สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๕๙ · ๓ สิงหาคม ๒๕๕๘

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ อภิปรายเรื่องงานศิลปะและวัฒนธรรมที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคุณภาพของคนไทย โดยเน้นย้ำถึงผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากงานวัฒนธรรมที่มีค่า และเรียกร้องให้มีการปฏิรูปงานวัฒนธรรมให้มีความมั่นคงและยั่งยืน โดยเสนอแนวคิดเรื่องดุลยภาพในการจัดการอํานาจและบริหารวัฒนธรรม และจัดตั้งสมัชชาเพื่อมารับรองดุลยภาพนี้

นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธาน เพื่อนสมาชิก กระผม เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ประธานกรรมาธิการปฏิรูป ค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา ขอเป่ดอภิปรายรอบ ๒ ด้วยภาพฉาย เพื่อประมวลให้เห็นชัด ๆ ครับ ใช้เวลาสัก ๗-๘ นาทีครับ ขอเชิญครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเป่ดวีดิทัศน์)

ขอบพระคุณครับ ก็คงเปึนบทสรุปได้ว่างานศิลป ะและวัฒนธรรมนั้นเปึนงานพัฒนาคุณภาพคน ก็เพราะว่า คุณภาพคนนี่แหละครับจะเปึนกําลังในการนําพาสังคมไปสู่ความมีอารยะได้ครับ เพราะชาติต้องมีอารยะ ดังวาทกรรมที่ว่าชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ องค์คุณของ ความเปึนชาติคือความมีอารยะ องค์คุณของศาสนาคือความมีศานติธรรม แล้วองค์คุณของ สถาบันพระมหากษัตริย์ก็คือสามัคคีธรรม และองค์คุณของความเปึนชาติคืออารยธรรม เราต้องการคนที่มีกําลังนะครับ งานศิลปะและวัฒนธรรมนั้น ท่านประธานครับ ประเด็น หัวใจก็คือว่านอกจากกําลังของคนแล้ว การพัฒนาคุณค่าของวัฒนธรรมให้ไปสู่มูลค่านั้น ก็เปึนประเด็นหัวใจหลักของการปฏิรูปของคณะเรา ของบ้านเมืองเราด้วย ตรงนี้ขอทําความ เข้าใจนิดหนึ่งครับ คําว่าคุณค่านั้นมันมี ๒ ระดับ คือคุณ กับ ค่า ล้วนแต่เปึนประโยชน์ ด้วยกันทั้งนั้นแหละครับ คุณก็คือประโยชน์ที่เปึนนามธรรม ค่านั้นคือประโยชน์ ที่เปึนรูปธรรม

อันนี้ขอจํากัดความเฉพาะตรงนี้นะครับว่าคุณค่านั้นมันมี ๒ ระดับอย่างนี้ แล้วคุณที่เปึน ประโยชน์ในทางนามธรรมนั้นเคยมีผู้วิจัยว่าคนที่มีปฏิสัมพันธ์กับเรื่องของศิลป ะ และวัฒนธรรมนั้นจะมีภูมิต้านทานพัฒนาไปสู่ความเปึนมนุษย์ที่แข็งแรงมากกว่าคนที่ไม่มี ปฏิสัมพันธ์ทางวัฒนธร รม นี่เปึนคุณอย่างหนึ่งของงานวัฒนธรรมที่จะเยียวยาสังคมได้ ส่วนค่านั้นก็แปรเปึนมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เรามุ่งมั่นที่จะทําด้วย แต่ว่าค่าของทางวัฒนธรรมนั้น เวลานี้มันยังไม่มีผลชัดเจนเพราะมันกระจัดกระจาย ว่าที่จริงแล้วค่าทางวัฒนธรรม แปรเปึนมูลค่าได้มหาศาล เช่น แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ผลิตภัณฑ์หรืองานศิลปะต่าง ๆ เปึนคุณค่าเปึนค่ามหาศาล แต่ว่ามันยังไม่สามารถจะรวบรวมเปึนหนึ่งเดียวได้ แล้วก็เวลานี้ ฐานทุนทางอื่น ๆ ส่วนใหญ่แล้วต้องการความมั่นคง มั่งคั่งแล้วก็ยั่งยืน แต่ทุนทางวัฒนธรรมนั้น มีความมั่งคั่งครับ ของประเทศเรามั่งคั่งแล้วก็ไม่แพ้ประเทศใดในโลก เพียงแต่ว่า เรายังไม่ค่อยมั่นคงแล้วก็ยังไม่ค่อยยั่งยืน เพราะฉะนั้นจึงจําเปึนอย่างยิ่งที่จะต้อง ปฏิรูปงานด้านวัฒนธรรมให้เปึนฐานของทุนที่มีอุดมสมบูรณ์ที่มั่งคั่งแล้วนี่ให้มันมั่นคง และยั่งยืนขึ้น มิฉะนั้นแล้วสภาพวัฒนธรรมบ้านเรามันจะเปึนลักษณะที่กํามะลอ ฉาบฉวย แล้วก็มีคนพูดว่าเปึนวัฒนธรรมกล้วยทอดหรือว่าวัฒนธรรมชุบแปังทอด อันนี้มีคนพูดกันนะครับ อันนี้จําเปึนอย่างยิ่งที่เราจะต้องมาสนใจปฏิรูปงานด้านวัฒนธรรมนะครับ ดังที่บอก ไว้แล้วว่างานวัฒนธรรมไม่ใช่งานที่เกิดขึ้นลอย ๆ มันมีที่มาที่ไปและสภาพของวัฒนธรรมนั้น ผมเปรียบว่าประเทศนี้เสมือนกับต้นไม้ ซึ่งประกอบไปด้วยลําต้นแล้วก็ส่วนที่เปึนราก แล้วก็ส่วนที่เปึนเรือนยอด สังคมนี่ละครับคือลําต้น แล้วก็รากก็คือเศรษฐกิจ ส่วนเรือนยอด ก็คือการเมือง ทั้ง ๓ ส่วนนี้สัมพันธ์กันเปึนอันหนึ่งอันเดียวแยก ไม่ได้เลยครับ เพราะฉะนั้น งานวัฒนธรรมนี้ก็คืองานที่เปึนผลผลิตของสังคมหรือว่าอันที่จริงถ้าดูให้ลึกลงไปนะครับ สังคมนี้ก็ประกอบด้วยศาสนา จริยธรรมแล้วก็ค่านิยม ซึ่งเปรียบไว้แล้วว่าต้นไม้ก็มีแก่น มีเนื้อไม้ แล้วก็มีเปลือกไม้ ศาสนาถ้าจะเปรียบไปก็เหมือนแก่นของไม้ ต้นนี้ จริยธรรม ก็เปรียบเสมือนเนื้อไม้ของไม้ต้นนี้ ค่านิยมก็เหมือนพฤติกรรมก็คือเปลือกไม้ของไม้ต้นนี้ ทั้ง ๓ ส่วนนี้จะต้องวัฒนะหรือวัฒนา พัฒนาไปสู่ความมีอารยะ ฉะนั้นจําเปึนอย่างยิ่งที่เรา จะต้องให้ความสําคัญกับทุนทางวัฒนธรรมเพื่อจะได้แปรไปเปึนมูลค่าทางวัฒนธรรมให้ได้ ซึ่งเราได้ลงไปสํารวจแล้วเห็นว่าหลายอย่างจําเปึนจะต้องบูรณาการขึ้นมา ปัญหาหลัก ๆ

ของเราที่จะต้องการก็คือว่าดุลยภาพในการจัดการอํานาจและบริหารในการของวัฒนธรรมนั้น จะต้องมีดุลยภาพ ๓ ส่วนเสมอกันคือราชการ เอกชน แล้วก็ประชาชน ที่แล้วมาเรามีแต่ ราชการกับเอกชนเปึนผู้กําหนด ประชาชนซึ่งเปึนเจ้าของวัฒนธรรมเขาไม่มีความรู้สึกว่า เขาเปึนเจ้าของวัฒนธรรมเพราะถูกกําหนดโดย ๒ ภาคส่วนนี้ตลอดมา ต่อไปนี้เราจะต้องการ ให้ประชาชนเขามีสํานึกว่าเขาเปึนเจ้าของวัฒนธรรมครับ เขาจะได้สานพลังกับภาคราชการ แล้วก็ภาคเอกชนให้เปึนพลังร่วมกันในการตั้งฐานทางวัฒนธรรมให้แปรเปึนมูลค่าให้ได้ ตรงนี้ละครับเปึนงานสําคัญที่เราจะต้องปฏิรูปครับ คือสร้างดุลยภาพ ท่านประธานครับ การสร้างดุลยภาพนี่มันจะต้องมีองค์กรมารับรองดุลยภาพนี้ เพราะฉะนั้นเราจึงคิดว่า มันจะต้องมีสมัชชาครับ

สมัชชาศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาตินี้เพื่อมารับรององค์กรอันนี้ให้ได้ สมัชชาศิลปะและ วัฒนธรรมแห่งชาตินี้ก็จะขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมไปร่วมกันกับราชการ เอกชน แล้วก็ ภาคประชาชนในนามของสมัชชาศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติ รูปแบบของสมัชชานั้น จะเน้นไปที่กระบวนการการมีส่วนร่วมในการระดมความคิด แล้วมากําหนดแผนแม่บทว่า งานวัฒนธรรมนั้นควรจะมีอะไรในระดับพื้นที่ ระดับประเด็นแต่ละประเด็น เช่นว่าป้นี้หรือ ป้หน้ามันควรจะต้องเน้นเรื่องประเด็นอะไรมาร่วมกันคิดทําเหล่านี้ก็เปึนสมัชชาเชิงปร ะเด็น ที่จําเปึนจะต้องมีองค์กร นี้มารับรองดุลยภาพอันนี้ ครับ ประการที่ ๓ ก็คือกําหนด แผนแม่บทว่าเราควรจะทําอย่างไรในระดับพื้นที่และระดับเชิงประเด็นดังที่กล่าวแล้ว แล้วก็ ประการต่อมาก็คือเราต้องเป่ดพื้นที่ทางวัฒนธรรมครับ การเป่ดพื้นที่นี้ต่อไปจะให้ ท่านกรรมาธิการท่านที่มีประสบการณ์มาแล้วจะได้พูดถึงเรื่องนี้ต่อไปค รับ ประเด็นสําคัญ ของการเป่ดพื้นที่ก็คือที่เราไปมองเห็นครับ เราขาดแหล่งรวมจิตรวมใจของชุมชนซึ่งเราไป มองเห็นว่าควรจะต้องทําอย่างยิ่งก็คือมันน่าจะมีลักษณะที่เรียกว่าพิพิธภัณฑ์ของชุมชน ในลักษณะที่เรียกว่า ผมใช้คําว่าภูมิบ้าน ภูมิเมือง เพราะถ้าไปใช้คําว่าพิพิธภัณฑ์มันก็จะไปซ้ํา กับการอธิบายสิ่งของเท่านั้น แต่ว่าภูมิบ้าน ภูมิเมืองนี้เปึนลักษณะที่นําเสนอความเปึนประวัติ ของชุมชนนั้น ๆ ตรงนี้จําเปึนจะต้องมีครับ อันนี้คือพื้นที่ที่จําเปึนจะต้องมีลักษณะภูมิบ้าน ภูมิเมือง และประการต่อมาก็คือมันจะต้องมีกองทุนมาสนับสนุนซึ่งกองทุนอั นนี้เราคิดว่า มันเปึนกองทุนที่มันเลี้ยงตัวมันเองได้ ไม่จําเปึนจะต้องไปพึ่งงบประมาณจากภาครัฐมากนัก แต่ต้องมีเพราะว่าจะได้ไปยึดโยงกันนะครับ อันนี้ควรจะต้องบัญญัติไว้ในสมัชชาศิลปะและ วัฒนธรรมแห่งชาติ และประการสุดท้ายก็คือจะต้องปฏิรูปเรื่องสิทธิในการเข้าถึงงานศิ ลปะ วัฒนธรรม และงานศิลปะ วัฒนธรรมที่จะต้องเข้าถึงประชาชนหรือชุมชนด้วย เหล่านี้ เปึนโครงการที่จะกําหนดขึ้นมาได้ในงานของสมัชชาครับ ผมขอพูดเท่านี้เพราะว่าจุดที่สําคัญ ของสมัชชานั้นก็จะมอบให้ท่านกรรมาธิการคนต่อไปช่วยพูดต่อครับ คือคุณสนธิรัตน์ครับ เชิญครับ