สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๖๐ · ๔ สิงหาคม ๒๕๕๘

กอบกุล พันธ์เจริญวรกุล เสนอวาระการปฏิรูปที่ 30 และได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมของสังคมไทยสำหรับผู้สูงอายุ โดยเน้นการสร้างเครือข่ายและธุรกิจชุมชน เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถอยู่อาศัยและทำงานได้อย่างมีความสุข นอกจากนี้ เธอยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุและปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

รองศาสตราจารย์กอบกุล พันธ์เจริญวรกุล

กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพและเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ดิฉัน รองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์กอบกุล พันธ์เจริญวรกุล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา หมายเลข ๐๐๗ ดิฉันก็คิดว่าในส่วนของการนําเสนอวาระการปฏิรูปที่ ๓๐ วันนี้ มีความสมบูรณ์ค่อนข้างมากเลยถ้าเทียบกับรอบ ที่ ๑ และดิฉันคิดว่าการขยายความ ในรอบที่ ๒ โดยเฉพาะในเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ก็ทําให้เราเข้าใจประเด็นต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ดิฉันก็คงจะมีคอมเม นต์ (Comment) เฉพาะในส่วนที่คิดว่าจะเพิ่มเติม จริง ๆ อ่านรายงานมาก่อน เพราะฉะนั้นในส่วนเพาเวอร์พอยต์มาทําความเข้าใจเพิ่มเติมขึ้น

หลายส่วนก็อาจจะไม่ต้องพูดแล้ว แต่ก็ยังมีประเด็นที่ดิฉันคิดว่าเปึนข้อคิดเ ห็นที่น่าจะเสนอ ให้คณะกรรมาธิการ ได้กลับไปคิดว่าในภาพรวมของวาระ ปฏิรูปที่ ๓๐ สังคมสูงวัย เรื่องการปฏิรูประบบเพื่อรองรับสังคม สูงวัยของท่านนั้นยังมีประเด็นอะไรที่อาจจะ ขาดหายไปบ้าง ดิฉันคงไปด้วย ๔ ประเด็นหลักของท่าน ทั้ง ๔ ประเด็นหลักความละเอียด ความชัดเจนเพิ่มขึ้นมามากทีเดียวจากรอบที่ ๑ ในส่วนของด้านเศรษฐกิจ ในด้านเศรษฐกิจ ดิฉันคิดว่าในความชัดเจนในเรื่องของการเปลี่ยนสถานะกฎหมาย การปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย หรือการทําให้ระบบบําเหน็จ บํานาญดีขึ้น ก็เปึนสิ่งที่น่าชื่นชม แล้วเราคิดว่าควรจะอยู่ในข่าย ที่ต้องรีบทํา อย่างไรก็ดีในด้านเศรษฐกิจในมาตรการน่าจะเปึนมาตรการที่ ๒ ที่พูดถึงเรื่อง การขยายอายุการทํางานและการสร้างโอกาสในการทํางานของผู้สูงอายุ ดิฉันคิดว่าในส่วนที่ คณะกรรมาธิการอาจจะยังขาดหายไปก็คือการคิดรูปแบบใหม่ของมาตรการนี้ว่าถ้าเราจะ สร้างโอกาสการทํางานให้กับผู้สูงอายุที่เลย ๖๐ ป้ หรือ ๖๕ ป้ไปแล้ว หรือไม่ต้องไปคิดถึง เฉพาะขยายอายุการทํางาน ขยายอย่างไรก็ได้อย่างมาก ๕ ป้ ๘ ป้ แต่คิดอย่างไรว่า ถ้าคนสูงอายุอยู่ได้ถึง ๑๐๐ ป้จะให้เขาอยู่อย่างไร จะให้เขาทําอย่างไร หลายข้อก็จะบอกว่า โอเค (OK) ให้เขารู้สึกมีคุณค่าในตนเอง การเพิ่มมาตรการที่ทําให้ด้านเศรษฐกิ จเขามี ความมั่นคงเปึนความสําคัญ เพราะถ้ามีเงินแล้วเรื่องอื่นมันก็จะตามมาง่าย แต่มาตรการ ขยายอายุการทํางานกับสร้างโอกาสในการทํางาน

ดิฉันคิดว่าต้องหารูปแบบและวิธีการใหม่ ๆ ที่เหมาะสําหรับคนที่จะมีอายุถึง ๘๐ ป้ ๙๐ ป้ และ ๑๐๐ ป้ในอีก ๒๐ ป้ข้างหน้า เพราะฉะนั้นอย่าไปหวังแต่เรื่องการขยายอายุเกษียณ หรือว่าให้นายจ้างจ้างงานเพิ่มนะคะ เราอาจจะยังคิดไม่ออกตอนนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ดิฉันคิดว่า ต้องเอาไปบูรณาการกับ ภาคสังคม ที่จริงภาคสังคมก็พูดถึง แต่เวลาสังคมพูดถึง ในภาคเศรษฐกิจไม่ได้พูดถึง ก็คือในสิ่งที่เราคิดว่าผู้สูงอายุจะทําธุรกิจชุมชนได้ไหม ผู้สูงอายุ จะมีส่วนร่วมในเครือข่ายของวิสาหกิจชุมชน หรือเปึนโอนเนอร์ (Owner) ของธุรกิจเล็ก ๆ ได้ไหม ตรงนั้นเขาจะช่วยตัวเองได้อย่างดีเลย ถึงจะอายุ ๘๐ ป้ ๙๐ ป้เขาก็ยังมีร้านค้าเล็ก ๆ หรือมีสิ่งที่จะเปึนธุรกิจเล็ก ๆ ของเขาได้ อันนั้นก็คือสิ่งที่ดิฉันมองอย่างเร็ว ๆ นะคะ แต่มันอาจจะมีวิธีอื่นอีกหลายวิธีนะคะ ในส่วนที่ ๒ คือเรื่องของสภำพแวดล้อม สภาพแวดล้อมดิฉันอยากจะเรียนอย่างนี้ค่ะว่าจริง ๆ แล้วเราไปพูดถึงบ้านของผู้สูงอายุ พูดถึงว่าเขาแก่ตัว ๘๐ ป้ ๙๐ ป้เขาจะอยู่อย่างไร ในสังคมไทยอยากให้ท่านลองคิดว่า กี่เปอร์เซ็นต์จะอยู่แบบไหนนะคะ ดิฉันลองยกตัวอย่างว่าทุกวันนี้ผู้สูงอายุที่อยู่กับครอบค รัว ได้ในอีก ๒๐ ป้ข้างหน้าเปอร์เซ็นต์จะเปึนอย่างไร ผู้สูงอายุที่ต้องไปอยู่กับสถานของภาครัฐ ก็คือสถานของผู้สูงอายุจะมีกี่เปอร์เซ็นต์ ผู้สูงอายุที่มีรายได้ดีไปอยู่ภาคเอกชนซึ่งมีธุรกิจของ การสร้างสถานบริการให้ผู้สูงอายุซึ่งคนรวยไปอยู่ได้จะกี่เปอร์เซ็นต์ และผู้สูงอายุที่จะต้องอยู่ กับชุมชนท้องถิ่นในลักษณะของเครือข่ายที่ให้ชุมชนท้องถิ่นดูแลจะเปึนกี่เปอร์เซ็นต์ สุดท้าย หน่วยงานการกุศลและเอ็นจีโอ (NGO) ต่าง ๆ จะมีส่วนเข้ามาช่วยหรือร่วมในการสร้าง ที่อยู่อาศัยให้เขา พูดเฉพาะที่อยู่อาศัยนะคะเรื่องนี้ ได้อย่างไร ดิฉันอยากให้ท่านลองไปคิด อย่างนั้น เพราะดิฉันคิดว่าในปัจจุบันเปอร์เซ็นต์มันอาจจะอยู่ใน ๓ กลุ่มนี้ คือภาครัฐ ช่วยเหลือ ภาคเอกชนที่คนมีสตางค์ไปอยู่ได้เอง แล้วก็ครอบครัวดูแลเอง อาจจะประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ตอนนี้ แต่ในอีก ๑๐ ป้ ๒๐ ป้ข้างหน้าเปอร์เซ็นต์จะเปึนอย่างไรนะคะ สุขภาพ ดิฉันขออนุญาตใช้เวลาเพิ่มขึ้นนิดหนึ่ง ด้านของสุขภาพจริง ๆ เปึนด้านที่ดิฉันสันทัด มากที่สุด แล้วดิฉันก็คิดว่าดิฉันรู้ว่าผู้สูงอายุทุกคนท่านไม่ได้พูดถึงว่าสิ่งที่เขาเสื่อมไปคือ การดีเจเนอร์เรชัน (Degeneration) ของสมองก็ตาม ของเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย ก็ตามมันจะซีเวียร์ (Severe) หรือไม่ซีเวียร์อยู่ที่การดูแลสุขภาพของเขา เพราะฉะนั้น เราจะทําอย่างไรที่จะเน้นเรื่องของการดูแลสุขภาพเพื่อให้เรื่องของดีเจเนอร์เรชัน หรือการเสื่อมตามวัยมันชะลอให้มันช้าลง แล้วภาวะการเกิดอัลไซเมอร์ (Alzheimer) ช้าลง

หรือไม่เกิดมากเกินไป ท่านเสนอเรื่องของที่ขาดหายไป ไม่ว่าจะการดูแลระยะกลาง ระยะยาว ระยะสุดท้าย ในเอกสารไม่ได้บอกฮาวทู (How-to) ที่ชัดเจนนะคะ วิธีการกับ มาตรการดิฉันคิดว่ายังไม่ชัดเจน มันไม่ได้ง่าย แต่ทําอย่างไรถ้าเขาสามารถที่จะดูแลสุขภาพ ตัวเองได้ดีเปึนเบื้องต้นก่อน เปึนส่วนใหญ่ก่อน ส่วนน้อยถึงจะให้มาเข้าสู่ระบบของ เรื่องลอง สเตย์ (Long stay) หรือว่าเรื่องของดูแลระยะสุดท้ายคือ แพลลิเอทีฟ แคร์ (Palliative care) ตรงนั้นใครจะเปึนคนรับผิดชอบ ใครจะเปึนคนดูแ ล งบประมาณ จะมาจากไหน อย่างไร อยากให้ช่วยคิดนิดหนึ่งว่าถ้าท่านโปรเจก ต์ (Project) ไปมองว่า เปอร์เซ็นต์เปึนอย่างไรมันจะง่ายเข้า สุดท้ายด้านสังคม ด้านสังคมจริง ๆ แล้วเมื่อสักครู่ดิฉัน ได้พูดว่าเรื่องของการบูรณาการสําคัญ เพราะต้องบูรณาการ แม้กระทั่งใน ๔ ด้านเอง สังคมต้องบูรณาการกับเศรษฐกิจ สังคมต้องบูรณาการกับสุขภาพ และสังคมในลักษณะของ ครอบครัวที่จะต้องปฏิรูปต้องบูรณาการกับการปฏิรูปอื่น ๆ เช่น การปฏิรูปเรื่องระบบ ครอบครัวของค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม การสัมพันธ์กับการดูแลหรือการสร้างครอบครัวของ ระบบสาธารณสุขหรือด้านสังคมอื่น ๆ เพราะเรื่องครอบครัวเปึนเรื่องของทุกคน และเรื่อง ครอบครัวระบบการศึกษาด้วย เพราะฉะนั้นลักษณะที่จะให้บูรณาการมากกว่านี้ควรจะต้อง เขียนให้ได้แบบบูรณาการมากกว่านี้ ดิฉันขอเสนอนะคะ สุดท้ายจริง ๆ ก็คือเรื่องกฎหมาย ที่ท่านเสนอ ดิฉันมีอยู่กฎหมายหนึ่งคือร่าง พ.ร.บ. ผู้บริบาล พ.ศ. .... มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ง่ายที่จะทํา อย่างไรก็ดีการก้าวล่วงไปถึงวิชาชีพอื่น ๆ ของผู้บริบาลปัจจุบันก็มี ผู้ที่บริการผู้สูงอายุเวลาไป บริการผู้สูงอายุเราอยากได้คนที่มีความรู้ความสามารถ แต่ตัวเขาเองไม่ได้เรียน ด้านการแพทย์ การพยาบาล หรือเรื่องที่เกี่ยวกับสาธารณสุขมาเลย

แต่เราจําเปึนต้องเอามาดูแลผู้สูงอายุ เพราะผู้สูงอายุนี่ไม่มีคนดูแล ลักษณะของ พ.ร.บ. ผู้พยาบาลนี่จะเปึนดาบสองคมเสมอว่าเราต้องการให้เขามีมาตรฐาน แต่มาตรฐานของเขา ต้องไม่ก้าวล่วงวิชาชีพอื่น และถ้าจะให้วิชาชีพอื่นมาเทรน (Train) เขาก็คงต้องดูว่าขอบเขต ของวิชาชีพแต่ละวิชาชีพจะทําอย่างไรในการประสานให้เกิดความพอดีสําหรับสังคมไทย อันนั้นก็คงเปึนจุดสุ ดท้ายในเรื่องของกฎหมาย จริง ๆ จะมีเรื่องของวาระการพัฒนา เรื่องปรับทัศนคติที่ดิฉันอยากพูดถึงนิดหนึ่งแต่ว่าเวลาไม่มีแล้ว ก็อยากให้ท่านคิดว่าการปรับ ทัศนคติของคนทุกวัยในสังคมไทยท่านจะเริ่มจากจุดไหน จะเริ่มอย่างไร จะเริ่มจากจุดไหน ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ว่าก็ฝากควา มหวังไว้ว่าอ ยากให้มีวิธีการมาตรการหรือฮาวทู เพิ่มขึ้น อีกนิดหนึ่ง ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ