สมชัย ฤชุพันธุ์ เสนอแนวคิดการปฏิรูปเศรษฐกิจและการเงิน โดยเน้นย้ำบทบาทของรัฐบาลในการส่งเสริมภาคเอกชนพัฒนาเศรษฐกิจ และเสนอแนวคิดการแบ่งแยกคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจออกเป็น ๒ ส่วน เพื่อดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ และอธิบายถึงเป้าหมายของนโยบายเศรษฐกิจที่ตั้งไว้ ๔ ประการ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการใช้ปัจจัยการผลิตที่มีประสิทธิภาพ การกระจายรายได้และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม และการปฏิรูปการดูแลเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการดูแลการคลัง การเงิน และตลาดทุน เพื่อแก้ไขปัญหาที่ซึมลึกในประเทศไทย
กราบเรียนท่านประธานสภา ท่านสมาชิกที่เคารพรัก ทุกท่านครับ ผม นายสมชัย ฤชุพันธุ์ สมาชิก สปท. เลขที่ ๑๕๗ ในฐานะอดีตประธาน คณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง ของ สปช. ครับ ขออนุญาตนําเสนอ รายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง ของ สปช. ตามที่ได้ เสนอต่อสภา สปช. และเสนอให้รัฐบาลแล้วนะครับ ขออนุญาตขึ้นสไลด์ (Slide) ได้ไหมครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
คณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง เป็นคณะที่ทําในเรื่องของการปฏิรูประบบเศรษฐกิจ การเงินและการคลังนะครับ จะขออนุญาต เริ่มด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจไทยนะครับว่าเศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจแบบเสรีที่อาศัย กลไกตลาดเป็นหลัก แล้วก็ธุรกรรมต่าง ๆ ในทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นในภาคเอกชนเป็นจํานวนมาก ภาคเอกชนมีสัดส่วนใหญ่ถึง ๘๕ เปอร์เซ็นต์ของสัดส่วนของเศรษฐกิจไทย ส่วนภาครัฐนั้น มีสัดส่วนเพียง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของเศรษฐกิจไทย เพราะฉะนั้นภาคเอกชนจึงมีภาคเศรษฐกิจ ที่เป็นรากฐานมีพลวัตสูงแล้วก็มีบทบาทในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ แปลว่าเศรษฐกิจไทย ขับเคลื่อนด้วยภาคเอกชน สิ่งที่รัฐบาลทําก็ควรจะเป็นส่วนที่เสริมให้เอกชนพัฒนาเศรษฐกิจ ได้ดีขึ้นนะครับ บทบาทของรัฐบาลในทางเศรษฐกิจเนื่องจากว่าภาครัฐมีขนาดเล็กกว่า ภาคเอกชนเยอะ แต่อย่างไรก็ตามรัฐก็มีบทบาทในทางเศรษฐกิจมาก บทบาทของรัฐ ในทางเศรษฐกิจที่สําคัญมี ๓ ประการ
ประการแรก คือการกําหนดและดําเนินนโยบายเศรษฐกิจ
ประการที่ ๒ คือการกํากับดูแลเศรษฐกิจ
ประการที่ ๓ คือการจัดให้มีโครงข่ายพื้นฐานทางเศรษฐกิจและทําการผลิต สินค้าและบริการ หรือประกอบอุตสาหกรรมบางอย่างที่เอกชนยังทําไม่ได้
แต่โดยปกติแล้วรัฐจะไม่ทําธุรกิจแข่งกับเอกชน ข้อความนี้เรามีบัญญัติไว้ ในกฎหมายรัฐธรรมนูญหลายฉบับต่อเนื่องกันมาแล้วนะครับ
การกําหนดนโยบายเศรษฐกิจจะแยกออกเป็น ๒ ส่วนใหญ่
ส่วนหนึ่ง คือการกําหนดนโยบายที่มีผลกระทบโดยส่วนรวม เรียกว่าเป็น แมคโคร (Macro) เป็นภาพรวมทางเศรษฐกิจนะครับ
อีกส่วนหนึ่ง เป็นการกําหนดนโยบายการกํากับเศรษฐกิจรายสาขา หรือรายอุตสาหกรรม แยกเป็นภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ เป็นต้น
เนื่องจากเศรษฐกิจมีลักษณะ ๒ อย่างแตกต่างกันอย่างนี้ ในการดําเนินงาน ของคณะกรรมาธิการสภาปฏิรูปแห่งชาติที่ยุบไปแล้วนี่นะครับ จึงได้ตั้งคณะกรรมาธิการ แยกกรรมาธิการเศรษฐกิจออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งคือกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง ซึ่งผมเป็นประธานดูแลในเรื่องของแมคโครอีโคโนมิกส์ (Macro economics) นะครับ
ส่วนที่ ๒ เป็นเรื่องของเศรษฐกิจรายสาขา เป็นภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ รวมถึงการท่องเที่ยว การขนส่งอะไรด้วยนะครับ ก็เป็นเรื่องที่มีคณะกรรมาธิการ อีกชุดหนึ่ง คือท่านเกริกไกร จีระแพทย์ ท่านเป็นประธาน เพราะฉะนั้นในการนําเสนอวันนี้ เราก็จะคอบคลุมถึงเรื่องคณะกรรมาธิการ เรื่องที่เสนอโดยคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง
เรื่องต่อไปที่ผมอยากจะเชิญชวนพวกเราให้ดูก็คือว่าการดําเนินนโยบาย เศรษฐกิจปกติทั่ว ๆ ไปนานาชาติเขาจะกําหนดให้มีเป้าหมายอยู่ ๔ ประการ
ประการแรก คือเป้าหมายเพื่อการเจริญโตทางเศรษฐกิจ
ประการที่ ๒ คือเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดความมั่นคง ไม่หวือหวา ไม่เปลี่ยนแปลงมากเกินไป โดยเฉพาะในเรื่องราคาและอัตราแลกเปลี่ยน
ประการที่ ๓ คือเพื่อให้เกิดการใช้งานเต็มกําลัง คําว่าการใช้งานเต็มกําลัง คงจะหมายถึงการใช้ปัจจัยการผลิตทุกอย่างให้เต็มที่ ปัจจัยการผลิตมี ๔ อย่าง คือมีที่ดิน มีทุน มีแรงงาน แล้วก็มีการประกอบการ คนทั่วไปมักจะคิดว่าการมีงานทําของคนงานทุกคน คือการใช้งานเต็มกําลังแล้ว ความจริงไม่ใช่ เพราะว่าปัจจัยการผลิตที่สําคัญคือทุนและที่ดินนะครับ ตรงนั้นต้องมีการใส่ใจด้วย เราทําได้ดีมากในเรื่องการให้คนมีงานทํา ประเทศไทย มีคนว่างงานน้อยเป็นที่อิจฉาของคนทั่วโลกว่าคนไทยมีงานทํา เรามีก่อเกิดตําแหน่งงาน มากกว่าจํานวนแรงงานที่เรามีเราจึงต้องนําเข้าแรงงานจากต่างประเทศ ตรงนั้นเราทําได้ดี แต่ว่าในแง่ของการใช้ปัจจัยการผลิตอื่น เครื่องจักรทุกเครื่องเดินเครื่องหรือไม่บางทีก็จะ มีการใช้ฟูลคาพาซิตี้ (Full capacity) คือใช้การเดินเครื่องเต็มที่ แต่บางเวลาก็เดินเครื่อง ไม่เต็มที่ แต่เรื่องที่ดินมีปัญหามาก ที่ดินของเรามีจํานวนมากที่ถูกกักตุนไว้เพื่อการเก็งกําไร โดยไม่ได้ก่อเกิดผลผลิตอะไร อันนี้ก็เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจมากนะครับ
เป้าหมายประการที่ ๔ การเงินและการเศรษฐกิจก็คือการกระจายรายได้ คือการลดความเหลื่อมล้ําต่ําสูงในสังคม เป้าหมายประการที่ ๓ และประการที่ ๔ นี้ละ ที่เป็นปัญหาหลักของประเทศไทย ประเทศไทยทําได้ดีมากในเรื่องการเติบโตและการรักษา เสถียรภาพ แต่ทําได้ไม่ค่อยดีในเรื่องของการใช้ปัจจัยการผลิตทุกอย่างให้เต็มกําลัง แล้วก็ทําได้ไม่ดีเลยในเรื่องของความเหลื่อมล้ํา จนกระทั่งเป็นปัญหาระยะยาวแล้วก็ซึมลึก กลายเป็นปัญหาที่ก่อเป็นรากเหง้าของปัญหาทั้งหลายในสังคมปัจจุบัน เพราะฉะนั้น ในการดําเนินการปฏิรูปเราคงจะต้องกําหนดทิศทางให้ชัดเจนว่าจะต้องมีเป้าหมายในเรื่องของ การลดความเหลื่อมล้ําด้วยนะครับ ทีนี้เครื่องมือในการดําเนินนโยบายเศรษฐกิจในการกํากับ เศรษฐกิจระดับภาค ก็จะมีนโยบายการคลัง นโยบายภาษีอากร นโยบายการเงิน นโยบาย ระบบการเงิน แล้วก็นโยบายตลาดทุน กลไกคือองค์กรที่ทําหน้าที่ใช้นโยบายเหล่านี้ก็จะมี กระทรวงการคลัง มีสํานักงบประมาณ มีธนาคารแห่งประเทศไทย มีคณะกรรมการกํากับ หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และมีคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เราจะมาดูกลไกเหล่านี้เป็นราย ๆ ไปเพื่อค้นหาว่ามีจุดที่เป็นปัญหาตรงไหนเพื่อจะได้ดูว่า จําเป็นต้องปฏิรูปหรือไม่ อย่างไร ดูที่กระทรวงการคลังว่าทําอะไรบ้าง กระทรวงการคลัง จะทําเรื่องรายได้และรายจ่ายของรัฐบาล ไม่ใช่ของรัฐ คําว่า รัฐบาล กับ รัฐ แตกต่างกัน บางทีก็จะสับสนกัน รัฐ หมายถึง ประเทศไทย ในรัฐไทยมีทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ที่เรียกว่าภาครัฐคือส่วนที่รัฐบาลกํากับได้ ส่วนภาคเอกชนเป็นอิสระ รัฐบาลก็จะกํากับโดยใช้ กลไกตลาด โดยใช้เครื่องมือทางการเงิน การคลังไปกํากับ กระทรวงการคลังก็จะดูแล เรื่องรายได้และรายจ่ายของรัฐบาล ไม่ใช่รายได้และรายจ่ายของประเทศหรือของรัฐไทย ขณะเดียวกันก็ดูแลเรื่องหนี้สินและทรัพย์สินของรัฐบาล หนี้สินของรัฐบาลก็จะมีหนี้ที่รัฐบาล ไปกู้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่วนทรัพย์สินของรัฐบาลจะมีทรัพย์สินทางการเงิน แล้วก็อสังหาริมทรัพย์ แล้วก็รัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ซึ่งรัฐบาลถือหุ้นอยู่ ในส่วนของธนาคาร แห่งประเทศไทยก็จะมีนโยบายที่สําคัญที่เขาดําเนินการอยู่ เป็นนโยบายการเงิน นโยบาย ระบบประกันเงิน และนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน ส่วนคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ก็จะมีนโยบายและการกํากับดูแลหุ้นและตลาดหุ้น การกํากับดูแล ตราสารหนี้และตลาดตราสารหนี้ และการกํากับดูแลการซื้อขายล่วงหน้าและตลาดซื้อขาย ล่วงหน้า
คราวนี้ถามว่าคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง และการธนาคาร เวลาเริ่มทํางานได้ตั้งเป้าหมายของการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง ไว้อย่างไรบ้าง ก็ตั้งเป้าหมายไว้ ๔ อย่างนะครับ ๑. คือเพื่อลดความเหลื่อมล้ําต่ําสูง ทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ๒. คือเพื่อรักษาวินัยทางการเงิน การคลัง ๓. คือเพื่อ เสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจและเศรษฐกิจไทย ๔. คือเพื่อส่งเสริม ธรรมาภิบาล คือขจัดคอร์รัปชัน ๕. ก็คือเพื่อกระจายรายได้ เพื่อกระจายอํานาจ ทางการคลังสู่ท้องถิ่นนะครับ คราวนี้ข้อเสนอเกี่ยวกับการปฏิรูปทางด้านการคลังก็จะมีการปฏิรูป ภาษีอากร การปฏิรูประบบงบประมาณ การปฏิรูปทางด้านรัฐวิสาหกิจ การปฏิรูป ระบบประกันสุขภาพเฉพาะส่วนน้อยนิดที่เกี่ยวกับการประกันสุขภาพโดยบริษัทประกันภัย ส่วนใหญ่ยังคงเป็นเรื่องของระบบสุขภาพถ้วนหน้าซึ่งดําเนินการอยู่ ส่วนนั้นก็ยังเป็นส่วนที่ ไม่ได้ไปแตะต้องนะครับ แล้วก็มีการปฏิรูประบบการออมเพื่อการชราภาพ สําหรับทางด้าน ระบบการเงินนั้นเราก็จะมีการปฏิรูปการเงินรากฐาน การปฏิรูปสหกรณ์ออมทรัพย์ การปฏิรูปการกํากับดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจ แล้วก็การปฏิรูประบบการประกันภัยพืชผล สําหรับทางด้านตลาดทุนเราก็มีการเสนอให้มีการจัดระบบการส่งเสริมการอ่านออกเขียนได้ ในทางการเงิน คําว่าการอ่านออกเขียนได้ก็เป็นเงื่อนไขสําคัญในการที่จะดูว่าประเทศพัฒนาแล้ว หรือไม่ ใส่ใจกับประชาชนหรือไม่ และการอ่านออกเขียนได้เมื่อก่อนก็ยังหมายถึงการอ่านหนังสือออก และเขียนหนังสือได้ แต่ปัจจุบันนี้การอ่านออกเขียนได้มีความหมายมากกว่านั้น มีความหมายเพิ่มขึ้นอีก ๒ ประการ ประการที่เพิ่มขึ้นอันหนึ่งก็คือเรื่องการอ่านออกเขียนได้ ในเชิงไอที (IT) ในเชิงคอมพิวเตอร์และเทเลคอม (Telecom) ว่าต้องใช้เครื่องมือสื่อสารได้ ใช้เครื่องมือคอมพิวเตอร์ได้ ซึ่งเป็นความจําเป็นสําหรับคนในสังคมสมัยใหม่ ส่วนที่เราเสนอมานี้ ก็คือไฟแนนเชียลลิเทอเรซี (Financial literacy) คือการอ่านออกเขียนได้ในเชิงการเงิน แปลว่าต้องรู้จักคํานวณรายได้ตนเอง รู้จักคํานวณรายจ่ายตนเอง รู้จักการออม รู้จักการลงทุน และไม่ตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาชวนเชื่อจํานวนมาก ซึ่งทําให้เกิดการบริโภคเกินตัว และตกเป็นหนี้สิน ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยกําลังเป็นปัญหานี้อยู่คือภาคครัวเรือนตกเป็นหนี้เยอะ เหตุเพราะว่าเราไม่ได้ใส่ใจเรื่องไฟแนนเชียลลิเทอเรซี (Financial literacy) ทางด้าน เศรษฐกิจระหว่างประเทศก็มีการเสนอ ๒ เรื่อง คือการจัดทํายุทธศาสตร์เศรษฐกิจชาติ เพื่อให้มีการวางยุทธศาสตร์ในระยะยาว ๒๐ ปีขึ้นไป โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทย เป็นประเทศที่หลุดพ้นจากความเป็นประเทศรายได้ปานกลาง คือกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้ว แล้วก็มีการเสนอให้มีการบริหารเขตเศรษฐกิจชายแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยให้เป็นหน่วยบริหารเดียว แปลว่าถ้าจะผ่านแดนจากไทยไปพม่ามันจะต้องผ่านด่านไทย แล้วออกจากด่านไทยไปเข้าด่านพม่าทําพิธีการ ๒ ครั้ง แนวคิดใหม่นี้ก็คือว่าให้ทํา ในด่านเดียวและด่านนั้นเป็นเจ้าของร่วมกํากับดูแลโดยทั้ง ๒ ประเทศ ซึ่งมีรายละเอียดอยู่ ทางด้านการปฏิรูปเรื่องการเหลื่อมล้ําก็จะมีเรื่องการปฏิรูประบบการเงินฐานราก การปฏิรูป ระบบเกษตรพันธสัญญา ที่จริงแล้วเรื่องการปฏิรูปการลดความเหลื่อมล้ําเป็นเรื่องใหญ่ ที่มีความสําคัญมาก แล้วเรามีผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ที่ทํางานด้านนี้มาเยอะ คืออาจารย์กอบศักดิ์ นั่งอยู่กับผมนี่ ผมก็จะให้ท่านบรรยายในรายละเอียดในเรื่องเหล่านี้นะครับ สําหรับการปฏิรูป ภาษีนั้น จริง ๆ แล้วระบบภาษีอากรของไทยเป็นระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหว ตลอดเวลา มีอีโวลูชัน (Evolution) มีวิวัฒนาการ หรือบางครั้งอาจจะเรียกว่ามีการปฏิรูปก็ได้ เพราะเป็นการเปลี่ยนขนานใหญ่ แต่ในสมัยที่ทํานั้นไม่ได้เรียกว่าการปฏิรูป เราก็เลยไม่เรียกมัน แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นระบบที่เปลี่ยนแปลง เหตุที่มันเปลี่ยนแปลงพัฒนาเพราะมันเกิดจาก ความจําเป็นอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย และของโลก เพราะฉะนั้นมันจึงได้ปรับตัวอยู่ตลอดเวลา แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเรามาวิเคราะห์ตอนนี้แล้วก็เห็นว่ายังมีหลายเรื่องที่เป็นเรื่องใหญ่ ๆ รากฐานที่เราจําเป็นต้องเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่อีก จึงได้เสนอการปฏิรูประบบภาษีอากร ขึ้นมา โดยหลักแล้วระบบภาษีอากรของไทยจะมีปัญหาใหญ่ ๆ อยู่ ๔-๕ อัน อันแรก ก็คือว่าเป็นระบบภาษีอากรที่ให้ความสําคัญกับการคลังของชาติเยอะมาก คือเป็น การรวมศูนย์อํานาจทางการคลัง แล้วเก็บภาษีเกือบทั้งหมดเข้าสู่คลังของชาติ แล้วเราก็จ่าย ออกไปจากคลังของชาติให้กับทุกหน่วยที่เป็นภาครัฐ ทีนี้การดําเนินการอย่างนี้เป็นความเหมาะสม และเป็นการมีวินัยที่ดี ในสมัยเมื่อเรายังไม่มีการกระจายอํานาจ ยังไม่มีการปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วยังไม่มีองค์กรต่าง ๆ หลายอย่างซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ของระบบราชการไทย อาทิเช่น องค์กรมหาชนอิสระ หรือหน่วยงานที่มีกึ่งออโตโนมี (Autonomy) ทั้งหลาย เช่น โรงเรียน มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลพวกนี้ แต่พอตอนหลังมีสิ่งเหล่านี้เยอะขึ้น และเรายอมรับ ถึงการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองของประเทศไทยจากระบบรวมศูนย์มาเป็นระบบ กระจายอํานาจ มีอยู่ในตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ก็มี ขณะนี้ก็ยังดําเนินการต่อ ตรงนี้ระบบการคลังต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับการดํารงอยู่ของการกระจายอํานาจ เพราะฉะนั้นระบบภาษีจะต้องมีการมาพิจารณาว่าในบรรดาภาษีที่พึงเก็บในประเทศไทย จะต้องแยกเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นภาษีระดับชาติที่เก็บเข้ามาเพื่อทํานุบํารุงประเทศ โดยส่วนรวมเงินที่เก็บได้ส่งเข้าคลังหมด เก็บได้จากทุกภาคส่วนในประเทศไทย แต่ว่า ควรจะมีภาษีอีกส่วนหนึ่งที่เรียกเป็นภาษีท้องถิ่นที่เก็บเฉพาะในท้องถิ่นนั้นตามสภาพกําลัง ความสามารถของคนในท้องถิ่นนั้นที่จะเสียและตามความจําเป็นในการพัฒนาท้องถิ่น ตรงนี้นานาชาติมีกัน เราก็มี แต่ว่าเราไม่ได้ให้ความสําคัญกับภาษีท้องถิ่นมากนัก แล้วภาษีท้องถิ่นที่เก็บได้ขณะนี้ประมาณ ๙ เปอร์เซ็นต์ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ อปท. ทั้งหลายจ่ายกัน แต่ว่าอีก ๙๑ เปอร์เซ็นต์พึ่งงบประมาณแผ่นดิน พึ่งรายได้จากส่วนกลาง ทีนี้เราก็อยากจะเห็นว่ามีการจัดสรรและมีการเสริมกําลังให้กับภาษีท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็ง ให้ได้สัดส่วนกับแชร์ของอํานาจรัฐ กับสัดส่วนของอํานาจรัฐที่จะแบ่งกันระหว่าง อํานาจรัฐระดับชาติกับอํานาจรัฐระดับท้องถิ่นซึ่งในครั้งหนึ่งเคยเขียนไว้ในกฎหมาย งบประมาณ ๓๕ เปอร์เซ็นต์เป็นอํานาจของท้องถิ่น อีก ๖๕ เปอร์เซ็นต์ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นของอํานาจรัฐระดับชาติ ภาษีอากรก็ควรจะสะท้อนสภาพอย่างนี้ แต่ว่าท่านไม่ต้องกลัวว่า แล้วท้องถิ่นที่ยากจนจะใช้ความพยายามในการจัดเก็บภาษีอย่างไร ให้อํานาจไปอย่างไรก็จะเก็บไม่ได้ เพราะเขาไม่มีกําลังเสีย ท้องถิ่นไม่มีความเจริญ อันนั้นจะเกิดขึ้นก็ไม่เป็นไร แต่ว่าท้องถิ่นใด ที่มีความพร้อมเช่น กทม. หรือจังหวัดภูเก็ต หรือจังหวัดเชียงใหม่ หรือโคราช ผมเชื่อว่า มีหลายท้องถิ่นที่เขาสามารถเก็บและพอใช้ หรือไม่พอขาดไป ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ขาด ๙๑ เปอร์เซ็นต์ ส่วนนั้นเขาก็สามารถที่จะพัฒนาไปตามกําลังทางเศรษฐกิจของเขาได้ แล้วการออโตโนมี (Autonomy) ความเป็นอิสระภายในกรอบก็จะสามารถมีขึ้นได้ ส่วนท้องถิ่นที่ไม่สามารถมีกําลังทางเศรษฐกิจที่จะเป็นอิสระได้ก็ต้องอาศัยเงินอุดหนุน จากส่วนกลาง แต่ว่าส่วนกลางก็จะอุดหนุนท้องถิ่นที่ห่างไกลที่ยากลําบาก ที่ยากจนอยู่ เช่น จังหวัดแม่ฮ่องสอน หรือจังหวัดศรีสะเกษ แล้วก็ไม่ต้องไปอุดหนุน กทม. ให้ กทม. เก็บเอง ให้พอ ไม่ต้องอุดหนุนจังหวัดภูเก็ตและปล่อยให้เขาเป็นอิสระไป ถ้าแยกภาษีออกเป็น ๒ ประเภทอย่างนี้ชัดเจนและมีสัดส่วนที่เหมาะสม ผมว่าโครงสร้างเศรษฐกิจ และการกระจายอํานาจและการพัฒนาประเทศจะแตกต่างไปเยอะ อันนี้มีความจําเป็นต้องทํา
ประการที่ ๒ ระบบภาษีของไทยเป็นระบบที่เก็บไม่ครบฐาน คือในบรรดา ฐานภาษีทั้งหลายที่ใช้กันในนานาชาติ ที่สําคัญก็มีฐานเงินได้ ฐานรายจ่าย ฐานแทรนเซคชัน (Transaction) การซื้อขาย และฐานการนําเข้า ส่งออก และฐานทรัพย์สิน มี ๕ ฐานนี้ ของไทยก็มี ๕ ฐาน ภาษีฐานเงินได้ แล้วก็มีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีฐานรายจ่าย แล้วก็มีภาษีมูลค่าเพิ่ม แล้วก็ภาษีสรรพามิต ภาษีฐานการซื้อขายแทรนแซคชัน (Transaction) แล้วก็ยังมีภาษีธุรกิจเฉพาะอยู่ เมื่อก่อนเป็นภาษีการค้าแต่เราเลิก เราเปลี่ยน ภาษีการค้าส่วนใหญ่ไปเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่สินค้าบางอย่างที่ไม่สามารถเป็นเรื่องของ มูลค่าเพิ่มได้ก็ยังอยู่ในภาษีธุรกิจเฉพาะ ส่วนตัวการนําเข้า ส่งออกเราก็มีภาษีศุลกากร ฐานภาษีทรัพย์สิน ภาษีฐานทรัพย์สิน แล้วก็มีภาษีบํารุงท้องถิ่น ภาษีโรงเรือนและที่ดิน เราไม่มีภาษีมรดก จนกระทั่งคณะ คสช. เข้ามาจึงได้ออกภาษีมรดก ขณะนี้ออกเป็นกฎหมายแล้ว แต่ว่าจะมีผลใช้บังคับในประมาณต้นปีหน้า ส่วนภาษีโรงเรือนและที่ดินและภาษีบํารุงท้องที่ เป็นภาษีเก่าแก่โบราณที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมานานเป็นเวลาหลายสิบปี ขณะนี้คาดราคาที่ดิน ที่ใช้ในการประเมินภาษีบํารุงท้องที่ยังเป็นราคาของเมื่อปี ๒๕๒๓ ซึ่งขณะนี้ปี ๒๕๕๘ ก็ ๓๐ กว่าปีมาแล้ว ๓๐ กว่าปีมานี้ราคาที่ดินเปลี่ยนแปลงไปมากมายมหาศาลเป็น ๑๐๐ เท่าเลย เป็น ๑๐๐ เท่าจริง ๆ เพราะฉะนั้นภาษีนี้จึงไม่ฟังก์ชัน (Function) ไม่สามารถปฏิบัติ ของมันได้ ภารกิจของมันมีหลายอย่าง ที่สําคัญก็คือ ๑. เป็นรายได้ท้องถิ่น ๒. ก็คือ เป็นตัวสกัดกั้นการเก็งกําไรในการถือครองที่ดิน ขณะนี้เราไม่มีภาษีตัวนี้ที่ฟังก์ชัน (Function) อยู่ ก็เลยเกิดการถือครองที่ดินเพื่อการเก็งกําไรจํานวนมหาศาลซึ่งทําลายเศรษฐกิจเพราะที่ดิน ไม่ได้ถูกการใช้ประโยชน์ ขณะนี้รัฐบาลก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกําลังทําเรื่องนี้อยู่ คือได้เปลี่ยน ภาษีโรงเรือนและที่ดินกับภาษีบํารุงท้องที่รวมกันให้เป็นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และเป็นภาษีฐานทรัพย์สินจริง ๆ ขณะนี้ก็กําลังปรับแต่งอยู่เพื่อจะให้ออกไปได้ เราก็อยากจะ สนับสนุนให้รัฐบาลรีบออกตัวนี้มาโดยเร็วเพื่อแก้ปัญหารากฐานทางเศรษฐกิจ นอกจาก จะเป็นรายได้สําคัญของท้องถิ่น เป็นตัวสกัดกั้นการเก็งกําไรที่ดินแล้ว ยังช่วยแก้ปัญหา ความเหลื่อมล้ําด้วย เพราะที่ดินเป็นปัจจัยของความเหลื่อมล้ําที่สําคัญ เพราะฉะนั้นเราเสนอว่า ต้องมีภาษีให้ครบฐาน
ประการที่ ๓ คือเรื่องภาษีเงินได้ ภาษีเงินได้ของไทยก็ดีมากเพราะเป็นภาษี อัตราก้าวหน้า เก็บจากคนจนน้อย เก็บจากคนรวยในอัตราสูง แล้วก็มีโครงสร้างอัตรา ที่เขาเรียกโพรเกรสซีฟเรต (Progressive rate) อัตราก้าวหน้า อัตราก้าวหน้าแล้วก็แบ่ง รายได้ออกเป็นชั้น ๆ รายได้สุทธิ ๑๐๐,๐๐๐ บาท เสียภาษีในอัตราต่ํา รายได้ที่มากกว่านั้น จาก ๑๐๐,๐๐๐-๔๐๐,๐๐๐ บาท ก็เสีย ๑๐ เปอร์เซ็นต์ จาก ๔๐๐,๐๐๐-๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ก็เสีย ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ไต่ขึ้นไปนี้ แล้วถึงยอดสุดท็อปเรต (TOp rate) คืออัตราสูงสุด คือรายได้สุทธิที่มากกว่า ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป เสียอัตราสูงสุด เดิมเสีย ๓๗ เปอร์เซ็นต์ ต่อมาลดมาเหลือ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ และตอนนี้ลดลงไปอีกใช่ไหม ท่าน ผอ.สศค. นั่งอยู่นี่ ท่านจะช่วยตอบแทนผมได้ แต่ว่าอย่างไรก็ตามเราลดอัตราแต่เราไม่ได้เปลี่ยนตัวเลข ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาทนี้ผมไปตรวจแล้วใช้มาตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ ขณะนี้ ปี ๒๕๕๘ เป็นเวลา ๒๓ ปี ๒๓ ปีมานี้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปเยอะ ตัวเลขจีดีพี (GDP) ไทย ก็โตขึ้นหลายเท่า ค่าจีดีพี (GDP) ก็สูงขึ้น โครงสร้างเศรษฐกิจก็เปลี่ยนไป เวลานี้คนที่มี รายได้สุทธิ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ไม่ใช่คนท็อป (Top) ไม่ใช่คนรวยหรือชั้นสูงสุดแล้ว เพราะเงิน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาทเมื่อปี ๒๕๓๕ พอมาถึงวันนี้เอาเฉพาะอินเฟลชัน (Inflation) เงินเฟ้อ ก็แตกต่างไปเยอะแล้ว เพราะฉะนั้นการปรับโครงสร้างภาษีในเรื่องของการปรับช่วงเงินได้มีความจําเป็นที่ต้องทําให้ สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในสังคมเพื่อให้เกิดความยุติธรรม และทําให้ คนมีความสมัครใจในการเสียภาษีมากขึ้น เราก็เสนอว่าตัวเลข ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาทที่เป็น ท็อปเรต (Top rate) ควรจะได้เปลี่ยนแปลงไป แต่รายละเอียดว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ผมคิดว่าเป็นเรื่องซึ่งเราจะต้องให้ทางฝ่ายบริหารจัดการคือทางกระทรวงการคลัง และทางกรมสรรพากรเขาไปคิดคํานวณว่าจริง ๆ แล้วมันเปลี่ยนไปเท่าไร สภาพที่เหมาะสม ควรจะเป็นอย่างไร อันนี้เป็นตัวบ่งบอกว่านี่ละคือภารกิจของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่นําเอาเรื่องเหล่านี้ไปหารือกับทางหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องและร่วมกัน ทําการแก้ไขเพื่อประโยชน์ของประเทศไทยโดยรวม
ยังมีอีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับภาษี คือภาษีหรืออากรแสตมป์ อากรแสตมป์ เป็นตัวที่เราเก็บกันมานานในนานาชาติก็มีนะครับ แต่ว่าเขาเลิกกันไปนานแล้ว เลิกกันไป หลายสิบปีแล้ว แต่เรายังไม่ได้เลิกเพราะเรามัวห่วงรายได้อยู่ ความคิดที่จะเลิกมีตั้งแต่ สมัยผมยังรับราชการอยู่นะครับ แต่ว่าไม่สําเร็จ เพราะว่าเรายังเสียดายรายได้อยู่ แต่วันนี้ ผมมาดูแล้วว่าตัวเลขนี้มันก่อเกิดรายได้ประมาณ ๑๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ทีนี้พอมอง แล้วจะเลิกไปทําไมรายได้ตั้ง ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท มันเยอะเหลือเกิน แต่ความจริงแล้ว ถ้าเทียบกับงบประมาณแผ่นดินไทย ๒.๗ ล้านล้านบาท ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี่มันนิดเดียว แล้วตัว ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี่มันก็ไม่ได้หายไปทั้งหมด เพราะหลายตัวเราไปออกกฎหมาย โดยให้รวมมันอยู่ในรายการอื่น ๆ ของภาษีตัวอื่นได้ ความจําเป็นต้องใช้การติดแสตมป์ คือเดี๋ยวนี้บอกว่าไม่ต้องติดแสตมป์ใช้เสียเป็นเงินแทน มันก็ไม่จําเป็น มันเป็นการลดขั้นตอน ลดความยุ่งยากรําคาญ ภาษีเดี๋ยวนี้เรียกว่าเป็นนิวแซนซ์แทกซ์ (Nuisance tax) เป็นภาษี ที่ก่อให้เกิดความรําคาญแล้วเก็บจุกเก็บจิกเก็บอะไรก็ไม่ได้ ผมก็เสนอให้เลิกไปนะครับ นอกจากนั้นก็มีการเสนอให้ปฏิรูประบบการบริหารจัดเก็บภาษีเพื่อให้มีการจัดเก็บได้ทั่วถึง กว้างขวางมากขึ้น ซึ่งจะก่อเกิดความยุติธรรมต่อผู้เสียภาษีทุกคน ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว คนที่เสียอยู่ที่หนีไม่ได้ก็ต้องรับภาระถูกขึ้นภาษี ถูกเรียกเก็บอยู่เรื่อย ๆ เพราะว่ารายได้รัฐไม่พอ แต่คนที่หนีอยู่ที่ไม่ได้เสียตามสัดส่วนที่ควรจะเป็นก็หลบอยู่เรื่อย เพราะฉะนั้นการบริหาร จัดเก็บภาษีให้ทั่วถึงเป็นธรรม จึงเป็นสิ่งจําเป็นที่จะต้องดําเนินการแก้ไขนะครับ
การปฏิรูประบบงบประมาณในระบบของสภาปฏิรูปแห่งชาติ สปช. บังเอิญ มีเหตุผลทางเทคนิคก็เลยไม่ได้เอาเรื่องงบประมาณไว้ที่คณะกรรมาธิการปฏิรูป เศรษฐกิจ การเงินและการคลัง ซึ่งความจริงควรจะอยู่ที่นี่เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่เขาไปไว้ในเรื่องของคณะกรรมาธิการปฏิรูประบบราชการ แต่ก็ไม่เป็นไรก็ทํางานร่วมกัน ข้อเสนอที่สําคัญมี ๒ อย่าง อย่างหนึ่งก็คือว่าระบบงบประมาณมันเป็นตัวชี้ขาดว่าเราจะ สามารถใช้การใช้จ่ายของรัฐไปแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ําได้หรือไม่ ที่เราบอกว่าเราจะใช้ นโยบายการคลังไปแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ําโดยการใช้นโยบายภาษี อันนี้ก็จริงควรจะทํา เราจึงมีภาษีเงินได้ในอัตราก้าวหน้าเก็บจากคนจนน้อย ๆ เก็บจากคนรวยเยอะ ๆ เพื่อจะได้ ลดความเหลื่อมล้ํา แต่มันไม่เกิดหรอกครับ เพราะว่าถ้าเก็บจากคนจนน้อย เก็บจากคนรวยเยอะ แล้วเวลาจ่ายก็ไปจ่ายให้คนรวยเยอะและคนจนน้อยอย่างเดิม มันก็ไม่เกิดการกระจายรายได้ เพราะฉะนั้นจุดสําคัญของการที่จะก่อเกิดการกระจายรายได้โดยใช้นโยบายการคลัง นโยบาย งบประมาณต้องตอบสนองต่อการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ํา คือต้องสามารถวิเคราะห์ได้ว่า การใช้จ่ายในแต่ละปีของรัฐบาลเป็นจํานวนมาก ๆ ไปตกแก่คนที่มีรายได้แตกต่างกัน มากน้อยเท่าไร นี่ประการหนึ่งนะครับ
ประการที่ ๒ ก็คือระบบงบประมาณของเรามีการพัฒนามาเยอะแล้วก็ ค่อนข้างมีประสิทธิภาพมาก แต่ว่ายังไม่ได้ตอบคําถามอีกอย่างหนึ่ง ก็คือว่าเรารู้ว่า เราจ่ายเงินค่าการศึกษาไปเท่าไร จ่ายค่าสาธารณสุขไปเท่าไร จ่ายไปสร้างทางเท่าไร บาย ฟังก์ชัน (By function) นี่เรารู้ เพราะเราจะจ่ายเงินตามกระทรวงไป แต่เราไม่รู้ว่า งบประมาณที่ทํานี่ไปลงที่จังหวัดไหน พื้นที่ไหนเท่าไร ตัวเลขนี้ไม่มี ไม่ได้เปิดเผย ผมเชิญ ท่านผู้อํานวยการสํานักงบประมาณมาขอความรู้จากท่าน ท่านก็บอกว่ามี แต่ว่าไปถาม หลายคนแล้วบอกเขาหาไม่ได้ อันนี้ก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องไปค้นกันต่อไป แต่อย่างไรก็ตามผมคิดว่า ไปเริ่มที่งบประมาณตามพื้นที่ งบประมาณที่ตอบได้ว่างบประมาณที่จ่ายไปทั้งหมดจํานวน ๒.๕-๒.๗ ล้านล้านบาทนี่ ไปลงจังหวัดเอ (A) เท่าไร จังหวัดบี (B) เท่าไร จังหวัดซี (C) เท่าไร เพื่อเราจะได้มีนโยบายได้ว่าจะทําอย่างไรให้จังหวัดที่ยากจนได้รับผลประโยชน์มากขึ้น มีโครงการมากขึ้น ถ้าไม่มีตัวเลขนี้เราก็ไม่สามารถมีนโยบายได้ เพราะฉะนั้นข้อเสนอที่สําคัญ ก็คือต้องมีงบประมาณเชิงพื้นที่นะครับ
อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องการตั้งสถาบันวิเคราะห์งบประมาณประจําสภา เรื่องนี้เสนอเป็นกฎหมายไปแล้ว และรัฐบาลกําลังพิจารณาอยู่ ก็คือว่าในแนวคิดใหม่ของโลก คือต้องการจะให้ฝ่ายนิติบัญญัติทําหน้าที่กํากับดูแลและช่วยเหลือฝ่ายบริหารได้มากขึ้น ในการที่จะช่วยวิพากษ์วิจารณ์ ช่วยกลั่นกรองการดําเนินงานของฝ่ายบริหาร แต่ว่าฝ่ายบริหาร มีกําลังพร้อมสรรพ รัฐมนตรีเดินเข้าไปในกระทรวงมีนักวิชาการเยอะแยะเป็นตับเลย ที่จะตอบโจทย์ที่ท่านสงสัยได้ ทีนี้ ส.ส. ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติพอเข้ามาในสภาแล้วก็มีกําลัง สนับสนุนของฝ่ายเลขาธิการสภา ซึ่งเป็นกําลังสนับสนุนที่ดีมากในจํานวนคนที่น้อย ๆ งบประมาณที่น้อย ๆ ของเขานี่เขาสามารถทําได้ดีเท่านี้ต้องขอชมเชย แต่ถามว่าเพียงพอไหม ผมคิดว่ายังไม่เพียงพอ เพราะเทียบกับฝ่ายบริหารแล้ว กําลังสนับสนุนทางวิชาการ ของฝ่ายนิติบัญญัติยังไม่ได้รับการปรับแต่งให้มีความเข้มแข็งเกรียงไกรที่ตอบสนอง กับความจําเป็นของการที่ฝ่ายนิติบัญญัติต้องทําหน้าที่ให้ได้ โดยหลักคิดอย่างนี้เราจึงได้ ไปตั้งสถาบันที่เรียกว่าสถาบันพระปกเกล้าขึ้นเพื่อให้เป็นสถาบันทางวิชาการของสภา เพื่อให้มาช่วยบรรดา ส.ส. ในการดําเนินการในเรื่องทางวิชาการ สถาบันพระปกเกล้าก็ทําได้ ค่อนข้างสําเร็จ มีเกียรติภูมิ มีผลงาน แต่ว่าก็ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญหลักทางด้านการเงิน การคลัง ในนานาชาติเขาจึงตั้งให้อีกหน่วยงานหนึ่งในสภา ในสหรัฐอเมริกาเขาเรียก ซีบีโอ (CBO) คองเกรสชันนัล บัดเจต ออฟฟิศ (Congressional Budget Office) ในประเทศแคนาดา เขาเรียกพีบีโอ (PBO) พาร์เลียเมนทารี บัดเจต ออฟฟิศ (Parliamentary Budget Office) เราก็อยากจะตั้งพีบีโอ (PBO) ในประเทศไทย เพื่อให้มีหน่วยงานในสภาที่ประกอบด้วยคนที่มี ความเชี่ยวชาญ มีความรู้ มีความสามารถที่จะวิเคราะห์งบประมาณในเชิงแมคโคร (Macro) ในเชิงโครงการ ในเชิงผลกระทบต่อภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคมได้ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มี มันจะต้อง ใช้เงิน ใช่ แต่ว่าในบรรดาการใช้เงินของ ๓ อํานาจนี่ คืออํานาจบริหาร อํานาจนิติบัญญัติ และอํานาจตุลาการ ความจริงไม่จําเป็นต้องเท่ากันหรอก เพราะฝ่ายบริหารต้องใช้เงิน เยอะกว่าเยอะ แต่เราอยากจะเห็นว่ามีการใส่ใจที่จะสนับสนุนให้ฝ่ายนิติบัญญัติ มีความเข้มแข็ง แล้วก็มีอาวุธ มีเขี้ยวเล็บ มีที่พึ่ง ที่จะช่วยตอบสนองในการดําเนินการของเขา ในการกํากับดูแลการกําหนดนโยบายในการวิพากษ์วิจารณ์เพื่อเสนอต่อสังคมได้ เราจึงได้เสนอ อันนี้เป็นโครงการที่ธนาคารโลกกําลังทําอยู่ในหลาย ๆ ประเทศ และเขาก็มาทํา ในประเทศไทย โดยให้สถาบันพระปกเกล้าไปทําการศึกษา สถาบันพระปกเกล้าไปจ้าง ทีดีอาร์ไอ (TDRI) ทําการศึกษา แล้วก็เป็นผลงานนี้ออกมา เราก็เอาผลงานนี้มาสนับสนุน ขณะนี้ก็จะเป็นเรื่องที่ร่างเป็นพระราชบัญญัติจัดตั้งสถาบันวิเคราะห์งบประมาณประจําสภา เสนอต่อรัฐบาลไปแล้วนะครับ ก็หวังว่าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจะรับไปสานต่อ ต่อไปนะครับ
ในด้านของรัฐวิสาหกิจ รัฐวิสาหกิจเป็นภาคส่วนที่มีขนาดใหญ่อย่างมีนัยสําคัญ ในระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย รัฐวิสาหกิจมีทรัพย์สินรวมกันถึง ๑๑.๘ ล้านบาท แต่ว่ามันมีทรัพย์สินเกือบเท่า ๆ กันกับจีดีพี (GDP) ของประเทศไทย แต่ว่าเป็นทรัพย์สิน ไม่ใช่เป็นอินคัม (Income) และรายได้รวมของรัฐวิสาหกิจก็มีอยู่ถึง ๒๙๘,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นรัฐวิสาหกิจจึงมีความสําคัญต่อเศรษฐกิจไทย เราจึงอยากจะเห็นว่ารัฐวิสาหกิจ มีการดําเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส และมีความชัดเจน ปัญหาที่เกิดขึ้น กับรัฐวิสาหกิจของประเทศไทยขณะนี้ความจริงไม่ใช่ปัญหารัฐวิสาหกิจโดยตรง โดยเฉพาะ เป็นปัญหาร่วมกัน เป็นปัญหาของระบบการบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทย ก็คือระบบการบริหารราชการแผ่นดินของเราได้พัฒนา เปลี่ยนแปลงมามากแล้วก็ดีขึ้น เป็นลําดับ แต่ว่ายังไม่ได้ตอบคําถามสําคัญอันหนึ่ง ก็คือคําถามของการกํากับดูแล และการกําหนดนโยบายของชาติในเรื่องต่าง ๆ เรามีส่วนราชการที่ออกาไนซ์ บาย ฟังก์ชัน (Organize by function) ที่จัดการในรูปของอํานาจหน้าที่ มีกระทรวงศึกษาธิการดูแล เรื่องการศึกษา กระทรวงสาธารณสุขดูแลเรื่องสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรมก็ดูแล เรื่องอุตสาหกรรม ว่ากันไปอย่างนี้ทุกกระทรวง เขาก็มีอํานาจในเรื่องศึกษา เรื่องสาธารณสุข เรื่องอุตสาหกรรมในขอบเขตทั่วประเทศไทย ถามว่ากระทรวงศึกษาธิการทําหน้าที่อะไร ในการศึกษา หน้าที่ของรัฐในการจัดการปัญหาต่าง ๆ ก็จะมีหน้าที่ในการกําหนดนโยบาย เรียกว่าโพลิซีเมกเกอร์ (Policy maker) หน้าที่ในการกํากับดูแล เรกูเลเตอร์ (Regulator) หน้าที่ในการสนับสนุน โปรโมเตอร์ (Promoter) หน้าที่ในการเป็นเจ้าของ เป็นโอนเนอร์ (Owner) หรือหน้าที่ในการโพรไวเดอร์ ออฟ เซอร์วิส (Provider of service) เป็นผู้ให้บริการ ถามว่ากระทรวงการศึกษาธิการทําอะไรในหน้าที่นี้ คําตอบก็คือกระทรวงศึกษาธิการขณะนี้ ทําหน้าที่จัดการศึกษา ให้บริการทางการศึกษา คือเปิดโรงเรียน เป็นเจ้าของโรงเรียน และลานโรงเรียนทั่วประเทศไทย เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการในการศึกษา ของประชาชนชาวไทยและประเทศชาติไทย ถามว่าใครมีหน้าที่หลักในการกําหนดนโยบาย การศึกษา ผมไปหาแล้วไม่ค่อยเจอ จริง ๆ แล้วสภาการศึกษาควรจะทํานโยบายการศึกษา แต่ไปดูจริง ๆ แล้วไม่ค่อยได้ทําหรอก ถามว่าหน้าที่ในการกํากับดูแลการศึกษา เรกูเลเตอร์ (Regulator) นี่ใครทํา ก็ปรากฏว่ามีหน่วยงานที่เรียกว่าเป็นกองหรือสํานักที่กํากับดูแล โรงเรียนเอกชนเขากํากับ อันนั้นจริง ทําหน้าที่กํากับเฉย ๆ แล้วโรงเรียนของรัฐที่เยอะแยะ เต็มประเทศนี่กํากับไหม ก็ตอบว่าไม่ได้กํากับ เพราะทําเองก็ไม่ต้องกํากับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ จึงเป็นการบริหารจัดการที่ไม่มีลักษณะของการพัฒนา ประเทศไทยขณะนี้ไม่ใช่ประเทศไทย เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วมีความสลับซับซ้อน แล้วก็มีความสามารถของ บุคคลที่กระจายตัวอยู่ในที่ต่าง ๆ และทําหน้าที่ได้ เพราะฉะนั้นการที่จําเป็นต้องจัดระบบ ราชการให้รู้ว่านโยบายอุตสาหกรรมหน่วยงานใดทํา นโยบายเกษตรหน่วยงานใดทํา นโยบายศึกษา นโยบายสาธารณสุขหน่วยงานใดทํา ใครเป็นโพลิซีเมกเกอร์ (Policy maker) ต้องมีองค์กรที่ทําหน้าที่ประจําศึกษาโพลิซี (Policy) อยู่เป็นประจํา รู้ว่าระบบกําลังเคลื่อนตัว ไปทางนี้และมีปัญหาตรงนี้ต้องปรับแต่งระบบอย่างไรในเชิงระบบ แล้วต่างชาติ เขาพัฒนาอะไรไปแล้ว จะทําอย่างไรให้ทันกับต่างชาติ แล้วต่างชาติเขาพัฒนาอะไรไปแล้วจะทําอย่างไรให้ทันกับต่างชาติ เสร็จแล้วก็ต้องมี เรกูเลเตอร์ (Regulator) เพราะว่ามีโอเปอเรเตอร์ (Operator) อยู่เยอะแยะ มีโรงเรียน มีโรงพยาบาล มีหน่วยปฏิบัติการต่าง ๆ เยอะแยะ เขาต้องโอเปอเรต (Operate) แต่การโอเปอเรต (Operate) นี้มันมีการแข่งขัน เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมีการกํากับดูแล แล้วเราก็ต้องมีหน้าที่ มีการโปรโมท (Promote) เสร็จแล้วก็แยกโอเปอเรเตอร์ (Operator) เพราะว่าปฏิบัติการผู้ให้บริการออกจากผู้กําหนดนโยบายและผู้กํากับดูแล อันนี้ ระบบราชการไทยไม่ค่อยได้ใส่ใจ จึงเกิดปัญหาว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบ รัฐวิสาหกิจที่เป็น การคมนาคมขนส่งก็เช่นว่าการบินไทย บริษัทขนส่งก็อยู่กับกระทรวงที่ทําหน้าที่กํากับดูแล เรื่องนี้ แล้วเขาก็คิดว่าเขาก็ต้องไปดูแลโดยการไปเป็นประธานกรรมการ พอไปนั่ง เป็นประธานกรรมการ บทบาทของประธานกรรมการคือดูแลให้กิจการนั้น ๆ โอเปอเรต (Operate) ได้ดีเขาเป็นโอเปอเรเตอร์ (Operator) ขณะเดียวกันนั่งอยู่ในกระทรวงนี่ควรจะเป็น เรกูเลเตอร์ (Regulator) หรือเป็นโพลิซีเมกเกอร์ (Policy maker) ตอนนี้เรกูเลเตอร์ (Regulator) กับโอเปอเรเตอร์ (Operator) เป็นคนเดียวกันแล้วจะเรกูเลต (Regulate) กันอย่างไร มันก็เกิดปัญหาขึ้น แล้วรัฐวิสาหกิจทั้งหลายใครเป็นโอนเนอร์ (Owner) ใครเป็น เจ้าของ เจ้าของคือคนไทย แต่ก็มีคนนั้นไปทําหน้าที่เป็นเจ้าของแทนคนไทย ต้องออกมา ให้ชัดเจน ถามว่ากระทรวงต่าง ๆ ที่ดูแลเรื่องรัฐวิสาหกิจเป็นเจ้าของใช่ไหม เขาก็อ้างว่า เขาเป็นเจ้าของเขาเคยอยู่ของเขามานาน กระทรวงการคลังซึ่งมีสํานักงานคณะกรรมการ นโยบายรัฐวิสาหกิจเราเป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจใช่ไหม เพราะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ทั้งหมด เขาบอกว่าใช่ แต่ว่าอํานาจของเจ้าของสามารถเอ็กเซอร์ไซส์ (Exercise) อํานาจการเป็น เจ้าของได้ไหม เจ้าของก็คือผู้ถือหุ้นใหญ่ ผู้ถือหุ้นใหญ่นั้นตั้งกรรมการได้ ตั้งประธาน กรรมการได้ ต้องหาคนที่มีคุณสมบัติ มีความรู้ มีฝีมือในด้านนั้น ๆ มานั่งเป็นผู้ดําเนินการ ในบริษัท ส่วนเรกูเลเตอร์ (Regulator) และโพลิซีเมกเกอร์ (Policy maker) ก็ต้องนั่งอยู่ที่ กระทรวงคอยกํากับหน่วยงานเหล่านี้ แล้วแยกอย่างนี้จึงจะสามารถแยกได้ แต่เนื่องจาก ระบบราชการไทยไม่ได้แยกอย่างนี้ ก็เลยเป็นปัญหามากที่รัฐวิสาหกิจนะครับ ก็เลยกลายเป็นว่า เจ้าหน้าที่ อธิบดี ผู้อํานวยการ สคร. สํานักคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นซี ๑๐ จะไปกํากับดูแลหรือไปปลดประธานกรรมการบริษัทใหญ่ ๆ ที่เป็นรัฐวิสาหกิจของรัฐ ซึ่งเป็นปลัดกระทรวงอยู่กระทรวงอื่นได้อย่างไรนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องเหล่านี้ก็เป็น การขัดแย้งกันอยู่ เป็นเรื่องคอนฟลิกต์ ออฟ อินเทอเรสต์ (Conflict of interest) เพราะฉะนั้นในตรงนี้เราก็ต้องไปจัดการ ซึ่งขณะนี้มีสิ่งที่เรียกว่าซูเปอร์บอร์ด (Super board) ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีท่านนั่งเป็นประธานเองและมีกรรมการหลายคนซึ่งเป็นคนมีฝีมือ กําลังดําเนินการเรื่องนี้อยู่ ก็จะแยกบทบาทภารกิจของผู้ปฏิบัติการกับผู้กําหนดนโยบาย เป็นเจ้าของเป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) ออกจากกันโดยเด่นชัด แต่ผมว่าอันนี้ทําได้สําเร็จ ในเรื่องของรัฐวิสาหกิจก็ดี เราต้องช่วยกันดูต่อไป ช่วยกันขับเคลื่อนต่อไปให้มันสําเร็จ แต่มันไม่เพียงพอ จริง ๆ แล้วระบบราชการไทยต้องทําอย่างนี้ทั้งหมด นอกจากจะทํา บาย ฟังก์ชัน (By function) แล้วจะต้องทําหน้าที่ของเฮดควอเตอร์ฟังก์ชัน (Headquarter function) ส่วนกลางนี่เป็นศูนย์บัญชาการแล้วก็มีหน่วยปฏิบัติอยู่เต็มประเทศไทย ทั้งจังหวัด ทั้งตําบล ทั้ง อบต. อะไรต่าง ๆ ก็ต้องมีการเรกูเลต (Regulate) นะครับ
ในเรื่องของระบบประกันสุขภาพนะครับ เรามีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งพยายามแยกดีมานด์ ฟอร์ เฮลท์ แคร์ (Demand for health care) กับซัพพลาย เฮลท์ แคร์ (Supply health care) ออกจากกัน เพราะดีมานด์ (Demand) คือพวกที่มีกองทุนเรียกว่า สป. อะไรสักอย่างที่เกี่ยวกับกองทุนสุขภาพ สปสช. ใช่ไหม รู้สึกจะ สปสช. อันนั้นเขาจะมา เป็นตัวแทนของผู้ซื้อบริการทางการแพทย์ ส่วนกระทรวงสาธารณสุขก็จะมีหน้าที่จัดบริการทางการแพทย์ เป็นเจ้าของโรงพยาบาล ทั้งหลายตรงนี้ก็ดี และพยายามที่จะให้ประชาชนได้รับบริการถ้วนหน้านะครับ แต่ว่าเรา อยากจะเห็นว่าคนที่สามารถชําระค่าบริการเองและเต็มใจจะทําไม่ต้องล่มจมจากการป่วย ขณะนี้มีคนทําคือมีคนที่เขาไม่ไปใช้บริการของ สปสช. ไม่ไปเบิกแม้ว่าจะมีบัตรทองมีอะไร เขาก็ไม่เอา เขาไปหาโรงพยาบาลเอกชนบริการตามที่เขาพอใจ เพราะเขาต้องการที่จะไป นอนโรงพยาบาลแล้วไม่ใช่มีแต่หมอ มีพยาบาล มียา มีเครื่องอุปกรณ์ทางการแพทย์ เขายังต้องการดูทีวี (TV) ด้วย ต้องการมีห้องแอร์ (Air) ที่เย็นด้วย อันนี้ก็เป็นลักซูรี (Luxury) ของเขา ถ้าเขามีสตางค์จ่ายเองเราก็ไม่ห้าม นโยบายของกระทรวงสาธารณสุขเป็นอย่างนี้ ก็ให้เขาจ่ายไป แต่คราวนี้มีปรากฏการณ์ที่ว่าค่าใช้จ่ายทางการแพทย์สูงขึ้นทุกปีคนธรรมดา ๆ ก็อยากจะไปเข้าโรงพยาบาลที่มีคุณภาพ คุณภาพไม่ได้แปลว่าดีอย่างเดียวนะครับ คือมี บริการพิเศษอย่างอื่นด้วย คุณภาพทางการแพทย์นี่ผมเชื่อว่าเราได้พยายามรักษาให้ ทุกโรงพยาบาลได้รับการมีมาตรฐานอยู่แล้ว แต่ว่าสิ่งประกอบนี่มีเพิ่มได้ คราวนี้ เมื่อค่าใช้จ่ายสูงอย่างนี้ก็เลยทําให้คนที่ป่วยไข้ต้องล่มจมเพราะว่าบังเอิญป่วย ไม่ได้วางแผน ไว้สําหรับการป่วย ในระบบทั่ว ๆ ไปเขาจะมีการประกันสุขภาพซึ่งกระจายความเสี่ยง กระจายเงินที่ต้องจ่ายในเวลาใดเวลาหนึ่งเวลาป่วย เนื่องจากมันก้อนใหญ่หลายล้านบาท เอาไปกระจายจ่ายทั่ว ๆ ไป นั่นกระจายอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งกระจายระหว่างคนที่เข้ารับ ประกันภัยเหมือนกัน หลักของการประกันภัยคือกระจายความเสี่ยง อันนี้ต้องส่งเสริมให้มี มากขึ้นแล้วก็จะทําให้ผู้ที่มารบกวนรัฐบาลโดยไปเบิกเงินจาก สปสช. สามารถที่จะจ่ายเองได้ ไม่ต้องล่มจมนะครับ เพราะฉะนั้นระบบที่เราเสนอคือระบบนี้ แต่ระบบของประกันสุขภาพ ถ้วนหน้าก็ยังคงดําเนินการต่อไป เหลืออีกนิดเดียวครับ ระบบการเงินรากฐานผมจะไม่พูด เดี๋ยวเชิญอาจารย์กอบศักดิ์พูดนะครับ
เรื่องระบบสหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์ออมทรัพย์นี่ความจริงเป็นสหกรณ์ ซึ่งต้องทําหน้าที่รวมคนและช่วยเหลือกันและกัน ซึ่งเขาก็ทําได้ดี แต่ว่าเนื่องจากสหกรณ์ ออมทรัพย์ตอนหลังมีการขยายไปสู่คนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกแล้วก็รับฝากเงินจากคนที่ไม่ได้ เป็นสมาชิก ฉะนั้นความเสี่ยงทางการเงินไม่มี เราก็อยากจะเห็นว่ามีคนดูแลที่จะดูเรื่อง ไฟแนนเชียลพรูเดนซี (Financial prudency) ของการบริหารการเงิน ผู้บริหารสหกรณ์ แม้จะเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ก็ตามส่วนมากก็ยังเป็นบุคคลธรรมดาที่อยู่ในอาชีพนั้น ๆ เช่น สหกรณ์ครูก็จะเป็นครู สหกรณ์การเกษตรก็จะเป็นเกษตรกรซึ่งไม่ได้มีความรู้ทางการเงิน เราก็อยากจะมีหน่วยงานที่รับผิดชอบเอาคนเหล่านี้มาเทรน (Train) มาฝึกอบรม มาให้ ความรู้ทางการเงินและให้ช่วยเขากํากับดูแลให้การบริหารการเงินที่ไม่สุ่มเสี่ยง เพราะว่า ระบบการเงินถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาแล้วมันเป็นไฟลามทุ่งนะครับ
ในเรื่องของระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ เป็นธนาคารหรือเป็นสถาบันทางการเงินที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะกิจ เช่น ธนาคารอาคารสงเคราะห์ก็เพื่อส่งเสริมให้คนมีบ้าน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ การเกษตรก็เพื่อช่วยเหลือชาวนา ธนาคารออมสินก็เพื่อให้คนฝึกนิสัยในการออม ธนาคาร เพื่อการส่งออกและนําเข้าแห่งประเทศไทยก็เพื่อส่งเสริมการส่งออกและนําเข้า มีวัตถุประสงค์ เฉพาะกิจ และมีกรอบการดําเนินงานเฉพาะกิจ เพราะฉะนั้นก็สามารถที่จะทําตาม วัตถุประสงค์ได้ แต่ในช่วงหลัง ๆ ธนาคารพวกนี้พัฒนาขึ้นเยอะ แล้วก็ได้ขยายขอบเขตการบริการกว้างขวาง ออกไป บางส่วนก็กลายไปแข่งขันกับธนาคารพาณิชย์ และบางส่วนก็มีขนาดใหญ่จนกระทั่งว่า น่าห่วงใยต่อความมั่นคง เพราะถ้าเผื่อว่าเกิดปัญหาขึ้นก็จะไม่สามารถจํากัดกรอบของ ความเสี่ยงได้ แต่ว่าขณะนี้ธนาคารเฉพาะกิจเหล่านี้อยู่ในกํากับของกระทรวงการคลัง กระทรวงการคลังเป็นผู้ดูแลและทําหน้าที่เป็นเจ้าของ แต่ว่ากระทรวงการคลังก็มีหน่วยงานหนึ่ง เมื่อก่อนผมอยู่ สศค. ก็จะมีหน่วยงานที่เรียกว่าสํานักกํากับดูแลธนาคารของรัฐ เขาก็จะดูแล ในเรื่องการปฏิบัติตามนโยบายและตามกฎ ระเบียบ แต่ไม่ได้ดูแลในเรื่องของไฟแนนเชียล พรูเดนซี (Financial prudency) คือความเสี่ยงภัยทางการเงินหรือหลักการบริหารสถาบันการเงิน อันนี้เป็นความเชี่ยวชาญของธนาคารแห่งประเทศไทย เดิมเราคิดว่าจะตั้งหน่วยงานขึ้น ในกระทรวงการคลังเพื่อทําหน้าที่นี้ แต่ตอนหลังไปคุยกับกระทรวงการคลังแล้วกระทรวงการคลัง เห็นว่าหน่วยงานนี้ ความจริงแบงก์ชาติมีความสามารถอยู่แล้วก็ให้แบงก์ชาติไปทําเลย เพราะขณะนี้กระทรวงการคลังก็มอบให้แบงก์ชาติทําหน้าที่ตรวจสอบอยู่แล้ว แต่ตรวจสอบเท่านั้น ไม่ได้กํากับดูแล ขณะนี้ก็ทําให้เขาก็กํากับดูแลด้วย ก็คือจะทําให้ระบบธนาคารของไทย ทั้งระบบได้มีมาตรฐานการกํากับดูแลอย่างเดียวกันในมาตรฐานเดียวกัน ที่จะทําให้ ระบบการเงินมีความมั่นคงมากขึ้นนะครับ
มีเรื่องสุดท้ายอีกเรื่องเดียวครับ เรื่องประกันภัยพืชผล เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ผมเชื่อว่ามีคนพยายามทํามานานแล้วไม่สําเร็จ แล้วการที่ทําเรื่องนี้ไม่สําเร็จก็เป็นปัญหาเรื้อรัง ซึ่งทําให้ชาวนาต้องตกทุกข์ได้ยากตลอดไป และรัฐบาลก็ต้องจ่ายเงินค่าเยียวยาอยู่เป็น ประจําทุกปีเมื่อเกิดปัญหาขึ้น แต่ถ้าเราสร้างระบบประกันภัยให้สําเร็จขึ้นมาได้ภาคเกษตร จะสามารถลืมตาอ้าปากได้ ช่วยตนเองได้ และไม่เป็นภัย ไม่เป็นส่วนที่ต้องพึ่งพาสังคม โดยส่วนรวม ทีนี้การทําให้สําเร็จผมมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้อยู่คืออาจารย์ธวัชชัยซึ่งเขาเป็นคนที่ ทํางานด้านการเงินมานาน เขาก็มาเสนอว่าจริง ๆ แล้วรัฐต้องช่วยในการสร้างให้เกิดขึ้น ก็คือ รัฐอาจจะต้องอุดหนุนภาคประกันภัยในเบื้องแรกเพื่อให้เกิดได้ เพราะขณะนี้มันเกิดยาก เหตุเพราะว่าต่างคนต่างคิดว่าตัวเองไม่มีภัย คนอื่นเท่านั้นมีภัย แล้วพอตัวเองมีภัยก็จะมาขอ ประกัน มาประกันเมื่อรู้ว่าภัยจะมาแล้ว ก็จะมีคนที่รู้ว่าภัยจะมาแล้วเหมือนกันจํานวนน้อย ก็ไม่สามารถกระจายความเสี่ยงได้ แล้วก็ไม่ได้ประกันทุกปีไม่ว่าจะมีภัยหรือไม่มีภัย ก็เลย ไม่สามารถกระจายระหว่างเวลาได้ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ถ้าหากทําให้ดีขึ้นก็จะทําให้ เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม ผมจะขออนุญาตให้อาจารย์กอบศักดิ์ได้บรรยายในเรื่องของ ความเหลื่อมล้ําในเรื่องของภาคการเงินฐานรากครับ เชิญครับ