วลัยรัตน์ ศรีอรุณ หารือเรื่องการขออนุญาตอภิปรายของสมาชิกสภาและเรียกร้องให้สมาชิกอื่นๆ อภิปรายตามลำดับ จากนั้น พูดถึงพลังงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติและแนะนำการผลิตกระแสไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าชีวมวลเพื่อลดค่าไฟฟ้าและเพิ่มจีดีพีของประเทศ โดยขอแสดงข้อมูลนี้ให้คณะกรรมาธิการทราบเพื่อให้เกิดผลทางปฏิบัติอย่างรวดเร็ว
ขอบพระคุณท่านทองฉัตร หงศ์ลดารมภ์ มากนะคะ ท่านใช้เวลาเพียงครึ่งเดียว เพราะฉะนั้นท่านสมาชิกสามารถที่จะอภิปรายได้นาน ดิฉันมีรายชื่อสมาชิกที่จะขออภิปราย อยู่เพียง ๓ ท่าน ท่านใดจะอภิปรายเพิ่มเติม เดี๋ยวเจ้าหน้าที่กรุณาส่งชื่อเลยนะคะ ในมือ ขณะนี้ ๓ ท่าน พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ท่านเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ท่านศิริชัย ไม้งาม ท่านเป็นประธานสหภาพแรงงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ท่านวิทยา แก้วภราดัย เป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุข กราบเรียนเชิญท่าน พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา เลยนะคะ เชิญค่ะ
พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน ผม พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๗๖ ขออภิปรายแผนการปฏิรูปด้านพลังงาน ขออนุญาตใช้ภาพฉายและเอกสาร ประกอบการอภิปราย โดยจะขออภิปรายใน ๒ ประเด็นครับ ประเด็นแรก จะกล่าวถึง พลังงานกับความมั่งคงของชาติ ประเด็นที่ ๒ จะขอนําเสนอแผนการปฏิบัติเพื่อการป้องกัน มิให้เกิดปัญหาวิกฤติพลังงานของชาติในอนาคตอันใกล้นี้ครับ
ในประเด็นแรก พลังงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ ซึ่งจะมีรายละเอียด อยู่ในแผ่นใสและเอกสารที่แจกให้ว่าพลังงานนั้นเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติทางด้านการทหาร และขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ ถ้าเราไม่มีน้ํามันเชื้อเพลิงศักยภาพทางการรบ ของเรา ไม่ว่าจะเป็นทางบก ทางเรือ หรือทางอากาศ ก็จะไม่สามารถดําเนินการได้อย่างมี ประสิทธิภาพ พลังงานกับความมั่นคงทางด้านศักยภาพ อํานาจการต่อรองระหว่างประเทศ ถ้าประเทศเราขาดพลังงานคงจะไม่สามารถต่อรองกับประเทศใด ๆ ในภูมิภาคนี้ได้ และพลังงานกับความมีศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจของคนในชาติ ถ้าเรามีพลังงานของเราเอง เราก็มีความภาคภูมิใจ แต่ถ้าเราต้องพึ่งคนอื่นเราก็คงไม่มีความภาคภูมิใจ และคงจะต้อง หวาดผวาอยู่ตลอดเวลา พลังงานกับความมั่นคงทางด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยภายใน ถ้าไฟฟ้าติด ๆ ดับ ๆ กล้องวงจรปิดก็คงจะใช้ไม่ได้ บ้านเรือนก็คงจะไม่สามารถที่จะอยู่ อย่างมีความสุขได้ พลังงานกับความมั่นคงทางด้านสังคมก็เช่นเดียวกัน พลังงานกับความมั่นคง ทางด้านเศรษฐกิจของชาติ แน่นอนครับ ถ้าประเทศไทยของเราไม่มีไฟฟ้าหรือไฟฟ้ามีติด ๆ ดับ ๆ หรือไม่เพียงพอ หรือไม่มีความมั่นคง ก็คงไม่มีใครมาลงทุนสร้างโรงงานในประเทศไทย และพลังงานกับความมั่นคงทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถ้าเราไม่เลือกใช้ พลังงานให้ถูกต้องเหมาะสม เราจะเป็นการทําลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และที่สําคัญที่สุดเป็นการทําลายทรัพยากรธรรมชาติที่เราจะต้องหวงแหนไว้ให้กับลูกหลาน ของเราเพื่อความมั่นคงของชาติของเราในอนาคต และพลังงานกับความมั่นคงทางด้านการเมือง ถ้าพลังงานหมด พลังงานเกิดวิกฤติ แน่นอนครับ ประชาชนก็จะลุกฮือก็จะมีปัญหาทางด้าน การเมืองด้วยเช่นเดียวกัน พลังงานกับความมั่นคงทางด้านการลงทุนภาคอุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว ถ้าประเทศไทยของเราไฟฟ้าติด ๆ ดับ ๆ โรงแรมก็ไม่มีไฟหรือโรงแรมทุกโรงแรม ต้องมีเครื่องกําเนิดไฟฟ้าของตัวเอง ค่าโรงแรมก็จะแพง การท่องเที่ยวก็จะแพง และแน่นอนครับ ก็ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างแน่นอน พลังงานกับการคมนาคมขนส่งและระบบ โลจิสติกส์ (Logistics) แน่นอนครับ ระบบขนส่งของเราที่กําลังจะมีนั้นส่วนใหญ่ก็ต้องใช้ไฟฟ้า เมื่อไฟฟ้าไม่มีหรือไฟฟ้าไม่เพียงพอ ไม่มีเสถียรภาพ การคมนาคมขนส่งและการโลจิสติกส์ (Logistics) ก็จะมีปัญหาเช่นเดียวกัน รวมถึงการจราจรทางอากาศด้วย พลังงานกับศักยภาพ ในการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี เทคโนโลยีก็ต้องใช้ไฟฟ้านะครับ ในเครื่องเทคโนโลยีทั้งหลาย ถ้าไฟฟ้าไม่มีความเสถียร เครื่องใช้ไฟฟ้าหรือเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ก็จะเสียหายเช่นเดียวกัน พลังงานกับการพัฒนาศักยภาพทางด้านทรัพยากรของชาติ ในการพัฒนาทรัพยากรของชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานทดแทนนั้นถือว่า ประเทศไทยเรามีจุดแข็ง เราสามารถพัฒนาศักยภาพบุคลากรของเราให้มีจุดเด่นในเรื่องนี้และเป็นจุดขายของประเทศไทย ในภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) เราอาจจะประกาศว่าประเทศไทยเราคือฮับ (Hub) แห่งพลังงาน ในขณะที่ สปป. ลาวเขาประกาศว่าเขาเป็นแบตเตอรี่แห่งเอเชีย เราขอเป็นฮับ (Hub) ทางด้านพลังงานของอาเซียน (ASEAN) ก็แล้วกันนะครับ พลังงานกับเตรียมความพร้อม ในการที่อาจจะเข้าสู่ภาวะสงครามที่อาจจะเกิดขึ้นในบางภูมิภาคของโลกได้ ถ้าเราพึ่งแหล่งพลังงาน จากต่างประเทศถ้าเกิดวิกฤติทางด้านการเมืองในประเทศนั้น ๆ หรือทางขนถ่ายน้ํามัน หรือว่าก๊าซมาก็จะมีปัญหาเช่นเดียวกัน และพลังงานกับเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ของเรา และสุดท้ายพลังงานเราต้องตัดสินใจในทางเลือกของชาติของเราว่าระหว่างวิกฤติ กับโอกาส ถ้าเราตัดสินใจถูกก็เป็นโอกาสของเรา ถ้าเราตัดสินใจผิดก็เป็นวิกฤติของเรานั่นเอง
ประเด็นที่ ๒ จะขอกล่าวถึงเรื่องการป้องกันการเกิดวิกฤติพลังงานของชาติ จากข้อมูลที่ได้แจกให้แหล่งก๊าซธรรมชาติในประเทศไทย ตามเอกสารที่แจกจะเห็นได้ว่า ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยจะเริ่มสูบได้น้อยลงไปเรื่อย ๆ และจะหมดในอีกประมาณ ๑๕ ปีข้างหน้า อันที่จริงแล้วสัญญาณบอกเหตุได้เริ่มเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ เพราะปริมาณก๊าซ ที่สูบได้ขึ้นมาใช้ลดลงและต้องนําก๊าซธรรมชาติเหลวเข้ามาเสริมทดแทน ในขณะที่ ความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นทุกปี ปีละประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์ จึงทําให้เป็น แรงบวกทั้งสองในการที่จะต้องเพิ่มขึ้นการนําเข้าปริมาณก๊าซธรรมชาติเหลวที่มีราคาแพง จากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น และก๊าซธรรมชาติที่ถูกนํามาใช้มากที่สุดก็คือใช้ในการผลิต กระแสไฟฟ้า ในขณะที่ความต้องการใช้กระแสไฟฟ้าก็เพิ่มขึ้นเฉลี่ย ๔ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ทําให้ในอีกประมาณ ๑๐ ปีข้างหน้านี้ปริมาณก๊าซธรรมชาติที่เราใช้มากกว่าครึ่งหนึ่ง ต้องสั่งนําเข้ามาจากต่างประเทศซึ่งมีราคาแพงมากกว่าก๊าซธรรมชาติที่ขุดเจาะได้ในอ่าวไทย มากถึง ๒-๓ เท่าตัว อันจะส่งผลให้ราคาค่ากระแสไฟฟ้าจะต้องสูงขึ้นอีกมากอย่างมิอาจ หลีกเลี่ยงได้ ทางเลือกที่จะแก้ไขวิกฤติก้าวข้ามวิกฤตินี้เพื่อความอยู่รอดของชาติ ทางเลือกหนึ่งก็คือ การทดแทนการนําเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวด้วยโรงไฟฟ้าชีวมวล ซึ่งมีค่า ของกระแสไฟฟ้าถูกกว่าการผลิตด้วยก๊าซธรรมชาติเหลวที่นําเข้าจากต่างประเทศ และอันจะ เป็นประโยชน์ทั้งต่อผู้ใช้ไฟฟ้า ต่อการเพิ่มจีดีพี (GDP) ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ และกระแสเงินสดหมุนเวียนในชุมชน เป็นประโยชน์ในการปลูกพืชพลังงานในพื้นที่นอกเขต ชลประทานและเป็นการแก้ไขปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืน ซึ่งพื้นที่นอกเขตชลประทาน มีมากถึง ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่การเกษตรทั่วประเทศ และเป็นการแก้ไขปัญหาผลผลิต ทางการเกษตรตกต่ํา จะได้ไม่เป็นภาระของรัฐบาลที่จะต้องมาอุดหนุนราคาพืชไร่หรือผลิตผล ทางการเกษตรที่มีปัญหาอยู่อย่างทุกวันนี้ และที่สําคัญเกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในชนบท เป็นแหล่งส่งเสริมเศรษฐกิจรากฐานให้บังเกิดผล อย่างเป็นรูปธรรม และสิ่งที่ผมนําเสนอมาทั้งหมดนั้นสามารถเกิดได้ง่ายมากเลยครับ และสามารถทําได้ทันทีและไม่ต้องใช้งบประมาณของทางราชการด้วยครับ หน่วยงาน ที่รับผิดชอบก็คือสํานักงานนโยบายและแผนพลังงาน นําเสนอในประเด็นยุทธศาสตร์เหล่านี้ ต่อปลัดกระทรวงพลังงานเพื่อนําเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานให้นําเข้า คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติหรือเรียกว่า กพช. เพื่อจะให้ความเห็นชอบ เมื่อ กพช. ให้ความเห็นชอบ คณะกรรมการกํากับกิจการพลังงานหรือเรียกว่า กกพ. ก็เป็น ผู้ออกประกาศเพื่อใช้ปฏิบัติได้ทันที ซึ่งรัฐบาลไม่ต้องใช้งบประมาณ ประชาชนผู้ใช้ไฟ ได้ประโยชน์ ได้ใช้ไฟราคาถูก และที่สําคัญประชาชนทั้งประเทศได้มีส่วนร่วมในการผลิต กระแสไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงของชาติอย่างยั่งยืนครับ ขอจบการนําเสนอครับ
ขอบพระคุณมากนะคะ สําหรับข้อมูลที่ทํามาดีมากเลยค่ะ แต่ว่าในรายละเอียด ท่านคงจะต้องนําไปแสดงในคณะกรรมาธิการอีกทีนะคะ เพราะเป็นข้อมูลที่จะช่วยให้เกิดผล ทางปฏิบัติอย่างรวดเร็ว ดิฉันกราบเรียนเชิญท่านที่ ๒ คือท่านศิริชัย ไม้งาม ท่านประธาน สหภาพแรงงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เชิญค่ะ อยู่ไหมคะ ท่านเสียบบัตรได้นะคะ เชิญค่ะ