สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๘ · ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

ธานินทร์ ผะเอม หารือเรื่องการปฏิรูปประเทศ โดยเน้นย้ำความสำคัญของการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวัตกรรม ในการกระจายงบประมาณในการพัฒนาประเทศ และเสนอแนวคิดในการปรับโครงสร้างกลไกสหกรณ์

นายธานินทร์ ผะเอม

ขอบพระคุณครับ เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ผม นายธานินทร์ ผะเอม สมาชิกหมายเลข ๗๔ ก่อนอื่นผมขอแสดง ความชื่นชมต่อการนําเสนอประเด็นเศรษฐกิจ ในบางส่วนผมเข้าใจว่าเรียลเซกเตอร์ (Real sector) ยังไม่มานะครับ ของท่านอาจารย์สมชัยแล้วก็ของดอกเตอร์กอบศักดิ์ ภูตระกูล โดยขอแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมต่อวิธีคิดนําเสนอในบางประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ การปฏิรูปเพื่อการเจริญเติบโตและการลดความเหลื่อมล้ํา ซึ่งทั้ง ๒ ส่วนนี้แยกกันไม่ออกนะครับ ผมขออนุญาตเสนอในประเด็นสั้น ๆ ๓ ประเด็น ที่จะเกี่ยวกับเรื่องการจัดระเบียบความคิด เพื่อที่จะเดินต่ออย่างเป็นรูปธรรมนะครับ

ประเด็นแรก ขออนุญาตอ้างถึงสไลด์ (Slide) ที่พูดถึงรัฐขาดกรอบนโยบาย ที่จะขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการและเป็นรูปธรรมในส่วนของการลด ความเหลื่อมล้ํานะครับ จะเห็นว่าในสไลด์ (Slide) นี้ถ้าดูนี่ ดอกเตอร์กอบศักดิ์ ขออนุญาต เอ่ยนามท่านด้วย พูดถึงว่าโทน (Tone) ของการที่รัฐดําเนินการมันแยกกันเด็ดขาด ระหว่างที่จะโปรโมท (Promote) ผมขออนุญาตบางส่วนถ้าพูดเป็นภาษาอังกฤษมันจะง่าย ต่อความเข้าใจนะครับ ในส่วนที่เป็นเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจริง ๆ แล้วทั้ง ๒ เรื่องนี้ ทั้งอินฟราสตรักเจอร์ (Infrastructure) นี่นะครับ เป็นทั้งเรื่องของการสนับสนุน การเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจและเรื่องคุณภาพชีวิตไปพร้อมกัน เพียงแต่ว่าเราจะมอง ทางด้านไหน

อีกเรื่องหนึ่ง คอมเพทิชันโพลิซี (Competition policy) ถ้าว่าไปแล้วนี่ครับ มันเรื่องของนโยบายแข่งขันทางการค้า ผมยังมองว่าเป็นเรื่องลดความเหลื่อมล้ําระหว่าง ผู้ประกอบการรายใหญ่อาจจะใช้อํานาจในการครอบงําตลาดหรืออํานาจเหนือตลาด ตรงนี้ เป็นเรื่องความเป็นธรรมแล้วก็ลดความเหลื่อมล้ํากับผู้ประกอบการรายย่อยด้วยนะครับ อันนี้ ผมขออนุญาตโยงไปถึงประเด็นที่เราถือว่าเป็นรอยเชื่อมระหว่างกัน ระหว่างการเจริญเติบโต กับการที่จะลดความเหลื่อมล้ํา หรือการกระจาย ซึ่งภาษาอังกฤษใช้คําว่าอินคลูซีฟโกรท (Inclusive growth) นี่นะครับ ก็คือว่าโตมีการกระจาย แล้วก็จะโยงไปที่เมื่อสักครู่ ท่าน สปท. ท่านอดีตรัฐมนตรีกษิตได้พูดไว้ ผมเข้าใจว่าแผน ๑๒ นี่นะครับ อันนี้ผมเอง ในฐานะที่เป็นม้างานในกระบวนการจัดทําแผน ก็ขอเรียนไว้นะครับว่าเราได้คํานึงถึงเรื่องของ เซกเตอร์ (Sector) หรือเรื่องของรายสาขา หรือประเด็นการพัฒนา ควบคู่ไปกับเรื่องพื้นที่นะครับ แล้วการจะทํา แผน ๑๒ นอกจากจะคํานึงถึงยุทธศาสตร์ประเทศ ๒๐ ปีแล้ว เราพยายามจะทอนนะครับ ทอนให้ออกมาเป็นรูปธรรม เป็นประเด็นนะครับ และควบคู่ไปกับเรื่องการพัฒนาพื้นที่ที่มี ความสําคัญแล้วโยงไปเรื่องที่เราเรียกว่าเป็นโปรแกรมบัตเจตติง (Program budgeting) แล้วขณะนี้กรอบในการจัดทํางบประมาณก็ออกมาแล้วกลุ่มใหญ่ ๆ มีอยู่ ๖-๗ กลุ่ม อย่างเช่น เรื่องของขีดความสามารถในการแข่งขันจะมี ๑๕ ประเด็นย่อยอยู่ในนั้น อันนี้เป็นเรื่อง โปรแกรมบัดเจตติง (Program budgeting) ชัดเจน แล้วเรื่องพื้นที่เป็นเรื่องที่มีความสําคัญ แล้วเราคงต้องไปแตะเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินว่าเราจะจัดระบบว่าถ้าเรากระจาย งบประมาณไปแล้วเราจะบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างไรที่จะตอบโจทย์ที่เป็นทั้งปัญหา และการพัฒนาศักยภาพ

ในประเด็นที่ ๒ กลุ่มเศรษฐกิจเป็นกลุ่มที่ใหญ่มากนะครับ มีความซับซ้อน แล้วก็หลากหลาย การลดความเหลื่อมล้ําเป็นได้ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมทั้ง เรื่องธรรมาภิบาล เราจะพบว่าสิ่งเหล่านี้เราต้องไปด้วยกันแล้วก็จะแบ่งปันกันอย่างไร ในขณะที่เศรษฐกิจขยายตัวและให้มีส่วนแบ่งที่สมกับการมีส่วนร่วม ก็หมายถึงว่าต้องเข้าไป ออกแรง ประเด็นนี้ควบคู่ไปกับเรื่องของการให้โอกาสอย่างที่อาจารย์สมชัยท่านได้ยกขึ้น เรื่องความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี แล้วก็นวัตกรรมเป็นเรื่องที่สําคัญ แต่ผมสังเกตเท่าที่เห็น ยังไม่มีความชัดเจนว่าเราจะเอาเรื่องนี้ไปไว้ที่ไหน เรื่องการศึกษาหรือ ซึ่งผมคิดว่ากลุ่มที่ น่าจะเหมาะที่สุดก็กลุ่มเศรษฐกิจนี่ละครับที่น่าจะดึงเรื่องนี้เข้ามาแล้วก็แนบแน่น แต่จริง ๆ แล้ว เราไม่ได้ทําเรื่องวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมไปเพื่อที่จะไปเมคมันนี (Make money) หรือว่าไปสร้างรายได้อย่างเดียว มันเป็นเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิตไปด้วย อันนี้ผมขอยกเป็นประเด็นไว้

ประเด็นสุดท้ายนะครับ เรื่องสหกรณ์ อันนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สําคัญมาก สหกรณ์นี่นะครับ โครงสร้างและกลไกของสหกรณ์ที่เราทําอยู่ดันมาอยู่กับกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ แล้วเราก็พบว่ามีข้อจํากัดมาก สหกรณ์ที่อยู่กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นสหกรณ์การเกษตรจะมีไม่เกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ที่มีสถานภาพทางด้านการเงินหรือว่า เพอร์ฟอร์มานซ์ (Performance) ที่พอไปได้ นอกนั้นก็จะอยู่ในสภาพที่ไม่ดี แต่ใน ขณะเดียวกันเรามีสหกรณ์ที่อยู่นอกภาคเกษตร สหกรณ์การค้า ขออนุญาตเอ่ยนามครับ สหกรณ์กรุงเทพ ซึ่งมีผลการทํางานที่ดีมาก มีสมาชิกที่เข้มแข็งนะครับ หรือแม้กระทั่ง สหกรณ์ออมทรัพย์ จะเห็นว่าผลประกอบการของบางสหกรณ์ดีมากนะครับ บางสหกรณ์ มีผลกําไรสูงมากถึงขนาดเอาไปทําบุญได้เป็นร้อย ๆ ล้านบาท ตรงนี้เราคงต้องมาดูว่าเราจะ ปรับโครงสร้างกลไกทั้งในแง่โพลิซีเมกเกอร์ (Policy maker) เรื่องโพรโมเตอร์ (Promoter) แล้วก็เรกูเลเตอร์ (Regulator) อย่างไร อันนี้สุดท้ายแล้วครับ เรื่องนี้ผมมองถึงเรื่องห่วงโซ่ มูลค่าหรือว่าแวลูเชน (Value chain) ที่เราได้ยินกันในแง่ของของคลัสเตอร์ (Cluster) สหกรณ์สามารถจะทําอะไรในการที่จะเชื่อมห่วงโซ่ของการทําธุรกิจระหว่างกันได้ ทั้งสหกรณ์การผลิต สหกรณ์การค้า ก็อยากให้พิจารณาในประเด็นนี้นะครับว่าถ้าโครงสร้าง และกลไกที่รัฐจะออกมา ทั้งผู้กําหนดนโยบาย ทั้งผู้สนับสนุน ส่งเสริม แล้วก็เป็นผู้ที่ คอยทําหน้าที่เรกูเลเตอร์ (Regulator) ด้วย อันนี้ก็จะเป็นเรื่องที่สําคัญมาก แต่ไม่น่าจะอยู่ที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขอบพระคุณครับ