เกริกไกร จีระแพทย์ พูดถึงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและผลกระทบต่อสังคม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้เกิดความทัดเทียมกัน และเรียกร้องให้รัฐบาลปรับปรุงกฎหมายและออกกฎหมายใหม่เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัล นอกจากนี้ ยังพูดถึงปัญหาการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย และอัตราการเติบโตของอีคอมเมิร์ซ โดยเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาทางด้านฮาร์ด อินฟราสตรักเจอร์ ซอฟต์ อินฟราสตรักเจอร์ เซอร์วิส อินฟราสตรักเจอร์ การสนับสนุนการดํารงชีวิตด้วยดิจิทัล และการให้ความรู้
ท่านประธาน ที่เคารพครับ นั่นเปึนการแสดงถึงวิวัฒนาการสําคัญอย่างหนึ่งในช่วงที่ผ่านมาของโลกมนุษย์ ผมขอขึ้นสไลด์ (Slide) เลยครับ เราก้าวจากสังคมเกษตรกรรมที่ใช้แรงงาน ใช้คนในครอบครัว แล้วก็มาถึงการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่มีเครื่องจักรไอน้ําเจมส์ วัตต์ มีไฟฟัา หลอดไฟฟัาที่ผลิต โดยเอดิสัน แล้วก็มีโทรศัพท์แกรม เบลล์ แล้วก็นํามาซึ่งการผลิต การเจริญเติบโต ของเศรษฐกิจและการเกิดโลกาภิวัตน์เปึนครั้งแรกในช่วงศตวรรษที่ ๑๘ ถึงศตวรรษที่ ๑๙ สิ่งที่ท่านเห็นในตอนท้าย ๆ นั้นเปึนสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนที่เราจะเปลี่ยนศตวรรษจากศตวรรษที่ ๒๐ เปึนศตวรรษที่ ๒๑ เมื่อป้ ๑๙๙๕ กระผมได้หนังสือมาเล่มหนึ่งชื่อดิจิทัล อีโคโนมี ๒๐ ป้ที่แล้วนะครับ แล้วก็คนเขียนคือดอน แท็บ สกอต เปึนผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ น่าแปลกใจว่าเมื่อ ๒๐ ป้ที่แล้วเขาสามารถมองเห็นภาพที่จะเกิดขึ้นในขณะนี้ได้ กลับไป นั่งอ่านอีกทีแล้วรู้สึกว่ามันเปึนเรื่องที่มหัศจรรย์แล้วเขาก็คิดได้ไม่ผิดจากช่วงที่เขาคิด ในตอน ๒๐ ป้ที่แล้ว สิ่งที่น่าสนใจผมขอประทานกราบเรียนสั้น ๆ ก่อนที่จะให้ประธาน อนุกรรมาธิการได้พูดถึงเรื่องรายละเอียดข้อเสนอของเรา เขาบอกว่าเราอยู่ในรุ่งอรุณของ การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ คือเปึนยุคของเน็ตเวิร์ก อินเทลลิเจนซ์ (Network Intelligence) เครือข่ายของปัญญา เครือข่ายของสติปัญญา ซึ่งจะเปึนยุคที่ให้กําเนิดเศรษฐกิจใหม่ การเมืองใหม่ สังคมใหม่ ธุรกิจจะได้รับการแปรรูป รัฐบาลจะต้องมีการปรับปรุงในรูปโฉม และทัศนคติ มนุษย์ทุกคนจะสามารถพัฒนาตนเองขึ้นไปในรูปแบบใหม่ทั้งหมดนี้โดยการทํา ให้เปึนไปได้ด้วยสิ่งที่เรียกว่าอินฟอร์เมชัน เทคโนโลยี (Information Technology) แต่สิ่งที่ น่าสนใจท่านประธานที่เคารพ ก็คือสิ่งที่เขาพูดว่าสิ่งเหล่านี้มีทั้งโอกาสและมีทั้งภัยคุกคาม ในทางลบมันอาจจะมีการแบ่งชั้นทางสังคมมากขึ้นที่เราเรียกว่าดิจิทัล ดีไวด์ (Digital Divide) เราได้ยินได้ฟังมาจะมีการรุ กล้ําเข้าไปในสิทธิส่วนตัวของบุคคลจํานวนมหาศาล อย่างที่ไม่เคยเปึนมาก่อน จะมีการจ้างงานถ้าเราไม่ปรับตัวให้ดีการหลุดจากงานมากมาย เพราะจะเข้าไปแทนโดยเทคโนโลยีใหม่ ๆ แล้วก็จะมีความวุ่นวายทางสังคมเกิดขึ้น ถ้าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้รับการพัฒนาให้เกิดความทัดเทียมกัน เพราะฉะนั้นในอนาคตนั้นมันจึง ขึ้นอยู่กับว่าเราจะทําอย่างไรกับวิทยาการ ใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วง ๒๐-๓๐ ป้ที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ จึงน่าดีใจอย่างยิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ได้ให้ความสําคัญกับดิจิทัล อีโคโนมี (Digital Economy) แล้วเปึนนโยบายหลักประการหนึ่งของรัฐบาลซึ่งมีความหมาย
ครอบคลุมกว้างขวางมากนะครับ คือการบริหารงานทั้งหลายทั้งปวงตั้งแต่กระบวนการผลิต การดําเนินงานธุรกิจ การค้า การบริการ การศึกษา สาธารณสุข ทุกกิจกรรมที่เกี่ยวพันกับ มนุษย์โดยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพราะฉะนั้นเมื่อดูจากสิ่งเหล่านี้แล้วเราจะเห็นว่า มันไม่ใช่เปึนเพียงแต่มือถือ ไม่ใช่เปึนเพียงแต่เซลฟ้ (Selfie) ไม่ใช่เพียงแต่คอมพิวเตอร์ แต่มันเปึนการปรับใช้สิ่งเหล่านี้ให้เข้าด้วยกันเปึนเน็ตเวิร์ก อินเทลลิเจนซ์ การเอาสติปัญญา มารวมกัน รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่ง
เรียกว่าคณะกรรมการกิจกรรมทางเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital) หรืออิเล็กทรอนิกส์ เกิดขึ้นนะครับ ได้แบ่งงานออกเปึน ๕ หลักใหญ่ด้วยกัน อันที่ ๑ คือเรื่องโครงสร้างทาง ศักยภาพ โครงสร้างในที่นี้หมายถึงทั้งเรื่องของบรอดแบนด์ (Broadband) เรื่องของเกตเวย์ (Gateway) เรื่องของสป้ด (Speed) ความเร็วสูงของอินเทอร์เน็ต (Internet) คลื่นวิทยุ แล้วก็โครงสร้างพื้นฐานทางบริการ ในแท่งที่ ๒ แท่งที่ ๓ นั้นเปึนโครงสร้างพื้นฐานทางด้าน มาตรฐาน แล้วก็ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ในแท่งที่ ๔ และแท่งที่ ๕ นั้นเปึนงาน ส่งเสริมการพัฒนา ในทั้งหมดที่รัฐบาลพยายามทําผมคิดว่าก็เปึนงานที่ค่อนข้างจะกว้างขวางนะครับ แล้วก็จับประเด็นปัญหาต่าง ๆ ได้ค่อนข้างดี เดี๋ยวจะมีกฎหมายที่จะต้องถูกปรับปรุงอยู่ ๕ ฉบับด้วยกัน เช่น ตั้งหน่วยงานใหม่ พ.ร.บ. ด้านธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ พ.ร.บ. ว่าด้วย การกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (Computer) เปึนต้น แล้วก็จะมีการออกกฎหมาย อีกฉบับหนึ่ง กฎหมายใหม่ที่เรียกว่าร่าง พ.ร.บ. การพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งกําลังอยู่ในกระบวนการอยู่ ในเชิงธุรกิจรัฐบาลก็ได้มองเห็นว่าถ้าจะทําให้เปึนสังคมดิจิทัล ที่มีผลแล้วได้ประโยชน์ทําให้เราสามารถแข่งขันในโลกนี้ได้มันจําเปึนจะต้องมีนิเวศวิทยาของ ธุรกิจดิจิทัลให้เกิดขึ้น ตั้งแต่การเชื่อมโยงบริการภาครัฐกับธุรกิจ ทางซ้ายมือสุดข้างล่าง ตอนประมาณทุ่มหนึ่งนะครับ แล้วก็ไปถึงเชื่อมโยงกระบวนการบริหารโลจิสติกส์ (Logistics) การนําเข้าส่งออกทางด้านตอนประมาณเที่ยง ๑๒.๐๐ นาฬิกา แล้วการเพิ่มช่องทางการค้า อีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) แล้วก็มาร์เกตเพลส (Marketplace) ด้วยกัน แล้วก็การชําระเงิน ทางอิเล็กทรอนิกส์ แล้วก็เรื่องภาษีต่าง ๆ นี่คือสิ่งที่พยายามทํานะครับ แต่ผมขอเรียนว่า ความสามารถของเราในเรื่องนี้ยังเปึนประเด็นที่น่าเปึนห่วงมาก พอมาดูว่าองค์กรระหว่าง ประเทศได้จัดลําดับการพัฒนาไอซีที (ICT) ของไทยในเชิงเปรียบเทียบอย่างไร ภาพนี้นะครับ ช่องสีเหลือง คอลัมน์ (Column) สีเหลือง คือเน็ตเวิร์ก เรดดิเนส (Network Readiness) ซึ่งประกอบด้วยกฎ ระเบียบ การคิดค้นทางนวัตกรรม ธุรกิจ อินฟราสตรักเจอร์ (Infrastructure) ความถูก ความแพงของการใช้ ความชํานาญของรัฐบาลของคน ของนักธุรกิจในการใช้ เราอยู่อันดับที่ ๖๗ ในจํานวน ๑๔๐ กว่าประเทศ ถ้าเรามองในแง่ของ ดิจิทัล อีโคโนมี แรงกิง (Digital Economy Ranking) ว่าเรามีความเปึนเศรษฐกิจดิจิทัล มากน้อยเพียงใด โดยวัดจากความเชื่อมโยงสิ่งแวดล้อมทางธุรกิจ สิ่งแวดล้อมทางกฎ ระเบียบ
และนโยบายรัฐบาล เราอยู่อันดับที่ ๔๙ ประเทศมาเลเซียอยู่อันดับที่ ๓๖ ประเทศแคนาดา อันดับที่ ๑๑ ประเทศสิงคโปร์อยู่อันดับที่ ๘ อีกปัจจัยหนึ่งคืออี กัฟเวิร์นเมนต์ แรงกิง (e-Government ranking) ของสหประชาชาติ วัดจาก ๑๙๒ ประเทศ ประเทศไทย มีอันดับที่ ๑๐๒ ซึ่งตกจากป้ก่อนหน้าอันดับที่ ๙๒ ตัวนี้มันหมายถึงทั้งออนไลน์ เซอร์วิส (Online Service) เทเลคอมมิวนิเคชัน อินฟราสตรักเจอร์ (Telecommunication Infrastructure) ฮิวแมน แคป่ตอล (Human Capital) ก็คือความสามารถของคน เราอยู่อันดับที่ ๑๐๒ ขณะที่ประเทศสิงคโปร์อยู่อันดับที่ ๓ ประเทศมาเลเซียอันดับที่ ๕๒ แล้วก็ถ้ามาดูไอซีที ดิเวลลอปเมนต์ (ICT Development) ทางคอลัมน์ขวาสุดสีน้ําเงิน เราอยู่ อันดับที่ ๗๑ ประเทศสิงคโปร์อันดับที่ ๑๖ ซอร์รี (Sorry) ครับ เราอยู่ที่อันดับที่ ๘๑ ประเทศมาเลเซีย อันดับที่ ๗๑ แล้วก็ประเทศสิงคโปร์อันดับที่ ๑๖ สภาพการแข่งขันของเรา ทางด้านเปรียบเทียบในเชิงของการอีกัฟเวิร์นเมนต์ (e-Government) เราอยู่อันดับที่ ๑๐๒ อย่างที่ผมกราบเรียนไปแล้ว
แต่ถ้าเราสังเกตนะครับ เหนือเราขึ้นไปเปึนประเทศเวียดนาม ประเทศฟ่ลิปป่นส์ ประเทศบรูไน ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ แปลว่าในจํานวน ๑๐ ประเทศในอาเซียน (ASEAN) เราเปึนอันดับที่ ๖ น่าสนใจนะครับว่าซีแอลเอ็มวี (CLMV) ๒ ประเทศ ๑. ประเทศเวียดนามนั้นเหนือกว่าเรา ถ้าเรามามองดูการใช้อินเทอร์เน็ตต่อประชาชน ๑๐๐ คน ประเทศไทยอยู่ที่ ๓๐ : ๑๐๐ ประเทศเวียดนาม ประเทศฟ่ลิปป่นส์ยังมีผู้ใช้อินเทอร์ เน็ต ต่อ ๑๐๐ คนสูงกว่าเรานะครับ อันนี้ไม่นับถึงประเทศมาเลเซีย ประเทศบรูไนและ ประเทศสิงค์โปร์ที่อัตราการใช้ต่อ ๑๐๐ คนสูงมาก เรามาดูถึงอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ความเร็วสูงของภาคธุรกิจต่อธุรกิจ ๑๐๐ รายน่ากังวลนะครับประเทศไทยอยู่ล่างสุดครับ ที่ ๑๔ ใน ๑๐๐ ดีขึ้นกว่าเราคือ ประเทศอาเซอร์ไบจาน ประเทศอียิปต์ เจงกีส ข่าน ประเทศปาเลสไตน์ ประเทศรัสเซีย ประเทศสิงคโปร์เปึนต้นนะครับ สรุปก็คือว่าเราอยู่ต่ําสุด ถ้าเรามองดูในแง่ของมือถือนะครับต่อ ๑,๐๐๐ คนเราก็ทําได้ไม่เลวนะครับ ใน ๑,๐๐๐ คนเรามีมือถืออยู่ประมาณ ๑,๓๐๐ ราย ๑,๒๐๐ กว่าราย อันดับ ๑ ประเทศเวียดนาม ๑,๐๐๐ คนมี ๑,๕๐๐ เครื่องก็แปลว่า ๑.๕ เครื่องต่อคน การเติบโตของ อีคอมเมิร์ซ ในประเทศไทย ท่านลองดู ประเทศไทยมีการเติบโตทางธุรกิจ อีคอมเมิร์ซ ประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์ต่อป้ ขอเรียนว่าไม่ได้มากมายเลยมันน่าจะก้าวกระโดดมากกว่านี้มาก มีการขายระหว่างธุรกิจกับรัฐบาล สีชมพูทางขวามือนั่น แล้วก็ระหว่างธุรกิจกับผู้บริโภค แล้วก็ธุรกิจกับธุรกิจ ท่านประธานครับ ถ้าหากเราจะทําให้ธุรกิจหรือเศรษฐกิจดิจิทัล มันเปึนไปด้วยดี เรามีเรื่อง ๕ เรื่องด้วยกันที่จะต้องทํา ๑. คือเรื่องของฮาร์ด อินฟราสตรักเจอร์ (Hard Infrastructure) ไม่ว่าจะเปึนไฮสป้ด เน็ต เวิร์ก (High Speed Network) อินเตอร์เนชันแนล เกตเวย์ (International Gateway) หรือบิก ดาตา เซนเตอร์ (Big Data Center) อันที่ ๒ คือเรื่องซอฟต์ อินฟราสตรักเจอร์ (Soft Infrastructure) อันที่ ๓ คือ เซอร์วิส อินฟราสตรักเจอร์ (Service Infrastructure) แล้วก็อันที่ ๔ คือเรื่องของการ สนับสนุนส่งเสริมให้มีการใช้ดิจิทัล มีน (Digital Means) ในการดํารงชีวิต แล้วก็ประเด็นที่ ๕ คือการให้ความรู้ ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้รัฐบาลได้ทําแต่ว่าได้ทําหนักแน่นเพียงพอหรือไม่นั้น และมีเรื่องอะไรที่เราจะเสนอมาได้ ผมขอให้ท่านประธานอนุกรรมาธิการได้เข้าไปช่วยอธิบาย ต่อครับท่านประธานครับ