นิพนธ์ นาคสมภพ เสนอการปฏิรูปองค์กรที่ควบคุมสื่อสารมวลชน โดยเสนอให้ศึกษาความเป็นไปได้ในการปฏิรูปองค์กรดังกล่าวให้ครอบคลุมทุกด้าน รวมถึงโครงสร้างและหน้าที่ขององค์กร และการจัดสรรทรัพยากรคลื่นความถี่ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการประมูลโทรทัศน์ดิจิทัลภาคพื้นดินและการขาดความอิสระขององค์กรโทรทัศน์ ทำให้ประชาชนไม่สามารถชมโทรทัศน์ที่ชอบได้ นอกจากนี้ยังพูดถึงการปฏิรูปการสื่อสารองค์กร โดยเฉพาะการปฏิรูป กสทช. และเรียกร้องให้มีการปฏิรูปอย่างจริงจัง เพื่อให้สื่อสารองค์กรสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดผลกระทบต่อผู้บริโภค
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูป แห่งชาติ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นิพนธ์ นาคสมภพ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ด้านสื่อสารมวลชน หมายเลข ๑๑๓ ขอรายงานข้อเสนอเพิ่มเติมนะครับ เพื่อการปฏิรูป องค์กรกํากับดูแลสื่ อ เพื่อนสมาชิกครับ ถ้าเราหันไปมองกิจการสื่อสารมวลชน วันนี้คลื่นความถี่ไม่ได้เปึนทรัพยากรที่จํากัดอีกต่อไป อีก ๑๐ ป้ข้างหน้าใครจะรู้ ครับ วิทยุอาจจะไปรวมอยู่กับโทรศัพท์ โทรทัศน์ซึ่งเปึนสื่อบันเทิงของครอบครัวจะกลายเปึนสื่อ ส่วนตัว ดังนั้นการศึกษาและการจัดทําแนว ทางปฏิรูปองค์กร รวมทั้งโครงสร้างองค์กร ด้านการกระทําหน้าที่จัดสรรทรัพยากรคลื่นความถี่และการกํากับดูแล การประกอบกิจการ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม จึงได้ศึกษาด้วยความละเอียด ความระมัดระวัง คํานึงถึงภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนไปตามนวัตกรรมเทคโนโลยีอย่ำงรวดเร็ว กฎหมายอาจจะเปึนปัญหาที่ซับซ้อน เพราะว่าเปึนกฎหมายที่ตามเทคโนโลยีไม่ทัน และเปึนสาเหตุให้กระทบต่อเสรีภาพของประชาชนในส่วนที่เปึนสิทธิในการรับรู้ข่าวสาร ด้วยเงื่อนเวลาในการศึกษาครั้งนี้จึงขอรายงานข้อเสนอเพิ่มเติมเฉพาะเรื่อง ขอสไลด์ (Slide) ด้วยนะครับ การปฏิรูปองค์กรกํากับดูแลสื่อในส่วนที่เปึนพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรร คลื่นความถี่ และกํากับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๓ วิธีการศึกษาเราได้ศึกษาโดยตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้นมา เพื่อศึกษาอย่างรอบด้านเปึนเวลา ๒ เดือน จัดทําเสวนาทั้งในกรุงเทพฯ ต่างจังหวัด จัดการ สัมภาษณ์กลุ่ม และสัมภาษณ์เชิงลึก มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน มีการศึกษา ค้นคว้าเอกสารที่เกี่ยวข้อง กลุ่มตัวอย่างที่นํามาศึกษาประกอบด้วยกลุ่มผู้มีอํานาจ ทั้งกรรมการ กสทช. ในปัจจุบัน อดีต กทช. ที่พ้นวาระไปแล้ว ผู้บริหารสํานักงานทั้ง กสทช. และ กตป. หรือกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบั ติงานหรือที่เรารู้จักกันในนาม ซูเปอร์ บอร์ด (Super board) กลุ่มผู้ประกอบกิจการวิทยุ โทรทัศน์ โทรคมนาคม กลุ่มนักวิชาชีพสื่อสารมวลชนซึ่งเปึนผู้เชี่ยวชาญทางด้านวิทยุ โทรทัศน์ ด้านโทรคมนาคม และด้านสื่อสารมวลชนที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากสภาวิชาชีพ จากตัวแทนสมาพันธ์ สมาคมและ ชมรมต่าง ๆ รวมทั้งประชาชนซึ่งเปึนผู้บริโภคสื่อ กับปัญหาขององค์กรกํากับ กสทช. การศึกษาครั้งนี้พบว่า กสทช. เปึนองค์กรที่มีอํานาจเบ็ดเสร็จ ออกกฎหมายเอง ตรวจวินิจฉัยเอง และพิพากษาเอง ส่วนประชาชนที่รอคอยการปฏิรูปสื่อมาตั้งแต่
มีรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๔๐ ได้แต่ตั้งความหวังไว้ว่า กสทช. มีแล้วจะมีผลงานที่ดีขึ้น แต่กลับเปึนว่าผลงานต่ํากว่าที่คาดหวังอย่างมาก แล้วยังพบว่าปัญหาจํานวนมาก เราได้แยกปัญหาไว้กว่า ๑๐ กลุ่ม แต่ด้วยเงื่อนเวลาจึงสกัดออกมาเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ พระราชบัญญัติของ กสทช. ป้ ๒๕๕๓ เพียง ๘ กลุ่ม คณะกรรมาธิการได้ร่วมกันวิเคราะห์ ปัญหาที่พบ และได้รวบรวมข้อเสนอในการแก้ไขปัญหานํามาเสนอต่อคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปแห่งชาติให้เปึนแนวทำงเปึนกลุ่ม ๆ โดยนําเสนอปัญหาและวิธีการแก้ปัญหา ปัญหาการจัดรูปแบบองค์กร เราพบว่าองค์กรกํากับดูแลสื่อหรือ กสทช. กํากับดูแล ไม่สอดคล้องกับยุคหลอมรวมสื่อที่มีการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และมี การพลิกผันอย่างคาดไม่ถึง ส่วนพระราชบัญญัติ กสทช. ป้ ๒๕๕๓ ก็ไม่ได้กําหนดให้ การทํางานของ กสทช. เปึนองค์กรหนึ่งตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
เพราะได้แยกการทํางานออกเปึน ๒ คณะ คือ กสท. หรือคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และ กทค. หรือคณะกรรมการ กิจการโทรคมนาคม ทั้ง ๒ คณะนี้เปึนการทํางานที่อิสระต่อกันหรือจะเรียกว่าต่างคนต่างทํา ข้อเสนอแนะในการปฏิรูปครั้งนี้ต้องจัดรูปแบบองค์กรใหม่ คณะกรรมาธิการปฏิรูปสื่อ เห็นพ้องต้องกันว่าองค์กรนี้ต้องเปึนองค์กรอิสระและเปึนนิติบุคคล มีคณะกรรมการ ๑ ชุด คณะกรรมการจากเดิม ๑๑ คนให้มีผู้เชี่ยวชาญเพียง ๗ คน แต่ละชุดมีวาระ ๖ ป้ต่อสมัย ผู้ที่ได้รับการคัดสรรทดแทนผู้ที่ลาออกไปก็ให้ดํารงตําแหน่ง ๖ ป้ไม่เปึนไปตามวาระตามสมัย เมื่อพ้นตําแหน่งห้ามทํากิจการที่ต่อเนื่องที่ สอดคล้องกับงานของ กสทช. ให้มีสํานักงาน มีงบประมาณ และมีบุคลากรพร้อม วิธีการสรรหาโอนอํานาจที่ผ่านมาเปึนวิธีการสรรหา ที่ค่อนข้างมีปัญหา วิธีการสรรหานี้ไม่เป่ดกว้างและมีวิธีการที่ซับซ้อนลักลั่นไม่สามารถ หาบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามากํากับดูแล ทําให้เกิดความแตกต่าง คนที่เข้ามาไม่ใช่ไม่มี ความเชี่ยวชาญนะครับ แต่ว่าไม่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ทําให้เกิดความแตกต่างของ ความคิดเห็นในการบริหารที่มิได้อยู่บนพื้นฐานของหลักการวิชาการและความเปึนเหตุเปึนผล กลับตรงกันข้ามมีการสร้างกระแสและการตัดสินใจตามกระแส ประเด็นที่ควรตัดสินใจ ด้วยความเชี่ยวชาญกลายเปึนการตัดสินใจโดยการอิงแนวทางทางการเมือง การกําหนด มาตรฐานวิทยุโทรทัศน์และโทรคมนาคมควรเปึนสิ่งที่ดําเนินการโดยทันที แต่ กสช. ก็ดูเหมือนว่าจะทําเปึนสิ่งสุดท้ายก่อนที่จะนําเข้าไปประมูลในแต่ละเรื่อง วิทยุยังเปึน หน่วยราชการที่มีสัมปทานเหมือนเดิม ๕๐๐ คลื่น วิทยุบริการชุมชนวันนี้ไม่ใช่ของชุมชน และยังสับสนกับวิธีการบริหารจัดการให้เปึนวิทยุชุมชน ส่วนวิทยุท้องถิ่นก็ถูกป่ดจํานวนมาก ทําให้เครื่องส่งกระจายเสียงที่มีอยู่มีค่าไม่ต่างกับเศษเหล็ก มีการสร้างกระแสให้ประชาชน หลงเข้าใจผิดคิดว่าโทรทัศน์ดิจิทั ล (Digital) ภาคพื้นดินคือเทคโนโลยีใหม่ชนิดเดียวที่มี ความคมชัดแล้วนํามาจัดการประมูล จริงอยู่ได้เงินไป ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทแล้วก็ยังต้องมี การลงทุนใช้จ่ายเปึนวงเงินกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อจะทําไมครับ เพื่อตั้งสถานี ตั้งเสาส่งสัญญาณภาคพื้นดิน เพื่อส่งสัญญาณในแนวนอน เปึนการส่งสัญญาณที่ทับซ้อนกับ โทรทัศน์ที่ส่งสัญญาณแนวตั้งจากดาวเทียมด้วยระบบดิจิทัลซึ่งมีมากกว่า ๑๐ ป้แล้ว ความเปึนจริงที่ผ่านมาผู้ชมได้ชมโทรทัศน์ที่ไม่ชัดไม่ใช่เพราะเทคโนโลยี แต่เพราะว่าชมผ่าน จอสี่เหลี่ยมรุ่นเก่า ส่วนมาตรฐานโทรทัศน์จอแบบทีวีบี -ทีทู (TVB-T2) ก็เพิ่งมากําหนด
เมื่อคราวที่มีการประมูลโทรทัศน์ดิจิทัลภาคพื้นดินไม่ได้กําหนดก่อนหน้านี้ ช่องโทรทัศน์ดิจิทัล ภาคพื้นดินที่ประมูลไปแล้วก็ไม่ได้มีอิสระเหมือนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เพราะทุกช่อง ต้องไปใช้บริการส่งสัญญาณที่เรียกว่ามัค (Mak) ของหน่วยราชการซึ่งเปึนผู้ถือสัมปทาน โทรทัศน์กลุ่มเดิมอยู่ เมื่อมัคอยู่กับหน่วยราชการไม่ได้อยู่กับองค์กรอิสระอะไรเกิดขึ้นครั บ ห่วงอํานาจเดิมที่สามารถป่ดสวิตช์สัญญาณได้ทันทีก็เกิดขึ้น ไม่มีข้าราชการขัดขืนหรอกครับ ใครก็ตามที่ขัดขืนก็จะมีภัยกับตัวเองอาจจะถูกย้ายหรือถูกบีบให้ลาออก ซึ่งตรงนี้ ความเปึนอิสระขององค์กรอิสระก็จะไม่เกิดขึ้น ในช่วงที่มีประกาศ คสช. ประชาชน กว่า ๑๐ ล้านบ้านไม่สามารถชมโทรทัศน์ที่เขาชอบได้รายการที่เขาชอบนะครับ ทําให้ ผู้บริการภูมิทัศน์แพลตฟอร์ม (Platform) หลายรายต้องเข้าไปพยุงกิจการนี้ โดยการให้ ประชาชนแลกซื้อกล่องสัญญาณกล่องใหม่ ประชาชนต้องเสียเงินกล่องละ ๕๐๐ บาท ๗๐๐ บาท
แล้วก็เจ้าของแพลตฟอร์มเอามากองเปึนกองพะเนินเทินทึกเท่าที่เห็นนี่นะครับอันนี้ยังน้อย นี่ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ กล่องเท่านั้น แลกมาแล้วทําอะไรครับ เอามาแยกพลาสติก กับทองแดงขาย ซึ่งเปึนการสูญเสียเปึนขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่กองใหญ่มาก การสรรหา องค์อํานาจต้องทบทวน พ.ร.บ. กสทช. ๒๕๕๓ เพื่อให้ได้ กสทช. ที่ส่วนใหญ่เปึนผู้เชี่ยวชาญ ที่มีความรู้เรื่องวิทยุโทรทัศน์หรือโทรคมนาคม โดยมีคณะกรรมการสรรหา ๑๕ คน เหมือนเดิม แต่ใน ๑๕ คนนี้ตามมาตรา ๑๔ ของเดิม (๑) กับ (๒) ต้องเปลี่ยน เพราะว่า เปึนองค์กรที่ต้องตรวจสอบ กสทช. ๑ องค์กร และอีกองค์กรหนึ่งคิดว่าจะไม่มีอยู่แล้วนะครับ ให้แทนที่ด้วยประธานสภาวิชาชีพแพร่ภาพกระจายเสียงและนายกสมาคมโฆษณา แห่งประเทศไทย ให้เลขาธิการวุฒิสภาทําหน้าที่เปึนฝ์ายธุรการของคณะกรรมการสรรหา คุณสมบัติของ กสทช. ก็ต้องเปลี่ยน ต้องเป่ดกว้าง ใครจะสมัครให้สมัครเข้ามา สมัครให้มาก ให้ได้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาให้คัดเลือกกัน แต่ก่อนการรับสมัครคณะกรรมการสรรหา ต้องทํางานหนัก ต้องสร้างเครื่องมือคัดสรรด้วยวิ ธีการให้คะแนน หรือที่เราเรียกว่า สกอร์การ์ด (Scorecard) อย่างละเอียด ต้องกําหนดทั้งความรู้ ความชํานาญ ประสบการณ์ และผลงานที่มีเกียรติบัตรหรือรางวัลที่ได้เพราะความชํานาญ เพื่อคัดเลือกเอาคนที่ได้ คะแนนสูงสุดมาสอบสัมภาษณ์และสอบประวัติ เยอะ ๆ ก็จะเหลือไม่กี่คน ยกเลิก คุณสมบัติต้องห้ามที่ไปกีดกันไม่ให้คนทํางานมาสมัครเพราะเกรงว่าจะเปึนตัวแทน ของคนโน้นคนนี้ เมื่อพ้นวาระจากตําแหน่งต้องไม่ให้ทํางานที่เกี่ยวข้อง ๒ ป้เพราะตรงนี้คือ ผลประโยชน์ ให้คณะกรรมการสรรหาคัดเลือกให้เหลือ ๗ คนแล้วก็ส่งให้สภาเห็นชอบ ใครจะไปวิ่งสภาก็ยากเพราะว่าส่งแค่ ๗ คน ให้เห็นชอบ ๗ คน สภาไม่เห็นชอบคนใด หรือทั้งหมดก็ให้นําคนที่อยู่ในระดับรองลงไปมาเสนอ ถ้านอมินี (Nominee) อยู่ที่อันดับ ๘ ก็ต้องมีการปฏิเสธถึง ๘ ครั้ง ซึ่งเปึนไปได้ยากแล้วก็จะเปึนที่ครหา ปัญหาการบริหารองค์กร ไม่สามารถดําเนินการตามเจตนารมณ์ของการจัดตั้งตามรัฐธรรมนูญที่เปึนประโยชน์สูงสุด ในระดับชาติหรือในระดับท้องถิ่น เพราะผู้บริโภคยังเปึนฝ์ายเสียเปรียบ วิธีการบริหารองค์กร ยังซับซ้อนทําให้เกิดคอขวดในการบริหาร มีเสียงเรียกร้อง ร้องเรียนจํานวนมาก เชื่อไหมครับ ว่าช่วงระยะเวลาไม่ถึง ๔ ป้ที่ กสทช. ทํางานมีคดีความฟัองร้องเกือบ ๒๐๐ คดี การปฏิรูปสื่อที่ผ่านมาสร้างความคาดหวังที่เกินจริงในหมู่คนจํานวนมาก แต่การเปลี่ยนแปลง ไม่เปึนไปตามที่คาดหวัง การปฏิรูปการสื่อสารองค์กรต้องสร้างความเข้าใจและลดผลกระทบ
ที่ไม่พึงปรารถนาโดยให้มีสํานักงานเปึนนิติบุคคลและให้ขึ้นตรงต่อกรรมการ กสทช. ให้แบ่งส่วนงานออกเปึน ๗ ส่วน มีสํานักงานวิศวะ สํานักงานกฎหมายและการบังคับใช้คดี สํานักงานงบประมาณการคลัง สํานักงานแผนและนโยบาย สํานักงานการบังคับกิจการ สํานักงานกิจกรรมและการเลขานุการ สถาบันคุ้มครองสิทธิและคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งอันนี้ เปึนไปตามที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคเปึนผู้เสนอ ให้มีเลขานุการ สํานักงานรับทําหน้าที่ด้านธุรการ โดยเลือกเลขานุการจากผู้อํานวยการให้มาปฏิบัติหน้าที่ ส่วนงานอิสระ ๔ ด้าน ด้านบนไม่เปึนส่วนงานที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของสํานักงาน แต่ให้อยู่ ภายใต้คณะกรรมการ กสทช. การใช้จ่ายงบประมาณ มีการตั้งงบประมาณลอย ไม่มีรายละเอียด ไม่แยกระหว่างผู้เสนอและผู้อนุมัติ เสนอเอง อนุมัติเองได้ ต้องแยกออกจากกัน ทําให้การใช้จ่ายเงินจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ข้อมูลในการดําเนินงานและการใช้จ่าย ที่ผ่านมาไม่ได้เผยแพร่ให้ทันเวลาและครบถ้วน ทําให้คนในสังคมเกิดความคลางแคลงใจ และเปึนข่าว เปึนที่วิพากษ์วิจารณ์ตลอดมา การปฏิรูปค่าใช้จ่ายงบประมาณ รายจ่ายต้องจัดทําเปึนงบประมาณค่าใช้จ่ายแบบเดียวกับองค์กรของรัฐที่เปึนอิสระอื่น ๆ
โดยให้แบ่งงบประมาณออกเปึน ๒ ส่วนเช่นกัน คือส่วนที่เปึนงบประมาณประจํา และส่วนที่เปึนงบประมาณโดยโครงการ ทั้ง ๒ แผนนี้จะต้องจัดทําเปึนแผนงบประมาณ ประจําป้ส่วนที่เหลือจากการจัดสรรงบประมาณขององค์กรให้ส่งคืนเข้าเปึนรายได้แผ่นดิน การตรวจสอบภายใน ปัญหาของหน่วยงานตรวจสอบภายในขององค์กรของรัฐส่วนใหญ่ เท่าที่ประสบเปึนแหล่งสะสมพนักงานผู้ที่ ผู้บริหารไม่พึงพอใจ ส่วนที่ กสทช. นี้พบว่า เปึนหน่วยงานที่ขาดการตรวจสอบอย่างมีประสิทธิภาพและมิได้เป่ดเผยให้ประชาชนได้รับรู้ ถึงความเหมาะสมในการใช้งบประมาณ ส่วนการรับฟังความคิดเห็นก่อนออกประกาศ กสทช. ที่ต้องดําเนินการไปตามกฎหมาย ดําเนินการนะครับ แต่ความคิดเห็นของประชาชน และผู้ที่เกี่ยวข้องนําไปแก้ไขไม่ถึงร้อยละ ๑๐ ถึงได้เกิดปัญหามากมาย การปฏิรูป การตรวจสอบภายในเสนอให้ กสทช. มีบทบาทในการควบคุมสํานักงานให้ปฏิบัติงานได้ดีขึ้น โดยจัดให้มีผู้ตรวจสอบภายในทําหน้าที่ตรวจสอบด้านการเงิน รายงานตรงต่อ กสทช. ก่อนที่จะส่งให้สํานักงานตรวจเงินแผ่นดินหรือ สตง. ให้มีผู้ติดตามและตรวจสอบนโยบาย ภายใน การประเมินผลกระทบในการประกาศ และให้มีหน่วยงานนี้เปึนหน่วยงานที่รับฟัง ความคิดเห็น ให้มีที่ปรึกษากฎหมายเพื่อให้คําปรึกษา การที่จะมีหน่วยงานเพื่อการตรวจสอบ ภายในได้ก็ต้องแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ กสทช. มาตรา ๖๘ วรรคสอง ให้มีกรรมการ ตรวจสอบภายในด้านการเงินและงบประมาณขึ้นตรงกับคณะกรรมการ กสทช. การวินิจฉัย ข้อพิพาทที่ผ่านมามีปัญหาล่าช้า การตัดสินข้อพิพาทและการประนีประนอมเปึน กระบวนการที่ต้องรอคอยเปึนอย่างมากนะครับ บ่อยครั้งต้องรอการวินิจฉัยควา มเห็น ทางกฎหมายที่ใช้เวลานาน ทําให้สังคมเกิดความไม่เชื่อมั่นในประเด็นปัญหาและการตัดสิน ข้อพิพาทนั้น ๆ วันนี้ก็มีคดีอยู่นะครับที่ตัดสินยังไม่ได้ต้องรอวันนั้นวันนี้ ทั้ง ๆ ที่ผู้ประมูล ลงทุนไปเปึนพันล้านบาท ข้อเสนอแนะในการวินิจฉัยข้อพิพาทต้องให้จัดตั้งกรรมการ วินิจฉัยข้อพิพาทประนีประนอมในรูปแบบขององค์คณะ เพื่อแก้ปัญหาความล่าช้า คณะกรรมการชุดนี้เปึนชุดผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกไม่ใช่กรรมการ กสทช. มีองค์คณะ ทําหน้าที่ไกล่เกลี่ยและพิจารณาเรื่องร้องเรียนระหว่างผู้รับใบอนุญาตและผู้ร้องเรียน ทําหน้าที่แก้ปัญหายุติข้อพิพาทเบื้ องต้นได้อย่างรวดเร็ว แล้วก็จะเปึนหน่วยงานที่สร้าง ความพึงพอใจให้กับคู่กรณีและยังรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกันได้อีกด้วยนะครับ การติดตาม และประเมินผล คณะกรรมการติดตามและประเมินผลองค์กรตรวจสอบหรือที่เรารู้จักกันว่า
กตป. หรือซูเ ปอร์ บอร์ดได้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชน และเทคโนโลยีสารสนเทศสรุปความว่าการทํางานที่ผ่านมาไม่มีอิสระทั้งการบริหารงาน การจัดสรรงบประมาณและการเผยแพร่ข้อมูลสาธารณะ เพราะทุกอย่างต้องได้รับอนุมัติ จาก กสทช. เปึนผลให้การตรวจสอบไม่มีอิสระและไ ม่สามารถดําเนินการได้จริง กตป. ต้องเปึนองค์กรอิสระ ต้องเปึนนิติบุคคล สามารถถ่วงดุลอํานาจกับ กสทช. ต้องมีสํานักงาน ต้องมีบุคลากร ต้องมีงบประมาณเปึนของตัวเอง ต้องมีอิสระในการติดตาม รับฟังความคิดเห็น ต้องมีกลไกในการนําเสนอสภาเพื่อที่จะถอดถอน กสทช. ได้ในกรณีที่ ได้รับเรื่องร้องเรียน การบริหารกองทุนก็พบว่าการบริหารกองทุนไม่มีเจ้าหน้าที่ของตัวเอง ไม่สามารถตั้งคณะอนุกรรมการได้ด้วยตัวเอง การบริหารจัดการกองทุนมีความขัดแย้ง ระหว่างเจตนารมณ์และโครงสร้างการจัดตั้งกองทุน ทําให้ที่ผ่านมาไม่พร้อมที่จะให้กองทุน เพื่อบริการสังคม และนอกจากนั้นยังไม่มีหน่วยงานวิจัยหรือตัวเลขที่ชัดเจนพอที่จะนํามาเปึน ข้อมูลในการบริหารหรือพัฒนากิจการสื่อสาร ไม่มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจว่าป้นี้ ป้ที่แล้วคนในประเทศมีพฤติกรรมในการฟังวิทยุ ในการชมโทรทัศน์ ในการใช้โทรศัพท์ อย่างไร และจะเข้าถึงผู้รับสารได้อ ย่างไร เมื่อไม่มีข้อมูลการพัฒนาและวิจัยที่ทําอย่าง กว้างขวาง ไม่ใช่แค่ ๑,๐๐๐ คนนะครับ ต้องเปึน ๑๐,๐๐๐ คน
การใช้อํานาจก็จะไม่เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาเท่าที่ควร เหมือนอะไรครับ เหมือนกับ การรักษาคนไข้โดยไม่รู้ว่าความดันเท่าไร ไขมันมีไหม มีน้ําตาลหรือไม่ ไม่รู้จะรักษาได้อย่างไร ให้ยาผิดตลอด ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปการบริหารกองทุน การบริหารกองทุนต้องเปึน การบริหารกองทุนอย่างอิสระ เปึนนิติบุคคล มีสํานักงาน มีงบประมาณ และมีบุคลากร ที่เปึนของตนเอง เสนอให้เพิ่มเติมวัตถุประสงค์ของกองทุนตามพระราชบัญญัติ กสทช. มาตรา ๕๒ วรรคหก ให้สนับสนุนการศึกษาและการวิจัย โดยเฉพาะโครงสร้างผู้รับสาร เพื่อให้เปึนองค์ความรู้เกี่ยวกับกิจการวิทยุกระจา ยเสียง วิทยุโทรคมนาคม และกิจการ โทรคมนาคม ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปการบริหารองค์กร ให้มีคณะกรรมการกองทุน ให้ กสทช. เลือกมา ๒ คน ครม. เลือก ๑ คน สมาคมธนาคารไทย ๑ คน สภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย ๑ คน ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ๑ คน กรรมการข้างต้น เปึนผู้สรรหากรรมการบริหารผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อทํางานเต็มเวลาทั้งหมด ๕ คน ภาพต่อไป เปึนภาพรวมขององค์กรอิสระที่เราอยากเห็นเปึนข้อเสนอแนะที่นําไปปรับกับพระราชบัญญัติ กสทช. ๒๕๕๓ เมื่อปรับแล้วเราคิดว่า กสทช. จะเปึนองค์กรที่กํากับดูแลที่อิสระเปึน องค์กรรวม การได้ซึ่งกรรมการเปึนธรรม ได้บุคคลที่เหมาะสม มีหน่วยงานตรวจสอบภายใน ด้านการเงินและนโยบายสามารถทํางานได้มีประสิทธิภาพ มีกองทุนวิจัยและพัฒนา ที่เปึนอิสระดําเนินการได้ตามเจตนารมณ์ มีองค์กรตรวจสอบและประเมินผลที่เปึนอิสระจาก องค์กรกํากับซึ่งขึ้นตรงต่อสภา อย่างไรก็ตามกรรมาธิการชุดนี้ยังไม่ มีโอกาสที่ได้ทบทวน อีกหลาย ๆ อย่าง เช่นประกาศ กสทช. จํานวนมากที่มีปัญหาในช่วงที่เกือบ ๔ ป้ที่ผ่านมา เช่นปัญหาการร้องเรียนเรื่องมัส ต์ แครี (Must carry) ส่วนข้อเสนอเพื่อการปฏิรูป พ.ร.บ. ป้ ๒๕๕๑ ได้ทบทวนแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสนําเสนออย่างน้อย ๆ ๓ ประเด็นหลัก ๆ คือ การครองสิทธิข้ามสื่อ ตามมาตรา ๓๑ การแยกประเภทใบอนุญาตที่ขัดต่อการส่งเสริม ให้ผู้รับได้ใช้วิทยุโทรทัศน์เปึนโรงเรียนของสังคม ซึ่งต้องแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ มาตรา ๑๓ การแข่งขันอย่างเสรีและเปึนธรรมมีข้อจํากัดปรากฏอยู่ ตามมาตรา ๒๓ มาตรา ๒๘ และมาตรา ๓๒ ท่านกรรมาธิการครับ นี่คือสิ่งที่ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศเห็นว่าต้องปฏิรูป ขอบพระคุณครับ