สุนทรียา เหมือนพะวงศ์ หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลสิ่งแวดล้อมและวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อม พ.ศ. โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของร่างกฎหมายนี้ และผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เธอยังหารือเรื่องการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อม การปฏิรูปศาล การสร้างระบบคดีสิ่งแวดล้อม และการปฏิรูปกฎหมายสิ่งแวดล้อมและระบบยุติธรรมสิ่งแวดล้อม โดยเรียกร้องให้มีการจัดตั้งหน่วยงานที่มีหน้าที่พัฒนาผู้เชี่ยวชาญทางสิ่งแวดล้อม พัฒนาระบบการระงับข้อพิพาททางเลือก และมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการยุติธรรมสิ่งแวดล้อม
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูป แห่งชาติ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ดิฉัน สุนทรียา เหมือนพะวงศ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจํากองผู้ช่วยพิพากษาศาลฎีกา มาในวันนี้ในฐานะ ที่เปึนเลขานุการศาลฎีกา แล้วก็ได้มีโอกาสเปึนที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิกำรชุดนี้ค่ะ ดิฉันขออนุญาตใช้เวลาช่วงสุดท้ายในการชี้แจงถึงความสําคัญของร่างพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลสิ่งแวดล้อมและวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อม พ.ศ. .... โดยมีประเด็นหลัก ๓ ประการ ประเด็นแรกเปึนเรื่องการแสดงให้เห็นว่าร่างกฎหมายนี้จะเปึนการปฏิรูปกระบวนการ ยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังมากขึ้น ประการที่ ๒ เปึนเรื่องของการสร้างมาตรฐาน ใหม่ตามหลักสากล และประการสุดท้ายจะนําเสนอให้ท่านได้เห็นว่าถ้าร่างกฎหมายฉบับนี้ เกิดขึ้นจริงจะถือว่าเปึนหลักหมุดในการพัฒนาระบบยุติธรรมสิ่งแวดล้อมทั้งระบบต่อไปค่ะ ประเด็นแรกเรื่องของการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม กฎหมายนี้จะมีผล ทําให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น การพิจารณาพิพากษาคดีของศาล จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น และการบังคับคดีรวมทั้งการบังคับโทษจะเปึนระบบมากขึ้น ขออนุญาตนําเสนอในประเด็นแรกนะคะที่ผ่านมาเมื่อกี้ท่ำนผู้ว่าราชการจังหวัดสยุมพร
และท่านวินัยได้ยกตัวอย่างคดีคลิตี้ คือมีกรณีที่บริษัทปล่อยของเสียลงไปในลําน้ํา ถ้ารัฐใช้อํานาจแค่ พ.ร.บ. เดียว ตามกฎหมายเดียว แล้วเลือกใช้เรื่องเดียว เรื่องคลิตี้นี่ ปรับแค่ ๒,๐๐๐ บาทแล้วจบเลยนะคะ เพราะฉะนั้นจริง ๆ เรื่องเรื่องเดียวแต่ว่า มันผิดกฎหมายสิ่งแวดล้อมอาจจะเกิน ๕ ฉบับหรือ ๑๐ ฉบับ ทําไมรัฐ ไม่เลือกใช้กฎหมายร่วมกันทั้ง ๕ ฉบับหรือ ๑๐ ฉบับนั้น ทําไมเลือกใช้แค่มาตรการ ทางกฎหมายอาญา จริง ๆ มันมีมาตรการทางแพ่งและมาตรการทางปกครองที่มาคู่กัน เพราะฉะนั้นเรื่องแรกที่สําคัญที่สุดของกฎหมายนี้จริง ๆ ไม่ใช่เรื่องศาลสิ่งแวดล้อม แต่จะเปึนเรื่องของวิธีพิจารณาคดีอาญาที่ตั้งแต่ต้นตํารวจต้องรวบรวมข้อมูลทั้งสิ้นว่า แต่ละการละเมิดมีการละเมิดกฎหมายกี่ฉบับ แล้วต้องรวบรวมเพื่อจะนําการบังคับใช้มาให้ อย่างครบถ้วนในทุกกระบวนการ ซึ่งตรงนี้เราได้ออกแบบให้พนักงานอัยการเปึนตัวหลัก ในการรวบรวมและประสานข้อมูล ถามว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องใหม่หรือไม่ จริง ๆ มีระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมออกมาตั้งแต่ป้ ๒๕๕๐ ก็ไม่เคย มีการถูกนําไปจัดระบบอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นตรงนี้เปึนตัวอย่างว่าทําอย่างไรที่จะให้เกิด กฎหมายที่มีผลบังคับแล้วก็นําเสนออย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นทุกภาคส่วนจะต้องร่วมกัน ในการฟัองคดีแพ่งมี ๒ กรณีหลัก ประเด็นแรกคือคดีแพ่งที่มีผลกระทบต่อประชาชน กับคดีแพ่งที่มีผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ อย่างเช่น ทรัพยากรธรรมชาติที่เสียหาย ทั้งแม่น้ําลําคลอง หรือว่าอากาศเสีย รวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติในเชิงของป์าไม้ ที่ดิน และเมื่อกี้เรื่องของน้ําใต้ดินจากข ยะเสียต่าง ๆ ทั้งหมดถ้ากฎหมายนี้ถูกบังคับใช้แปลว่า วิ. อาญาที่นักกฎหมายเขาชอบเรียก หรือว่า วิ. แพ่ง หรือว่า วิ. ปกครองจะถูกนํามาใช้ อย่างร่วมกันในคดี ๑ คดี
แล้วก็ไม่ใช่เท่านั้นถ้ามีผู้กระทําความผิดหลายรายเกี่ยวเนื่องกันก็ต้องถูกดึงเอามาให้เปึน เรื่องเดียวกัน ถัดไปการปฏิรูปในส่วนของศาล ถ้าว่าไปแล้ววันนี้ทั้ง ๒ ศาลดิฉันคิดว่า มีความพยายามอย่างยิ่ง ศาลยุติธรรมมีแผนกคดีสิ่งแวดล้อม ศาลปกครองมีแผนกคดี สิ่งแวดล้อมและพยายามทําหน้าที่อย่างเต็มที่ แต่ว่าเครื่องมือหลายอย่างในกฎหมายที่เรามี ทั้ง ๒ ศาลยังไม่เพียงพอและการทํางานแบบแยกส่วนโดยไม่มีเจ้าภาพอย่างจริงจังอาจจะทํา ให้งานยังไม่ไปสู่จุดหมายที่ต้องการ ข้อเสนอแนะตามกฎหมายนี้ข้อแรกคือให้มีศาลพิเศษ ที่จะใช้อํานาจเต็มในทุกกระบวนการ ซึ่งนอกจากจะมีศาลพิเศษก็จะมีบุคลากรพิเศษ นอกเหนือจากผู้พิพากษาทั่วไปจะต้องมีผู้พิพากษาสมทบที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่อง สิ่งแวดล้อมเข้ามานั่งพิจารณาอย่างจริงจัง ดังที่ศาลสิ่งแวดล้อมในหลายประเทศทั่วโลก ได้มีตําแหน่งนี้อยู่ ถัดมายังมีที่ปรึกษาของศาลทางด้านสิ่งแวดล้อมเปึนพิเศษ รวมทั้งพนักงาน คดีสิ่งแวดล้อมที่จะช่วยทํางานคู่กันไป แล้วจุดที่เป่ดโอกาสให้มีความหลากหลายขึ้นก็คือ ประชาชน ทั้งในส่วนของเอ็นจีโอ (NGO) และชุมชนที่จะใช้สิทธิในการฟัองร้องคดีและนําคดี เข้าสู่ศาลซึ่งผู้เชี่ยวชาญจํานวนมากก็อาจจะอยู่ในองค์กรเหล่านี้ ในประเด็นอีก ๒ ประการ ก็คือระบบไต่สวนที่เปึนพิเศษตั้งแต่ก่อนมีการฟัองคดีถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้นมาตรการ ในเชิงปัองกันจะต้องเข้ามาอย่างเร่งด่วนและศาลจะต้องทํางานในเชิงรุกได้ การทํางาน รวบรวมพยานหลักฐานในเชิงรุกทั้งหมด การให้เครื่องมือที่จะเรียกพยานหลักฐานหรือว่า ส่งข้อมูลไปยังห้องแลบ (Lab) หรือว่าผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ ศาลจะต้องถูกบังคับให้ทํางาน อย่างเปึนระบบมากกว่าเดิมและทํางานเชิงรุก สุดท้ายในเชิงของการพิพากษาคดี ศาลจะมีอํานาจ ที่จะพิพากษาได้ครอบคลุมมากขึ้นมีกระบวนการในการวางเงื่อนไขที่จะทําให้เกิดการเยียวยา ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ในประเด็นเรื่องของการบังคับคดีและการบังคับโทษในปัจจุบัน เปึนปัญหาใหญ่ ประชาชนจํานวนมากชนะคดีหรือฝ์ายรัฐเองชนะคดีแต่ยังไม่มีกระบวนการ ในการแก้ไขฟุ๋นฟูมลพิษต่าง ๆ อย่างเปึนระบบ เพราะฉะนั้นร่างกฎหมายใหม่นี้ได้เสนอให้ มีการจัดตั้งศูนย์บังคับคดีและการบังคับโทษในแต่ละศาลเพื่อให้มีการทํางานติดตามในเชิงรุก ทั้งในเชิงของการฟุ๋นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ฟุ๋นฟูทรัพยากรส่วนรวมและฟุ๋นฟูชีวิตสุขภาพ ของประชาชน ระบบที่คิดว่าสําคัญที่สุดในเรื่องนี้โดยสรุปก็คือเรื่องของการมีศาลสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เปึนศูนย์กลางในการพัฒนางานทั้งหมด มีอัยการสิ่งแวดล้อมที่จะดูแลผู้บังคับใช้ กฎหมายในเบื้องต้นและมีประชาชนคอยติดตาม รวมทั้งจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนา
ระบบคดีสิ่งแวดล้อมที่จะเปึนผู้รวบรวมประเมินผลงานในแต่ละป้และนําเสนอสู่การพัฒนางาน ในภาพรวมค่ะ ถ้าเราสามารถทํางานตรงนี้ได้คิดว่าจะเกิดมาตรฐานใหม่ตามหลักสากล ซึ่งมีเรื่องสําคัญก็คือหลักการพิเศษตามสากลที่หลายท่านได้พูดไปแล้ว ไม่ว่าจะเปึนเรื่อง ของการพัฒนาแบบยั่งยืน หลักการปัองกันไว้ก่อนหรือหลักผู้ก่อมลพิษเปึนผู้จ่าย ซึ่งในที่สุด อาจจะเรียกสั้น ๆ ว่าเปึนหลักนิติธรรมสิ่งแวดล้อมในภาพรวมที่ศาลและกระบวนการ ยุติธรรมจะต้องมาช่วยสร้างความเปึนธรรม องค์กรพิเศษทางด้านสิ่งแวดล้อม ถ้าศาลไทย จะมีศาลสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องใหม่ ประเทศจีนมีประมาณ ๑๐๐ กว่าศาลแล้ว แล้วก็ ในหลายประเทศทั่วโลกกระทั่งสหรัฐอเมริกาก็มีหลายที่ ในฮาวายก็เพิ่งมีเมื่อป้ที่แล้ว แล้วก็ใน สหราชอาณาจักรที่ประเทศสกอตแลนด์กําลังมีความพยายามที่จะจัดตั้งเรื่องนี้ เพื่อนบ้าน ของเราทั้งประเทศอินเดีย ประเทศบังกลาเทศก็มีทั้งหมด รวมทั้งมีความพยายามที่จะจัดตั้ง ศาลสิ่งแวดล้อมในระดับโลกขึ้นด้วย ทั้งหมดคือความพยายามที่จะให้มีองค์กรเจ้าภาพ ที่จะพัฒนางานอย่างยั่งยืนเพื่อให้ชีวิตสุขภาพชุมชนและโลกเปึนไปในทิศทางที่ถูกคุ้มครอง อย่างเต็มที่ค่ะ ดิฉันขออนุญาตนํากราบเรียนประเด็นสุดท้ายว่าถ้าเราสามารถผลักดันให้เกิด ร่างกฎหมายฉบับนี้ได้ ซึ่งหมายความว่าจะมีศาลสิ่งแวดล้อมขึ้นเปึนพิเศษและวิธีพิจารณาคดี สิ่งแวดล้อมขึ้นเปึนพิเศษ ไม่ได้หมายความว่าเราจะแก้ปัญหาความไม่เปึนธรรม ทางสิ่งแวดล้อมได้อย่างหมดไป แต่อันนี้เปึนเพียงแค่จุดเริ่ มต้นที่จะผลักดัน ไปให้เกิด การแก้ปัญหาในเรื่องอื่นต่อไป ในเชิงของกฎหมายสารบัญญัติเรามีความจําเปึนที่จะต้อง ปรับปรุง พ.ร.บ. ด้านป์าไม้ ที่ดิน หรืออุทยานแห่งชาติที่มีเกิน ๑๐ ฉบับให้อยู่ในระบบเดียวกัน เรื่องมลพิษก็มีปัญหามากมายที่จะต้องจัดระบบทางสารบัญญัติและสบัญญัติ
เพราะฉะนั้นการจัดตั้ง การจัดทําประมวลกฎหมายสิ่งแวดล้อมอาจจะเปึนเรื่องที่จําเปึน ที่คณะกรรมการปฏิรูปในยุคหน้าต้องคิดไปถึงและทําให้เปึนระบ บต่อไป เรื่องของการสร้าง ความเข้มแข็งของประชาชนก็เปึนเรื่องใหญ่ที่จะต้องทําคู่ขนานกันไป สุดท้ายนะคะ นอกเหนือจากองค์กรพิเศษทางด้านสิ่งแวดล้อมที่เปึนศาลสิ่งแวดล้อมแล้ว จริง ๆ จะต้องมี หน่วยว่าด้วยการวิจัยและพัฒนาศาลสิ่งแวดล้อมและกระบวนการยุติธรรมสิ่งแวดล้อม ในภาพรวม ควรจะต้องมีหน่วยที่พัฒนาผู้เชี่ยวชาญทางสิ่งแวดล้อมเปึนพิเศษ ควรจะต้อง มีหน่วยว่าด้วยนิติวิทยาศาสตร์ หน่วยว่าด้วยการพัฒนาระบบการระงับข้อพิพาททางเลือก หน่วยว่าด้วยกระบวนการยุติธรรมทางสมานฉันท์เชิงสิ่งแวดล้อม หน่วยว่าด้วยการบังคับคดี และการคุมประพฤติทางสิ่งแวดล้อม รวมทั้งหน่วยที่จะทําสถิติคดีและข้อขัดแย้งทางด้าน สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ และหน่วยเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการยุติธรรม สิ่งแวดล้อม ดิฉันขออนุญาตสรุปนะคะว่าทั้งหมดที่คณะอนุกรรมาธิการได้ยกร่างมาคงจะ เปึนเพียงจุดเริ่มต้นที่จะทําให้เกิดการปฏิรูประบบความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมในเบื้องต้น และประเทศไทยคงจะต้องทํางานหนักเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงต่อไป กราบขอบพระคุณค่ะ