สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๖๓ · ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๘

ธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ หารือเรื่องการปฏิรูปกิจการตำรวจ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับปรุงองค์กรและป้องกันการทุจริต โดยเสนอแนวคิดในการสร้างระบบตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และการสร้างกลไกตรวจสอบความเป็นธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนี้ยังเสนอแนวทางการปฏิรูปตํารวจ เพื่อควบคุมการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง และเรียกร้องความเป็นอิสระของหน่วยงานตํารวจ

นายธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ ประธานกรรมการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติผู้ทร งเกียรติ ทุกท่านครับ กระผม นายธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในฐานะ ประธานกรรมการจัดทําแผนปฏิรูปกิจการตํารวจ ขออนุญาตนําเสนอผลการศึกษา เรื่องการจัดทําแผนปฏิรูปกิจการตํารวจ ซึ่งคณะกรรมการได้สรุปผลการศึกษาเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพื่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ จะได้พิจารณาให้ความคิดเห็น ให้ข้อสังเกต และข้อเสนอแนะ ก่อนที่จะนําไปปรับปรุงแก้ไข แล้วเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไปนะครับ ในโอกาสนี้กระผม ขออนุญาตให้เจ้าหน้าที่ได้ฉายเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ประกอบการนําเสนอ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเป่ดพรีเซนเทชัน)

แล้วท่านสมาชิกก็อาจจะ ดูได้จากเอกสารที่เจ้าหน้าที่ได้แจกไว้ประกอบการบรรยายด้วยครับ กระผมขออนุญาต กราบเรียนว่าเรื่องการปฏิรูปกิจการตํารวจนี้เปึนเรื่องที่คณะกรรมการจัดทําแผนปฏิรูป กิจการตํารวจได้ดําเนินการตามคําสั่งประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่ ๒๐/๒๕๕๘ ลงวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๘ สืบเนื่องจากการที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรม โดยคณะอนุกรรมาธิการปฏิ รูปโครงสร้างอํานาจหน้าที่และกระบวนการ ทํางานตํารวจเพื่อประโยชน์ของประชาชน ได้เคยศึกษาและเสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๘ โดยผลการประชุมในครั้งนั้นยังไม่อาจหาข้อยุติได้ จึงได้มอบหมายให้คณะกรรมการคณะนี้ดําเนินการต่อ โดยกําหนดให้ใช้พื้นฐานแนว คิด และผลการศึกษาจากรายงานการปฏิรูปกิจการตํารวจของคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม รายงานของคณะกรรมาธิการพัฒนาระบบงานตํารวจและรายงาน กับข้อมูลจากแหล่งอื่นมาเปึนพื้นฐานในการพิจารณาด้วย สําหรับส่วนประกอบของ คณะกรรมการจัดทําแผนปฏิรูปกิจการตํารวจก็จะประกอบด้วยประธานกรรมาธิการปฏิรูป ด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ๔-๕ ด้านด้วยกัน ท่านผู้แทนที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ อัยการสูงสุด เลขาธิการสํานักงานศาลยุติธรรม นายกสภาทนายความและผู้ทรงคุณวุฒิ อีกหลายท่าน โดยท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ และ พลตํารวจเอก วสิษฐ เดชกุญชร ได้เปึนที่ปรึกษาทั้งหมดรวม ๑๗ ท่านด้วยกัน ท่านประธานที่เคารพ กระผมจะไม่ขอพูดถึง รายละเอียดหรือเหตุผลความจําเปึนที่จะต้องมีการปฏิรูปกิจการตํารวจ เพราะได้มี การนําเสนอรายงาน และอภิปรายโดยคณะผู้ศึกษา และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ อย่างละเอียดในการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๘ ไปแล้ว แต่กระผมอยากจะขอกราบเรียนว่าเรื่องการปฏิรูปกิจการตํารวจนี้เปึนเรื่องที่ประชาชน ให้ความสนใจ เฝัาติดตาม และตั้งความหวังไว้ค่อนข้างสูงว่าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ประกอบกับกิจการตํารวจเปึนส่วนหนึ่งและเปึนส่วนสําคัญของเรื่องกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม ซึ่งรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ กําหนดให้ สภาปฏิรูปแห่งชาติมีหน้าที่ศึกษาและเสนอแนะว่าควรจะปฏิรูปอย่างไร ฉะนั้น เรื่องการปฏิรูปกิจการตํารวจจึงเปึนภารกิจสําคัญของสภาปฏิรูปแห่งชาติที่จะต้องดําเนินการ

โดยไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ครับ ด้วยกรอบระยะเวลาที่ค่อนข้างจํากัดประกอบกับแนวทาง การศึกษา วิเคราะห์ที่กําหนดให้ใช้พื้นฐานแนวคิดและผลการศึกษาจากรายงานการปฏิรูป กิจการตํารวจของคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม รายงานของ คณะกรรมการพัฒนาระบบงานตํารวจ ซึ่งท่าน พลตํารวจเอก วสิษฐ เดชกุญชร ขออนุญาต เอ่ยนามท่านนะครับ ในฐานะประธานกรรมการได้ศึกษาไว้ ประกอบกับข้อมูลพื้นฐาน จากแหล่งอื่น เช่น รายงานการวิจัยเรื่องแนวทางการพัฒนาระบบการบริหารจัดการคดี ในสถานีตํารวจ โดยคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รายงานการวิจัยเรื่องโครงการ ประเมินประสิทธิภาพสถานีตํารวจและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการปฏิบัติงานของ ตํารวจป ระจําป้งบประมาณ ๒๕๗๕ โดยคณะศึกษาศาสตร์ และพัฒนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เอกสารวิชาการส่วนบุคคล เรื่อง กระบวนการแต่งตั้ง และโยกย้ายข้าราชการตํารวจตามหลักทางปกครอง ศึกษาเฉพาะกรณีแต่งตั้งโยกย้าย ระดับผู้บัญชาการ โดย พลตํารวจเอก ชัยยง กีรติขจร ขออนุญาตเอ่ยนามท่านเช่นกัน และข้อมูลจากแหล่งอื่น ๆ อีกมากมาย คณะกรรมการได้สรุปประเด็นการศึกษาที่สําคัญ ๆ รวม ๕ ประเด็นคือ ประเด็นที่ ๑ เรื่องความเปึนอิสระของหน่วยงานตํารวจและควบคุม การแทรกแซงจากทางการเมือง ประเด็นที่ ๒ เรื่องการปฏิรูปเรื่องการปรับปรุงองค์กร เพื่อวางแนวทางมาตรฐานการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตํารวจปัองกันปัญหาการทุจริต คอร์รัปชัน (Corruption)

การวิ่งเต้นซื้อขายตําแหน่งเพื่อเปึนหลักประกันความมั่นคงในการทําหน้าที่ของ เจ้าหน้าที่ตํารวจ ประเด็นที่ ๓ เปึนประเด็นเรื่องการปฏิรูปงานสอบสวน ประเด็นที่ ๔ เปึนเรื่องการถ่ายโอนภารกิจให้หน่วยงานที่มีภาระหน้าที่โดยตรงรับไปดําเนินการเพื่อแบ่งเบา ภาระหน้าที่ของสํานัก งานตํารวจแห่งชาติ ประเด็นที่ ๕ เปึนเรื่องอื่น ๆ ได้แก่การสร้าง การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกิจการของตํารวจ การปรับปรุงระบบงาน นิติวิทยาศาสตร์ การปัองกันการทุจริตคอร์รัปชัน การพัฒนาระบบงบประมาณของตํารวจ ตลอดจนการสร้างกลไกตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อํานาจของเจ้าหน้าที่ ตํารวจในกรณีที่ ประชาชนร้องขอความเปึนธรรม จากการศึกษาพิจารณาวิเคราะห์ข้อมูลทางกฎหมาย กฎ ระเบียบ และเอกสารที่เกี่ยวข้อง สามารถที่จะสรุปผลการศึกษาพิจารณาเสนอแนะ เพื่อจัดทําแผนปฏิรูปกิจการตํารวจในประเด็นที่สําคัญ ๆ ทั้ง ๕ ประเด็นที่กระผมได้ กราบเรียนมาดังต่อไปนี้นะครับ

ในประเด็นแรกคือเรื่องความเปึนอิสระของหน่วยงานตํารวจและควบคุม การแทรกแซงจากทางการเมือง ประเด็นนี้เปึนประเด็นที่มีความสําคัญสูงที่สุด ที่มีผลกระทบต่อระบบการบริหารงานของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ซึ่งที่ผ่านมาในอดีต ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าองค์กรแห่งนี้ได้ถู กการเมืองเข้ามาแทรกแซงอย่างต่อเนื่อง จนขาดความเปึนอิสระ ทั้งนี้เกิดขึ้นจากบริบทปัญหาสังคมไทยกับการเลือกตั้ง นักธุรกิจสีเทา และผู้มีอิทธิพลที่อาศัยตํารวจเปึนเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์และใช้ช่องทางเข้าสู่ อํานาจทางการเมืองโดยมิชอบ หรือถ้ามีอํานาจทางการเมืองอยู่แล้วก็จะใช้อํานาจของตํารวจ เปึนเครื่องมือในการรักษาอํานาจนั้นไว้ ความพยายามที่จะเข้าไปครอบงําองค์กรตํารวจ แห่งชาติที่ได้ผลที่สุดก็คือการเข้าไปครอบงําองค์กรที่กํากับดูแลนโยบายและการบริหารงาน บุคคลของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ไม่ว่าจะเปึนคณะกรรมการนโยบายตํารวจแห่งชาติหรือ ก.ต.ช. และคณะกรรมการข้าราชการตํารวจหรือ ก.ตร. โดยมีจุดประสงค์เข้าไปแต่งตั้ง ผู้นําองค์กร คือผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติเพี่อที่จะควบคุมองค์กรตํารวจและการแต่งตั้ง โยกย้ายข้าราชการตํารวจในทุกระดับตําแหน่งของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ด้วยเหตุนี้ จึงมีผลทําให้ตํารวจส่วนหนึ่งจําเปึนต้องเข้าไปรับใช้นักการเมืองเพื่อความเจริญก้าวหน้าและ ความมั่นคงในตําแหน่งหน้าที่ราชการ รวมทั้งตัวผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติซึ่งเปึนผู้นํา องค์กรตํารวจเองก็จําเปึนจะต้องอาศัยนักการเมืองเพื่อสร้างความมั่นคงในตําแหน่งของตน

เพราะจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในอดีตอันยาวนานที่ผ่านมาภายใต้ระบบการเมืองที่มาจาก การเลือกตั้ง มีอดีตอธิบดีกรมตํารวจหรืออดีตผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติเพียงไม่กี่คน ที่สามารถรับราชการในตําแหน่งอธิบดีหรือผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติได้จนครบเกษียณอายุราชการ จากเหตุผลข้อเท็จจริงดังกล่าวมาแล้ว คณะกรรมการจัดทําแผนปฏิรูปกิจการตํารวจจึง พิจารณาเห็นว่าการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเปึนรูปธรรมจึงต้องมีการควบคุม การแทรกแซงจากฝ์ายการเมือง เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ มีความเปึนอิสระ ไม่อยู่ในอาณัติของฝ์ายใดฝ์ายหนึ่ง รวมทั้งทําให้รองผู้บัญชาการตํารวจ แห่งชาติหันมาสร้างผลงานให้เปึนที่ยอมรับของประชาชนและผู้ใต้บังคับบัญชา เปึนแบบอย่างของผู้ดํารงตําแหน่งในระดับรอง ๆ ลงไป ก็คือ ผู้บัญชาการ ผู้บังคับการและ ผู้กํากับการที่จะต้องสร้างคุณงามความดีและผลงานเพื่ อความเจริญเติบโตก้าวหน้าเปึน ผู้บริหารองค์กรในระดับสูงต่อไป โดยคณะกรรมการจัดทําแผนปฏิรูปกิจการตํารวจเห็นควร เสนอแนวทางการปฏิรูปเพื่อควบคุมการแทรกแซงจากฝ์ายการเมืองโดยสรุปรวม ๓ ประการ คือ ๑. ให้มีการปรับปรุงองค์ประกอบและอํานาจหน้าที่ขององค์กรบริหารงานบุคคลของ ตํารวจ คือคณะกรรมการข้าราชการตํารวจหรือ ก.ตร. โดยกําหนดให้ ก.ตร. เปึนองค์กร บริหารงานบุคคลของตํารวจเพียงองค์กรเดียวที่มีความเปึนอิสระ ปราศจากการถูกครอบงํา โดยบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่มีอํานาจ มีเอกภาพในการเปึนองค์กรรักษากฎ ระเบียบและ กติกาต่าง ๆ ในการบริหารงานบุคคลตามระบบคุณธรรมอย่างแท้จริง ๒. ให้มีการปรับปรุง องค์ประกอบและอํานาจหน้าที่ขององค์กรที่กํากับนโยบายกิจการตํารวจ คือ คณะกรรมการนโยบายตํารวจแห่งชาติหรือ ก.ต.ช. ให้เปึนองค์กรที่กําหนดนโยบาย กํากับ และควบคุมการบริหารกิจการตํารวจให้มีประสิทธิภาพ

สามารถนํานโยบายของรัฐบาลมาปฏิบัติได้อย่างเปึนรูปธรรมเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน อย่างแท้จริง ๓. ให้มีกระบวนการแต่งตั้งผู้ดํารงตําแหน่งผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ โดยปราศจากการครอบงําของผู้มีอํานาจทางการเมืองหรืออิทธิพลทั้งภายนอกและภายใน สํานักงานตํารวจแห่งชาติ และต้องสร้างความมั่นคงในตําแหน่งให้กับผู้บัญชาการตํารวจ แห่งชาติ เพื่อให้สามารถใช้ดุล ยพินิจและอํานาจของตนได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และเปึนธรรมทั้งต่อองค์กรและประชาชน นอกจากนั้นผู้ที่จะดํารงตําแหน่ง ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติจะต้องเปึนที่ยอมรับของผู้ใต้บังคับบัญชา อันจะเปึนการสร้าง ความสง่างามในการดํารงตําแหน่งและสร้างความผูกพันที่ดีกับผู้ใต้บังคับบัญชา สําหรับ หลักการและรายละเอียดของข้อเสนอในการปฏิรูปเพื่อสร้างความเปึนอิสระของหน่วยงาน ตํารวจและควบคุมการแทรกแซงจากทางการเมืองนั้นสามารถสรุปได้ดังนี้ ในการปฏิรูป องค์ประกอบและอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการข้าราชการตํารวจหรือ ก.ตร. นั้น เห็นควร กําหนดอํานาจหน้าที่เพิ่มเติมให้ ก.ตร. เปึนองค์กรในการพิจารณาแต่งตั้งผู้บัญชาการตํารวจ แห่งชาติด้วย เพื่อให้การบริหารงานบุคคลในสํานักงานตํารวจแห่งชาติอยู่ในความดูแล และรับผิดชอบขององค์กรบริหารงานบุคคลองค์กรเดียว โดยกําหนดองค์ประกอบของ ก.ตร. ให้มีจํานวนทั้งสิ้น ๑๖ คน และมีลักษณะที่ปลอดจากการครอบงําหรือแทรกแซง จากทางการเมืองดังนี้ ๑. ก็คือประธานคณะกรรมการตํารวจหรือ ประธาน ก.ตร. นั้น เดิมนายกรัฐมนตรีเปึนประธาน ให้เปลี่ยนเปึนให้คัดเลือกจากอดีตข้าราชการตํารวจ ระดับตําแหน่งรองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติหรือเทียบเท่าขึ้นไปคือยศพลตํารวจเอก โดยการลงคะแนนเลือกจากข้าราชการตํารวจระดับตําแหน่งผู้กํากับการหรือเทียบเท่าขึ้นไป คือยศพันตํารวจเอกหรือเทียบเท่าขึ้นไป ๒. คณะกรรมการ ก.ตร. นั้น ประกอบด้วย ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ และเลขาธิการ ก.พ. เปึนกรรมการโดยตําแหน่ง จเรตํารวจแห่งชาติ และรองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติหรือเทียบเท่าคือยศพลตํารวจเอก จํานวน ๖ คน โดยการลงคะแนนเลือกจากข้าราชการตํารวจระดับผู้กํากับการหรือเทียบเท่าขึ้นไป ยศพันตํารวจเอกขึ้นไป ๓. อดีตข้าราชการตํารวจตําแหน่งผู้บัญชาการหรือเทียบเท่าขึ้นไป คือยศพลตํารวจโทขึ้นไป จํานวน ๓ คน โดยการลงคะแนนเลือกจากข้าราชการตํารวจ ระดับผู้กํากับการหรือเทียบเท่าขึ้นไป แล้วก็มีผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก ได้แก่ ผู้แทนจาก คณะรัฐมนตรี จํานวน ๑ คน ผู้แทนจากวุฒิสภา จํานวน ๑ คน กับผู้มีความรู้ในสาขาต่าง ๆ

เช่น นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เปึนต้น โดยกรรมการ ก.ตร. ข้างต้นก็คือโดยตําแหน่งและโดยการเลือกเข้ามานั้นเปึนผู้สรรหา อีกจํานวน ๒ คน ทั้งนี้ให้ ก.ตร. มีวาระการดํารงตําแหน่งคราวละ ๒ ป้ โดยสําหรับ ก.ตร. ซึ่งเปึนอดีตข้าราชการตํารวจที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาจํานวน ๓ คนกับ ก.ตร. ที่เปึน ผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกอีก ๔ คนนั้นจะดํารงตําแหน่งได้ไม่เกิน ๒ วาระติดต่อกัน การกําหนดองค์ประกอบและที่มาของ ก.ตร. ดังกล่าวจะทําให้การบริหารงานบุคคล ในอนาคตของสํานักงานตํารวจแห่งชาติไม่ถูกครอบงําจากฝ์ายการเมืองหรือผู้มีอิทธิพล ทั้งภายนอกและภายใน มีสัดส่วนของกรรมการที่มีการถ่วงดุลกันอย่างเหมาะสม กรรมการ ที่มาจากการเลือกโดยข้าราชการตํารวจระดับพันตํารวจเอกขึ้นไป ไม่ว่าจะเปึน รองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติหรือจเรตํารวจ แห่งชาติ รวมทั้งอดีตข้าราชการตํารวจ ก็จะมีความภาคภูมิใจ กล้าแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาในการ ประชุม ก.ตร. และกล้าเปึนปากเสียงให้กับตํารวจที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ดีกว่าการที่จะให้รองผู้บัญชาการ ตํารวจแห่งชาติและจเรตํารวจ แห่งชาติทุกคนเปึน ก.ตร. โดยตําแหน่ง ๒. ในการปฏิรูป องค์ประกอบและอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายตํารวจแห่งชาติหรือ ก.ต.ช. ตามพระราชบัญญัติตํารวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ นั้นกําหนดให้ ก.ต.ช. มีอํานาจหน้าที่หลัก ในการกําหนดนโยบายการบริหารราชการตํารวจ และกํากับดูแลสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ให้ปฏิบัติตามนโยบาย ระเบียบแบบแผน มติคณะรัฐมนตรี และกฎหมาย และมีอํานาจ ในการแต่งตั้งผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ

ซึ่งในข้อเท็จจริงปรากฏว่าฝ์ายการเมืองได้ใช้องค์กรนี้เพียงเพื่อประโยชน์ในการพิจารณา ดําเนินการคัดเลือกเพื่อแต่งตั้งผู้บัญชาการตํารวจแห่ งชาติเท่านั้น โดยมิได้ใช้เปึนองค์กร ในการกําหนดนโยบายและกํากับดูแลขับเคลื่อนการบริหารงานของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ อย่างจริงจังแต่อย่างใด โดยเหตุนี้การที่จะกําหนดมาตรฐานในการควบคุมไม่ให้ฝ์ายการเมือง เข้ามาแทรกแซงการแต่งตั้งผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ จึงเห็นควรกําหนดให้การแต่งตั้ง ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติเปึนอํานาจของ ก.ตร. ซึ่งเปึนองค์กรการบริหารงานบุคคลของ สํานักงานตํารวจแห่งชาติตามที่ได้เสนอไปแล้ว โดยให้ ก.ต.ช. ยังคงมีอํานาจในการเปึน องค์กรกําหนดนโยบายปฏิบัติงานของสํานักงานตํารวจแห่งชาติในการรักษาความสงบ เรียบร้อย ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และอํานวยความยุติธรรมให้กับประชาชน ได้อย่างมีประสิทธิภาพแท้จริง โดยเห็นควรปรับปรุงองค์ประกอบของ ก.ต.ช. ซึ่งเดิมมีอยู่ ๘ คน ให้มีจํานวนทั้งสิ้น ๑๑ คน ดังนี้ นายกรัฐมนตรีเปึนประธานกรรมการ ก.ต.ช. รองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเปึน รองประธานกรรมการ ปลัดกระทรวง กลาโหม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม อัยการสูงสุด ผู้อํานวยการ สํานักงบประมาณ ผู้แทนจากสภาทนายความ ผู้แทนจากวุฒิสภา ผู้แทนจากกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติเปึนกรรมการ และผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติเปึนกรรมการและ เลขานุการ ทั้งนี้ ให้ ก.ต.ช. มีอํานาจหน้าที่ตามที่กําหนดในพระราชบัญญัติตํารวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ ยกเว้นการพิจารณาให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งผู้ บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ๓. การปฏิรูปการแต่งตั้งผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติตํารวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๕๓ แก้ไขเพิ่มเติ มโดยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๘๘/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๗ กําหนดว่าการแต่งตั้งข้าราชการตํารวจ ให้ดํารงตําแหน่งผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ให้ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติคัดเลือกรายชื่อ ข้าราชการตํารวจที่ดํารงตําแหน่งจเรตํารวจแห่งชาติ หรือรองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ แล้วเสนอ ก.ต.ช. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนแล้วให้นายกรัฐมนตรีนําความ กราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ซึ่งก็เปึนที่ประจักษ์ว่าในอดีตที่ผ่านมา มีปัญหาการแทรกแซงจากฝ์ายการเมืองโดยตลอด แม้กฎหมายจะกําหนดให้ผู้บัญชาการ ตํารวจแห่งชาติเปึนผู้เสนอชื่อผู้ที่เห็นว่ามีความเหมาะสมก็ตาม แต่ในความเปึนจริงแล้ว การเสนอรายชื่อของผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติก็มักจะเปึนไปตามการชี้นําหรือการสั่งการ

ของผู้มีอํานาจ ดังนั้นเพื่อลดปัญหาการแทรกแซงโดยได้มีการปรับปรุงอํานาจหน้าที่ และองค์ประกอบของ ก.ต.ช. และ ก.ตร. แล้ว การแต่งตั้งผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ จึงควรให้ดําเนินการโดยคณะกรรมการข้าราชการตํารวจหรือ ก.ตร. แต่เพียงองค์กรเดียว โดยให้ ก.ตร. พิจารณาคัดเลือกจเรตํารวจแห่งชาติหรือรองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ให้เหลือจํานวน ๓ คน แล้วให้ข้าราชการตํารวจระดับตําแหน่งผู้กํากับการหรือเทียบเท่าขึ้นไป คือยศพันตํารวจเอกขึ้นไปลงคะแนนเลือกให้เหลือจํานวน ๑ คนเพื่อเสนอ ก.ตร. พิจารณา นําเสนอนายกรัฐมนตรีนําความกราบบังคมทูลโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เปึนผู้บัญชาการ ตํารวจแห่งชาติต่อไป ผลที่คาดว่าจะได้รับจากการแต่งตั้งผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการดังกล่าวจะทําให้ผู้มีสิทธิได้รับการแต่งตั้งเปึนผู้บัญชาการ ตํารวจแห่งชาติต้องสั่งสมผลงานมาเปึนระยะเวลายาวนานพอสมควร ต้องประพฤติปฏิบัติตัวดี มาตั้งแต่ต้น ต้องสร้างสมบารมีให้เปึนที่ยอมรับนับถือของข้าราชการตํารวจผู้ใต้บังคับบัญชา มีความรับผิดชอบผูกพันในการทํางานร่วมกับผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งนอกจากจะสามารถ ลดการแทรกแซงจากอํานาจและอิทธิพลทั้งภายในและภายนอกแล้ว การเข้าสู่ตําแหน่ง โดยวิธีนี้จะทําให้การดํารงตําแหน่งผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติมีเสถียร ภาพและความมั่นคง มากขึ้น อันจะส่งผลดีต่อการบริหารราชการของสํานักงานตํารวจแห่งชาติให้เปึนไปอย่าง มีประสิทธิภาพสมตามเจตนารมณ์ของการปฏิรูปกิจการตํารวจอีกด้วย

ในประเด็นหลักประเด็นที่ ๒ เรื่องการวางมาตรฐานการวางแนวทาง มาตรฐานการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตํารวจนั้น กําหนดขึ้นเพื่อปัองกันปัญหาการทุจริต คอร์รัปชัน การวิ่งเต้นซื้อขายตําแหน่งเพื่อเปึนหลักประกันความมั่นคงในการทําหน้าที่ของ เจ้าหน้าที่ตํารวจ ในประเด็นนี้เปึนประเด็นที่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องความเปึนอิสระของ หน่วยงานตํารวจและการควบคุมการแทรกแซงจากฝ์ายการเมือง เพราะเปึนเรื่องที่เกี่ยวกับ การแต่งตั้งโยกย้ายข้ารา ชการตํารวจในสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ที่มีปัญหาในเรื่องของ ความถูกต้องและชอบธรรมมาโดยตลอด ความจริงตามพระราชบัญญัติตํารวจแห่งชาติ ได้มีการกระจายอํานาจการแต่งตั้งในลักษณะของการแบ่งอํานาจจากผู้บัญชาการ ตํารวจแห่งชาติไปยังผู้บัญชาการซึ่งเปึนหัวหน้าหน่วยระดับกองบัญชาการให้เปึนหลักในการ พิจารณาแต่งตั้งข้าราชการตํารวจ ตั้งแต่ระดับรองผู้บัญชาการลงมาทุกระดับภายใน กองบัญชาการที่รับผิดชอบ รวมทั้งมีการออกกฎ ก.ตร. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้ง โยกย้ายข้าราชการตํารวจระดับสารวัตรถึงจเรตํารวจแห่งชาติและรองผู้บัญชาการ ตํารวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๙ เพื่อให้มีกระบวนการที่เปึนธรรมก่อให้เกิดขวัญกําลังใจ แก่ข้าราชการตํารวจโดยส่วนรวม แต่ปรากฏว่าในทางปฏิบัติก็ยังคงมีปัญหา ซึ่งนับวันจะทวี ความรุนแรงยิ่งขึ้น เนื่องจากผู้มีอํานาจไม่ว่าจะเปึนผู้บัญชาตํารวจแห่งชาติหรือผู้บัญชาการ ก็ไม่สามารถใช้อํานาจได้โดยอิสระ มักจะถูกแทรกแซงจากฝ์ายการเมือง ผู้มีอํานาจอิทธิพล ทั้งภายนอกและภายใน ซึ่งแม้แต่ ก.ตร. เองก็ไม่อาจช่วยให้เกิดความเปึนธรรมได้เท่าที่ควร เพื่อให้การพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตํารวจเปึนไปด้วยความโปร่งใสเปึนธรรม สามารถที่จะตรวจสอบได้ คณะกรรมการจัดทําแผนปฏิรูปกิจการตํารวจ จึงเห็นควรกําหนด แนวทางเพื่อวางมาตรฐานในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตํารวจดังนี้ ประการแรก การพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการตํารวจเพื่อเลื่อนระดับตําแหน่งทุกตําแหน่งให้พิจารณาโดยยึด ความอาวุโสประกอบความรู้ความสามารถตามเกณฑ์มาตรฐานในระดับตําแหน่งของผู้ที่ได้รับ การแต่งตั้ง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทางราชการ การที่จะพิจารณาแต่งตั้งโดยข้ามอาวุโสนั้น จะต้องมีเหตุผลความจําเปึนและข้อเท็จจริงที่มีน้ําหนักเหนือกว่าลําดับอาวุโสเท่านั้น โดยให้มีการกําหนดหลักเกณฑ์ในการเพิ่มหรือลดลําดับอาวุโสขณะดํารงตําแหน่งนั้น ๆ อันเปึนการลดการใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาแต่งตั้งเลื่อนตําแหน่งหรือโยกย้าย ซึ่งอาจจะ ทําให้เกิดความไม่โปร่งใสและไม่เปึนธรรมได้ ๒. ก็คือให้มีการกําหนดหลักเกณฑ์การแต่งตั้ง

ในการพิจารณาเลื่อนตําแหน่งให้ถูกต้อง เหมาะสม และชัดเจน เพื่อลดปัญหาการใช้ ดุลยพินิจโดยอ้างความเหมาะสม ๓. ก็คือให้ยุบเลิกตําแหน่งที่เกินความจําเปึนและกําหนด ตําแหน่งในส่วนที่มีความจําเปึนตามหลักการวิเคราะห์ปริมาณและคุณภาพของงาน อย่างแท้จริง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กรและประชาชน ๔. ก็คือให้มีการปรับ โครงสร้างอํานาจการแต่งตั้งให้เหมาะสม โดยให้ผู้บัญชาการทุกหน่วยมีอํานาจในการแต่งตั้ง ระดับรองผู้บัญชาการลงมาในสังกัดอย่างแท้จริง ๕. การแต่งตั้งเลื่อนตําแหน่ง ในกองบัญชาการใดให้พิจารณาแต่งตั้งจา กข้าราชการตํารวจที่มีคุณสมบัติครบถ้วน ในกองบัญชาการนั้นเสียก่อน ทั้งนี้เชื่อว่าหากได้มีการปฏิรูประบบการพิจารณา เลื่อนตําแหน่งและโยกย้ายข้าราชการตํารวจตามแนวทางดังกล่าว จะทําให้ข้าราชการตํารวจ มีขวัญและกําลังใจที่ดีในการปฏิบัติหน้าที่มองเห็นเส้นทางการเจริญก้าวหน้า ที่เปึนระบบ และเปึนธรรม ลดการทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อหาเงินมาวิ่งเต้นซื้อขายตําแหน่ง หรือเอื้อประโยชน์ให้กับผู้มีอิทธิพลต่าง ๆ เพื่อหวังผลในการเลื่อนตําแหน่งจาก อิทธิพลภายนอก

ประเด็นที่ ๓ เรื่องการปฏิรูปงานสอบสวนปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่ของ เจ้าพนักงานตํารวจในการสอบสวนคดีอาญาเปึนปัญหารุนแรงที่มีผลกระทบต่อความเชื่อถือ ของประชาชนที่มีต่อสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ที่ผ่านมาประชาชนและสื่อมวลชนส่วนใหญ่ จะไม่เชื่อถือหรือเชื่อมั่นว่าเจ้าพนักงานสอบสวนจะปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ สุจริต และให้ความเปึนธรรมแก่ประชาชนได้ อย่างแท้จริง เนื่องจากการปฏิบัติงานมีปัญหา ตั้งแต่การที่บางครั้งพนักงานสอบสวนไม่รับคําร้องทุกข์กล่าวโทษจากประชาชนคนยากจน หรือไม่มีอํานาจ ไม่ดําเนินการสอบสวนนําตัวผู้กระทําความผิดมาลงโทษตามกฎหมาย หรือส่วนหนึ่งอาจเกิดจากการที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการทางพฤตินัยไม่ใ ห้รับคําร้องทุกข์ เพื่อลดสถิติคดีอาญาที่เกิดขึ้นจริง

หรือเพื่อที่จะช่วยเหลือผู้กระทําผิดไม่ให้ต้องรับโทษตามกฎหมายอันเปึนการสร้าง ความเดือดร้อนและสร้างความไม่เปึนธรรมแก่ประชาชนด้วยการทําลายหลักนิติธรรม อย่างร้ายแรง จากสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นกับระบบงานสอบสวนจนมีเสียงเรียกร้องให้มี การปฏิรูประบบงานสอบสวนจากหลายฝ์าย โดยได้มีการศึกษาและเสนอแนวทางปฏิรูป โดยให้แยกงานสอบสวนคดีอาญาออกจากสํานักงานตํารวจแห่งชาติไปตั้งเปึนหน่วยงานอิสระ ขึ้นใหม่ ในขณะเดียวกันก็มีความเห็นอีกด้านหนึ่งว่าจําเปึนต้องมีการปฏิรูประบบงาน สอบสวน แต่ยังไม่มีความจําเปึนจะต้องแยกออกไปตั้งเปึนหน่วยงานอิสระโดยไ ม่อยู่ใน สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ซึ่งความเห็นต่างทั้ง ๒ ฝ์ายยังไม่เปึนที่ยุติ คณะกรรมการจัดทํา แผนปฏิรูปกิจการตํารวจจึงได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพิจารณาศึกษาด้วยความละเอียด รอบคอบ คํานึงถึงผลดีผลเสีย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นแก่ประชาชน เปึนหลัก ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการได้มีความเห็นโดยสรุปว่าการสืบสวน สอบสวน การปัองกันและปราบปรามเปึนกระบวนการดําเนินการทางคดีอาญาเพื่อทราบข้อเท็จจริง พิสูจน์ความผิดและเอาตัวผู้กระทําผิดมาฟัองลงโทษตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายประมวลวิธี พิจารณาความอาญา ทั้งกระบวนการนี้ไม่สามารถที่ จะแยกออกจากกันโดยเด็ดขาด เพราะอาจที่จะส่งผลเสียหายต่อการดําเนินคดีและส่งผลกระทบที่ร้ายแรงต่อคู่กรณี ซึ่งเปึน ผู้ถูกกระทําหรือผู้ต้องหาในคดีด้วย อย่างไรก็ตามสํานักงานตํารวจแห่งชาติต้องปรับเปลี่ยน และปรับปรุงหรือปฏิรูประบบงานสืบสวนและงานสอบสวนให้สามารถทํางานควบคู่กันไปได้ อย่างมีประสิทธิภาพโดยการทําให้พนักงานสอบสวนมีความเปึนมืออาชีพ มีความเปึนอิสระ มีขวัญกําลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งจะส่งผลให้การอํานวยความยุติธรรมแก่ประชาชน เปึนไปอย่างมีประสิทธิภาพแท้จริง โดยมีแนวทางในการปฏิรูประบบงานสอบสวนของ สํานักงานตํารวจแห่งชาติโดยสรุปดังนี้ครับ ๑. ก็คือให้มีการเพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพ ของพนักงานสอบสวนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนโดยการปรับระบบการประเมิน เพื่อเลื่อนตําแหน่งของพนักงานสอบสวนด้วยการพิจารณาจากคุณภาพของสํานวน การสอบสวนประกอบกับสํานวนปริมาณคดี จํานวนปริมาณคดีที่ได้รับ ไม่ใช่การนับเฉพาะ จํานวนคดีเช่นในปัจจุบัน โดยมีการกําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินที่มีความชัดเจน และมีความเปึนธรรม ๒. ก็คือให้มีการแก้ไขคุณสมบัติเฉพาะสําหรับตําแหน่งผู้กํากับการ สถานีตํารวจ ผู้บังคับการและผู้บัญชาการหน่วยปฏิบัติที่มีอํานาจหน้าที่ในการส อบสวน

ว่าจะต้องมีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ทั้งงานด้านสอบสวนและงานสืบสวน ปัองกันและปราบปราม ๓. ก็คือให้พนักงานสอบสวนต้องรับแจ้งความทุกคดี ผู้กํากับการ สถานีตํารวจและหัวหน้าพนักงานสอบสวนต้องมีส่วนร่วมในการบริหารคดีเพื่อเ ชื่อมโยง ระหว่างการสืบสวนให้ดําเนินการไปอย่างมีประสิทธิภาพกับงานสอบสวน สํานวน การสอบสวนต้องผ่านการตรวจสอบความสมบูรณ์ในการรวบรวมพยานหลักฐานจาก ผู้กํากับการสถานีตํารวจและให้หัวหน้าพนักงานสอบสวนเปึนผู้มีความเห็นสั่งคดีในสํานวน การสอบสวน โดยต้องมีการดําเนินการแก้ไขก ฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้มี ความสอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติดังกล่าว ๔. ให้กําหนดเส้นทางการเจริญเติบโตให้กับ พนักงานสอบสวนให้สามารถเลื่อนไหลไปได้ถึงตําแหน่งพนักงานสอบสวน ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ เทียบระดับผู้บังคับการ โดยกําหนดตําแหน่งพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญคือเทียบ ระดับ รองผู้บังคับการไว้ในระดับกองกํากับการ และกําหนดตําแหน่งพนักงานสอบสวน ผู้เชี่ยวชาญพิเศษเทียบระดับผู้บังคับการไว้ในระดับกองบัญชาการ โดยในสถานีตํารวจ กําหนดให้พนักงานสอบสวนสามารถเลื่อนไหลจากตําแหน่งพนักงานสอบสวน เทียบรองสารวัตรขึ้นไปจนถึงพนักงานสอบสวนผู้ทรงคุ ณวุฒิเทียบระดับผู้กํากับการ และ ๕. จัดให้มีชุดฝ์ายสืบสวนในคดีอาญาทําหน้าที่สืบสวนเฉพาะคดีที่เกิดเหตุ คือสืบสวน หลังเกิดเหตุเพื่อแสวงหาพยานหลักฐานให้ทราบตัวผู้กระทําผิดและติดตามจับกุมผู้กระทําผิด มาดําเนินคดี

เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของพนักงานสอบสวน เมื่อได้มีการปฏิรูประบบงานสอบสวน ตามแนวทางดังกล่าวแล้วพนักงานสอบสวนก็จะมีความเปึนอิสระและปลอดจาก การแทรกแซงในการจัดทําคดี เพราะหัวหน้าพนักงานสอบสวนจะเปึนผู้พิจารณาสั่งคดี ไม่ใช่หัวหน้าสถานีตํารวจ โดยหัวหน้าสถานีตํารวจจะเปึนเพียงผู้บริหารคดี บูรณาการ ระหว่างงานสืบสวนและสอบสวนเท่านั้น จึงมั่นใจได้ว่าสํานวนการสอบสวนจะมีการสั่งการ ด้วยความถูกต้องมากขึ้น อันจะเปึนการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจในการรักษา ความยุติธรรมให้กับประชาชนได้เปึนอย่างดี

ประเด็นหลักประเด็นที่ ๔ คือเรื่องการถ่ายโอนภารกิจไปให้หน่วยงานที่มี ภาระหน้าที่โดยตรงรับไปดําเนินการเพื่อแบ่งเบาภาระของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ประเด็นนี้ เปึนเรื่องที่สํานักงานตํารวจแห่งชาติได้รับเอางานซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของส่วนราชการอื่น มาดําเนินการเสียเอง ทําให้สํานักงานตํารวจแห่งชาติต้องจัดสรรทั้งอัตรากําลัง งบประมาณ และทรัพยากรเข้าสนับสนุน ทําให้ไม่สามารถปฏิ บัติหน้าที่ซึ่งเปึนภารกิจตามกฎหมาย อันได้แก่ การรักษาความปลอดภัยสําหรับองค์พระมหากษัตริย์ รวมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ การปัองกันและปราบปรามการกระทําความผิดทางอาญา รักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชนและความมั่นคงของราชอาณาจักร ซึ่งเปึนภารกิจที่มีขอบเขต อํานาจหน้าที่กว้างขวางได้อย่างเต็มที่ เห็นสมควรถ่ายโอนภารกิจที่ส่วนราชการหรือ หน่วยงานอื่นมีหน้าที่โดยตรงไปให้หน่วยงานดังกล่าวรับไปดําเนินการดังนี้ ๑. ก็คือถ่ายโอน ภารกิจด้านการอํานวยความสะดวกและความปลอดภัยในการบังคับใช้กฎหมายในงานจราจร ไปให้กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และองค์การบริหารท้องถิ่นขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมเช่น เทศบาลดําเนินการ ๒. ก็คือถ่ายโอนภารกิจด้านการปัองกันและปราบปรามการกระทําผิด เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมดําเนินการ ๓. ถ่ายโอนภารกิจด้านการอํานวยความสะดวกและความปลอดภัย ในงานท่องเที่ยวไปให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาดําเนินการ ๔. ถ่ายโอนภารกิจ ด้านการอํานวยความสะดวกและบริหารจัดการงานจราจรในพื้นที่ทางหลวงไปให้ กระทรวงคมนาคมดําเนินการ ๕. ถ่ายโอนภารกิจด้านการอํานวยความสะดวก ความปลอดภัยในงานรถไฟไปให้การรถไฟแห่งประเทศไทยดําเนินการ ๖. ถ่ายโอนภารกิจ

ด้านปัองกันและปราบปรามการกระทําความผิด รักษาความสงบในเขตน่านน้ําไทย ของตํารวจน้ําไปให้กระทรวงคมนาคมดําเนินการ ๗. ถ่ายโอนภารกิจด้านการตรวจคน เข้าเมืองไปให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม หรือกระทรวงการต่างประเทศ ดําเนินการ นอกจากนี้ยังมีภารกิจอื่นที่สํานักงานตํารวจแห่งชาติเข้าไปร่วมปฏิบัติงาน กับหน่วยงานอื่น แล้วสมควรถ่ายโอนภารกิจดังกล่าวไปให้หน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงดังนี้ ๑. ถ่ายโอนภารกิจด้านปัองกันและปราบปรามอาชญากรรมที่เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ไปให้สํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีดําเนินการ ๒. ถ่ายโอนภารกิจด้านการปัองกันและปราบปรามการกระทําผิดเกี่ยวกับอาหารและยา ไปให้กระทรวงสาธารณสุขดําเนินการ ๓. ถ่ายโอนภารกิจด้านการปัองกันและปราบปราม อาชญากรรมที่เกี่ยวกับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไปให้สํานักงานมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมดําเนินการ ๔. ถ่ายโอนภารกิจ ด้านการปัองกันและปราบปรามการกระทําผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ไปให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารดําเนินการ ทั้งนี้การถ่า ยโอน ภารกิจต่าง ๆ จะต้องเปึนไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจและการบริหาร ราชการแผ่นดิน และต้องไม่ก่อให้เกิดช่องโหว่ในการปฏิบัติราชการระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ โดยให้หน่วยงานที่รับโอนภารกิจมีอํานาจทั้งงานสืบสวนและสอบสวน แต่ทั้งนี้ไม่ตัดอํานาจ ของหน่วยงานตํารวจในการสืบสวน จับกุมการกระทําความผิดต่าง ๆ ที่มีโทษทางอาญา ในภารกิจที่โอนไปแล้ว โดยกําหนดให้เจ้าหน้าที่ตํารวจต้องส่งตัวผู้กระทําความผิด ไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทําการสอบสวนและดําเนินคดีต่อไป หากหน่วยงาน ที่รับโอนภารกิจดังกล่าวยังไม่มีความพร้อมในเรื่องของการสอ บสวนดําเนินคดีอาจเสนอให้ รัฐมนตรีผู้รักษาการตามกฎหมายของหน่วยงานนั้น แต่งตั้งพนักงานฝ์ายปกครองเพื่อช่วยทํา หน้าที่พนักงานสอบสวนตามกฎหมายที่ได้รับโอนภารกิจมาจากสํานักงานตํารวจแห่งชาติก็ได้

สําหรับประเด็นที่ ๕ ในเรื่องอื่น ๆ นั้นเปึนประเด็นสุดท้ายนอกเหนือจาก ประเด็นหลักทั้ง ๔ ประเด็นที่กระผมได้นําเสนอไปแล้ว ประเด็นนี้ได้รวมเรื่องที่จําเปึนต้อง ปรับปรุงเพื่อให้การปฏิรูปกิจการตํารวจมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งผมจะขออนุญาตสรุปสั้น ๆ ดังต่อไปนี้ เรื่องแรกที่สุดเปึนเรื่องการสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกิจการตํารวจ คณะกรรมการได้เสนอให้ ก.ต.ช. นําประกาศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑๑/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗ ที่กําหนดให้สํานักงานตํารวจแห่งชาติ จัดระบบบริหารการปฏิบัติงานด้านการปัองกันและปราบปรามการกระทําความผิดทางอาญา การรักษาความสงบเรียบร้อย และการรักษาความปลอดภัยของประชาชนให้เหมาะสมกับ ความต้องการของแต่ละท้องถิ่นและชุมชน โดยต้องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและองค์กร ภาคเอกชนมีส่วนร่วมทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับนโยบาย งบประมาณ และอาสาสมัคร ตลอดจน ติดตามตรวจสอบการปฏิบัติงานของตํารวจ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการที่ ก.ต.ช. กําหนด โดยให้ ก.ต.ช. รับไปพิจารณาดําเนินการโดยเร็ว พร้อมกันนี้ก็เสนอให้ ก.ต.ช. พิจารณา ปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตํารวจหรือ กต.ตร. ซึ่งเปึนองค์กรที่มุ่งส่ งเสริมให้ประชาชนมีบทบาทและภารกิจในการมีส่วนร่วม ตรวจสอบการใช้อํานาจของรัฐให้มีความเหมาะสมและมาจากภาคประชาชนอย่างแท้จริง โดยควรเปึนที่ยอมรับและเปึนตัวแทนที่มาจากองค์กรซึ่งมิใช่ปัจเจกบุคคล เรื่องที่ ๒ เรื่อง การจัดระบบงานนิติวิทยาศาสตร์ซึ่งเปึนงานสนับสนุนการปฏิ บัติหน้าที่ของหน่วยปฏิบัติ ในพื้นที่ และที่ผ่านมาพบว่าความไว้วางใจของประชาชนต่องานนิติวิทยาศาสตร์ของตํารวจ ค่อนข้างจะมีน้อย ในบางคดีก็จะมีการเรียกร้องให้หน่วยงานอื่น หรือบุคคลอื่นเข้ามา ตรวจสอบด้วย เนื่องจากเกรงว่าจะไม่ได้รับความเปึนธรรม ซึ่งในส่วนนี้คณะกรรม การ ได้เสนอให้มีการปรับปรุงองค์กรและระบบงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ให้มีความเข้มแข็ง มีความทันสมัย มีความเปึนมืออาชีพ และสร้างขวัญกําลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงาน ด้วยการกําหนดให้บุคลากรในสายตรวจพิสูจน์หลักฐานสามารถที่จะเจริญเติบโตในหน้าที่ โดยเลื่อนไหลไปถึงระดับผู้เ ชี่ยวชาญพิเศษ คือเทียบระดับผู้บังคับการเช่นเดียวกับ พนักงานสอบสวน และสร้างความชํานาญในตําแหน่งด้วยการกําหนดให้ผู้ที่จะได้รับ การแต่งตั้ง เลื่อนตําแหน่งต้องมีคุณวุฒิและประสบการณ์ในงานพิสูจน์หลักฐานด้วย เรื่องที่ ๓ คือเรื่องการปัองกันการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งคณะกรรมการเห็นว่าเมื่อมีการสร้าง

ระบบการแต่งตั้ง เลื่อนตําแหน่งและโยกย้ายสับเปลี่ยนตําแหน่งที่เปึนธรรม โดยยึด หลักอาวุโสประกอบความรู้ความสามารถ โดยลดการใช้ดุลยพินิจในการอ้างความเหมาะสม แล้วปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันก็น่าจะลดล งไปได้ส่วนหนึ่ง ทั้งนี้สํานักงานตํารวจแห่งชาติ จะต้องมีการปลูกจิตสํานึกของข้าราชการตํารวจให้มีความรักในอาชีพ ในองค์กร และอุดมคติ ของตํารวจด้วย เรื่องที่ ๔ คือเรื่องการปรับปรุงระบบงบประมาณของตํารวจ รวมทั้งเรื่อง สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น เงินเดือน ค่าตอบแทน ให้สอดคล้องและเพียงพอต่อการปฏิบัติ หน้าที่ได้อย่างมีเกียรติ การจัดสรรงบประมาณด้านปัองกัน ปราบปรามและสอบสวน ให้เพียงพอต่อการปฏิบัติภารกิจหลัก และให้งบประมาณที่ได้รับการจัดสรรนั้นลงไปถึง สถานีตํารวจอย่างแท้จริง เรื่องที่ ๕ คือเรื่องการสร้างกลไกตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อํานาจ ของเจ้าหน้าที่ตํารวจในกรณีที่ประชาชนร้องขอความเปึนธรรม เปึนเรื่องที่คณะกรรมการ จัดทําแผนปฏิรูปกิจการตํารวจเห็นว่ามีความสําคัญ และเห็นควรเสนอให้มีการตรากฎหมาย และจัดตั้งองค์กรที่เรียกว่าคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์เกี่ยวกับตํารวจที่มี ความเปึนอิสระ ไม่อยู่ภายใต้การกํากับดูแลของสํานักงานตํารวจแห่งชาติขึ้น

เพื่อทําการพิจารณาตรวจสอบการใช้อํานาจและการปฏิบัติหน้าที่ของตํารวจ หรือผู้ซึ่งปฏิบัติงานเกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยสาธารณะ รวมทั้งผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากตํารวจให้ปฏิบัติงานดังกล่าว ซึ่งโดยสภาพอาจกระทบ ต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้เกี่ยวข้องได้เสมอ

ท่านประธานที่เคารพครับ ทั้งหมดนี้คือข้อเสนอของคณะกรรมการจัดทําแผน ปฏิรูปกิจการตํารวจ ซึ่งหากได้มีการดําเนินการตามข้อเสนอดังกล่าว คณะกรรมการก็เชื่อว่า จะเกิดผลลัพธ์ที่จะเปึนประโยชน์หลายประการคือ ประการแรก ขอบเขตอํานาจหน้าที่ของ สํานักงานตํารวจแห่งชาติในการดูแล รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ความปลอดภัย ในชีวิต ทรัพย์สินของประชาชน และการอํานวยความยุติธรรมทางอาญา รวมทั้งภารกิจอื่น ที่เปึนภารกิจหลักของสํานักงานตํารวจแห่งชาติจะมีความชัดเจน มีความถูกต้องเหมาะสม และเปึนประโยชน์ต่อประชาชนมากขึ้น ๒. ระบบการบริหารงานของสํานักงานตํารวจ แห่งชาติจะมีความเปึนเอกภาพ มีความอิสระ มีความคล่องตัว และลดการแทรกแซงจากทาง การเมือง หรืออํานาจอิทธิพลภายนอก อันจะทําให้เกิดธรรมาภิบาลในการบริหารงานบุคคล และการบริหารจัดการงานยุติธรรมขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ๓. ประชาชนจะได้รับ บริการจากหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของสํานักงานตํา รวจแห่งชาติอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยความเปึนธรรมมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เกิดความเปึนระเบียบในสังคมและ ชุมชน อันจะเปึนประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง และประการที่ ๔ จะส่งผลกระทบให้การเลือกตั้งมีความบริสุทธิ์ยุติธรรมมากขึ้น เพราะตํารวจไม่ต้องเข้าไป เลือกฝ์าย หรือเข้าไปช่วยเหลือในการเลือกตั้ ง เมื่อมีการกระทําผิดซื้อสิทธิ ขายเสียง ก็จะสามารถเข้าไปดําเนินการได้อย่างตรงไปตรงมา ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผมขอกราบขอบพระคุณท่านที่ปรึกษาและคณะกรรมการ จัดทําแผนปฏิรูปตํารวจทุกท่านที่ได้กรุณาสละเวลามาร่วมจัดทําแผนปฏิรูปกิจการตํารวจ จนสามารถนําเสนอเปึนรายงานได้ในครั้งนี้ กระผมและคณะกรรมการทุกท่านต่างตระหนักดีว่า ข้อเสนอในการปฏิรูปกิจการตํารวจด้วยระยะเวลาอันจํากัดนี้ อาจจะยังไม่ตรงใจ ไม่จุใจ หรือไม่ถูกใจท่านสมาชิก ซึ่งคณะกรรมการพร้อมที่จะน้อมรับฟังข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะและ ข้อวิจารณ์เพื่อนําไปปรับปรุงแก้ไขก่อนที่จะดําเนินการต่อไป ผมขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานและท่านสมาชิกครับ ขอบพระคุณครับ