สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๘ · ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

กษิต ภิรมย์ เสนอการปฏิรูปเศรษฐกิจ โดยเสนอให้จัดสรรงบประมาณตามแบบอย่างของประเทศเยอรมนี เพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างจังหวัด และขอเสนอให้ปรึกษาหารือกับอดีต ส.ส. ในพื้นที่จังหวัดเพื่อหาว่าจังหวัดแต่ละจังหวัดขาดอะไร และตั้งเป้าหมายในการเติมให้เต็มภายใน 10 ปี นอกจากนี้ กษิต ภิรมย์ ยังเสนอให้ตัดสินใจที่จะให้รัฐวิสาหกิจเป็นรัฐวิสาหกิจหรือเป็นกึ่งบริษัทเอกชนเพื่อตอบสนองประชาชน

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. ลําดับ ที่ ๗ ก่อนอื่นขอขอบคุณท่าน สปท. สมชาย คุณกอบศักดิ์ แล้วก็ทีมงาน ต่อเอกสาร และคําชี้แจงเกี่ยวกับการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง ที่ค่อนข้างจะสมบูรณ์แบบครอบคลุม ทุกประเด็น ในการที่จะอภิปรายวิพากษ์วิจารณ์นั้นผมขออ้างถึงเพาเวอร์พอยนท์ (PowerPoint) ข้อที่ ๑๑ ที่ได้แจกไว้ วัตถุประสงค์ของการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง ที่บอกว่ามี ๕ ประการ ผมขอเริ่มแตะที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ําเสียก่อน แล้วก็ขออ้างถึงคํากล่าวของ ท่านสมชัยด้วยว่าการจัดสรรงบประมาณนั้นของเราไม่ได้ไปลงที่เนื้อที่ แล้วก็ ท่านรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง ซึ่งเคยเป็นผู้อํานวยการ สํานักงบประมาณคงจะทราบดีว่าการจัดงบประมาณของประเทศไทยนั้นเป็นไปตาม รายกระทรวง ๒๐ กระทรวงด้วยกัน แล้วเราก็มักจะติดตามไม่ได้ว่าแต่ละกระทรวงนั้น เอาเงินไปลงที่พื้นที่ในจังหวัดต่าง ๆ อย่างไร แล้วไปทําโครงการอะไรบ้าง แล้วก็ ในการอภิปรายของสภาผู้แทนราษฎรหลายครั้งเกี่ยวกับสํานักงบประมาณนั้น ผมก็ได้ถือโอกาสนั้นพยายามที่จะโน้มน้าวสภาแล้วก็เพื่อนสมาชิก ส.ส. และวันนี้ก็อยากจะ โน้มน้าวเพื่อนสมาชิก สปท. ด้วย ก็อยากจะให้หันไปดูตัวอย่างของประเทศเยอรมนี ตอนที่เขารวมประเทศเยอรมนีตะวันตกกับประเทศเยอรมนีตะวันออก ที่รัฐบาลเยอรมนีตะวันตก ถามก็คือว่าทางฟากของประเทศเยอรมนีตะวันออกนั้นเขาขาดอะไร ในพื้นที่ของ ประเทศเยอรมนีตะวันออกนั้นเขาขาดอะไร แล้วก็ในแขนงธุรกิจหรือว่าเศรษฐกิจนั้นขาดอะไร เมื่อเขาถามคําถามอันนี้ได้แล้วเขาก็ตั้งงบประมาณ แล้วก็เรียกเก็บภาษีจากคน เยอรมนีตะวันตกอีก ๗ เปอร์เซ็นต์เพิ่มเพื่อจะช่วยในการที่จะรวมประเทศแล้วก็พัฒนา ประเทศเยอรมนีตะวันออก และ ณ วันนี้ถ้าเผื่อเราเดินทางไปที่ประเทศเยอรมนีตะวันออก ก็จะเห็นว่าความเหลื่อมล้ําระหว่างประเทศเยอรมนีตะวันตกกับประเทศเยอรมนีตะวันออก ไม่มีแล้ว ในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ในเรื่องการบริหารจัดการการอํานวยความสะดวก ของภาครัฐต่อประชาชน ความรู้สึกที่มีความเหลื่อมล้ํากันนั้นไม่เกิดขึ้น ที่ยังเหลืออยู่ ประเด็นเดียวก็คือค่าจ้างในประเทศเยอรมนีตะวันออกนั้นยังถูกกว่าประเทศเยอรมนี ตะวันตก แต่เขาก็ให้แรงจูงใจต่าง ๆ เพื่อจะช่วยเร่งยกระดับของคนในประเทศเยอรมนี ตะวันออกที่อาจจะเหลืออีก ๕ ปี ๑๐ ปี แต่คิดว่าภายใน ๑๐ ปีนั้นความทัดเทียมระหว่าง ประเทศเยอรมนีตะวันตกกับประเทศเยอรมนีตะวันออกก็คงจะไม่มีแล้ว เพราะฉะนั้น ผมก็อยากจะเสนอในสภาอันนี้ของเราว่าในการจัดสรรงบประมาณต้องทําที่เขาเรียกว่า ครอสเรเฟอร์เรนซ์ (Cross-reference) ต้องโยงกันว่าเงินลงผ่าน ๒๐ กระทรวง กับอันที่ ๒ ต้องทําให้สภาพัฒน์ทําตารางขึ้นมาว่าแต่ละเนื้อที่ แล้วก็แขนงธุรกิจ เศรษฐกิจหรือชีวิตต่าง ๆ เหล่านี้ยังจะต้องเอาเงินจํานวนพิเศษยัดลงไป อัดลงไปเพื่อจะยกระดับขึ้นมาภายใน ๕ ปี ๑๐ ปีได้หรือไม่ อย่างไร และในการนี้ผมก็อยากจะขอเสนอต่อท่านประธานเพื่อมอบให้ ทางฝ่ายสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรประสานกับทางสภาพัฒน์ว่าได้มีการคิดอ่าน ในเรื่องของการที่จะเติมให้เต็มสําหรับเขตต่าง ๆ ของประเทศไทยที่ยังล้าหลังอยู่หรือไม่ กับอันที่ ๒ ถ้าเผื่อท่านจะสามารถประสานกับทางกระทรวงมหาดไทย ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วก็นายก อบจ. ทุกจังหวัดทําการบ้านขึ้นมาว่าในจังหวัดของท่านนั้นขาดอะไร มีอะไรที่จะต้องเติมให้เต็ม แล้วก็อยากจะขอให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วก็นายก อบจ. ทุกท่านปรึกษาหารือกับอดีต ส.ส. ในพื้นที่ของจังหวัดนั้น ๆ ด้วย ก็จะเป็นการสร้าง การทํางานร่วมกันในการที่จะรู้ว่าจังหวัดต่าง ๆ นั้นขาดอะไร และประเทศไทยจะต้องเติม อะไร และจะเร่งด่วนที่ไหน อย่างไร เพื่อจะไม่ให้มีความเหลื่อมล้ําระหว่างโรงเรียน โรงพยาบาล แล้วก็สถานบริการต่าง ๆ เหล่านี้ในประเทศไทย และเราก็อาจจะตั้งเป้าหมายไว้ ว่าจะทําให้เสร็จ เติมให้เต็มอย่างที่ประเทศเยอรมนีตะวันตก ประเทศเยอรมนีตะวันออก เขาทําภายใน ๒๐ ปี แต่ของเราก็พัฒนามามากแล้วเราก็ตั้งเป้าเสีย ๑๐ ปี ก็จะไปโยงกับ ประเด็นที่ว่าแล้วเราก็จะได้เป็นประเทศพัฒนาเสียที คราวนี้จะเป็นประเทศที่จะพัฒนาเสียที ได้นั้นก็ขอมาประเด็นที่ ๓ กันเลยนะครับ เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันธุรกิจ ของเศรษฐกิจไทย สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะฟังแต่ไม่ได้ยินก็คือคําว่ามิดเดิล-อินคัม แทรป (Middle-income trap) สภาวะของประเทศไทยที่ขึ้นสูงไปทางเทคโนโลยีก็ไม่มี จะลงต่ําไปใช้ ค่าแรงถูกก็ไม่มีแล้ว แต่ผมก็ทราบว่าทางสภาพัฒน์ได้ทําเอกสารไว้ว่าจะเอาประเทศไทยหลุดพ้น จากสภาวะของมิดเดิล-อินคัม แทรป (Middle-income trap) อย่างไร แล้วก็การปฏิรูป ที่เราจะทํากันอยู่ในสภานี้ต้องโยงกับงานของสภาพัฒน์เพื่อจะได้ช่วยกันนําพาประเทศไทย ออกจากสภาวะที่เหมือนเป็นแซนด์วิช (Sandwich) นะครับ ขึ้นข้างบนก็ไม่ได้ ลงข้างล่างไม่ได้ แล้วก็ที่ฝรั่งมังค่าจะเป็นธนาคารโลก แล้วก็สถาบันการเงิน สถาบันประเมินผลต่าง ๆ ที่เขา เพียรพยายามที่จะพูดก็คือว่าประเทศไทยจะต้องลงทุนในเรื่องการศึกษา ซึ่งเราได้พูดมามากแล้ว แต่ที่จะต้องลงทุนมากขึ้นอีกก็คือในเรื่องของการวิจัยค้นคว้าแล้วก็การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แล้วก็ต้องมีการทํางานกันอย่างน้อยสามเส้าอย่างใกล้ชิด คือ ภาครัฐบาล ภาคอุตสาหกรรม เอกชน แล้วก็ทางภาคมหาวิทยาลัยทางด้านวิชาการ ต้องวิ่งไปด้วยกันในการที่จะนําพา ประเทศไทยให้เป็นประเทศพัฒนาแล้วภายใน ๑๐ ปี ซึ่งอยู่ในวิสัยที่จะทําได้ คู่ขนานกันไปนั้นก็มี เรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน ในช่วงที่รัฐบาลของคุณทักษิณ ต้องขอโทษที่กล่าวนาม เราได้ ประสบความสําเร็จกับประเทศอาเซียน (ASEAN) อีก ๙ ประเทศในการจัดทําแผนแม่บทว่าด้วย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพราะว่าประเทศไทยอยู่ตรงกลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยิ่งเร่งเท่าไรให้สําเร็จภายใน ๕ ปี ๑๐ ปีนี้เราก็จะเป็นศูนย์กลางคมนาคม ศูนย์กลาง โลจิสติกส์ (Logistics) โรงงานต่าง ๆ อะไรเหล่านี้ ประเทศอื่น ๆ ก็หลีกเลี่ยงประเทศไทย ไม่ได้ต้องใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง เราจะต้องมีความพร้อมในเรื่องนี้เป็นสําคัญ ผมขออีก ๑ นาทีครับ เกินเวลาไปนิดหนึ่ง แล้วก็มีประเด็นในเรื่องของธรรมาภิบาล ผมขอพูด ประเด็นเดียวครับในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ผมได้เช็ก (Check) กับทุกประเทศ ที่เป็นประชาธิปไตย ไม่มีรัฐมนตรีของประเทศเยอรมนี หรือว่าของประเทศเดนมาร์ก หรือของประเทศแคนาดา มีอํานาจหน้าที่ในการจัดอะไรครับ เซ็นรายชื่อในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพราะฉะนั้นเราจะต้องมีกําหนดออกมาว่าห้ามมิให้ผู้ที่ดํารงตําแหน่งทางการเมืองจะเป็น ระดับรัฐบาลกลางหรือท้องถิ่นนั้น มีอํานาจหน้าที่ในการลงลายมือเซ็นชื่อของตนเองครับ ต้องเข้ามาทํางานทางด้านนโยบายอย่างเดียว อย่ามายุ่งกับเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง แล้วผม ขอเสนอให้มีสํานักงานจัดซื้อจัดจ้างกลางของภาครัฐ จะเป็นของส่วนกลางหรือจะเป็นของ ท้องถิ่น อันนี้ก็จะขจัดการกระจุกตัวของงบประมาณมาอยู่ที่สํานักงานรัฐมนตรีของแต่ละ กระทรวง ๒๐ กระทรวง อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญยิ่ง และผมคิดว่าไม่ให้รัฐมนตรีหรือว่า ฝ่ายการเมืองมายุ่งกับการจัดซื้อจัดจ้างเป็นเรื่องที่สําคัญ

ส่วนประเด็นสุดท้ายครับ ขอแตะเรื่องรัฐวิสาหกิจ ต้องตกลงใจครับ จะให้ การบินไทยหรือการปิโตรเลียมซึ่งมีหุ้นอยู่ในตลาดหุ้นนั้นจะให้เป็นรัฐวิสาหกิจเพื่อตอบสนอง ประชาชน ๖๕ ล้านคน หรือจะให้เป็นกึ่งบริษัทเอกชนที่จะหากําไร ๒ อย่างอยู่ในตัวไม่ได้ครับ จะต้องเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่อย่างนั้นเราแปรรูปการบินไทยและ ปตท. ไป ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ให้เอกชนไปดําเนินการ รัฐเก็บภาษี หรือไม่ก็ต้องเอากลับมาเป็นของประชาชนเพื่อจะทํา ไม่หากําไร หรือกําไรที่จะมีมาก็ต้องม้วนกลับมาที่งบประมาณกลาง เพื่อการพัฒนา ของประเทศ ก็ขอเสนอประเด็นเหล่านี้ไว้ก่อนครับ ขอขอบคุณครับ