กอบศักดิ์ ภูตระกูล พูดถึงการปรับปรุงร่างรายงานและ พ.ร.บ. เกี่ยวกับเกษตรพันธสัญญา โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับปรุงระบบและเพิ่มมาตรการในการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน รวมถึงการแก้ไขข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม เพื่อยกระดับเกษตรพันธสัญญาให้มีประโยชน์มากขึ้น
ขอบคุณครับท่านประธาน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผมขอขอบคุณอย่างยิ่งสําหรับข้อคิดเห็นที่เปึน ประโยชน์อย่างยิ่งสําหรับการปรับปรุงร่างรายงาน แล้วก็ร่าง พ.ร.บ. นะครับ ก็จะได้น้อมรับ ข้อคิดเห็นต่าง ๆ ไปเพื่อนําไปสู่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นกว่านี้ กระผมขอตอบ บางท่านที่ได้พูดถึงเรื่องเกษตรพันธสัญญาครับ ท่านกอบกุลได้พูดถึงเรื่องของการจัดตั้ง องค์กรเรื่องของคณะกรรมการส่งเสริมพัฒนาเกษตรพันธสัญญาที่เปึนธรรมให้เปึนองค์กร ที่เปึนเอกเทศ ความจริงตอนแรกเราก็คิดเรื่องนี้เหมือนกันว่าจะทําอย่างไรให้เหมาะสม คิดตั้งแต่ว่าจะให้ท่านนายกรัฐมนตรีเปึนประธาน แต่ก็คิดว่าท่านมีภารกิจหลายอย่าง หรือว่าจะแต่งตั้งออกมาเปึนองค์กรต่างหากก็มีความกังวลใจว่าจะเปึนการจัดตั้งองค์กรใหม่ แล้วก็เปึนต้นทุนให้กับทุกคน เราก็เลยออกมาในรูปแบบนี้ครับ ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องที่ท่านถาม เรื่องของความเชื่อมโยงระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้วก็กระทรวงยุติธรรม
ว่าทั้ง ๒ องค์กรนี้จะมีความเกี่ยวเนื่องกัน อย่างไรในเรื่องของการพัฒนาระบบ เกษตรพันธสัญญา แล้วเขาจะแบ่งงานเชื่อมโยงกันอย่างไร อันนี้ชัดเจนเลยครับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะดูแลเรื่องของการพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาที่เปึน เรื่องของเกษตร ถ้าเปึนเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องของสัญญา สัญญาที่ไม่เปึนธรรม การฟัองร้อง ไกล่เกลี่ย ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้บอกแล้วว่าเขาไม่มีผู้เชี่ยวชาญ เขาอยากขอให้ กระทรวงยุติธรรมเปึนคนรับดําเนินการเรื่องเหล่านี้ เพราะฉะนั้นกระทรวงเกษตร และสหกรณ์จะเปึนเพียงผู้รับฟัอง รับร้อง และหลังจากนั้นก็จะส่งต่อให้กับกระทรวงยุติธรรม เปึนคนพิจารณาข้อพิพาท ข้อไกล่เกลี่ย รวมไปถึงเรื่องของร่างสัญญาต่าง ๆ อันนั้นก็จะเปึน สิ่งที่ ๒ อันนี้เขาจะแบ่งงานตามความถนัดของตนเอง ส่วนที่ท่านอรพินท์แล้วก็ท่านสายัณห์ ได้พูดถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้วก็ชุมชน ผมคิดว่าอันนี้เปึนประเด็นที่จะกลับไปหารือ กับคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลังว่าเราอาจจะเพิ่มอีกมาตราหนึ่ง ที่จะมีการเปรียบเทียบปรับสําหรับผู้ที่ทําทั้ง ๒ ฝัืงก็คือผู้ให้สัญญาแล้วก็ผู้รับสัญญา ที่ไปทําเกษตรพันธสัญญาในพื้นที่ที่ส่งผลกระทบต่อทุกคนเช่นในพื้นที่ป์าต้นน้ําเปึนต้น ในส่วนนี้เราจะมีมาตราหนึ่งในมาตรา ๙ ๖ วงเล็บต่าง ๆ จะเปึนเรื่องที่บอกว่า คณะกรรมการมีอํานาจในการกําหนดแนวทางเรื่องกันพื้นที่ต่าง ๆ แล้วเดี๋ยวเราจะไปลองคิด ดูว่าจะทําอย่างไรให้มีโอกาสที่จะเปรียบเทียบปรับในเรื่องของผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชุมชน แล้วก็สิ่งแวดล้อมได้ เพราะว่าความจริงแม้กระทั่งไม่ถึงพื้ นที่ป์านะครับ ในพื้นที่ชุมชนเอง ก็มีปัญหาเรื่องของการตั้งโรงงานเลี้ยงหมูในชุมชนแล้วเกิดกลิ่นต่าง ๆ ขึ้นมาก็มีการร้องเรียน เปึนประจํา พอหลังจากนั้นท่านสายัณห์ก็พูดต่อนะครับว่ามาตรา ๒๐ การเปรียบเทียบปรับ มันถูกไปหรือเปล่า ก็คือที่ ๑๐,๐๐๐ บาท แล้วก็บวก ๕,๐๐๐ บาทต่อวันสําหรับคนที่ ไม่ดําเนินการตามที่คณะกรรมการได้สั่งการไป อันนี้เปึนเพราะว่าเราคิดถึงตัวเกษตรกรครับ เกษตรกรมีเงินไม่มาก เราไม่อยากให้เปึนภาระกับเกษตรกร แต่ถ้าเกิดอย่างนั้นเดี๋ยวผมจะ ลองปรึกษากับคณะกรรมการว่ากรณีที่เปึนบริษัทเนื่องจากเปึนผู้ที่มีทุนทรัพย์มำกกว่า อาจจะเปึนอีกเรต (Rate) หนึ่งอย่างที่ท่านเสนอ เช่น ๕๐,๐๐๐ บาท แล้วก็เพิ่ม วันละ ๑๐,๐๐๐ บาท หรืออาจจะมากกว่านั้น เดี๋ยวจะลองปรึกษาดูนะครับว่าจะทําอย่างไร แล้วก็เรื่องสุดท้ายที่ท่านสารีพูดถึงก็คือในระหว่างที่ใช้ร่างระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ในการที่จะขับเคลื่อนตอนที่ พ.ร.บ. ยังไม่เกิดขึ้นนี่จะให้อํานาจในการดําเนินการที่เกี่ยวกับ
ข้อสัญญาที่ไม่เปึนธรรมได้เลยหรือเปล่า อันนี้ก็จะไปปรึกษากับทางคณะกรรมการ แล้วอาจจะเขียนเพิ่มเติมในประเด็นนั้นครับ แต่กระผมคิดว่าข้อเสนอของทุกท่านก็จะทําให้ ตัวข้อเสนอของเราในการยกระดับเกษตรพันธสัญญานั้นมีประโยชน์มากขึ้น และกระผม เชื่อนะครับว่าเรื่องนี้เปึนคานงัดสําคัญ แล้วก็เปึนจุดเปลี่ยนสําคัญที่จะยกระดับภาคเกษตร ของเมืองไทยให้สามารถแข่งขันกับตัวของตลาดโลกได้ และขณะเดียวกันก็จะส่งผลต่อเกษตรกร ซึ่งขณะนี้มีดุลอํานาจที่ไม่เหมาะสม แล้วก็ถูกเอารัดเอาเปรียบจํานวน ๔๐๐,๐๐๐ คน และขณะเดียวกันก็จะยกระดับของเซกเตอร์ภาคเกษตรเกือบ ๒๔ ล้านคนครับ ขอบคุณมากครับ