สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๖๔ · ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๘

สุวัฒนา ธาดานิติ เสนอแนวคิดเรื่องการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนระหว่างนิคมอุตสาหกรรมและชุมชน โดยเน้นความสำคัญของสิ่งแวดล้อม ชุมชน และอุตสาหกรรมในการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยแนะนำแนวคิดของอีโคทาวน์ (Eco-Town) เป็นเครื่องมือในการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสร้างความยั่งยืนระหว่างอุตสาหกรรมและชุมชน นอกจากนี้ยังหารือเกี่ยวกับการสร้างเมืองนิเวศอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน โดยเรียกร้องให้มีการปฏิรูปองค์กรและกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การดำเนินการเกิดประสิทธิภาพ และมีการดำเนินชีวิตอย่างยั่งยืนในระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน และเมือง

รองศาสตราจารย์สุวัฒนา ธาดานิติ อนุกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กราบเรียนท่านผู้มีเกียรติทุกท่านค่ะ ดิฉัน สุวัฒนา ธาดานิติ ขอนําเสนอรายงานเรื่องการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนระหว่างนิคมอุตสาหกรรม และชุมชนด้วยแนวคิดหรือด้วยหลักการเมืองนิเวศ ท่านจะพบว่าในรายงานเราได้มีข้อมูล เราได้มีผลการศึกษาครบถ้วนทั้งหมด ๗ หัวข้อ ตั้งแต่หลักการและเหตุผลเรื่อยมานะคะ จนกระทั่งถึงข้อที่ ๗ ตัวชี้วัดความสําเร็จตามผลลั พธ์ในการศึกษา แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อให้กระชับขออนุญาตรายงานเริ่มต้นเฉพาะที่มีดอกจันเอาไว้ก็คือว่าขอเสนอหลักการ และเหตุผลว่าทําไมเราจะต้องศึกษาแล้วก็เสนอแนวทางการปฏิรูปเพื่อให้เกิดการอยู่ร่วมกัน ระหว่างนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งอันนี้หมายรวมตั้งแต่โรงงานอุตสาหกรรม กลุ่มโรงงาน จนกระทั่งกลุ่มขนาดใหญ่ภายใต้การดําเนินการของนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งมีความขัดแย้ง จะเรียกว่าความขัดแย้งหรือความไม่ได้ร่วมมือกัน หรือต่างคนต่างอยู่ระหว่างชุมชน กับภาคอุตสาหกรรมเหล่านั้น ในสไลด์ (Slide) ต่อไปที่ว่าด้วยหลักการและเหตุผล หรือดิฉัน จะนําเสนอไปเรื่อย ๆ ค่ะ ท่านจะเห็นได้ว่าในการพัฒนาอุตสาหกรรมจําเปึนที่จะต้องมี ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ประโยชน์ที่ดิน และทรัพยากรต่าง ๆ ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของพื้นที่ เรื่องของดิน เรื่องของน้ํา รวมทั้งเรื่องของ ของเสียต่าง ๆ มีอยู่ ๓ ประเด็น ๓ ห่วงนะคะ ในหน้าของหลักการและเหตุผลที่จะต้องนํามา พิจารณาก็คือสิ่งแวดล้อม ชุมชน และตัวอุตสาหกรรมเอง อย่างไรก็ตามความขัดแย้ง ที่เกิดขึ้นเปึนเรื่องของการใช้ประโยชน์ทรัพยากรและเปึนเรื่องของความไม่เกื้อกูล ต่างคนต่างอยู่ระหว่างชุมชนและอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุมชนเกษตรกรรม ที่ทรัพยากรหลักคือที่ดิน ด้วยเหตุนี้เราควรที่จะมาสร้างการเกื้อกูลกัน การอยู่ร่วมกันระหว่าง ชุมชนและอุตสาหกรรมโดยให้เกิดความสําเร็จร่วมกันในลักษณะของวิน วิน (Win Win) ปัจจุบันนี้เกิดความขัดแย้งและมีการเลือกว่าใครสําคัญกว่าใคร อย่างไรก็ตาม ภาคเกษตรกรรมและชุมชนเปึนภาคที่เปึนพื้นฐาน เปึนรากเหง้า เปึนสิ่งที่เหมาะสมกับ ระบบนิเวศและวัฒนธรรมไทยซึ่งเราสูญเสียไปไม่ได้ และขณะเดียวกันอุตสาหกรรม

ทุกวันนี้ก็เปึนภาคทางเศรษฐกิจที่ทํารายได้ให้อย่างมากและนับวันจะเพิ่มมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ การศึกษาหรือแนวทางปฏิรูปจึงเปึนการเสนอแนวทางการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อยุติความขัดแย้ง และสร้างความเกื้อกูลกันในการดําเนินชีวิตและการอยู่ร่วมกัน อย่างยั่งยืนระหว่าง ๒ ส่วนนี้ก็คืออุตสาหกรรมและชุมชน โดยขอนําเสนอแนวคิด หรือหลักการของอีโคทาวน์ (Eco-Town) ให้เปึนเครื่องมือของการดําเนินการ ต่อไปค่ะ แล้วอีโคทาวน์หรือเมืองนิเวศเปึนอย่างไร ดีวิเศษแค่ไหน เราถึงได้นํามาเสนอว่าควรที่จะ เข้ามาเปึนเครื่องมือ เปึนแนวทางซึ่งน่าจะทําให้เราวิน วินคือได้ทั้ง ๒ ส่วน แทนที่จะเลือก และสร้างความเหลื่อมล้ําให้ เกิดขึ้นอยู่ตลอดไป ถ้าดูแล้วนะคะ ในการที่มีการผลิต ภาคอุตสาหกรรมแบบเดิม ๆ นั้นมักจะใช้น้ํา พลังงาน ทรัพยากร ซึ่งตรงนี้เปึนฐานหลักนะคะ เช่นเดียวกันของชุมชน ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมอื่น ๆ ทั้งหมดรวมกัน อยู่ในพื้นที่หรือแผ่นดิน ซึ่งไม่ได้อยู่เฉพาะในโรงงานหรือในกลุ่มโรงงานหรือในนิคมอุตสาหกรรม เพราะว่าสิ่งที่ปลดปล่อยออกมาจากอุตสาหกรรมไม่ว่าจะเปึนมลภาวะ เสียง กลิ่นอะไรต่าง ๆ และทรัพยากรที่ถูกทําลายไปไม่ได้อยู่ภายในเส้นกั้นเฉพาะในพื้นที่อุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ได้กระจายปะปนและเข้าถึงชุมชน ซึ่งทั้งหมดนี้เปึนการดําเนินการโดยลดคอสต์ (Cost) จะเห็นได้ว่าเราจะคํานึงถึงการลดต้นทุนการผลิตโดยไม่ได้คํานึงถึงการเกื้อกูล องค์ประกอบต่าง ๆ ที่มีอยู่ในพื้นที่

ด้วยเหตุนี้นิเวศอุตสาหกรรมหรือเราจะย้ําว่าอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ เนื่องจากเมืองนิเวศนั้น สามารถเกิดได้จากพาณิชยกรรมหรือกิจกรรมอื่น ๆ นิเวศอุตสาหกรรมจําเปึนที่จะต้องมี องค์ประกอบในการดําเนินการ หรือเครื่องมือตัวนี้จะต้องมีเรื่องของการดําเนินกา ร การใช้พื้นที่หรือที่เรียกว่าผังเมือง ระบบบําบัดมลพิษที่มีประสิทธิภาพ ระบบเฝัาระวัง โครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณสุข ระบบการศึกษา ระบบข้อมูลข่าวสาร ทั้งหมดนี้ เมื่อนํามาใช้ร่วมกัน ไม่ใช่ใช้ทีละอย่างหรือต่างคนต่างดําเนินการ ไม่ว่าใครจะรับผิดชอบก็ตาม ทีละอย่างนี่นะคะ ถ้าร่วมกันจะทําให้เกิดสังคม หรือสภาพแวดล้อม หรือเมืองสีเขียว ตั้งแต่อีโคสคูล (Eco-School) หรือว่าโรงเรียนนิเวศ เกิดอีโคไลฟี (Eco-Life) การดําเนินชีวิต ในระดับทั้งปัจเจก ครอบครัว ชุมชน คอมมิวนิตี (Community) จนในที่สุดแล้วถึงเมืองยั่งยืน คือเมืองนิเวศก็เปึ นเมืองน่าอยู่ อันนี้เปึนเมืองน่าอยู่ที่ว่าถ้าเราดําเนินการตามครบถ้วน เราก็จะได้ความยั่งยืนของเมืองนิเวศ และการอยู่ร่วมกันทั้งภาคเศรษฐกิจและภาคสังคม รวมทั้งเกื้อหนุน โอบล้อมสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรที่มีค่าไว้ เมื่อถามว่าถ้าอย่างนั้น เราไม่ได้มีการดําเนินการเมืองนิเวศอุตสาหกรรมหรืออีโคทาวน์ โดยเปึนอีโคอินดัสเตรียล ทาวน์ (Eco-Industrial Town) มาก่อนหรือเปล่า ไม่ใช่ค่ะท่านที่เคารพ โดยปกติแล้ว เรามีหลายหน่วยงานทีเดียวที่สําคัญ เรามีการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมที่ดําเนินการ มีมานานพอสมควร แต่ก็ยังไม่มีหน่วยงานที่บูรณาการรับผิดชอบการปฏิบัติในระบบเมืองอย่างครบวงจร วงจรที่สักครู่เราเห็นตั้งแต่ทรัพยากรเข้ามาจนกระทั่งออกมาเปึนผลผลิต ดังนั้นผลลัพธ์ จึงเปึนสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ สร้างทั้งความรู้สึกไม่เท่าเทียมและเกิดความขัดแย้ง การร่อยหรอ ของทรัพยากร ดังนั้นเราจําเปึนที่จะต้องสร้างความปรองดอง ดิฉันจะไปถึงว่าถ้าอย่างนั้น ประเด็นปฏิรูปดังที่กล่าวแล้วว่ายังไม่มีหน่วยงานที่เบ็ดเสร็จทํางานร่วมกัน ข้อเสนอ ประเด็นปฏิรูปเรามาถึงว่าปฏิรูปข้อที่ ๑ ขอเสนอปฏิรูปองค์กรรับผิดชอบเมืองนิเวศอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเพื่อขับเคลื่อนตรงนี้ไป มิฉะนั้นแล้ว เราจะแตกย่อยการดําเนินการจนไม่สามารถได้ผลเปึนองค์รวมได้ ข้อที่ ๒ เมื่อเช่นนั้นแล้ว เราต้องมีค่ะ ประเด็นปฏิรูปข้อที่ ๒ คือปฏิรูปกฎหมาย ท่านที่เคารพ ปฏิรูปกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการดําเนินงานเมืองนิเวศอุตสาหกรรม แล้วจะดําเนินการอย่างไร ต่อไปดิฉัน ขอนําเสนอว่าเราจะต้องปรับปรุงระบบบริหารจัดการเมืองนิเวศอุตสาหกรรมนับแต่นี้ไป

คือ ประการแรก ให้จัดตั้งองค์กรเมืองนิเวศอุตสาหกรรม อันที่ ๒ ให้มีคณะกรรมการ คณะหนึ่งเรียกว่าคณะกรรมการบริหารจัดการเมืองนิเวศแห่งชาติ ข้อที่ ๓ กําหนดอํานาจ และหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารจัดการเมืองนิเวศอุตสาหกรรมแห่งชาติ ซึ่งทั้งหมดนี้ ได้อยู่ในรายงาน ๗ หัวข้อ ๗ บท แต่อย่างไรก็ตามขอกล่าวถึงคืออํานาจและหน้าที่ของ คณะกรรมการบริหารจัดการเมืองนิเวศ มีอํานาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้คือ ข้อที่ ๑ กําหนด นโยบาย เปัาหมายที่เกี่ยวกับเมืองนิเวศอุตสาหกรรม เช่นว่าหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ที่ดิน เรื่องของการพัฒนา เรื่องของการที่เมื่อกําหนดแล้วจะควบคุมให้มีการดําเนินการ ตามแผนหรือผังของการใช้ที่ดินอย่างไร ข้อที่ ๒ ให้ความเห็นชอบแผนปฏิบัติการ ของเมืองนิเวศอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะมีโครงการต่าง ๆ เกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน ข้อที่ ๓ ให้ความเห็นชอบกรอบงบประมาณประจําป้ของโครงการขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบ ต่อความเปึนเมืองนิเวศอุตสาหกรรม ข้อที่ ๔ กํากับดูแลและเร่งรัดให้มีการดําเนินการ ให้เปึนไปตามวัตถุประสงค์ ข้อที่ ๕ ผลักดันให้มีการปฏิบัติตามนโยบายของเมืองนิเวศค่ะ

เราจะต้องปรับปรุงและพัฒนากฎหมาย อันนี้เปึนประเด็นหลักที่นําเสนอในตอนแรก กฎระเบียบ ปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบัน คือเราได้มีการดําเนินการ อยู่บ้างแล้ว ดังนั้นมีกฎระเบียบทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบันและการตราขึ้นใหม่ให้เอื้อต่อการพัฒนา เมืองนิเวศ ซึ่งอันนี้ก็จะมีรายละเอียดเช่นว่าให้ลดความซ้ําซ้อนในการทํางาน และเพิ่มความสําคัญให้กับวิสาหกิจชุมชน อยากจะเรียนว่าตรงนี้ได้ยกมาเปึนตัวอย่าง ประเด็นหนึ่งแต่ก็เปึนประเด็นสําคัญคือการเพิ่มความสําคัญให้กับวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของการให้เราเรียกว่าสเปซ (Space) หรือให้พื้นที่ในกลุ่มโรงงาน อุตสาหกรรม ให้พื้นที่ซึ่งสามารถพบปะกันได้ระหว่าง ๒ เซกเตอร์ (Sector) ก็คือ อุตสาหกรรมกับชุมชน และผู้ที่จะมาใช้บริการ ดังนั้นอาจจะมีการดําเนินการที่จะต้องปรับปรุง อาทิกฎกระทรวงที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้ประโยชน์ที่ดินตรงนี้จะมีรายละเอียดอยู่พอสมควร ขอไปถึงว่าถ้าเราใช้เครื่องมือตัวนี้เปึนเครื่องมือที่เรารู้จัก เปึนเครื่องมื อที่ปกติ เรามองเสมือนเปึนสิ่งเพ้อฝัน เมืองนิเวศ เมืองสีเขียว แต่โดยแท้จริงแล้วเราก็ปฏิบัติอยู่บ้าง แต่กระจัดกระจายและมิได้มุ่งหวังให้เปึนเครื่องมือของการลดความขัดแย้ง ซึ่งเครื่องมือตัวนี้ มีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะแก้ปัญหาตรงนี้ได้ ดังนั้นถ้าเราได้ทําแล้วเราจะได้เมืองอุตสาหกรรม ในลักษณะของเมืองนิเวศโดยการอยู่ร่วมกันได้ระหว่าง ๒ ส่วน และได้ประโยชน์ทั้ง ๒ ส่วน ข้อที่ ๒ ทําให้ได้เมืองที่เปึนมิตรกับสิ่งแวดล้อม ข้อที่ ๓ จากการปฏิรูป จากการปรับปรุง ก็ทําให้ได้กฎหมายและแนวทางปฏิบัติสําหรับแก้และปัองกันปัญหาที่จะเกิดจาก นิคมอุตสาหกรรมทั้งในระดับที่มีปัญหามลพิษในระดับสูง ซึ่งในรายงานการศึกษา เราได้มีตัวอย่างไม่ว่าจะเปึนนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด หรือระดับปานกลาง นิคมภาคเหนือ หรือว่าที่ยังไม่เกิดปัญหา นอกจากนั้นแล้วเราจะได้ซึ่งเปึนสิ่งที่เราปรารถนาอย่างยิ่งก็คือ เปึนแนวทางหนึ่งในการลดความเหลื่อมล้ําในสังคมหรือว่าโซเชียล อินอีควอลลิตี (Social Inequality) ก็ขออนุญาตจบการนําเสนอเนื่องจากเวลาต้องกระชับใช่ไหมคะ ขอบคุณมากค่ะ