าง ๆ ก็สามารถจ่ายได้ เห็นไหมครับ ผลการดําเนินงาน เขาทํามาประมาณ ๑๐ ปีจากปี ๒๕๔๙ ในปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ ๔,๐๐๐ คน มีเงินฝาก เฉลี่ยประมาณคนละ ๔๐๐ บาทต่อปีก็คือตกวันละ ๑ บาทครับ ในขณะนี้เขาออมกันได้ ๑๓ ล้านบาท สามารถปล่อยกู้ได้ถึง ๔๒ ล้านบาท เพราะว่า ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน เห็นมีเงินออมก็เอาเงินไปให้ พอช. เขาเอาเงินไปให้ แล้วขณะนี้สามารถปลดหนี้นอกระบบ ให้กับคนในตําบลหนองสาหร่ายได้ทั้งหมด ๑๗ ล้านบาท ลดภาระหนี้ ลดภาระการเดินทาง เชื่อไหมครับเขาบอกว่าทุกครั้งที่ต้องเดินทางไปธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. ที่อยู่ห่างออกไป ๓๐ กิโลเมตร เขาบอกว่าต้องมีค่าใช้จ่ายประมาณ ๒๐๐ บาทต่อวัน ตื่นมาต้องผัดหน้าทาแป้ง แต่งตัว เดินทาง ค่าเดินทาง กลับมาเสียเวลาไป ๑ วันเต็ม ๆ ๒๐๐ บาท เขาบอกว่า เขาประหยัดไปได้ให้กับชุมชน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทต่อปี ประหยัดค่าดอกเบี้ยจากหนี้นอกระบบ ได้ปีละ ๑๕ ล้านบาทต่อปี แค่นี้ ๑๗ ล้านบาทต่อปีเป็นเงินที่ไม่ถูกดูดออกไปจากตําบล ดังกล่าว แล้วทําให้เป็นแหล่งเงินสําคัญในการพัฒนาก้าวหน้าของตําบลเหล่านั้น คิดดูสิครับว่า ถ้าเกิดเราทําได้ทั่วประเทศไทย ประเทศไทยจะเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน นี่คือโครงการแรก ที่เราตั้งใจจะทํา แล้วพอทําเสร็จก็จะเป็นการปิดช่องว่างของการเงินในระดับฐานราก ทั่วประเทศไทย หลายแห่งที่เราไปดูบางแห่งมี ๑๐ ล้านบาท ๕๐ ล้านบาท ๑๐๐ ล้านบาท บางแห่งมีระดับ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ประชาชนทํากันเอง แล้วไม่ต้องรอเงินของรัฐบาล ว่าเมื่อไรจะเอาเงินมาเพิ่มเติมให้อย่างกองทุนหมู่บ้าน แต่เป็นเงินที่เก็บออมวันละ ๑ บาทลักษณะนี้ เราได้คุยกับทาง กอช. แล้วครับ กอช. ก็บอกว่า ในอนาคตจะใช้ช่องทางนี้เป็นช่องทางในการให้ประชาชนออม แล้วไม่เอาเงินออกจากตําบล ต่าง ๆ อันนี้ก็เป็นโครงการแรกที่เราเสนอไว้นะครับ

โครงการที่ ๒ ขอไปเร็ว ๆ ครับ ก็คือเรื่องของการปฏิรูประบบเกษตรพันธสัญญา ในอดีตเกษตรกรของเมืองไทยก็มีวิวัฒนาการจากเกษตรดั้งเดิม เกษตรเชิงพาณิชย์ เกษตร แผนใหม่ พืชไร่เชิงเดี่ยว ใช้เมล็ดพันธุ์ที่รัฐพัฒนา ใช้สารและปุ๋ยเคมี เทคโนโลยีการเกษตร เข้าสู่ระบบเกษตรพันธสัญญา เกษตรยั่งยืน เกษตรพอเพียง เกษตรผสมผสานใช่ไหมครับ ขณะนี้เกษตรกรของเมืองไทยกําลังเข้าสู่ช่วงสําคัญในการปรับเปลี่ยนตนเอง เพราะอะไรครับ เพราะว่าเทคโนโลยีกําลังก้าวหน้าไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ผมอยากให้ดูภาพถัดมาครับ นี่คือ ฟาร์มไก่ไข่ของเกษตรกร เห็นไหมครับ เลี้ยงอย่างนี้ละครับ เกษตรกรก็ใช้มือ ใช้แรงงาน ในภาพ ถัดมาในการเลี้ยง เก็บไข่ ให้อาหาร เขาเลี้ยงกันได้เฉลี่ยประมาณตก ๓,๐๐๐-๕,๐๐๐ ตัวต่อคน ผมอยากให้ดูนะครับ เทคโนโลยีสมัยใหม่ไปถึงไหน นี่โรงงานของซีพี (CP) ครับ ที่เมืองจีนดีที่สุด ของซีพี (CP) ในขณะนี้ เขาเลี้ยงไก่โดยใช้ระบบโรงงานครับ ดูครับ ไก่ไม่ได้อยู่ลักษณะตามยถากรรม อย่างเมื่อสักครู่นี้นะครับ อันนี้อยู่ในเล้าอย่างดี แล้วขณะเดียวกันพอไข่ออกมาปุ๊บไม่ต้องมี คนเข้าไปเก็บครับ ไหลมาตามสายพาน มีเครื่องคัดกรอง อันที่มีรอยแตกก็สามารถคัดกรอง ออกไปได้แล้วก็ใช้คนงานเก็บ รู้หรือเปล่าครับว่าจาก ๓,๐๐๐-๕,๐๐๐ ตัวต่อคน โรงงานแห่งนี้ สามารถเลี้ยงได้ตกที่ประมาณ ๑๖๐,๐๐๐ ตัวต่อคนครับ แล้วถ้าเกิดเป็นอย่างนี้ถามว่า เกษตรกรจะสู้ได้อย่างไร นี่เป็นที่มาอย่างไรครับว่าเกษตรกรสมัยใหม่ต้องหาทางปรับเปลี่ยน ภายใต้ยุคเทคโนโลยีที่กําลังพัฒนา แล้วเขาใช้นะครับ แม้กระทั่งใช้หุ่นยนต์วิ่งเข้าไปดูเลยว่า ไก่ตัวไหนมีปัญหาบ้าง ตายหรือไม่ตาย หรือกําลังมีอาการป่วย แล้วเขาส่งคนเข้าไปเก็บ ถ้าเกิด เป็นลักษณะนี้ คําตอบของเกษตรกรรมในเมืองไทยก็คือต้องอยู่ร่วมกับบริษัทขนาดใหญ่ที่คิด เทคโนโลยีให้ได้ ซึ่งก็ต้องอาศัยบริษัทขนาดใหญ่เป็นคนพัฒนาเทคโนโลยี ถ่ายทอดภายใต้ ระบบเกษตรพันธสัญญา แล้วก็ให้รายย่อยยกระดับการผลิตมาตรฐานแล้วก็เพิ่มขนาดของ การทําการเกษตรของตนเอง แต่ปัญหาอยู่ตรงไหนทราบไหมครับ ตอนแรกระบบนี้ก็ดูว่าดี แต่พอหลังจากทําไปแล้วพบว่าความไม่เท่าเทียมของอํานาจนํามาถึงเรื่องของการเอารัด เอาเปรียบกัน แล้วพอสุดท้ายเราพบว่าในปัจจุบันมีปัญหาหลากหลาย อย่างบริษัทมีน้อยราย มีอํานาจผูกขาดเหนือตลาดทุกขั้นตอน ทั้งเป็นผู้ผลิต ปัจจัยการผลิต ผู้รับซื้อ แล้วก็รัฐบาล ธนาคารพาณิชย์สนับสนุน เกษตรกรรายย่อยไม่มีการรวมกลุ่ม ไม่มีความเข้มแข็ง ขาดเครือข่าย แล้วก็นําไปถึงพฤติกรรมที่เอารัดเอาเปรียบทุกขั้นตอน มีอะไรบ้างครับ เช่นเกษตรกรไม่รู้เรื่อง หรอกครับว่าสัญญาเขียนว่าอะไรไว้ บริษัทขนาดใหญ่ใช้ตัวของทนายความนะครับ เงินเดือน เป็นล้านในการเขียนกฎหมายให้รัดกุม เกษตรกรอ่านก็ไม่รู้เรื่องว่าคืออะไร ก็เซ็นไป ที่ซ้ําร้าย เชื่อไหมครับว่าเขาคุยกันแล้วไปกู้เงินจากแบงก์เรียบร้อยแล้วเป็นสิบล้านบาท แต่ยังไม่ได้เซ็น สัญญาครับ แล้ววันที่มาเซ็นสัญญาคือกู้ไปแล้ว เริ่มก่อสร้างแล้ว แล้วมาเซ็นสัญญา พอสัญญา เขียนว่าอะไรก็ต้องรับตามนั้น แล้วบางรายไม่ได้รับสัญญาไว้ในมือตัวเองด้วย เพราะบริษัท เก็บไว้เอง พอเป็นลักษณะนี้ไม่น่าแปลกใจว่าเวลาเกิดปัญหาขึ้นมาก็มีปัญหาฟ้องร้องสารพัดอย่าง มีหลายคนที่เข้าสู่กระบวนการนี้แล้วเกิดปัญหาขึ้นมา นี่คือตัวอย่างของความไม่เท่าเทียม ของอํานาจที่ทําให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ําของประเทศไทยในขณะนี้ ผมอยากให้เห็น นี่คือ ตัวอย่างของสัญญานะครับ ข้อความนี้อ่านแล้วก็น่าคิด เขาบอกว่าระเบียบต่าง ๆ ที่บริษัท กําหนดขึ้นภายหลังจะแจ้งให้ผู้เลี้ยงรับทราบ และผู้เลี้ยงตกลงให้ถือข้อกําหนด หรือระเบียบ ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสัญญานี้ ถ้าบริษัทเขียนว่าถ้าเกิดความเสียหายขึ้นให้เกษตรกรรับไป เกษตรกรก็ต้องรับไป นี่คือที่มาอย่างไรครับว่าปัญหาในขณะนี้เกษตรพันธสัญญาคือทางออก แต่โครงสร้างมันไม่ได้ และขณะเดียวกันภาครัฐเองก็ขาดการถ่วงดุล ขาดการตรวจสอบ ขาดหน่วยงานส่งเสริม พัฒนา ขาดกฎหมายเรื่องเกษตรพันธสัญญา ขาดกลไกที่จะจัดทํา สัญญากลางที่มีมาตรฐานขั้นต่ํา ขาดระบบฐานข้อมูลที่โปร่งใส ซึ่งทาง สปช. ได้มีการคุยกับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทางเครือข่ายเกษตรกร เครือข่ายนักวิชาการ กระทรวงยุติธรรม นักวิชาการ แล้วก็บริษัทจัดทํากฎหมายขึ้น ๒ ฉบับครับ เพื่อแก้ไขปัญหานี้ เป้าหมายของการปฏิรูปของเราก็คือเรื่องของการวางระบบที่เป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน เหมือนกับ กรณีของ พ.ร.บ. อ้อยและน้ําตาลทรายที่เคยได้จัดทํามาแล้ว แล้วก็เป็นกรอบความเข้มแข็ง ของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ําตาลในปัจจุบัน ก็จะมีการแก้ไขกฎหมายปัจจุบันให้ครอบคลุม ถึงเกษตรพันธสัญญา มีกฎหมายรองรับ มีข้อตกลงมาตรฐานขั้นต่ํา มีตัวอย่างสัญญากลาง มีระบบฐานข้อมูลและการเปิดเผยข้อมูล และขณะเดียวกัน พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องจะมีอยู่ ๒ ฉบับครับ คําว่า เกษตรพันธสัญญามีอยู่ ๒ คํา เกษตรกรรมคําหนึ่ง สัญญาคําหนึ่ง เพราะฉะนั้นกฎหมาย ก็จะมี ๒ ฉบับ กฎหมายฉบับหนึ่งคือกฎหมาย พ.ร.บ. ว่าด้วยเกษตรพันธสัญญาที่เป็นธรรม กฎหมายอีกฉบับหนึ่งคือเรื่องของสัญญา ก็คือกฎหมาย พ.ร.บ. ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม เราเสนอแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ. สัญญาที่ไม่เป็นธรรมแล้วก็เขียนกฎหมายใหม่ขึ้นมาฉบับหนึ่ง ซึ่งทั้งหมดนี้จะนําไปสู่เรื่องของการปรับสมดุลของโครงสร้างระบบเกษตรพันธสัญญา โดยแต่ก่อน เกษตรกรจะบ่นว่ารัฐ ธนาคารพาณิชย์ เอกชน รุมกันเอาเปรียบเขา มาปล่อยกู้เขา แล้วพอ เกิดปัญหาก็เอาเปรียบเขา ในอนาคตเอกชนจะทําสัญญากับเกษตรกรโดยที่มีรัฐแล้วก็ ธนาคารพาณิชย์เป็นคนกลางที่ช่วยเช็ก (Check) แล้วอันนี้ก็จะทําให้เกิดความสมดุลของอํานาจ โดยที่โครงข่ายในการดําเนินงานก็จะมีตัวของคณะกรรมการพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา ที่เป็นธรรมขึ้นมา มีข้อสัญญากลาง แล้วหลังจากนั้นมีระบบจดแจ้ง ใครที่จะทําเกษตรพันธสัญญา ต้องจดแจ้ง และขณะเดียวกันตัวสัญญาก็ต้องทําเช่นเดียวกับกรมธรรม์ ต้องมีการจดแจ้งให้ กระทรวงยุติธรรมเช็ก (Check) ว่าสัญญานั้นเอาเปรียบเกษตรกรจนเกินไปหรือเปล่า ถ้าเช็ก(Check) แล้วผ่าน ก็สามารถเขียนในสัญญาได้ว่าได้รับการตรวจเช็ก (Check) แล้ว จากกระทรวงยุติธรรม คนที่เซ็นจะได้มีความมั่นใจทั้งธนาคารพาณิชย์และตัวเกษตรกรเอง และพอสุดท้ายคนที่ละเมิดและทําให้เกิดปัญหากับเกษตรกรก็จะต้องมีการรายงาน แล้วก็มีการเปิดเผยต่อสาธารณชน เกษตรกรจะได้รู้ว่าบริษัท รุ่งเรืองกิจ บริษัทต่าง ๆ ที่ยกตัวอย่างขึ้นมา หรือชื่อที่ผมยกขึ้นมาเอง บริษัท เกษตรก้าวหน้า หรือบริษัท เกษตรพันธสัญญา เอาเปรียบประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ อันนี้จะทําให้เกิดความสมดุลขึ้นมา แล้วสุดท้าย ก็นําไปถึงเรื่องของการไกล่เกลี่ยการดูแล นี่ก็เป็นกรอบอีกกรอบหนึ่งเรื่องของเกษตรพันธสัญญา นอกจากนั้นก็ยังมีวาระอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องที่ทาง สปช. ได้ทํา เช่น เรื่องของโซเชียล เอนเตอร์ไพรส์ (Social enterprise) วิสาหกิจชุมชนเพื่อสังคม เรื่องของการปฏิรูปที่ดิน การปฏิรูประบบบํานาญ การให้ความรู้ทางการเงิน ปฏิรูประบบสวัสดิการสังคม การเพิ่มบทบาทของเอกชน ประชาชนในการลดปัญหาความเหลื่อมล้ํา ทั้งหมดก็เป็นสิ่งที่ มารวมกันเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาของความเหลื่อมล้ํา ทั้งหมดนี้นะครับเป็นแนวทาง ที่สอดรับกับแนวทางการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ท่านตรัสไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ ว่าการพัฒนาต้องทําตามลําดับขั้นจากพื้นฐานเมื่อพื้นฐานมั่นคง ปฏิบัติได้ดีค่อยไปเสริมสร้างจุดต่อ ๆ ไป และขณะเดียวกันเศรษฐกิจพอเพียงท่านบอกว่า เหมือนรากฐานของชีวิต รากฐานของความมั่นคง ที่โดยคนทั่วไปก็จะลืมเสาเข็มประชาชน ชุมชนต่าง ๆ คือเสาเข็มครับ การแก้ไขปัญหาที่ได้กล่าวมาจะสร้างความเข้มแข็ง ให้กับฐานรากของประเทศไทย แล้วก็จะเป็นจุดเปลี่ยนที่สําคัญของการพัฒนาประเทศ ในช่วงต่อไป และทั้งหมดจะนําไปสู่การเป็นประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ การพัฒนาที่สมดุล แล้วก็ความเข้มแข็งจากฐานราก ซึ่งประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจก็จะเป็นจุดเริ่มต้น ของประชาธิปไตยที่แท้จริง แล้วก็นําไปสู่ความสําเร็จในการพัฒนาอย่างแท้จริง ขอบคุณครับ