สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๘ · ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

วิวัฒน์ ศัลยกําธร หารือเรื่องการปฏิรูปพลังงาน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการประหยัดพลังงานและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเสนอให้ภาครัฐตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อจัดการทรัพยากรพลังงาน โดยให้เกียรติภาคเอกชนในการร่วมมือในการจัดการทรัพยากรพลังงาน และเรียกร้องการปฏิบัติจริงตามเป้าหมาย

นายวิวัฒน์ ศัลยกําธร

ท่านประธานและท่านผู้มีเกียรติที่เคารพครับ ผม วิวัฒน์ ศัลยกําธร หมายเลข ๑๔๖ มี ๒ ประเด็นที่อยากจะเรียนไปถึงท่านกรรมาธิการ ปฏิรูปพลังงาน แล้วก็ท่านที่จะทําหน้าที่เป็น สปท. ด้านพลังงานต่อครับ ประเด็นที่ ๑ ผมอยากจะกราบเรียนถึงเป้าหมายของการปฏิรูปพลังงาน ประเด็นที่ ๒ อยากจะพูดถึง การขับเคลื่อนให้เกิดการปฏิบัติจริง ๆ

ประเด็นแรก ผมคิดว่าท่านกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานของ สปช. ได้ทํา การบ้านไว้ดีมาก ผมเคยมีโอกาสได้ถูกเชิญไปเรียนที่ วพน. รุ่น ๔ กระทรวงพลังงานได้จัดตั้ง โรงเรียนพัฒนาพลังงานระดับสูงขึ้น แล้วก็ผมถูกเชิญไปร่วมในการเรียนรู้ ๕ เดือน แล้วก็ได้มี ส่วนในการเสนอแผนแผนหนึ่งในการที่จะปฏิรูปเรื่องพลังงาน เห็นข้อเสนอของกรรมาธิการ ได้พูดถึงทั้งดีมานด์ไซด์ (Demand side) ทั้งซัพพลายไซด์ (Supply side) ไว้ถือว่าดีมาก ซัพพลายไซด์ (Supply side) นี้เราให้น้ําหนักกับการผลิตป้อนความต้องการให้ได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หมายถึงว่าเศรษฐกิจเราโตเท่าไร พลังงานก็ต้องโตเท่านั้น อันนี้คือเป้าหมาย ซึ่งอันนี้ผมไม่ค่อยเห็นด้วยนัก ผมให้ความสําคัญกับในกลุ่มที่เราไปศึกษากันกลุ่มละ ๑๐ กว่าราย ที่มาจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิต แล้วก็การใช้พลังงานที่ไปเรียนรู้ด้วยกัน มองว่า การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพถือเป็นเรื่องใหญ่มาก ผมสมมุติอย่างนี้ว่าถ้าเราต้องการให้ เศรษฐกิจโต สมมุติว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเราใช้พลังงานลดลงเหลือสัก ๖๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าประสิทธิภาพการผลิต ประสิทธิภาพการดําเนินงานทุกอย่างทั้งการผลิต และบริการยังสามารถทําได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่เรามีประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน สูงมาก เราใช้พลังงานเพียง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เพียง ๖๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่ว่าประสิทธิภาพ ของเราทําได้ถึง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อย่างนี้น่าจะเป็นเรื่องที่เป็นทางออกของโลก ผมได้มีโอกาส ทํางานร่วมกับองค์การระหว่างประเทศหลายองค์การด้วยกันที่ทําเกี่ยวกับเรื่องของภาวะโลกร้อน โดยเฉพาะไอพีซีซี อินเตอร์กัฟเวิร์นเมนทัล พาเนล ออน ไคลเมต เชนจ์ (IPCC : Intergovernmental Panel on Climate Change) มีนักวิทยาศาสตร์จํานวนมากทีเดียวได้มาทํางานในบ้านเรา มีเพื่อนอยู่คนหนึ่งชื่อว่าดอกเตอร์เควิน เคนนี เขาตามเรื่องนี้แล้วเขาก็บอกว่าโลกเรานี้ ทนต่อการผลิตคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มและนําเอาออกซิเจนมาสันดาปต่อไปอีกไม่ได้แล้ว ถ้าพูดกันตรง ๆ แต่ว่าการนําเสนอข้อมูลนี้ไม่ค่อยมีใครอยากนําเสนอ เพราะว่าส่งผลเสีย ต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่แท้ที่จริงโลกนี้ทนไม่ได้แล้วที่เราจะไปเอาพลังงาน มาเผาเพิ่ม ถ้าจะให้โลกใบนี้อยู่คงทนจําเป็นต้องหยุดการเผา เผานั่นแปลว่าคุณต้องเอา ออกซิเจนจํานวนมหาศาลมาสันดาป แล้วก็ผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ให้โลกมันโอเวอร์ (Over) ไปหลายเท่า มีนักวิทยาศาสตร์พูดทํานองว่าถ้าจะให้โลกใบนี้อยู่รอดต้องไปหาโลกมาอีก ๔ ใบ ปลูกต้นไม้บนโลกใบนี้ให้เต็ม และอีก ๔ ใบก็ปลูกให้เต็ม จึงจะสามารถดึงคาร์บอนไดออกไซด์ มาเก็บไว้ในต้นของมัน ต้นไม้ต้นหนึ่งเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณครึ่งหนึ่ง ประมาณ ๔๙.๗ เปอร์เซ็นต์ ก็แปลว่าถ้าเอาต้นไม้มาต้นหนึ่งมาเผาก็จะได้คาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ ครึ่งหนึ่ง ตีเสียว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์หย่อน ๆ ถ้าจะให้โลกใบนี้รอดต้องเอาโลกอีก ๔ ใบมาแล้วก็ปลูกต้นไม้ให้เก็บคาร์บอนไดออกไซด์ มาไว้ในต้นตัวเองแล้วผลิตออกซิเจนมาป้อนให้มนุษย์ ให้โลกถึงจะอยู่รอด เพราะฉะนั้น มาตรการการประหยัดพลังงาน การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ หรือที่เราเรียกกันว่า ดีมานด์ไซด์ (Demand side) จึงเป็นเรื่องสําคัญที่สุด เพราะฉะนั้นทิศทางของการปฏิรูป พลังงานเอาละครับ เราหยุดการใช้พลังงานไม่ได้ แต่ว่าซัพพลาย (Supply) นั้นต้องให้ น้ําหนักเอาจริงไปกับการใช้พลังงานที่ไม่ทําให้โลกใบนี้มันเสื่อมลงไปอีก ซึ่งผมคิดว่า ท่านกรรมาธิการได้ศึกษาไว้ละเอียดรอบคอบมากทีเดียว ต้องขออนุญาตชมเชย และขอขอบพระคุณท่าน รวมทั้งท่านผู้อภิปรายอีกหลายท่านได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ดีมาก

ส่วนเป้าหมายที่ ๒ คือด้านดีมานด์ไซด์ (Demand side) คนใช้ถ้าใช้กัน ฟุ่มเฟือยอย่างทุกวันนี้ ถ้าท่าน สปท. จะได้ศึกษาต่อว่าประสิทธิภาพการใช้พลังงานของบ้านเรา เมื่อเทียบกับทั้งโลก เรายังอยู่อันดับที่ต่ํามากนะครับ เราใช้ประสิทธิภาพต่ํามาก และเรายัง เพิ่มประสิทธิภาพได้ ๓๔ มาตรการที่ท่านกรรมาธิการได้เสนอเอาไว้ แล้วก็เรื่องไฟฟ้าอีก ๖ มาตรการ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก แล้วก็ผมนึกย้อนไปถึงสมัย พลเอก เปรมท่านมาเป็น นายกรัฐมนตรี ตอนนั้นผมอยู่ชั้น ๗ สภาพัฒน์ อยู่กองวางแผนเตรียมพร้อม ๑๑ มาตรการ ที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งน้ํามัน ทั้งไฟฟ้า เรามีมาตรการประหยัด ผมอยู่ชั้น ๗ ของสภาพัฒน์มันเป็นชั้นลอยฟ้า เป็นดาดฟ้าขึ้นไปหลังคานี่ร้อนมากครับ ชั้นอื่นเขาปิดไฟ ปิดแอร์ (Air condition) แล้วเขายังอยู่ได้ แต่ชั้น ๗ นี่โอ้โฮต้องนั่งพัดกัน แต่นั่นก็เป็นตัวอย่างครับ ราชการทําเป็นตัวอย่างมาตรการ ผมคิดว่าไม่เชยครับ ถ้าจะเอามาใช้จริงจังในยุคนี้ซึ่งเป็น ยุคที่เราสามารถออกกฎ ระเบียบได้ง่ายเร็ว ผมมีความเชื่อมั่นท่านนายกรัฐมนตรีเอาเรื่องนี้ แน่นอน ภาครัฐทําเป็นตัวอย่างเอาเฉพาะไฟฟ้ากับน้ํามัน ๒ ตัวนี้ หน่วยงานไหนลดไฟฟ้า ลดพลังงานได้ส่วนต่างที่ลดได้เอาไปเป็นรางวัลทั้งหมด เอาไปขึ้น ๓ ขั้น เอาไปให้เป็นรางวัล เป็นเงิน ผมจําได้นะครับ กระทรวงมหาดไทยถามท่านผู้ว่าราชการจังหวัดหลาย ๆ ท่านตอบได้ อําเภอไหน จังหวัดไหน สามารถทําได้ที่ ๑ เอาไป ๓ ขั้นทั้งจังหวัด อําเภอไหนได้ที่ ๑ เอาไป ๓ ขั้นทั้งอําเภอ นี่ภาครัฐทําเป็นตัวอย่างทําได้ผมยืนยัน ภาคเอกชนครับ องค์กรใด ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ง่ายที่สุดคือน้ํามันกับไฟฟ้ามันเช็กบิล (Check bill) ได้ง่าย ๆ เลยครับ เอารางวัลไป มีมาตรการ ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าท่านกรรมาธิการ สปช. ที่ศึกษามามีข้อมูลอยู่ แล้วก็ ท่าน สปท. ที่จะมารับผิดชอบต่อก็มีข้อมูลทําได้ ข้อสําคัญคือประสิทธิภาพของระบบ กลไกรัฐ ลําพังกระทรวงเดียวทําไม่ได้แน่ผมยืนยัน พูดแล้วพูดอีก การศึกษาเหมือนกัน การปฏิรูป การศึกษา การปฏิรูปการจัดการทรัพยากร เหมือนกันเราเคยได้มีโอกาสประชุมร่วมกับ ๒ กระทรวงนี้ว่างานจะสําเร็จได้ต้องระดมสรรพกําลัง นี่ผมใช้ภาษาทหารนะครับ ผมเคยได้ ทํางานร่วมกับสถาบันวิจัยทหารเมื่อสมัยที่อยู่กองวางแผนเตรียมพร้อมแห่งชาติ ของสภาพัฒน์ยุคนั้น ยุคที่ พลเอก เปรมท่านมาเป็นนายกรัฐมนตรีปีแรก และท่านก็สั่งตั้ง สํานักงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริขึ้น มาตรการสําคัญนี้ต้องร่วมมือกันทุกภาคส่วน ลําพังกระทรวงพลังงานกระทรวงเดียวทําไม่ได้ครับ ภาครัฐทุกกระทรวงต้องตั้งคณะกรรมการร่วม ขึ้นมา มอบหมายภารกิจทําเป็นจริงเป็นจัง ผมเชื่อมั่นว่าทําได้ไม่ได้เกินวิสัย ภาคเอกชน ต้องเข้ามาร่วมกําหนดนโยบายด้วย ไม่ใช่ภาครัฐเป็นพ่อรู้ดีมันทุกเรื่อง และใช้อํานาจสั่งการ ลงไป ไม่มีใครเขาอยากทํางานด้วยหรอกครับ ถ้าท่านคิดว่าท่านมีอํานาจ มีเงินงบประมาณ แล้วทําได้ ไม่มีใครเขาเต็มใจมาทํางานด้วย เพราะฉะนั้นต้องให้เกียรติเขา ภาคชุมชน โรงเรียน มหาวิทยาลัย ภาควิชาการ แม้แต่วัดนะครับ วัดเดี๋ยวนี้บางวัดโอ้โฮ ใช้จ่ายเพื่อการเผาผลาญพลังงานรุนแรงมากครับ เราช่วยกันได้ครับ แม้ชุมชน แม้ภาคประชาชน เอาจริงครับเรื่องนี้ ต้องฟังประชาชนบ้าง ข้าราชการเราไม่ได้เก่งทุกเรื่อง เราต้องฟังประชาชน และเชิญเขาเข้ามาร่วมในการตัดสินใจ ๕ ขั้นตอน ผมทํากฎหมาย เมื่อคราวที่แล้ว ทํากฎหมายปฏิรูปกลไกการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทํากฎหมาย ยังไม่เสร็จหมดวาระเสียก่อนแล้วก็เชิญนักกฎหมายมาสานต่อ ใช้เงินส่วนตัวนะครับ เงินเดือนที่รัฐบาลให้ไว้เอาไปทํางานเรื่องนี้ต่อ มีกฎหมายยกร่างเอาไว้แล้วจะให้ทุกภาคส่วน เข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูปกลไกการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากร โดยเฉพาะ พลังงานเป็นทรัพยากรที่โลกกําลังวิกฤตินะครับ พลังงานน้ํา น้ํานี่วิกฤติ เป็นความท้าทาย ของมนุษยชาติยุคนี้ พลังงานก็เช่นกัน ถ้าขาดแคลนน้ํา ขาดแคลนพลังงาน อาหารน่ากลัว ที่สุด อย่างนี้คือชนวนสงครามโลก พระเจ้าแผ่นดินเราเตือนเรื่องนี้จนโลกเขาเอาไปปฏิบัติ กันแล้ว ผมเชื่อมั่นว่าถ้าเอาจริงรัฐบาลนี้ท่านเอา แล้วก็ทําได้ อยู่ในวิสัยที่ทําได้ อยากจะให้ กําลังใจ แล้วก็กราบขอบพระคุณท่านกรรมาธิการที่ได้กรุณาศึกษาแล้วก็มาเล่าให้พวกเราฟัง กราบขอบพระคุณครับ