ธวัช สุวุฒิกุล พูดถึงวาระปฏิรูปที่ 35 ในเรื่องของวัฒนธรรม โดยมีข้อสังเกตเกี่ยวกับกรอบความคิดและพ.ร.บ. พร้อมหารือเรื่องการอนุรักษ์โบราณสถานและวัฒนธรรม โดยเฉพาะกรณีของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเรียกร้องการฝึกอบรมและความร่วมมือจากท้องถิ่นในการดูแลและอนุรักษ์ นอกจากนี้ยังพูดถึงการขับเคลื่อนวัฒนธรรมแห่งชาติและความจำเป็นในการส่งเสริมวัฒนธรรมเชื่อมสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ผม ธวัช สุวุฒิกุล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๐๙๙ จังหวัดชัยภูมิ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ในส่วนของวาระปฏิรูปที่ ๓๕ ในเรื่องของวัฒนธรรมนั้น ผมมีประเด็นที่อยากจะฝาก ท่านกรรมาธิการได้โปรดพิจารณาใน ๒ ประเด็น คือประเด็นของกรอบความคิด กับในเรื่องของ พ.ร.บ. และมีข้อสังเกตอยู่ ๒ ประการ ในเรื่องของกรอบความคิดนั้น เมื่อพิจารณาดูตามมาตรา ๒๗ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) ป้ ๒๕๕๗ นั้น จะเห็นว่าสอดคล้อง สอดคล้องในด้านไหน สอดคล้องในเรื่องของเศรษฐกิจและสอดคล้อง ในเรื่องของสังคม
และรวมไปถึงที่ผมจะตั้งข้อสังเกตต่อไปว่ามันจะสอดคล้องเรื่องของความมั่นคงด้วย ในส่วนของกรอบความคิดนั้นผมคิดว่าลําพังที่กรรมาธิการเสนอมาร่างพระราชบัญญัติ สมัชชาศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. .... นั้น ผมคิดว่ายังไม่เพียงพอ แม้ว่าในบางส่วน ที่ท่านได้นําเสนอนั้นจะมีเรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชนก็ตาม แต่ผมอยากจะ ยกตัวอย่างให้ท่านกรรมาธิการได้พิจารณาอยู่ ๒ เรื่อง เรื่องแรกเปึนเรื่องที่กรมศิลปากร มีแนวนโยบายที่จะถ่ายโอนการดูแลโบราณสถานให้กับท้องถิ่น ซึ่งตรงนี้เปึนเรื่องที่น่าวิตก คือหมายความว่าในเรื่องของโบราณสถานนั้น ไม่ใช่เปึนเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน ถนนหนทางที่มันพังไปแล้วมันจะซ่อมได้โดยง่าย แต่โบราณสถานมันต้องใช้หลักวิชา ตรงนี้เองผมเคยได้หารือกับอธิบดีกรมศิลปากรซึ่ง ท่านเกษียณไปแล้วว่าจําเปึนต้อง มีการฝ๊กอบรมบรรดาผู้บริหารท้องถิ่นให้เข้าใจในเรื่องความสําคัญของโบราณสถาน ในการอนุรักษ์ ในการฟุ๋นฟู ในการดูแล อันนี้เปึนเรื่องที่ ๑ ฉะนั้นถ้าหากว่าจะมีการส่งเสริม ดูแลโบราณสถานนั้นเราจําเปึนต้องให้ท้องถิ่นเขามีความรู้ในเรื่องนี้ เรื่องที่ ๒ เปึนเรื่องกรณี ที่มีศิลปะ วัฒนธรรมที่เปึนมรดกโลกทางด้านวัฒนธรรม กรณีของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา การที่ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมรู้เห็นตรงนั้น ทําให้การดูแลความเปึนมรดกโลกของเรานั้น มันไม่สมบูรณ์ จะเห็นได้ว่ามีผู้คนเข้าไปตั้งร้านค้า ไปเอาอิฐซึ่งมันมีคุณค่าทางด้านวัฒนธรรม โบราณสถานไปผูกเปึนเต็นท์ เปึนอะไรนี่ ซึ่งตรงนี้ทําให้คณะกรรมการมรดกโลก กําลังจะขึ้นบัญชีเฝัาสังเกตว่าที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยานั้นควรจะเปึนมรดกโลก ทางวัฒนธรรมต่อไปหรือไม่ อันนี้เปึน ๒ ตัวอย่างที่ยกตัวอย่างให้ท่านเห็นว่าการมีส่วนร่วม ของประชาชนนั้นเปึนเรื่องที่มีความสําคัญ ในส่วนของกฎหมายนั้นเริ่มต้นด้วยหลักการ และเหตุผล เมื่อกี้ต้องขอบคุณท่านนิรันดร์ที่ได้พูดถึงความเปึนชาติ ถ้าหากว่าท่านทั้งหลาย จําได้ว่าเมื่อหลายป้มาแล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เคยพระราชทานพระราชดํารัส ตอนหนึ่งต่อคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติว่า ผู้ใดรักษาวัฒนธรรม ผู้นั้นรักษาชาติ ผมเองพยายามมีหนังสือไปถึงกระทรวงวัฒนธรรม ถึงปลัดกระทรวงวัฒนธรรมเพื่อให้เขาทํา สิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานนั้นให้เปึนรูปธรรมเสียที และล่าสุดผมก็ได้ ทําหนังสือถึงปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีว่าทําอย่างไรที่จะได้ออกหนังสือเอกลักษณ์ของชาตินั้น ซึ่งมันจะผูกพันกับวัฒนธรรม ทําอย่างไรถึงจะเปึนรูปธรรมสักที ตรงนี้มันก็เลยไปถึงเหตุผล ที่ทางกรรมาธิการยกร่างพระราชบัญญัตินี้ว่า โดยที่ศิลปะ วัฒนธรรมมีส่วนสําคัญ
ในการหล่อหลอม ตรงนี้ผมอยากจะให้เพิ่มเติมว่า หล่อหลอมความเปึนชาติ ซึ่งเปึนส่วนที่ มีความสําคัญยิ่ง ไม่มีชาติใดหรอกครับที่มีความเจริญรุ่งเรืองแล้วไม่มีวัฒนธรรมของตัวเอง นอกจากนั้นในมาตรา ๗ พูดถึงคณะกรรมการสมัชชาศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติ ตรงนี้ถ้าเราคิดว่าองค์กรนี้เปึนองค์กรที่จะมาทําหน้าที่ในการขับเคลื่อน กลไกในการขับเคลื่อน ผมว่าจํานวน ๔๐-๕๐ คนนี่มันมากเกินไป ในบางส่วนผมก็ยังไม่เห็นมีความจําเปึน ว่าอยากจะ ขอให้ท่านกรรมาธิการได้พิจารณา เช่น ปลัดกระทรวงสาธารณสุขนี่ผมอยากจะ ให้เปลี่ยนเปึนกระทรวงมหาดไทย เพราะกระทรวงมหาดไทยจะดูแลท้องถิ่นอยู่ครับ และจํานวนนั้นผมว่าใน (๑) นั้นมีมากถึง ๑๖ คน ผมคิดว่าโดยปกติแล้วมันจะมีหลัก ๆ ของศิลปะ และวัฒนธรรมอยู่ไม่เกิน ๑๐ คน เพราะฉะนั้นตรงนี้ (๑) น่าจะ ๑๐ คนก็พอ (๓) น่าจะสัก ๓ คน แล้วก็วงเล็บสุดท้ายคือ (๖) สัก ๖ คน คือมีกระทรวงมหาดไทยร่วมด้วย แล้วก็ไปดูที่มันยึดโยงกับมา ตรา ๑๕ มาตรา ๑๕ มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง ต้องขออภัย ท่านประธานขอเวลานิดเดียว มาตรา ๑๕ พูดถึงคณะกรรมการคณะหนึ่งซึ่งทําหน้าที่นโยบาย
อันนี้ควรจะมีกระทรวงมหาดไทยร่วมอยู่ด้วย แล้วนอกจากนั้นถ้าหากว่า สัดส่วน ในการพิจารณาการประชุมนั้นก็ควรจะมีผู้อํานวยการสํานักในกระทรวงวัฒนธรรม เปึนผู้ช่วยเลขานุการเพิ่มเติมนะครับ ในส่วนมาตรา ๒๕ ผมว่าเงินทุนที่รัฐบาลมอบให้ ๒๐๐ ล้านบาทนี้มันไม่เพียงพอครับท่านครับ มันควรจะมากกว่านี้ แต่มากเท่าไรนั้นขอให้ ท่านกรรมาธิการไปพิจารณาดูแล้วกัน ข้อสังเกตที่จะฝากกับคณะกรรมาธิการ ๒ เรื่องนะครับ ซึ่งมีสมาชิกอภิปรายแล้วผมจะไม่พูดยาว ก็คือ การสืบทอดวัฒนธรรม ที่ว่าขณะนี้ศิลปะ พื้นบ้านกําลังจะล่มสลายไปนี้เราจะทําอย่างไร อีกประการหนึ่ง ฝากไว้ครับเรื่องวัฒนธรรม เชื่อมสัมพันธ์ประเทศเพื่อนบ้าน เช่นวัฒนธรรมเชื่อมสัมพันธ์ไทย -ลาว วัฒนธรรม เชื่อมสัมพันธ์ไทย -กัมพูชา และวัฒนธรรมเชื่อมสัมพันธ์ไทย -พม่า อันนี้ก็เปึนเรื่องของ ความมั่นคง ขอกราบขอบพระคุณท่านครับ