สารี อ๋องสมหวัง หารือเรื่องหลักประกันสุขภาพและตลาดสุขภาพที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งนำไปสู่การแทรกแซงจากรัฐในการจัดหาสุขภาพให้กับประชาชน โดยเธอเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงระบบให้ไม่แยกคนรวยและคนจน และให้ระบบสุขภาพมีคุณภาพดีภายใต้ค่าใช้จ่ายที่ไม่แพง เธอแนะนำว่าควรใช้กลไกเอกชนเป็นกลไกกลางในการประกันสุขภาพ แต่ไม่ควรให้เอกชนมีกำไรสูงสุดเกินไป
ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพแล้วก็เพื่อนสมาชิกทุกท่านนะคะ เรียนไป ถึงทางคณะกรรมาธิการด้วย จริง ๆ ดิฉันก็คิดว่าประเด็นนี้เปึนประเด็นสําคัญ แล้วก็น่าเสียดายนะคะที่ทางกรรมาธิการไม่ได้ชักชวนที่จะคุยกันกับหลายคณะ เพราะว่า จริง ๆ น่าจะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยน อย่างน้อยก็กับคณะสาธารณสุขแล้วก็คณะผู้บริโภค ตามทิศทางปฏิรูปที่เราได้ร่วมกันวางไว้นะคะ ดิฉันคิดว่าประเด็นเรื่องหลักประกันสุขภาพ หรือประกันภัยเอกชน ดิฉันก็คิดว่าประกันภัยเอกชน ดิฉันก็ไม่ได้ขัดแย้งนะคะ แล้วก็อยากจะเรียนว่าในส่วนประเด็นหลายท่านดิฉันได้ยิ นพูดเรื่องค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ซึ่งดิฉันคิดว่าจริง ๆ การปฏิรูปครั้งนี้เราต้องช่วยกันนะคะที่จะทําอย่างไรให้การปฏิรูป ที่สําคัญส่วนหนึ่งก็คือการปฏิรูปเรื่องการเงิน การคลังเพื่อสังคม แล้วก็ต้องยอมรับ ว่าค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในขณะนี้อย่างที่ดิฉันเคยได้เรียนกับที่ ประชุมนะคะว่าขณะนี้ เราใช้เงินเพียง ๔ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็การลงทุนด้านสุขภาพในหลายประเทศ เกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ทั้งนั้นนะคะ แล้วก็การลงทุนด้านสุขภาพ ไม่ใช่ภาระแต่ว่าถ้าทุกคน ในประเทศมีสุขภาพดี คุณก็สามารถเพิ่มผลผลิตได้ในกิจการอื่น ๆ หรือทํางานได้แม้กระทั่ง คนไข้ไตวายที่เดิมเขาไม่สามารถฟอกไตได้เขาก็จะเสียชีวิต แต่เมื่อขณะนี้การฟอกไต เปึนส่วนหนึ่งของสิทธิประโยชน์ เขาก็สามารถที่จะทํางานได้เหมือนคนทั่วไป เพราะฉะนั้น ต้องเรียนว่าเราต้องอยู่ภายใต้ข้อเท็จจริงนะคะว่าขณะนี้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเราไม่ได้ สูงเกินไปจนเปึนภาระ แล้วก็ดิฉันไม่อยากเห็นว่าการเงินการคลังเรื่องสุขภาพ เรื่องการศึกษา เรื่องการสาธารณสุข เปึนภาระ แต่อยากให้เรียนว่าเปึนเรื่องของการลงทุน ประเด็นที่ ๒ ดิฉันคิดว่าตลาดสุขภาพเปึนตลาดที่ไม่สมบูรณ์นะคะ คือผู้ให้บริการกับผู้รับบริการ มีฐานะที่อาจจะเรียกว่าไม่เท่า เทียมกัน เพราะฉะนั้นเมื่อคุณมีฐานะที่ไม่เท่าเทียมกัน การรับรู้ที่ไม่เท่ากันทําให้รัฐต้องเข้าไปแทรกแซง ซึ่งขณะนี้ระบบที่กําลังดําเนินการก็คือ มีสํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเปึนผู้ซื้อบริการให้กับคน ๔๘ ล้านคน สํานักงานประกันสังคมซื้อให้ประกันสังคม ๑๐ ล้านค น แล้วก็กรมบัญชีกลาง ที่ดูแลข้าราชการอีกจํานวนหนึ่งนะคะ เพราะฉะนั้นการแทรกแซงจากรัฐในส่วนนี้
เปึนเรื่องที่มีความสําคัญเนื่องจากว่าตลาดไม่สมบูรณ์ ประเด็นที่ ๒ กรณีที่ทางนี้เสนอ ถ้าดิฉันก็คิดว่าก็ต้องขอบคุณคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลังด้วยนะคะ ที่เปลี่ยนเปึนเรื่องของการทําประกันสุขภาพ เพราะว่าถ้าเปึนไปตามรายงานจริง ๆ ดิฉัน ได้อ่านแล้วก็จะเห็นว่าการแทรกแซงจากรัฐก็คือแยกคนรวยกับคนจน ดิฉันต้องเรียนว่า จริง ๆ ระบบสุขภาพขณะนี้เราไม่ได้แยกคนรวยกับคนจน แต่คิดว่าเรื่องสุขภาพเปึนเรื่องของ ทุกคน เพื่อนดิฉันเองเพิ่งเปึนมะเร็งก็หมดตัวเหมือนกันนะคะ ต้องกลับมาหาระบบ หลักประกันสุขภาพ เพราะฉะนั้นอันนี้เปึนเรื่องของทุกคน เราควรจะทําให้ระบบไม่ใช่แยก คนรวยกับคนจนนะคะ เพราะว่าสุดท้ายก็ไม่มีใครอยากรักษาคนจน เพราะว่าคนที่รักษา คนรวยก็มีโอกาสที่จะดึงหมอ ดึงผู้เชี่ยวชาญ ดึงทุกอย่างเพราะคุณจ่ายสตางค์มากกว่า เพราะฉะนั้นระบบในส่วนของคนจนก็กลายเปึนระบบสงเคราะห์ ซึ่งนั่นคือเมื่อป้ ๒๕๔๕ นะคะ ที่เรามีระบบสงเคราะห์ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าขณะนี้ป้ ๒๕๕๘ เรามีระบบสวัสดิการ ทางสังคม เรามีหลักประกันสุขภาพ เรามาไกลเกินไปแล้ว แล้วเราก็ได้ยอมรับนับถือจาก ทั่วโลกนะคะ โดยเฉพาะองค์การอนามัยโลกว่าประเทศไทยให้บริการหลักประกันสุขภาพ กูด เฮลต์ แอท โลว์ คอสต์ (Good Health at low cost) ก็คือว่าเรามีสุขภาพที่ดีภายใต้ ค่าใช้จ่ายที่ไม่แพงนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าการที่คิดแยกคนรวยจากคนจนนี่ มันไม่สามารถแยกได้จริง
สุดท้ายเราก็ไม่มี ดิฉันก็ว่าหมอก็เปึนปุถุชน หมอก็เปึนมนุษย์ ที่ไหนจ่ายเงินเยอะกว่า เราก็อยากไปอยู่โรงพยาบาลเยอะกว่า ดิฉันเองก็คิดว่านี่เปึนเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ เราไม่สามารถที่ไปก้าวข้ามได้ เพราะฉะนั้นมันก็อาจจะมีข้อจํากัดที่ทําให้เขาต้องอยู่กับ โรงพยาบาลที่ให้ค่าตอบแทนที่น้อยหรือที่ต่ํา เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าก็ต้องขอบคุณ ทางกรรมาธิการที่ปรับรายงาน เพียงแต่ว่าตัวรายงานที่เสนอถ้ายังเปึนเหมือนเดิม การแทรกแซงจากรัฐโดยใช้วิธีแยกคนรวยออกจากคนจนจะยิ่งทํา ให้เกิดความเหลื่อมล้ํา มากขึ้น แล้วทําให้เปึนปัญหามากขึ้น มีหลายมาตรฐานเกิดหลายระบบมากขึ้น ซึ่งเปึนสิ่งที่ เราไม่อยากจะเห็น สุดท้ายดิฉันคิดว่าการที่ให้กลไกเอกชนเปึนกลไกกลาง เปัาหมาย ที่อาจจะเน้นกําไรสูงสุด เผอิญดิฉันมีโอกาสได้คุยกับคุณไพบูลย์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านก็แนะนําว่าจริง ๆ แล้วเราสามารถที่จะทําได้ ที่จะทําให้โรงพยาบาลเอกชน ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ไม่ทํากําไรเกินควรจนเปึนการค้ากําไร โรงพยาบาลเอกชน จํานวนมากในต่างประเทศไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าการระดมทุน ก็ทําได้ แต่ว่าไม่ควรจะทํากําไรสูงสุดเกินไปในส่วนของบริการด้านสุขภาพ ซึ่งดิฉันคิดว่าอันนี้ เปึนเรื่องที่สําคัญ แล้วก็แม้กระทั่งใน ประเทศสหรัฐอเมริกาเองก็ยังไม่สามารถทําระบบ หลักประกันได้ เพราะฉะนั้นการที่เราจะให้เอกชนเปึนกลไกกลาง เรียกว่าเราเอาคนไข้ ออกจากระบบ แล้วก็สุดท้ายเราก็จะเอาคนที่ป์วยหนักไ ปอยู่กับภาครัฐอยู่ดีท้ายที่สุด เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าบริการสุขภาพมีความซับซ้อน แล้วก็คนไข้ไม่ได้มีอํานาจต่อรอง มันไม่เหมือนเราซื้อรถ รถเบนซ์ รถโตโยต้า ซึ่งคุณเลือกได้ ถึงไม่ได้มีความรู้ ไม่ได้เปึนวิศวกร อย่างน้อยก็เลือกได้ แต่ว่าเวลาคุณหมอเขาบอกเราว่าเราป์ว ยเปึนโรคนี้ต้องใช้วิธีการนี้ คนไข้ส่วนใหญ่แม้กระทั่งจบปริญญาเอกก็ต้องทําตามทั้งหมด เพราะฉะนั้นความไม่สมบูรณ์ ของข้อมูล อํานาจต่อรองมันไม่ได้มีมากในตลาดสุขภาพ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่า ถ้าเปึนไปตามรายงานก็อาจจะเปึนปัญหา แต่ว่าถ้าเปลี่ยนแปลงแค่ให้แต่ละคนสมัครใจ ทําประกัน แล้วก็ระบบประกันนั้นจะไปอยู่ในวงเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาทที่จะลดภาษี ดิฉันก็คิดว่า ถ้าเปึนประเด็นแบบนั้นก็ไม่น่าจะมีข้อโต้แย้งอะไร เพราะว่าเราไม่ควรส่งเสริมให้เกิด ความเหลื่อมล้ํามากขึ้น เพราะว่าคณะเรามาปฏิรูปแล้วก็ทําให้ลดความเหลื่อมล้ํา หรือขจัดความเหลื่อมล้ํา แล้วก็ทําให้สร้างความเปึนธรรมมากขึ้น ขอบพระคุณมากค่ะ