สมชัย ฤชุพันธุ์ นำเสนอรายงานคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจการเงินและการคลัง โดยเน้นประเด็นการปฏิรูปการประกันภัยพืชผลและระบบประกันสุขภาพ เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย
กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านสมาชิกที่รัก ผมขออนุญาตนําเสนอรายงานของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง ผม สมชัย ฤชุพันธุ์ ในฐานะประธาน กรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง มีอยู่ ๒ เรื่อง เรื่องแรกเปึนเรื่องแนวทาง การปฏิรูปการประกันภัยพืชผล เรื่องที่ ๒ เปึนเรื่องแนวทางการปฏิรูประบบประกันสุขภาพ ในเรื่องแรกนี้ผมขอสรุปกล่าวนําสั้น ๆ เดี๋ยวจะให้อาจารย์ธวัชชัยเปึนผู้นําเสนอรายละเอียด ภาคเกษตรเปึนภาคที่สําคัญมากของเศรษฐกิจไทย แม้ว่าจะมีสัดส่วนที่น้อยลงมากกว่าเดิม มากก็ตาม เพราะว่าเราพัฒนาภาคบริการและภาคอุตสาหกรรมเยอะ อย่างไรก็ตาม ภาคเกษตรยังถือว่าเปึนภาคที่สําคัญมาก ในป้ ๒๕๕๖ นี่ เกษตรกรในประเทศไทยนี่มีจํานวน ถึง ๗,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน การผลิตภาคเกษตรของไทยยังพึ่งพาธรรมชาติอยู่มาก ปริมาณ น้ําฝน การตกต้องตามฤดูกาลของฝน และภัยธรรมชาติอื่น ๆ ยังมีผลกระทบต่อปริมาณ ผลผลิตภาคเกษตรอย่างมาก ภัยธรรมชาติ เช่น ฝนแล้ง น้ําท่วม และภัยจากศัตรูพืชจึงเปึน ความเสี่ยงที่สําคัญของการประกอบการผลิตทางภาคเกษตร ที่ผ่านมารัฐบาลได้ใช้จ่าย งบประมาณแผ่นดินเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการบรรเทาควำมเดือดร้อนอันเกิดจาก ภัยธรรมชาติเปึนจํานวนเงินมาก ในป้ ๒๕๔๗ นี่รัฐบาลใช้เงินเพื่อช่วยเกษตรกร ในการบรรเทาความเดือดร้อนจากการประสบภัยธรรมชาตินี่ถึง ๓,๗๙๔.๖ ล้านบาท พอในป้ ๒๕๕๓ จํานวนที่เคยอยู่ที่ ๓,๐๐๐ ล้านบาทเพิ่มขึ้นเปึน ๒๐,๘๓๑.๗ ล้านบาท
และพอในป้ถัดมาคือป้ ๒๕๕๔ นี่ เพิ่มขึ้นเปึน ๓๑,๒๑๙.๖ ล้านบาท แสดงว่าจํานวนเงิน ที่รัฐบาลให้ความช่วยเหลือเกษตรกรอันเนื่องมาจากการประสบภัยพิ บัติทางธรรมชาตินี่ เพิ่มขึ้นทุกป้ ขณะเดียวกันระบบประกันพืชผลของไทยนี่ยังอยู่ในสถานภาพที่ เรียกว่า ยังด้อยพัฒนาอยู่มากจึงมีความจําเปึนต้องทําการปฏิรูประบบการประกันภัยพืชผลของไทย เพื่อให้เกิดการพัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการกระจายความเสี่ยงของเกษตรกร ข้อเสนอของ คณะกรรมาธิการในการทําเรื่องนี้ ๑. คือว่าให้รัฐบาลระดมสรรพกําลังในการให้ความรู้ เกี่ยวกับการประกันภัยพืชผลให้แก่เกษตรกรอย่างเปึนระบบ และให้ถือเปึนภารกิจที่สําคัญ ของรัฐบาล ประการที่ ๒ รัฐบาลอุดหนุนค่าประกันภัยบางส่วน และจูงใจให้สถาบันการเงิน อุดหนุนค่าบริการไปอีกบางส่วน เพื่อลดภาระและจูงใจให้เกษตรกรทําประกันภัยอย่างทั่วถึง
เรื่องประกันภัยจริง ๆ แล้วคือการกระจายความเสี่ยง มันจะมีผลก็ต่อเมื่อมีปริมาณคน เข้าร่วมประกันเยอะ และดําเนินการประกันอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ขณะนี้เกษตรกร ไม่ค่อยมีความรู้เรื่องนี้ แล้วก็ไม่อยากจะลงทุนเรื่อ งนี้ โดยมากคนที่รู้ว่าจะมีภัย จึงจะมาประกัน บริษัทประกันก็เลยจะยากลําบาก แล้วเราก็เลยคิดว่าในเบื้องแรก ถ้ารัฐอุดหนุนค่าประกันภัยให้กับเกษตรกรก็จะทําให้เกษตรกรค่อย ๆ เรียนรู้ขึ้นมาได้เรื่อย ๆ ประการที่ ๓ เสนอให้รัฐช่วยทําประกันต่อบางส่วน เพื่อลดการรั่วไหลของค่าประกัน ไปต่างประเทศ การประกันต่อก็มีความเสี่ยง แต่ว่าถ้าจะให้ประกันต่อทั้งหมดหรือจะบางส่วน อย่างไรก็คงต้องพิจารณาถึงความเสี่ยงอันนี้ด้วย ประการที่ ๔ คือส่งเสริมให้มีช่องทาง การจําหน่ายผลิตภัณฑ์ประกันภัยอย่างแพร่หลาย ประการที่ ๕ ส่งเสริมการวิจัย เรื่องการประกันภัยพืชผลอย่างจริงจังและอย่างเปึนระบบ ประการที่ ๖ คือกํากับดูแล ให้ธุรกิจประกันภัยมีการแข่งขันอย่างเสรีและเปึนธรรม สําหรับเรื่องการประกันภัยพืชผล ผมจะขอให้อาจารย์ธวัชชัยนําเสนอในรายละเอียดต่อไป กระผมจะสรุปอีกเรื่องหนึ่งไปเลย เพื่อจะได้ไม่ต้องกล่ำวแยกกันนะครับ อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของการประกันระบบ ประกันสุขภาพ ความจริงระบบประกันสุขภาพของประเทศไทยที่ใช้อยู่ถือว่าเปึนประเทศ ที่มีระบบประกันสุขภาพที่ดีมากประเทศหนึ่ง แล้วก็เปึนประโยชน์ต่อสังคมไทย เปึนที่ร่ําลือว่าเราประสบผลสําเร็จในด้านนี้ แต่อย่างไรก็ตามมีจุดบางจุดที่เราสามารถ พัฒนาได้ ประการแรก ผมอยากจะเรียนว่าหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือเรียกว่า ยูนิเวอร์แซล แคร์ (Universal care) นั้นเปึนหลักการที่ดีและควรสนับสนุนให้ดําเนินการ ต่อไป แต่หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าไม่ได้แปลว่ารัฐต้องใช้เงินภาษีมาจัดบริการ รักษาพยาบาลให้เพียงพอและครบถ้วน เพื่อให้ประชาชนคนไทยทุกคนได้รับบริการ รักษาพยาบาลอย่างทั่วถึง คือเปึนการคล้าย ๆ ว่าไปเอนชัวร์ ซัพพลาย (Ensure supply) รัฐจัดโรงพยาบาลให้เยอะแยะอย่างนี้ ผมว่าไม่ใช่ในความหมายนั้นนะครับ อีกด้านหนึ่งก็คือ บอกว่าหลักประกันสุขภาพถ้ วนหน้า ก็ไม่ได้แปลว่ารัฐจะต้องจ่ายเงินอุดหนุนให้กับ ประชาชนทุกคนเพื่อให้ประชาชนได้มีเงินไปซื้อบริการรักษาพยาบาลตามความจําเปึนของตน อย่างทั่วถึง ไม่ได้แปลว่าต้องไปจัดโรงพยาบาลให้พอโดยรัฐใช้เงินภาษีทั้งหมด แล้วก็ ไม่ได้แปลว่าจะไปทํางานด้านดีมานด์ คือไปเอนชัวร์ (Ensure) ว่าคนที่มีความต้องการ ได้รับบริการทั้งหมดโดยไปสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลให้กับทุกคน
ขณะเดียวกันก็ไม่ได้แปลว่าคอมบิเนชัน (Combination) ของทั้ง ๒ อย่าง ทั้งด้านซัพพลาย (Supply) และดีมานด์โดยใช้เงินภาษีของรัฐทั้งหมด ทั้ง ๓ อย่างที่ผมพูดมานี่เปึนเรื่องที่เน้น คําว่าใช้เงินภาษีของรัฐทั้งหมด แต่ผมเข้าใจว่าการดูแลให้ประชาชนได้รับบริการสุขภาพ อย่างถ้วนหน้าเปึนภารกิจของรัฐ รัฐต้องดูแลให้เกิดภาวการณ์ที่มีการได้รับบริการสุขภาพ อย่างถ้วนหน้า แต่ไม่ได้แปลว่ารัฐต้องจัดให้มีบริการสุขภาพอย่างถ้วนหน้าด้วยการใช้เงินภาษี แต่เพียงอย่างเดียว ความหมายคือว่ารัฐต้องดําเนินการจัดระบบให้สังคมทั้งสังคมทุกภาคส่วน ได้ช่วยเหลือกันในการทําให้ประชาชนได้รับบริการสุขภาพอย่างถ้วนหน้า โดยใช้เงินภาษี และใช้การประกันสุขภาพ และการดูแลรับผิดชอบเองของผู้ที่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ คือใช้ทั้งเงินภาษีและใช้ทั้งเงินที่แต่ละคนออก และระบบต่าง ๆ ที่จะตั้งขึ้นเพื่อให้มี การระดมทุนจากภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาช่วยในด้านการประกันสุขภาพ ระบบของประเทศไทย ที่ทําอยู่ขณะนี้ผมก็คิดว่าเปึนระบบที่ค่อนข้างดีมากอยู่แล้ว คือเราไม่ได้ผูกขาดซัพพลาย ของการรักษาพยาบาล และยอมให้มีโรงพยาบาลเอกชนจํานวนมากดําเนินการโดยอิสระ โดยไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดิน แล้วก็ชาร์จ (Charge) ค่าบริการ ทางด้านดีมานด์เราก็มี ระบบประกันสังคม มีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าของ สปสช. แล้วก็มีระบบสวัสดิการ รักษาพยาบาลของข้าราชการ รวมทั้งระบบการประกันสุขภาพของภาคเอกชนด้วย ก็มีอยู่หลายระบบซึ่งค่อนข้างครบถ้วน
แต่ปัญหาของเราอยู่ที่ว่าเรายังไม่ได้ให้ความสําคัญของแต่ละภาคส่วน ของแต่ละระบบ อย่างเพียงพอและอย่างได้ดุล เราเน้นระบบที่รัฐเปึนผู้จ่ายโดยใช้ภาษีเปึนหลัก เราให้ความสําคัญแก่ระบบการประกันสุขภาพของภาค เอกชนน้อยเกินไป ข้อเสนอของ การปฏิรูปของคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง ก็คือประการที่ ๑ ให้เปลี่ยนระบบคิดใหม่ โดยให้เน้นว่าเรื่องของสุขภาพอนามัยของประชาชนนั้นรัฐบาลต้อง ระดมสรรพกําลังในสังคมมาช่วยกันรับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ไม่ใช่พึ่งแต่เงินภาษีแต่เพียงอย่างเดียว ประการที่ ๒ ก็คือว่าให้ส่งเสริมและให้ความสําคัญ กับการประกันสุขภาพของภาคเอกชนให้มากขึ้น และต้องส่งเสริมและพัฒนาระบบ ประกันสุขภาพอย่างเปึนระบบ ประการที่ ๓ ให้ลดบทบาทภารกิจของเงินภาษีให้เหลือเท่าที่ จําเปึนสําหรับช่วยเหลือคนที่ช่วยตนเองไม่ได้ เพื่อเปึนหลักประกันว่าคนไทยทุกคนจะได้รับ การรักษาพยาบาลอย่างถ้วนหน้า ระบบนี้มีรายละเอียดอยู่เยอะ เพราะฉะนั้นขออนุญาต ให้อาจารย์ธวัชชัยได้นําเสนอต่อไปครับ ขอบคุณครับ