สายัณห์ จันทร์วิภาสวงศ์ เสนอแนวทางปฏิรูปโลจิสติกส์ในประเทศไทย เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของไทย โดยเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์ที่ตอบสนองนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาล และเสนอกรอบความคิดรวบยอดในการปรับปรุงการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ของประเทศไทย เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของอาเซียน
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ขอบพระคุณท่านประธานกรรมาธิการนะครับ ที่ได้กรุณาได้ให้ข้อมูล เบื้องต้น เกี่ยวกับเรื่องของโลจิสติกส์นะครับ กระผม นายสายัณห์ จันทร์วิภาสวงศ์ ครับ สมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ แล้วก็เปึนกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ การท่องเที่ยวและบริการ ขอนําเสนอแผนการในการพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานโลจิสติกส์ ซึ่งมีเปัาหมายในการที่จะก่อให้เกิดการพัฒนาเพื่อให้ต้นทุนโลจิสติกส์ของ ประเทศไทยลดลงนะครับ ขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มสูงขึ้นเกิดปร ะโยชน์กับ ทุกภาคเศรษฐกิจโดยเฉพาะ อย่างยิ่งภาคการเกษตรที่มีกลุ่มใหญ่ที่สุดและต้องการ ความช่วยเหลือมากที่สุด ในขณะเดียวกันก็มุ่งพัฒนาโลจิสติกส์ที่ตอบสนองนโยบายและ ยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยใช้เงินงบประมาณให้น้อยที่สุดและเปึนภาระ ของประเทศน้อยที่สุด เพื่อให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนนะครับ ท่านประธานครับ เรามักจะเข้าใจว่าโลจิสติกส์คือการขนส่ง ซึ่งความจริงแล้วนะครับ การขนส่งเปึนส่วนหนึ่ง ของโลจิสติกส์ครับ
จากนิยามของราชบัณฑิตยสถานเมื่อป้ ๒๕๕๐ ราชบัณฑิตยสถานให้นิยามว่าโลจิสติกส์ หมายถึงการจัดระเบียบการดําเนินงานทุกด้านที่เกี่ยวกับสินค้าและบริการให้มีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านการขนส่ง การกระจายสินค้า การเก็บรักษาสินค้า รวมถึงบุคลากร ดังนั้นจากนิยามนี้จึงเห็นได้ว่าโลจิสติ กส์นั้นไม่ใช่การขนส่ง ท่านอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และศิลป่นแห่งชาติ ได้ให้ความกรุณาคิดคําว่า โลจิสติกส์ว่าบูรณาคม น์ ขออนุญาตต้องเอ่ยนามท่านนะครับ และท่านก็ได้แต่งกลอน โลจิสติกส์ให้ด้วยครับ ท่านแต่งว่าโลจิสติกส์คือ บูรณาคมน์ สัมฤทธิ์สม รับส่ง และรักษา ระบบกระบวนบริการด้านสินค้า ต้องพัฒนา บูรณาคมน์ ให้สมบูรณ์ นี่เปึนเกียรติอย่างยิ่ง ของคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ ซึ่งท่านอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ได้กรุณาแต่งให้นะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเรามองถึงนิยามของโ ลจิสติกส์ จะเห็นได้ว่าโลจิสติกส์นั้นเกี่ยวข้องตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบ หรือผู้ผลิตชิ้นส่วน หรือผู้ให้บริการ เบื้องต้น ไปจนกระทั่งถึงผู้ผลิต ไปจนกระทั่งถึงผู้จัดจําหน่าย แล้วก็ไปถึงผู้ขาย แล้วก็ไปถึง ผู้บริโภคซึ่งเปึนขั้นสุดท้าย ดังนั้นโลจิสติกส์จึงมีความเกี่ยวพั นอย่างยิ่งกับระบบเศรษฐกิจ ของประเทศ และเกี่ยวพันกับทุกภาคส่วนของประเทศ เพราะฉะนั้นระบบโลจิสติกส์ ที่สมบูรณ์นั้นจะทําให้เกิดการไหลเวียนของข้อมูลอย่างคล่องตัว เกิดการไหลเวียนของสินค้า และบริการ และเกิดการไหลเวียนของระบบการเงิน ทีนี้เรามาดูคําว่า โครงสร้างพื้นฐาน ราชบัณฑิตยสถานให้นิยามว่าโครงสร้างพื้นฐานก็คือสิ่งอํานวยความสะดวก เช่น ถนน ระบบประปา ระบบน้ําทิ้ง ระบบไฟฟัา และระบบสื่อสาร โดยในหลายครั้งโครงสร้างพื้นฐาน ถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองอุตสาหกรรม เพื่อผลิตสินค้าหรือบริการ ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า โลจิสติกส์และโครงสร้ำงพื้นฐานนั้น มีความสําคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ต่อการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และมีความสําคัญอย่างยิ่ง ต่อคุณภาพของประชาชน ท่านประธานครับ อยากจะกราบเรียนว่า ณ วันนี้ประเทศไทย มีปัญหาเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ในระดับที่ค่อนข้ำงมาก ประเด็นที่ ๑ ประเทศไทยเราไม่มีหน่วยงานหลักในการบูรณาการกิจกรรมด้านโครงสร้างพื้นฐานและ โลจิสติกส์เข้าด้วยกัน ทําให้ขาดประสิทธิภาพด้านการบริหารและการจัดการ ข้อที่ ๒ ต้นทุนโลจิสติกส์ต่อจีดีพี (GDP) ของไทยยังสูงอยู่ที่ระดับ ๑๔.๑ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ซึ่งการขนส่งส่วนใหญ่ในประเทศไทยนั้นเน้นการขนส่งทางถนนเปึนหลักซึ่งมากถึง
๘๒ เปอร์เซ็นต์อย่างที่ท่านประธานกรรมาธิการได้เรียนไปแล้วนะครับ ข้อที่ ๓ ครับ ขาดการบูรณาการด้านการขนส่งเชื่อมโยง ก็คือทางก็ทาง ทางรางก็ทางราง ถนนก็ถนน รถไฟก็รถไฟ เรือก็เรือ เครื่องบินก็เครื่องบิน จากการวิเคราะห์เบื้องต้นนั้นพบว่า ในประเทศไทยอย่างน้อยมีถึง ๑๖ หน่วยงานที่ดูแลกิจกรรมโลจิสติกส์แล้วก็กระจัดกระจาย ไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ๑๖ หน่วยงาน ทําให้ภาระและต้นทุนด้านธุรกิจของทั้งประเทศ สูงโดยใช่เหตุ ข้อที่ ๔ ซึ่งเปึนเรื่องสําคัญอีกเ รื่องหนึ่ง ประเทศไทยขาดศูนย์รับ ส่ง กระจายสินค้าเกษตร ไม่มีหน่วยงานที่ดูแลระบบโลจิสติกส์ให้กับเกษตรกรโดยตรง ข้อที่ ๕ ขาดความปลอดภัยและการตรวจสอบด้านโลจิสติกส์ ข้อที่ ๖ ความสามารถในเชิง การแข่งขันระหว่างประเทศด้านโลจิสติกส์ของประ เทศไทยอยู่อันดับที่ ๓๕ ในขณะที่ ประเทศสิงคโปร์อันดับที่ ๕ และประเทศมาเลเซียอันดับที่ ๒๕ ข้อที่ ๗ ขาดระบบ สารสนเทศในการสนับสนุนเรื่องของโลจิสติกส์ และเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลทั้งภาครัฐ และเอกชน ปัจจุบันนี้ข้อมูลต่างคนต่างเก็บ ไม่ได้บูรณาการเข้ำหากัน ข้อที่ ๘ ขาดความทันสมัยและขาดการบูรณาการในด้านกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับ ที่เกี่ยวข้องกับ โลจิสติกส์และการค้าชายแดน และข้อที่ ๙ ขาดการพัฒนาผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือที่เรารู้จักกันที่ว่าเอสเอ็มอี (SME) ข้อที่ ๑๐ ขาดบูรณาการด้านยุทธศาสตร์ประเทศทางด้านโลจิสติกส์ ขาดการพัฒนา กระบวนการทํางาน
ขาดการใช้เทคนิคและเทคโนโลยีด้านสารสนเทศเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ ของประเทศไปสู่ระดับสากลซึ่งจะเปึนรากฐานที่สําคัญที่จะสนับสนุนให้ประเทศนั้นเปึน เทรดดิง เนชัน (Trading Nation) และเปึนดิจิทัล อีโคโนมี (Digital Economy) แล้วข้อ ๑๑ โครงสร้างพื้นฐานของประเทศมุ่งเน้นการใช้งบประมาณเปึนหลักทําให้ ประเทศไทยมีหนี้สาธารณะมากขึ้น และสุดท้ายครับขาดการศึกษาเพื่อเชื่อมโยงโครงสร้าง พื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ของประเทศเพื่อนบ้านเพื่อการค้าการลงทุนและทรัพยากร ของประเทศไทยครับ ท่านประธานครับ ขณะนี้อยากจะพูดว่าประเทศไทยมีวิกฤตการณ์ ด้านเศรษฐกิจครับ อุบัติเหตุทางถนนที่เกิดขึ้นจากการขนส่งโลจิสติกส์ การจราจรที่ติดขัด ซึ่งส่งผลกระทบต่อเมืองเศรษฐกิจไม่ใช่เฉพาะในกรุงเทพมหานคร เดี๋ยวนี้ในภาคเหนือรถก็ติด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือรถก็ติด ภาคใต้รถก็ติด ปัญหาการขาดแคลนคนขับรถที่มีคุณภาพ ปัญหาการจราจรแออัดหน้าท่าเรือระหว่างประเทศเพื่อทําการนํา เข้าส่งออก จากการที่เรา ใช้ถนนเปึนหลักทําให้ราคาพลังงานที่ใช้อยู่นั้นสูงแล้วก็มีการใช้พลังงานมาก แล้วใช้พลังงาน อย่างไม่มีประสิทธิภาพ เกิดมลพิษที่ไม่สามารถควบคุมได้ และที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือว่า ไม่มีหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบระบบโลจิสติกส์โดยตรงในสินค้าการเกษตรให้แก่เกษตรกร ทั่วประเทศ ท่านประธานครับ ถ้าเราไม่รีบดําเนินการแก้ไขจะเกิดอะไรขึ้นครับ ค่าครองชีพ ประชาชนจะสูงขึ้น ต้นทุนราคาสินค้าแพงขึ้น เกษตรกรไม่ได้รับผลประโยชน์เท่าที่ควร รัฐแบกภาระในการพัฒนาด้านโลจิสติกส์ รัฐสูญเสียเงินตราต่างประเทศในด้านพลังงาน ขาดความสามารถในเชิงการแข่งขันระหว่างประเทศ สูญเสียโอกาสในการเปึนศูนย์กลาง โลจิสติกส์แห่งอาเซียน และสูญเสียชีวิต ทรัพย์สินจากอุบัติเหตุ ความด้อยต่าง ๆ ในสิ่งเหล่านี้นั้น ทําให้ความสามารถในเชิงการแข่งขันระหว่างประเทศด้านโลจิสติกส์ของเราอยู่อันดับรองจาก ประเทศในอาเซียนด้วยกัน ขณะเดียวกันก็ไม่ส่งเสริมให้นักลงทุนจากต่างประเทศมาลงทุน ในประเทศไทย เพราะเราไม่มีโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ ในการจูงใจให้นักลงทุน มาลงทุนในประเทศไทย ดังนั้นคณะกรรมาธิการจึงมีกรอบความคิดรวบยอดว่าเราจะต้อง ดําเนินการปรับปรุงในการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ของประเทศไทย ให้ดีขึ้น โดยเอาปัจจัยเปึนตัววัด ๖ หลักซึ่ง ๖ ปัจจัยนี้เปึนระบบสากล ปัจจัยที่ ๑ พิธีการ ด้านศุลกากร ปัจจัยที่ ๒ การขนส่งไปมาระหว่างประเทศ ปัจจัยที่ ๓ ก็คือความเที่ยง ความแม่นยําแล้วระยะเวลาที่แม่นยําในการจัดส่งสินค้าและ บริการ ข้อที่ ๔ ก็คือว่า
ประสิทธิภาพทางด้านโลจิสติกส์ ประเด็นที่ ๕ คือว่าการติดตามตรวจสอบสินค้าและบริการ และโครงสร้างพื้นฐาน เราเชื่อมั่นว่าถ้าเราสามารถเอา ๖ ปัจจัยนี้มาพัฒนาร่วมกับ การแก้กฎหมาย ร่วมกับการใช้สารสนเทศ ถ้าเราทําได้แบบนี้เราก็จะนําประเทศไปสู่การค้า แบบดอร์ ทู ดอร์ (Door to door) คือการค้าจากโรงงานส่งออกในประเทศไทยไปยังโรงงาน ผู้ซื้อในต่างประเทศนําไปสู่เทรดดิง เนชัน แล้วก็นําไปสู่การขายข้ามประเทศซึ่งหมายถึง การค้าข้ามชายแดน และหมายถึงการส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ติดกับชายแดนประเทศ เพื่อนบ้าน ถ้าเราทําได้แบบนี้ประเทศไทยก็จะเปึนศูนย์กลางโลจิสติกส์ของอาเซียนจะนํา ประเทศไปสู่ระบบดิจิตอล อีโคโนมี และนําไปสู่การค้าระหว่างประเทศซึ่ งจะทําให้เกิด การหมุนเวียนของสินค้าของข้อมูลและระบบการเงิน ท่านประธานครับคณะกรรมาธิการ ได้สรุปประเด็นในการปฏิรูปไว้ทั้งหมดเปึน ๑๐ ประเด็นซึ่งครอบคลุมระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยที่มี ๑๕ ตัวบ่งชี้ผลสัมฤทธิ์ ถ้าเราดําเนินการได้ตามนี้นั่นหมายถึง ประเทศไทยดําเนินการได้ตามนี้ ผลที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนกับประเทศชาติก็จะมหาศาล ซึ่งหมายถึงว่าจะเกิดประโยชน์ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ประเด็นที่นําเสนอ พัฒนานั้นมี ๑๐ ประเด็น
ประเด็นที่ ๑ เราได้พยายามผลักดันบรรจุเรื่องโลจิสติกส์ให้อยู่ ในร่างรัฐธรรมนูญ โดยใส่ในมาตรา ๘๘ ด้านนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา ๑๙๓ (๗) ด้านการจัดตั้งสํานักงานโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์แห่งชาติ ทําไมเราต้องผลักดัน เพราะตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญในประเทศไทยมายังไม่เคยมีการ บรรจุเรื่องโลจิสติกส์ไว้ ในรัฐธรรมนูญเลย ขณะนี้ก็จะเปึนครั้งแรกในประเทศไทยที่ มีการบรรจุเรื่องนี้ไว้ ในร่างรัฐธรรมนูญ ลองนึกภาพดูนะครับว่าถ้าเราสามารถที่จะให้ ๑๖ องค์กรในประเทศไทย สามารถบูรณาการข้อมูลทุกอย่างมาไว้ด้วยกัน นั่นก็หมายถึงว่าจะเกิดประสิทธิภาพ ในด้านโลจิสติกส์อย่างมาก สามารถกําหนดมาตรฐานระบบสารสนเทศได้ และสามารถ ก่อให้เกิดความปลอดภัยด้านระบบโลจิสติกส์ นั่นคือประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ทางด้านปฏิรูปกฎหมาย พยายามผลักดันให้มีการจัดตั้ง สํานักงานโครงสร้ำงพื้นฐานและโลจิสติกส์แห่งชาติเข้าสู่กฎหมายรัฐธรรมนูญ ตามประเด็นที่ ๑ ซึ่งได้กราบเรียนไปแล้ว นอกจากนี้ประเด็นต่อมาก็คือว่าพยายามที่จะ ปฏิรูปกฎหมายหรือแก้ไขกฎหมายในเรื่องเกี่ยวกับ พ.ร.บ. การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ และ พ.ร.บ. ส่งเสริมการพาณิชยนาวี โดยแก้ไขปรับปรุงคําจํากัดความของผู้ประกอบการ ขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบเพื่อบังคับใช้กฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วให้ผู้ประกอบการ พาณิชยนาวีในประเทศไทยได้รับสิทธิทางกฎหมายเท่าเทียมกับต่างชาติ ต่อมาเราพยายาม ผลักดันให้มีการปฏิรูปแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ. ขนส่งทางบก โดยกําหนดมาตรฐานด้าน ความปลอดภัยและคุ้มครองให้กับรถขนส่งและอุปกรณ์การขนส่งของผู้ประกอบการขนส่ง ระดับเอสเอ็มอีเพื่อให้ได้รับการส่งเสริมให้บริการขนส่งในระดับรองรับที่รองรับเพื่อเข้าสู่ เออีซี (AEC) และจีเอ็มเอส (GMS) ซึ่งเปึนเขตเศรษฐกิจพิเศษทั้ง ๒ เขตระหว่างประเทศ ที่น่าสนใจ เราพยายามส่งเสริมให้มีการสร้างหรือริเริ่มให้มีร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองสายเคเบิล และท่อใต้น้ําทางทะเล ซึ่งในขณะนี้ไม่มีกฎหมายนี้ในประเทศไทย โดยเราคิดว่าน่าจะบูรณาการ ให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งรับผิดชอบ เช่น กรมเจ้าท่า และกองทัพเรือ เปึนต้น ประเด็นต่อมาคือพยายามที่จะให้มีการแก้ไขกฎหมายศุลกากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งปรับปรุง ข้อจํากัดของกฎหมายที่ไม่เอื้อต่อ การสนับสนุนการเปึนเทรดดิง เนชัน เช่นมีการเก็บ ภาษีมูลค่าเพิ่มในเขตปลอดอากร แล้วก็พยายามให้เพิ่มคําจํากัดความว่าตัวแทนออกของ ใน พ.ร.บ. ศุลกากร และคือคัสตอมส์ โบรกเกอร์ (Customs broker) และประเด็นต่อมา ก็คือว่าเราพยายามให้มีการแก้ไขกฎหมายในการให้ใช้อัตราภาษี ๐ เปอร์เซ็นต์ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๘๐/๑ โดยที่เราอยากให้ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่อง หลายรูปแบบที่ได้จดทะเบียนเปึนผู้ขนส่งกับกรมเจ้าท่านั้นสามารถใช้อัตราภาษีมูล ค่าเพิ่ม เปึน ๐ เปอร์เซ็นต์ได้ แล้วก็ผู้ประกอบการที่มาใช้บริการ ในเขตปลอดอากรนั้นควรจะ ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มให้เขา ไม่ใช่ให้ใช้ภาษีมูลค่าเพิ่มเฉพาะกับผู้ประกอบการที่อยู่ ในเขตปลอดอากร แต่ควรจะหมายรวมถึงผู้ประกอบการที่อยู่นอกเขตอากรซึ่งไปใช้บริการ ในเขตปลอดอากรนั้นควรได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งซึ่งเปึนเรื่องที่ เปึนภาระของผู้นําเข้า ส่งออก ปัจจุบันนี้ผู้นําเข้า ส่งออก เมื่อส่งออกสินค้าจะต้อง ถูกเก็บค่าธรรมเนียมใบขนสินค้าจากกรมศุลกากรใบละ ๒๐๐ บาท ป้หนึ่งประเทศไทย
มีใบขนสินค้าประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ใบ ดังนั้นกรมศุลกากรเก็บเงิน ๒,๐๐๐ ล้านบาท จากผู้นําเข้า ส่งออก ซึ่งเปึนภาระต้นทุนที่สูง ดังนั้นถ้าลดต้นทุน ๒,๐๐๐ ล้านบาทนี้ได้ ต้นทุนผู้ประกอบการนําเข้า ส่งออกก็จะลดน้อยลง อันนี้ก็เปึนเรื่องของการปฏิรูปกฎหมาย
ประเด็นที่ ๓ การปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานของเครือข่ายโทรคมนาคมหรือ เนชันแนล บรอดแบนด์ คอมมิวนิเคชัน (National Broadband Communication) ซึ่งเรา อยากจะให้มีการควบรวมเครือข่ายโทรคมนาคมปัจจุบัน เปึนเครือข่ายและจัดตั้งองค์กร กํากับดูแลให้ประชาชนเข้าถึงทั่วทุกพื้นที่ใ นราคาที่ยุติธรรม เรามองว่าปัจจุบันนี้ค่าบริการ ยังแพงอยู่ แล้วเราก็เสนอให้มีการติดตั้งเครือข่ายโทรคมนาคมในทุกโครงการของแลนด์ ลิงก์ (Land link) เช่นจากท่าเรือแหลมฉบัง มันควรต้องมีเครือข่ายเชื่อมโยงถึง จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ไปถึงท่าเรือสงขลา แล้วถ้าสมมุติว่ามีการศึกษาเรื่องคลองไทยก็ควรจะต้อง มีการเชื่อมโยงเรื่องเกี่ยวกับสารสนเทศหรือไอซีที (ICT) ไปยังเขตต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย
ประเด็นที่ ๔ เราจะพัฒนาระบบโลจิสติกส์ให้เปึนการขนส่งต่อเนื่อง หลายรูปแบบ แล้วก็มัลติโมเดล ทรานสปอร์ต (Multimodal Transport) เน้นการใช้ขนส่ง ทางน้ําเพิ่ม โดยเฉพาะท่าเรือชายฝัืง ท่านประธานครับ ปัจจุบันนี้มีท่าเรือชายฝัืงในประเทศไทย ประมาณ ๓๘๑ แห่ง มีท่าเรือชายฝัืงไม่กี่แห่งที่มาใช้ทําประโยชน์อย่างจริงจัง เราจึงอยากจะ เสนอให้มีแผนการพัฒนายุทธศาสตร์การขนส่งต่อเนื่องทา งน้ํา ทางบก และทางราง เข้าด้วยกันแล้วก็ในขณะเดียวกันก็เน้นการใช้สารสนเทศในการที่จะเปึนข้อมูลเชื่อมโยง ให้กับการขนส่งต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วประเด็นต่อมาก็คือวางแผนแม่บทของระบบขนส่งทางน้ํา ให้เชื่อมโยงกับระบบการขนส่งทางรางและทางถนน รวมทั้งการออกสู่ท่าเรือชายฝัืงเชื่อมโยงกัน อย่างเปึนระบบ เร่งศึกษาวางแผนแม่บทความเปึนไปได้โดยการทํายุทธศาสตร์เชื่อม ๒ ฝัืงทะเล ด้วยท่าเรือน้ําลึกเพื่อรองรับระบบการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ ถ้าท่านประธานและ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติดูในแผนที่ภาพนี้
เราอยากจะพัฒนาให้มีการขนส่งเชื่อมโยงจากภาคเหนือไปภาคใต้ แล้วก็จาก ภาคตะวันตกไปภาคตะวันออก และถ้าเราดูภาคใต้จะสังเกตว่าเราเสนอให้มีการพัฒนา ท่าเรือชายฝัืงให้มีการใช้ได้มากขึ้น การขนส่งสินค้าจากท่าเรือแหลมฉบังแทนที่จะไปทางบก ทําไมเราไม่ขนส่งทางน้ํา การขนส่งสินค้าจากภาคใต้แทนที่เราจะขนส่งทางรถยนต์ ขึ้นมาที่ท่าเรือแหลมฉบัง ทําไมเราไม่ใช้เรือแล้วก็ขนส่งด้วยท่าเรือชายฝัืง
ประเด็นที่ ๕ ผลักดันให้ประเทศไทยเปึนศูนย์กลางการบินและการขนส่ง ทางอากาศของอาเซียน ถ้าดูจากแผนที่ครับ ประเทศไทยได้เปรียบมากเลยในเชิงของ สแทรทิจิก โลเคชัน (Strategic Location) ก็คือเปึนเขตที่เราสามารถได้เปรียบในการสร้าง ประเทศไทยเปึนศูนย์กลางการบินและการขนส่งทางอากาศ เราเสนอว่า ๑. ปรับปรุง ขอบเขตอํานาจหน้าที่ความรับผิดชอบของกรมการบิน พลเรือนอย่างเร่งด่วน คือแยก หน่วยงานที่มีเรกูเลเตอร์กับโอเปอเรเตอร์ออกจากกัน ๒. กําหนดให้การท่าอากาศยาน แห่งประเทศไทยใช้กลไกการตลาดนํามากกว่ามุ่งสร้างกําไร เช่นกําหนดให้ประเทศไทยเปึน เส้นทางการบินของอาเซียน หากเปึนสายการบินของอาเซียนนั้นบินเข้ามาในประเทศไทย จะได้รับสิทธิประโยชน์ในการใช้สิ่งอํานวยความสะดวกมากขึ้น แล้วก็พยายามส่งเสริมให้ ประเทศไทยจัดนิทรรศการอากาศยาน เช่นการจัดแอร์โชว์ (Air Show) ซึ่งก็เปึนส่วนหนึ่ง ของการจัดนิทรรศการอากาศยาน ๕. ส่งเสริมประเทศไทยเปึนศูนย์ซ่อม อบรม ผลิตชิ้นส่วน อากาศยาน แล้วก็ ๖. ส่งเสริมขยายเขตปลอดอากรแล้วก็ฟรีโซน (Free Zone) ในสนามบิน สุวรรณภูมิเพราะฉะนั้นถ้าเราทําได้ตามนี้เราก็เชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะเปึนศูนย์กลาง การขนส่งอากาศยานของประเทศในอาเซียน
ประเด็นที่ ๖ ท่านประธานครับ ต้องประทานโทษครับ เผอิญเวลามีน้อย ผมเลยต้องรีบนําเสนอให้จบ ภายในเวลาที่กําหนด ประเด็นที่ ๖ ให้สํานักงานโครงสร้าง พื้นฐานและโลจิสติกส์แห่งชาติที่จะจัดตั้งขึ้นนั้น ศึกษาจัดตั้งศูนย์รับส่งกระจายสินค้าเกษตร เหตุผลเพราะว่าปัจจุบันนี้สินค้าเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวเวลาวิ่งใช้รถขนส่งวิ่ง วิ่งเที่ยวเดียว เวลาไปมีข้าวเปลือกไป เวลารถกลับไปที่ลานข้าวไม่มีข้าวเปลือก เวลาข้าวเปลือกส่งจาก ที่ศูนย์รับข้าวนั้นไปยังศูนย์โรงสีข้าว เวลาไปก็มีข้าวเปลือก เวลากลับก็มีแต่รถเที่ยวเปล่านะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้มันทําให้ต้นทุนด้านขนส่งของข้าวเปลือกในประเทศไทยสูงขึ้ น ดูจากตัวเลขปัจจุบันนี้ข้าวเปลือกถ้ารวมความชื้นแล้วมีทั้งหมด ๓๖ ล้านตัน ปรากฏว่า
จากลานข้าวเปลือกของชาวนาขนไปยังที่ศูนย์รับข้าวในแต่ละภาค ค่าขนส่งโดยเฉลี่ย ประมาณ ๑๐๐ บาทต่อตัน และจากศูนย์รับข้าวไปที่โรงสีข้าวเพื่ อทําการแปลงสภาพของ ข้าวเปลือกเปึนข้าวสาร มีค่าขนส่งอีก ๕๕๐ บาท สรุปแล้วในสภาพปัจจุบันนั้นข้าว ๑ ตัน ต้องเสียค่าขนส่งประมาณ ๖๕๐ บาท ดังนั้นใน ๑ ฤดูการผลิต ชาวนาต้องถูกจัดเก็บค่าขนส่ง ประมาณ ๒๓,๔๐๐ ล้านบาท นี่เที่ยวเดียวนะครับ นี่หมายถึงว่า ๑ ฤดูการผลิต ถ้าเปึน ข้อเสนอจากเรา เราจะเสนอว่า ๑. เราจัดตั้งศูนย์รับข้าวระดับตําบลเสีย แล้วจากนั้นก็ไปรับ ข้าวเปลือกจากชาวนามาที่ศูนย์รับข้าวระดับตําบล แล้วก็ทําการใช้ระบบสารสนเทศในศูนย์นี้ แล้วก็ส่งข้าวไปศูนย์รับส่งข้าวที่ภาคกลาง ถ้าเราทําได้แบบนี้นะครับท่านประธาน โดยที่น้ําหนัก ให้ขนที่ ๖๐ ตันต่อเที่ยว ปัจจุบันนี้ให้ขนส่งแค่ ๕๐.๕ ตัน เหตุผลเพราะว่าประเทศไทย มีลักษณะที่มีการตีความไม่เหมือนกัน มีหน่วยงาน ๒ หน่วยงานที่เกี่ยวกับการขนส่ง ตีความเรื่องน้ําหนักไม่เท่ากัน ซึ่งความจริงแล้วถ้าสามารถให้ขนส่ง ๖๐ ตันต่อ ๑ เที่ยว ก็สามารถทําได้เพราะสามารถมีกฎหมายรองรับอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าเราสามารถมีศูนย์รับส่ง กระจายสินค้าเกษตรนะครับ เฉพาะข้าวอย่างเดียวสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายป้หนึ่ง อย่างน้อย ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อการผลิตข้าว ๒ ฤดูการผลิต อันนี้เฉพาะสินค้า ข้าวเปลือกอย่างเดียวนะครับ ท่านลองนึกภาพสิครับว่าถ้าพูดถึงสินค้าเกษตรตัวอื่น ๆ ล่ะครับ เราจะสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการบริหารโลจิสติกส์ให้กับผู้ประกอบการ หรือให้กับ ชาวเกษตรกรได้มากอย่างไร และถ้าเราดูภาพนี้นะครับว่าในศูนย์รับส่งกระจายสินค้าเกษตร ในภาพถัดไปนี่นะครับ เราจะเห็นได้ว่าในศูนย์นี้ เราจะใช้ระบบสารสนเทศในการบริหาร แล้วข้าวนี้ก็จะมาจากภาคเหนือ แล้วก็จะมาแยกออกไปนะครับ จากนั้นก็ใช้ระบบครอส ดอก (Cross dock) ครอส ดอกก็คือระบบที่สินค้าจะอยู่ในศูนย์นี้ไม่เกิน ๔ ชั่วโมง ข้าวที่มาจาก ภาคเหนือก็จะเอาออกจากตู้คอนเทนเนอร์ (Container)
หรือออกจากรถบรรทุกขนไปที่รถที่จะขนส่งไปที่ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก หรือภาคใต้ ของที่เอามาจากภาคใต้ก็จะขนออกที่ศูนย์นี้ แล้วก็จะรับบรรทุ กสินค้าจากภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันตกไปที่ภาคใต้ โดยวิธีการตรงนี้จะสามารถลดต้นทุนการขนส่ง แล้วศูนย์นี้ไม่จําเปึนต้องเปึนศูนย์ใหญ่โตมโหฬารอะไร เพราะว่าเราใช้ระบบเทคโนโลยี สารสนเทศในการควบคุมบริหาร แล้วถ้าศูนย์นี้สามารถรองรับตรงนี้ได้ท้ายสุดศูนย์นี้ก็จะเปึน ศูนย์แปรรูปสินค้าเกษตร ดังนั้นถ้าเราสามารถทําตรงนี้ได้นั่นหมายความว่าเกษตรกร ในประเทศไทยจะมีหน่วยงานที่เข้าไปดูแล แล้วหน่วยงานนี้อยู่ภายใต้การกํากับ ดูแล ของสํานักงานโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์แห่งชาติที่จะจัดตั้งขึ้น อันนี้เปึนประเด็น ที่คิดว่าเรื่องนี้เรา เสนอว่ารัฐบาลควรจะต้องตั้งคณะกรรมการระดับชาติในการศึกษา เรื่องพวกนี้อย่างจริงจัง
ประเด็นที่ ๗ เราเสนอให้มีการศึกษาแหล่งเศรษฐกิจโครงสร้างพื้นฐานและ โลจิสติกส์ในประเทศเพื่อนบ้าน ปัจจุบันนี้ประเทศเพื่อนบ้านของเราไม่ว่าจะเปึ น ประเทศ สปป. ลาว ประเทศเมียนมาร์ ประเทศต่าง ๆ ที่อยู่รอบบ้านเรามีการส่งเสริม การลงทุน ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติไปลงทุนประเทศเขา ขณะเดียวกันประเทศเพื่อนบ้าน ของเรามีเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้นหลายอย่าง เราอยากจะให้มีการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ปัจจุบันนี้ ไม่มีการศึกษาเรื่องนี้ เราอยากให้มีคณะกรรมการที่ไปศึกษาเรื่องโลจิสติกส์ ในประเทศเพื่อนบ้าน เรื่องของแรงงานและการผลิต เรื่องของนโยบายการลงทุน และสิทธิประโยชน์ รวมถึงเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ไปศึกษาเพื่ออะไรครับ เพื่อเอาข้อมูล กลับมาใช้ในประเทศไทย ใครจะลงทุนในต่างประเทศ ประเทศเพื่อนบ้านก็เอาข้อมูลเหล่านี้ ให้กับนักลงทุนไปเพื่อที่จะได้รู้เขา ไม่ใช่รู้เราอย่างเดียว มีข้อมูลที่น่าสนใจมาก ซึ่งผม ขออนุญาตเรียนว่าขณะนี้มีเขตเศรษฐกิจพิเศษบึงธาตุหลวงที่เวียงจันทน์ เขาใช้พื้นที่ ๓,๐๐๐ ไร่ในการก่อสร้างโดยให้ประเทศจีนได้สัมปทาน ๙๐ ป้ คาดว่าจะเสร็จภายใน อีกประมาณ ๑๐ ป้ ขณะนี้บางส่วนได้ก่อสร้างไปแล้ว ศูนย์แห่งนี้หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษ แห่งนี้ ถ้าสร้างเสร็จก็จะเปึน ศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่น่าสนใจมาก แล้วก็จะดึงดูด นักท่องเที่ยวจากประเทศไทยไป จะเปึนศูนย์กลางการค้า การลงทุน และอุตสาหกรรมที่ใหญ่ มากในเวียงจันทน์ นักธุรกิจไทย ก็จะถูกดึงดูดไปลงทุนที่นั่น การค้าต่าง ๆ ก็จะไปที่นั่น เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เปึนเรื่องที่เราควรส่งคณะทํางานไปศึกษาว่าเราจะใช้ประโยชน์ในการสร้าง
ความเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างไรในเขตเศรษฐกิจพิเศษบึงธาตุหลวง ต่อมานี่ เปึนบ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้านโมเระห์ หมู่บ้านโมเระห์เปึนหมู่บ้านเล็ก ๆ อยู่ในรัฐเจ็ดสาวน้อย ของประเทศอินเดีย เขาเรียกว่าภาคอีสานของประเทศ อินเดีย ในรัฐเจ็ดสาวน้อยนี้นั้น มีเมืองโมเระห์เปึนเมืองอยู่ในรัฐมณีปุระ แล้วในรัฐทั้งหมดเจ็ดสาวน้อยนี้มีพลเมืองประมาณ ๔๕ ล้านคน แต่ถ้ารวมพลเมืองของประเทศบังกลาเทศเข้าไปก็จะเปึน ๒๐๐ กว่าล้านคน ตรงนี้ละครับคือจุดที่ประเทศไทยเราสามารถที่จะส่งสินค้าส่งออกจาก ประเทศไทย ผ่านประเทศพม่าไปประเทศอินเดียโดยทางบก ถ้าไปทางเรือใช้เวลาประมาณสัก ๑๕-๒๐ วัน แต่ถ้าไปทางบกใช้เวลาประมาณเพียงแค่ ๑๒-๑๕ วัน ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีอินเดีย ได้ประกาศนโยบายลุค อีสต์ (Look East) โดยที่ประกาศว่าเส้นทาง ๓,๒๐๐ กิโลเมตรจาก หมู่บ้านโมเระห์มาถึงแม่สอดนั้นเปึนเส้นทางที่ประเทศอินเดียต้องการใช้เปึนเส้นทางการค้า เข้าสู่อาเซียนผ่านประเทศพม่าและประเทศไทย ดังนั้นถ้าเราสามารถใช้ประโยชน์จากตรงนี้ ได้ส่งคนไปศึกษาขอให้ประเทศพม่ายกเว้น การเก็บภาษีผ่านแดนจากสินค้าประเทศไทย แล้วก็สามารถส่งสินค้าจากประเทศไทยไปขายที่ประเทศอินเดีย โดยที่ในขณะนี้ประเทศไทย มีเอฟทีเอ (FTA) กับไทย-อินเดียมีสินค้า ๘๓ รายการที่เข้าประเทศอินเดียเปึนอากรนําเข้า เปึนศูนย์ ดังนั้นสินค้าจากประเทศไทยจะออกจากอําเภอแม่สอดขายไปยังประเทศพม่าโดยที่ อากรนําเข้าเปึนศูนย์ ต้นทุนต่าง ๆ ในเรื่องเกี่ยวกับภาษีก็จะลดน้อยลง สินค้าประเทศไทย ก็จะขายได้มากขึ้น จะสังเกตดูว่ามีอีกที่หนึ่งที่โมฮั่น โมฮั่นเปึนเมืองชายแดนของประเทศจีน ติดกับบ่อเต็น เมืองชายแดนของประเทศ สปป. ลาว อยู่บนเส้นทางอาร์ ๓ เอ (R3A) อาร์ ๓ เอเปึนเส้นทางที่เชื่อมจากคุนหมิง เชียงรุ้ง ลงมาที่โมฮั่น บ่อเต็น ห้วยทราย แล้วข้ามมาเชียงของโดยสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ขณะนี้ประเทศจีนกําลังสร้างโมฮั่นให้เปึน ศูนย์กระจายสินค้าและศูนย์กลางค้าที่ใหญ่มาก ดังนั้นประเทศจีนก็จะนําสินค้าทั้งหมดมาไว้ที่ โมฮั่นเตรียมแพก (Pack) แล้วก็จากนั้นก็ส่งเข้ามาขายในประเทศไทย เราก็เสนอว่าทําไม เราไม่ส่งทีมงานเราไปศึกษาว่าโมฮั่นจะเปึนอย่างไร เราส่งสินค้าจากประเทศไทยไปเตรียมไว้ ที่โมฮั่นได้ไหมเพื่อกระจายเข้าไปในประเทศจีน ทําไมเราไม่ทําแบบนี้ล่ะครับ
ขณะเดียวกันครับ เมืองมะริดครับ มะริดเปึนเมืองเมืองหนึ่งอยู่ห่างจากด่านสิงขรประมาณสัก ๑๖๐ กิโลเมตรนะครับ เปึนเมืองที่ประเทศเมียนมาร์ขณะนี้ประกาศให้เปึนเมืองประมง และส่งเสริมการท่องเที่ยว ขณะนี้ประเทศไทยขาดแคลนสินค้าอาหารทะเลครับ ดังนั้นถ้าเรา สามารถที่จะทํารถไฟเชื่อมโยงกับเมืองมะริด เราก็สามารถส่งนักท่องเที่ยวไทยไปเที่ยว ที่นั่นได้ แล้วก็ขณะเดียวกันก็สามารถนําอาหารทะเลกลับมาใช้เปึนวัตถุดิบเปึนสินค้าส่งออก ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เราคิดว่า น่าจะ ต้องมีการตั้งคณะกรรมการศึกษาเรื่องพวกนี้ อย่างจริงจังเพื่อที่ประเทศไทยเรา จะได้เชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน และใช้ประโยชน์ ทางด้านโลจิสติกส์โครงสร้างพื้นฐานของประเทศเพื่อนบ้านให้กับ นักลงทุนไทยที่ไปลงทุน ในประเทศเหล่านั้นนะครับ เรื่องต่อมาคือคลองไทยครับ เราอยากเสนอว่าให้มีการศึกษา รายงานของวุฒิสภาเมื่อป้ ๒๕๔๘ ซึ่งได้เสนอว่าให้ขุดคลองไทยตามเ ส้นทาง ๙ เอ (9A) ก็คือเส้นทางจากจังหวัดตรัง ผ่าน ๕ จังหวัดไปออกที่จังหวัดสงขลา ทั้งหมดเปึนเส้นทาง ที่ประชาชนใน ๕ จังหวัดได้เลือกไว้แล้วนะครับ สิ่งเหล่านี้เราก็เสนอว่าน่าจะมีการหยิบยก เรื่องนี้ขึ้นมาศึกษากันอีกครั้งหนึ่งนะครับ
และประเด็นที่ ๘ ท่านประธานครับ เราอยากสนับสนุนให้มีการคมนาคมและ ขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบเพื่อเชื่อมโยงเขตเศรษฐกิจพิเศษกลุ่มป ระเทศเพื่อนบ้านและ อาเซียนนะครับ ยกตัวอย่างเช่น ทําไมเราไม่สร้างทางรถไฟจากจังหวัดฉะเชิงเทรา คลอง ๑๙ ไปอําเภอแก่งคอย ระยะทางประมาณ ๑๐๐ กว่ากิโลเมตร ถ้าสร้างตรงนี้ได้ ท่านประธานครับ สินค้าจากภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและตอนล่างก็จะนําไปสู่แหลมฉบัง ได้เร็วขึ้น ประหยัดค่าขนส่ง หรือทําไมเราไม่สร้าง ทางรถไฟระยะทาง ๔ กิโลเมตรครึ่ง จากสถานีรถไฟแหลมฉบังเข้าไปในท่าเรือแหลมฉบังเพื่อลดการแออัดในการขนส่งสินค้าจาก ท่าเรือแหลมฉบังไปยังไอซีดี (ICD) ลาดกระบัง ซึ่งทุกวันนี้ใช้รถขนส่งทําให้การจราจรแออัด หน้าท่าเรือ ทุกวันศุกร์ วันเสาร์ วันอาทิตย์ ถ้าเราไปแหลมฉบังเราจะรถติดอย่างมาก ก็เพราะว่าเกิดจากการขนส่งที่ไม่ได้ใช้ทางรางเปึนหลักนะครับ ขณะเดียวกันถ้าเราสามารถ ปรับปรุงเส้นทางรถไฟจากจังหวัดตรังไปท่าเรือกันตังก็ทําให้การขนส่งจากท่าเรือกันตังนั้น ไปยังอําเภอทุ่งสงเร็วขึ้นทําให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการขนส่งน้อยลงนะครับ ประเด็นต่อมาครับ เราอยากให้รัฐบาลหรือว่าสิ่งที่เราเสนอไปนั้น การจะลงทุนในโครงสร้างต่าง ๆ นั้นเราอยาก ให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในระบบพีพีพี (PPP) ก็คือพลับลิก ไพรเวท พาร์ตเนอร์ชิพ
(Public Private partnership) ก็คือหมายถึงว่าเวลาจะลงโครงการอะไรก็แล้วแต่น่าจะต้อง ให้ประชาชนมีส่วนร่วม รัฐไม่จําเปึนต้องใช้เงินรัฐอย่างเดียว จะทําให้หนี้สาธารณะสูงขึ้นนะครับ
ประเด็นที่ ๙ ปรับเพิ่มงบประมาณการลงทุนภาครัฐโดยจัดตั้งกองทุนพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานขึ้นมาด้วย
ประเด็นที่ ๑๐ ซึ่งเปึนประเด็นสุดท้ายนะครับ เราอยากให้มีการส่งเสริม พัฒนาผู้ประกอบการและผู้ให้บริการโลจิสติกส์ให้มีความสามารถที่มากขึ้น ปัจจุบันนี้ มีผู้ประกอบการโลจิสติกส์ในประเทศไทยมากกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ราย ใน ๒๐๐,๐๐๐ รายนี้ เปึนผู้ประกอบการขนาดเล็ก คือขนาดกลางและขนาดย่อมนะครับ ซึ่งความสามารถที่จะสู้กับ ชาวต่างชาตินั้นมีน้อย ตามกฎเกณฑ์ของอาเซียน แล้วก็เออีซีธุรกิจการค้าบริการที่มาลงทุน ในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโลจิสติกส์ลงทุนด้วยเงินต่างชาติได้ถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นถ้าเราไม่ช่วยดูแลผู้ประกอบการ ๒๐๐,๐๐๐ กว่ารายนี้เขาจะอยู่ได้อย่างไร อย่างมาก เขาก็เปึนแค่เอาต์ซอร์ส (Outsource) คือรับจ้างบริษัทใหญ่จากต่างชาติ ดังนั้นเปึนสิ่งที่เรา อยากเสนอให้มีการดูแลครับ และถ้าเราสามารถบริหารโลจิสติกส์ได้แบบนี้ ทุกอย่าง ก็อยู่ภายใต้การดูแลของสํานักงานโครงสร้ำงพื้นฐานและโลจิสติกส์แห่งชาติ ซึ่งเปึน ตัวขับเคลื่อน เปึนตัวกําหนดนโยบาย เปึนตัวเรกูเลเตอร์ แต่ไม่ใช่องค์กรที่จะไปควบคุม การทํางานขององค์กรต่าง ๆ นะครับ ระบบโลจิสติกส์ ระบบโครงสร้างพื้นฐานของ หน่วยราชการต่าง ๆ ก็ยังเปึนไปตามปกติ แต่จะมีหน่วยงานสํานักงานโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์แห่งชาติในการดูแลกําหนดนโยบายและกําหนดยุทธศาสตร์ต่าง ๆ นะครับ และถ้าเปึนอย่างนี้ปุ็บนี่นะครับ ระบบการจัดการโลจิสติกส์ต่าง ๆ นั้นก็จะอยู่ภายใต้ระบบ ไอซีทีคือสารสนเทศ การเชื่อมโยงต่าง ๆ ข้อมูลต่าง ๆ นั้นก็เปึนไปอย่างราบรื่นนะครับ และสิ่งที่ผมอยากเรียนเสนอก็คือว่าเรื่องเกี่ยวกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ๑๕ ตัวบ่งชี้สัมฤทธิผล นี่นะครับ ผมอยากเรียนว่าเนื่องจากเวลามีน้อย ดังนั้นจึงขออนุญาตกราบเรียนว่าทั้งหมด อยู่ในเอกสารเพาเวอร์พอยต์ที่แจกไปแล้วนะครับ ผมจะขอสรุปประเด็นสําคัญ ๆ ในรายงาน ฉบับนี้ครับว่าเราอยากจะเห็นรัฐบาลให้ความสนใจในเรื่องต่อไปนี้อย่างจริงจัง ๖ เรื่องครับ ในรายงานที่เราสรุปไปทั้งหมดมีหลายเรื่อง แต่เราเน้น ๖ เรื่องนี้เปึนหลักนะครับ
๑. จัดตั้งสํานักงานโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์แห่งชาติ ๒. ศึกษาและจัดตั้งศูนย์รับส่ง สินค้าเกษตร นั่นคือดีซี (DC) โดยมีระบบสารสนเทศรองรับ ๓. ส่งเสริมพัฒนาการขนส่ง ต่อเนื่องหลายรูปแบบ เพื่อเชื่อมโยงกับเขตเศรษฐกิจพิเศษกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้ง การขนส่งทางถนน เพิ่มการขนส่งทางน้ํา ทางราง และทางท่อ ๔. ใช้ระบบสารสนเทศ เปึนยุทธศาสตร์สําคัญในการพัฒนาและดําเนินการโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ ๕. แก้ไข ปรับปรุง เพิ่มเติมกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่ มความปลอดภัยส่งเสริมและ เพิ่มประสิทธิภาพความสามารถในการแข่งขัน และ ๖. ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพองค์กร และบุคลากรทางด้านโลจิสติกส์ทั้งคุณภาพและปริมาณ เพื่อก้าวไปสู่โกลบัล คอมเพตทิทีฟ โลจิสติกส์ (Global Competitive Logistic) ซึ่งนั่นหมายถึงว่าถ้าเราทําได้ตามนี้ประเทศชาติ ก็จะมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ท่านประธานครับ ก่อนที่จะจบการนําเสนอของผมในครั้งนี้ ผมจะขออนุญาตนําเสนอใช้วีดิทัศน์ในการสรุปว่าภาพรวมของโลจิสติกส์ทั้งหมดที่เรามอง กันมานั้นเรามองอย่างไร แล้วเราอยากสรุปอย่า งไร ขออนุญาตท่านประธานขอใช้ วีดิทัศน์ครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเป่ดวีดิทัศน์)
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตสรุปอีกนิดเดียวได้ไหมครับ วีดิทัศน์ที่จบไปเมื่อกี้นี้นะครับ เปึนการเตรียมการ ในการที่สรุปเพาเวอร์พอยต์ทั้งหมดที่ผมบรรยายตั้งแต่ต้นจนจบในรายงานทั้งหมดนี้นะครับ ออกมาเปึนวีดิทัศน์ ๔ นาทีกับ ๓๘ วินาที ก็คือพูดถึงว่าปัญหาโลจิสติกส์นี่ มีปัญหาอะไร แล้วมันทําให้ประเทศชาติเกิดความเสียหายด้านต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างไร และนํามาสู่การแก้ไข และท้ายที่สุดก็นําไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนนะครับ นี่คือวีดิทัศน์ทั้งหมดที่เรานําเสนอ นะครับ ขอบพระคุณครับ