นายศักรินทร ภูมิรัตนรายงานวาระปฏิรูปที่ 20 และ 21 ซึ่งครอบคลุมระบบวิจัยและนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ประเทศไทยปี 2575 โดยเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาและเทคโนโลยี นายศักรินทร ภูมิรัตนเสนอแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมผ่านอุตสาหกรรมชีวภาพ เพื่อมุ่งเน้นการแปรรูปวัตถุดิบทางการเกษตรสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับรายได้ของประเทศ
เรียนท่านประธาน สปช. แล้วก็ท่านสมาชิก สปช. ทุกท่านนะครับ ในนามของกรรมาธิการปฏิรูปวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย นวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญา ผมขอรายงานข้อเสนอวาระ การขับเคลื่อนของ สปช. นะครับ ขออนุญาตใช้สไลด์ในการนําเสนอแล้วก็ขอแจกสไลด์ ในการนําเสนอด้วยนะครับ ขอเรียนว่าสไลด์ที่นําเสนอจะเปึนตัวหนังสือแล้วก็จํานวนสไลด์ จะน้อยกว่าที่ผมจะใช้แสดง เพราะว่าที่จะแสดงจะเปึนรูปเปึนหลัก แต่ว่าตัวเนื้อหาจะเท่ากัน ทั้งนี้เพื่อประหยัดกร ะดาษ แล้วก็หวังด้วยว่าจะประหยัดต้นไม้ไม่ต้องพิมพ์กระดาษ จํานวนมากนักก็เลยจะขอเรียนตามนั้นนะครับ เราจะขอเรียนเฉพาะส่วนที่สรุปและ ประเด็นหลัก ๆ เอกสารสรุปข้อเสนอแนะได้แจกเวียนท่านกรรมาธิการทุกท่านแล้วนะครับ ผมจะขอเรียนเสนอวาระปฏิรูปที่ ๒๐ และวาระปฏิรูปที่ ๒๑ นะครับ แล้วเดี๋ยวผมจะรบกวน ให้คุณอนนต์เสนอวาระการพัฒนาเรื่องการปฏิรูประบบข้อมูลเพื่อการพัฒนาประเทศ เรียนว่าวาระปฏิรูปที่ ๒๐ นี่เปึนเรื่องของระบบวิจัยเพื่อเปึนโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา ของประเทศ และวาระที่ ๒๑ เปึนระบบวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเปึน โครงสร้างพื้นฐานทางนวัตกรรมของประเทศเปึน ๒ อันที่แตกต่างกัน แต่ก็มีความเกี่ยวข้อง กันอยู่ระดับหนึ่ง ต้องเรียนว่าเราเห็นความสําคัญของเรื่องนี้ เราในที่นี้ผมหมายถึง สปช. ของเรานี่นะครับ อย่างชัดเจนตั้งแต่ตอนที่เราทําวิสัยทัศน์ประเทศไทยป้ ๒๕๗๕ ได้พูดถึง การที่เราจําเปึนที่จะต้องมีการปฏิรูปเพื่อความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนโดยมีคนไทยที่สมบูรณ์ มีคุณภาพอยู่เย็นเปึนสุข แล้วก็ทราบกันดีว่าทั้ง ๓ ประเด็นที่จะนําไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนนี่ต้องการโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐานทางวิจัย เพื่อที่จะทําให้เราสามารถจะทําสิ่งเหล่านี้ได้ ในขณะเดียวกัน ก็ต้องมีการดูแลทรัพยากรของประเทศ ใช้ทรัพยากรอย่างเท่าที่จําเปึน ซึ่งก็ต้องใช้
วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเช่นเดียวกัน ในการทําวิสัยทัศน์ของปร ะเทศไทย ป้ ๒๕๗๕ เราพูดถึงยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนซึ่งมีทั้งหมด ๓๖ วาระการปฏิรูป และ ๗ วาระการพัฒนา ในส่วนนี้ได้แบ่งออกเปึน ๘ กลุ่มด้วยกัน กลุ่มที่เราจะเน้นในเรื่องของ วาระการปฏิรูปจะอยู่ในระบบการศึกษา การพัฒนาคุณภาพคน วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และปัญญาของประเทศ ก็คือวาระปฏิรูปที่ ๒๐ และวาระปฏิรูปที่ ๒๑ ส่วนวาระการพัฒนา ที่จะพูดถึงการปฏิรูปข้อมูลจะครอบคลุมทั้ง ๘ กลุ่มไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งเดี๋ยวคุณอนนต์ จะมาเล่าให้ฟัง ผมจะเรียนย้ําอีกครั้งหนึ่งว่าเราพูดถึงโครงสร้างพื้นฐานที่สําคัญมาก ของประเทศ ๒ อัน คือโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาของประเทศ การสร้างความรู้ การใช้ ความรู้ การใช้กลไกวิจัย การสร้างพื้นฐานทางนวัตกรรมของประเทศ การพัฒนาให้ประเทศ มีนวัตกรรม มีเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพเจริญก้าวหน้า ทั้งหมดนี้เพื่อนําพวกเราเข้าสู่สังคม ฐานความรู้และเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม ในส่วนนี้ในกลไกที่เราได้พิจารณาเรื่องความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนนี่
เปึนที่ชัดเจนว่ามันเกิดมาจากความกระจุกของโอกาสนะครับ การที่เรามีผลิตภาพต่ํา คือทํามากได้น้อย และความไม่สมดุลของการพัฒนาที่ผ่านมาในอดีต ซึ่งทั้งหมดนี้ ถ้าเราจะแก้ปัญหานี้ก็คงต้องทําหลายมิติด้วยกัน แต่มิติที่เปึนโครงสร้างพื้นฐานที่สําคัญมาก อันหนึ่ง ก็คือมิติที่เราต้องมีโครงสร้างพื้นฐานทางวิจัย และโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อที่จะทําให้โอกาสที่กระจุกตัวอยู่กระจายครบถ้วนนะครับ ทําให้พื้นที่ต่าง ๆ สามารถจะเข้าถึงความรู้ สามารถจะเข้าถึงบริการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สามารถจะเอาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้เพื่อจะทําให้ชีวิตความเปึนอยู่ดีขึ้น และทําให้ ผลิตภาพของชุมชน ผลิตภาพภาคการเกษตรดีขึ้น ซึ่งก็หมายความว่าเราจะทํา แทนที่จะเปึนการทํามากได้น้อย เราก็จะทําเท่าเดิมแล้วได้มากขึ้น หรือทําน้อยลงแล้วได้ มากขึ้นด้วย ก็จะเปึนการเพิ่มผลิตภาพ เพิ่มโอกาสในการสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศ แล้วในขณะเดียวกันก็ลดความเหลื่อมล้ํา จะทําอย่างนี้ได้เราต้องรู้จักใช้ทรัพยากร อย่างเหมาะสม แล้วก็ต้องสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม ภูมิปัญญา ที่จะดูแล สิ่งแวดล้อมและดูแลโลกใบนี้ให้ดี ซึ่งก็หมายความว่าเราจะต้องใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สร้างสมดุลเหล่านี้ให้เกิดขึ้น เราได้เคยพูดกันถึงความอ่อนแอของประเทศว่าเราได้ละเลย การสร้างความรู้ และละเลยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีมาเปึนเวลานาน ก็ไม่ได้หมายความว่า เราลืมทั้งหมดหรอกครับ แต่ว่าเราทําน้อยมาก น้อยมากเสียจนเราละทิ้งความแข็งแกร่ง ของเราในอดีต ทําให้เราเจริญเติบโตช้ากว่าเพื่อน ๆ ในโลก ก็ทําให้โอกาสการพัฒนาของเรา เสื่อมถอย ทั้งนี้อาจจะเปึนเพราะว่าเราอยู่ในพื้นที่ซึ่งเปึนโชคดีของประเทศไทยนะครับ พื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ ที่สมัยหนึ่งก็บอกว่าในน้ํามีปลา ในนามีข้าว มีแร่ธาตุ มีทรัพยากร มากมาย นอกเหนือจากนั้นก็ยังมีสิ่งที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้เยอะแยะ ภูมิปัญญาต่าง ๆ นะครับ แต่เนื่องจากเราละเลยการสร้างความรู้ และละเลยการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีที่มาต่อยอด สิ่งเหล่านี้ แล้วก็ไม่ได้รักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ให้ใช้ประโยชน์ได้นาน ๆ เราก็เกิดมีความเสื่อมถอย แล้วก็ทําให้เรามีปัญหาที่เราเจอในปัจจุบัน เปึนที่ชัดเจนเหมือนกันว่าเรามีความอ่อนแอ เนื่องจากเราไม่ได้ใช้ความรู้และข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีในการตัดสินใจ เพื่อจะสร้างสมรรถนะความสามารถระยะยาวของประเทศ หรือแม้แต่ในการแก้ปัญหา ทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ทั้งนี้เพราะเราละเลยเรื่องการใช้เครื่องมือวิจัย แล้วก็การใช้ความรู้ในการแก้ปัญหา ผมเพิ่งกลับลงมาจากจังหวัดสกลนครเมื่อวานนี้นะครับ
เราไปดูการพัฒนาที่หนองหารกัน แล้วเราก็พบว่าหนองหารกําลังจะมีปัญหาวิกฤติ เปึนแหล่งน้ําจืดที่ใหญ่เปึนที่ ๒ ของประเทศ แต่ว่าเมื่อเราไปวิเคราะห์กันแล้วนี้เราพบว่า เรามีความรู้เกี่ยวกับหนองหารน้อยมาก ไม่มีใครได้ทําการศึกษาวิจัยให้ลึกซึ้งเกี่ยวกับ หนองหาร ก็เปึนปัญหาว่าเมื่อชุมชนรอบ ๆ หนองหารโตขึ้น เมื่อทั่วโลกมีวิกฤติ แล้วก็มีผลกระทบเราจําเปึนที่จะต้องดูแลหนองหาร เราขาดความรู้ที่จะเอามาเชื่อมโยง แต่ถึงจะไม่ได้มีความรู้ทั้งหมด ก็ยังมีโอกาสที่เราจะสร้างความรู้เหล่านั้นได้ถ้าเราเน้นเรื่อง การวิจัยและพัฒนา แล้วก็เน้นการสร้างความรู้ที่จะเปึนประโยชน์ต่อการแก้ปัญหา ผมยกอันนั้นเปึนเพียงตัวอย่าง ผมเชื่อว่าเกือบ ๆ ทุกประเด็นที่เราดูอยู่ในประเทศไทย เราได้ละเลยการที่จะสร้างความรู้ในสิ่งเหล่านั้น เพื่อที่จะให้เรามีต้นเหตุที่แท้จริงของปัญหา เพื่อที่เราจะได้มีข้อเท็จจริงสําหรับพัฒนาไปในระยะยาว เพราะฉะนั้นระบบวิจัยจะเปึนเรื่อง สําคัญมาก ในขณะเดียวกันเราก็มีโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีไม่เพียงพอ ไม่เชื่อมโยง ทําให้ชุมชน ทําให้ภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มรายเล็กและรายย่อย ไม่สามารถจะเข้าถึงความรู้ ไม่สามารถจะเข้าถึงเทคโนโลยี ไม่สามารถจะเข้าถึงบริการ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรามีการผลิตและพัฒนากําลังคนที่ไม่เพียงพอทั้งเชิงปริมาณและ คุณภาพนะครับ
แล้วก็ขาดการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ความรู้ ผู้ใช้เทคโนโลยี สมัยหนึ่งเรามีความรู้ความสามารถ ทางการเกษตรที่เข้มแข็งมากทีเดียว และเสร็จแล้วเนื่องจากเราละเลยการเสริมสร้างกําลังคน และเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการวิจัยและพัฒนา ก็ทําให้แทนที่เราจะเข้มแข็งขึ้น ๆ ก็ปรากฏว่า ณ วันนี้การวิจัยของเราล้าหลัง จํานวนคนเราไม่เพียงพอ ก็ทําให้ผลิตภาพ ทางด้านการเกษตรและผลิตภาพทางด้านการผลิตของเราต่ําแล้วก็เปึนปัญหา ทั้งนําไปสู่ การเสียโอกาสในการได้ค้าขาย แล้วก็เพิ่มความเหลื่อมล้ําให้กับพวกเราเปึนอย่างมาก ในขณะที่เราทําการศึกษาเรื่องวิจัยและพัฒนาและเรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมนี่เราก็พบความจริงอันหนึ่ง ซึ่งเดิมเรานึกว่าจะมีคณะกรรมาธิการด้านอื่น ได้ดูแลอยู่ ก็ปรากฏว่าเราศึกษาแล้วไม่มี แต่ว่าเปึนเรื่องที่สําคัญมากก็คือเรื่องระบบข้อมูล เราพบว่าระบบข้อมูลของเรามักจะไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง ไม่บูรณาการ แล้วก็เปึนที่เข้าไม่ถึง เมื่อเข้าไม่ถึงเราก็ไม่มีข้อมูลสําหรับมาทําวิจัย เมื่อเข้าไม่ถึงเราก็ไม่มีข้อมูลสําหรับมาวิเคราะห์ เพื่อจะแก้ปัญหา เมื่อเข้าไม่ถึงเราก็ไม่สามารถจะตรวจสอบความโปร่งใสของสิ่งต่าง ๆ ได้ เราก็เลยมีการเสนอวาระการพัฒนาขึ้น เรียกว่าการปฏิรูประบบข้อมูลเพื่อการพัฒนา ประเทศ ซึ่งเดี๋ยวจะได้พูดถึงต่อไป ผมจะสรุปเปัาหมายทั้ง ๓ อันนี้ด้วยความเห็นว่าเราจําเปึน ที่จะต้องมีการสร้าง การวิจัย สร้างความรู้ จัดการความรู้ เพิ่มภูมิคุ้มกัน ต่อยอดภูมิปัญญา เพื่อสร้างความพร้อมของสังคม เพื่อสร้างความพร้อมของหน่วยงานต่าง ๆ ในการที่จะใช้ ความรู้ในการพัฒนาและในการแก้ปัญหา ซึ่งการที่โครงสร้างพื้นฐานทางวิจัยจะนําเราไปสู่ การสร้างสังคมทางความรู้ เราเห็นว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีจะเปึนพื้นฐานในการเพิ่ม ผลิตภาพ เพิ่มคุณค่า เพิ่มมูลค่า ต่อยอดภูมิปัญญา ทําให้เราใช้ทรัพยากรได้ อย่างมีประสิทธิภาพ และจะทําให้เราสามารถจะอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ใช้ประโยชน์สิ่งแวดล้อม ได้อย่างสมคุณค่า เปึนการสร้างการขับเคลื่อน เพิ่มขีดความสามารถ และสร้างเศรษฐกิจ ฐานนวัตกรรม จะทําทั้ง ๒ อย่างนี้ได้ระบบข้อมูลต้องดี เราต้องสามารถจะเข้าถึงข้อมูล ภาครัฐจะต้องเชื่อมโยง เราจะต้องมีข้อมูลที่ถูกต้อง ทันสมัย ทันเหตุการณ์ และบูรณาการกัน เปึนการสร้างความโปร่งใส เปึนการสร้างความสามารถในการวิเคราะห์ ที่เราเรียก ภาษาอังกฤษว่าอนาไลติก (Analytic) เปึนการใช้โอกาสในการใช้บิ ก ดาตา (Big data) ในการทําธุรกิจไปในอนาคต และเปึนการที่เรามีข้อมูลสําหรับการบริหารและตัดสินใจ ทั้งหมดนี้จะเปึนฐานสําคัญสําหรับเศรษฐกิจนวัตกรรมเพื่อความมั่งคั่ง สําหรับสังคม
ทางความรู้เพื่อความมั่นคง และสําหรับการดูแลสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรอย่างยั่งยืน น่าอยู่ เรามีป์าสมบูรณ์เพื่อความสมดุลก็คือความยั่งยืน ๒ วาระแรกเปึนวาระปฏิรูป และวาระ ข้อมูลเปึนวาระการพัฒนา ในวาระปฏิรูปมันมีปัญหาที่ชัดเจนขึ้น เมื่อเราวิเคราะห์แล้ว เราก็พบว่านโยบายและยุทธศาสตร์วิจัยและการจัดสรรงบประมาณของชาติ ของประเทศ ไม่ชัดเจน ไม่ต่อเนื่อง ไม่เพียงพอ ไม่สอดคล้องกับแผนพัฒนาประเทศ เราพบอีกว่าโครงสร้าง พื้นฐานของระบบวิจัยอ่อนแอ ไม่เพียงพอ ไม่เชื่อมโยง ขาดช่องทางการเข้าถึง ที่มีประสิทธิภาพ ขาดการมีส่วนร่วมของภาคการผลิตของชุมชนและท้องถิ่น ทําให้มีข้อจํากัด ในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ และมีข้อจํากัดของการใช้เครื่องมือเหล่านี้พัฒนาให้ชุมชน เข้มแข็ง พัฒนาให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีความเข้มแข็งขึ้นแล้วก็เติบโตในอัตราที่สูงเร็วพอ แล้วก็อย่างที่พูดกันเมื่อเช้านี้งานวิจัยจํานวนมากไม่ได้ถูกนําไปใช้ประโยชน์ทั้งทางเชิงพาณิชย์ ทั้งสังคมและชุมชน เนื่องจากเราได้ทํางานแยกส่วนจากกัน คนที่คิดจะทํางานวิจัยในอดีต ที่ผ่านมาอาจจะทํางานวิจัยด้วยความสนใจเปึนหลัก ไม่ได้มองผลประโยชน์ที่อาจจะเกิดขึ้น เนื่องจากความเชื่อมโยงมีน้อยเกินไป ทั้งนี้ก็อาจจะเปึนเพราะว่าการแยกเปึนส่วน ๆ ที่เกิดขึ้นผ่านมาในอดีต โครงสร้างระบบวิจัยและบริหารจัดการของประเทศจําเปึนที่จะต้อง ให้มีเอกภาพในระดับประเทศ
แต่ในขณะเดียวกันต้องมีความอิสระคล่องตัวในแต่ละส่วนงาน ให้มีความคล่องตัวเพียงพอ เพื่อจะแก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพการทํางานในส่วนต่าง ๆ ได้ แต่การมีความอิสระ คล่องตัวในระดับบางระดับก็จะต้องมีการบูรณาการอย่างเหมาะสม แต่ที่สําคัญก็คือ จําเปึนต้องมีเอกภาพในระดับประเทศ เพราะฉะนั้นต้องมีการวางแผนนโยบายที่ชัดเจน ต่อเนื่อง เราหวังเปึนอย่างยิ่งว่าถ้าประเทศได้รับโอกาสที่จะแ ก้ประเด็นปัญหาเหล่านี้ จะทําให้ประเทศไทยมีความก้าวหน้า ทันสมัย มีการใช้ข้อมูล ข้อเท็จจริง มีการคิดวิเคราะห์ บนเหตุและผล เปึนประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยฐานความรู้และนวัตกรรม เปัาหมายการปฏิรูป ของเราก็คือให้ระบบวิจัย ให้กลไกวิจัยเปึนเครื่องมือในการพัฒนา ในการแก้ปัญหา ในการวางแผนนโยบายระยะยาวของประเทศ ทําอย่างไรเวลาที่มีการตัดสินใจในระดับ นโยบายได้มีการได้ข้อเท็จจริงจากการศึกษาวิจัย แล้วเอาข้อเท็จจริงนั้นไปใช้ ในการวางนโยบายของประเทศ ทําอย่างไรให้เรามีความรู้มากพอที่จะเปึนภูมิคุ้มกัน ซึ่งก็หมายความว่าเราต้องมีระบบวิจัยที่วางแผนไว้ล่วงหน้าที่จะเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ ที่อาจจะ มากระทบเรา การวิจัยเราจึงมองเรื่องระบบวิจัย ปฏิรูประบบวิจัยเปึนเรื่องสําคัญอย่างยิ่ง เรามองว่าการปฏิรูประบบวิจัยจําเปึนที่จะต้องทําให้ผลงานวิจัยไปเกิดประโยชน์ต่อสังคม ไปเกิดประโยชน์เศรษฐกิจทําให้เกิดควา มมั่งคั่ง ทําให้เกิดกระจายโอกาสได้อย่างทั่วถึง ลดความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจและสังคม ต่อยอดการสร้างคุณค่าและมูลค่าภูมิปัญญา ทรัพยากร เสริมสร้างความเจริญของสิ่งแวดล้อม แล้วก็ให้เกิดประโยชน์จากสิ่งแวดล้อม ทําให้ผลิตภาพทางเกษตรกรรม ทางอุตสาหกรรมมีการเจริญเติบโตที่รวดเร็วทําให้ประเทศ หลุดพ้นจากกับดักรายได้ประเทศปานกลางได้ แล้วทําให้ชุมชนเข้มแข็ง เราเสนอว่า ในการปฏิรูปจําเปึนที่จะต้องวิเคราะห์โครงสร้างหน่วยงานต่าง ๆ อาจจะมีความจําเปึน ต้องปรับยุบและควบรวมหน่วยงานให้เกิดความสัมพันธ์และเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ และทําให้มีการจัดสรรงบประมาณที่สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ เราเสนอว่าการปฏิรูป ต้องปรับการบริหารจัดการของระบบวิจัยและองค์กรทุกระดับ รายละเอียดอยู่ในเอกสาร ที่ได้แจกไปแล้วนะครับ เรามองว่าการลงทุนในการวิจัยและพัฒนาและโครงสร้างพื้นฐาน ของระบบวิจัยจําเปึนที่จะต้องให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศ เรามองว่า เรื่องการผลิตและพัฒนากําลังคน การมีอาชีพนักวิจัยเปึนเรื่องสําคัญ ทุกหน่วยงาน ควรจะต้องมีการวิจัยเพื่อที่จะพัฒนา เพื่อที่จะแก้ปัญหา เพื่อที่จะพัฒนาความคิด พัฒนา
ประสิทธิภาพ ของหน่วยงานด้วยกลไกวิจัย แล้วก็ด้วยกลไกพัฒนากําลังคนของทุกหน่วยงาน และทุกองค์กร เราเห็นว่าจะมีระบบวิจัยที่เข้มแข็งได้เราต้องสร้างสังคม ชุมชน องค์กร ฐานความรู้ มีการสร้างแหล่งเรียนรู้ ศูนย์เรียนรู้ มีการใช้วิจัยเปึนเครื่องมือในการพัฒนาคน ใช้วิจัยเปึนเครื่องมือในการเข้าใจปัญหาและหาแนวทางแก้ปัญหาทําให้เกิดการมีส่วนร่วม ถ้าจะทําอย่างนี้ได้ก็มีความชัดเจนว่าเราจะต้องมีแหล่งทรัพยากรของคนที่มีคุณภาพ เราคิดว่าในเกือบ ๆ ทุกองค์กรจําเปึนที่จะต้องมีความสามารถที่จะแยกแยะข้อเท็จจริง ออกจากความเห็นส่วนตัวได้ เปึนที่สังเกตว่าบ่อยครั้งเราไม่มีข้อเท็จจริงอยู่ในมือ เราไม่มี วิธีการที่จะให้เกิดความแน่ใจว่าอะไรคือข้อเท็จจริง อะไรคือข้อที่สรุปได้บนฐานของ เหตุและผลอย่างเปึนวิทยาศาสตร์ก็คืออย่างบนเหตุและผลคือกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ผมไม่ได้หมายถึงความรู้ทางวิท ยาศาสตร์นะครับ หมายถึงกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ที่ทําให้เราสามารถจะถกเถียงแล้วก็มีข้อสรุปที่ชัดเจนได้แทนที่จะเปึนเรื่องของ การให้ความเห็น แล้วก็บ่อยครั้งก็เปึนเรื่องของการดูแลเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว หรือผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม จะทําอย่างนี้ได้ต้องมีการจัดระบบ เรามองว่าในที่สุด แล้วก็จะต้องมีการดูแลระบบทั้งระบบให้สอดคล้องเชื่อมโยงกัน หน่วยงานนโยบายวิจัย ระดับชาติ หน่วยงานวิจัยระดับสาขาต่าง ๆ
ทั้งสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ รวมทั้งด้านการออกแบบ ต่าง ๆ ต้องมีหน่วยงานสนับสนุนทุนวิจัยที่มีจํานวนมากพอ มีความครอบคลุมอย่างเหมาะสม ซึ่งก็หมายความว่าต้องสอดคล้องกับนโยบายวิจัยระดับชาติ ต้องมีหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบ โครงการวิจัยที่เปึนยุทธศาสตร์ของชาติ แล้วก็เพื่อจะผลักดันให้เกิดการใช้ระบบวิจัย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราเชื่อว่าถ้าทําอย่างนี้จะมีหน่วยงานวิจัยที่จําเปึนที่จะต้องเพิ่มมาอีก จํานวนมาก ไม่ว่าจะเปึนหน่วยงานวิจัยทางด้านสังคมศาสตร์หรือมนุษยศาสตร์ ยกตัวอย่าง ที่ผมยกตัวอย่างหนองหารให้ฟังเมื่อกี้นี้ แล้วที่สําคัญมากสําหรับประเทศไทยซึ่งเปึนประเทศ ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง เราเชื่อว่าจําเปึนอย่างยิ่งที่จะต้องมีสถาบัน ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศขึ้น อันนี้เปึนตัวอย่าง ก็คงจะต้องมีสถาบัน อย่างนี้อีกจํานวนมาก ถ้านั่งคิดวิเคราะห์กันเราก็จะต้องแนะนําว่าควรจะต้องมีอะไรบ้าง แล้วก็ทําเรื่องเหล่านี้ให้เปึนที่ชัดเจนขึ้นมา เมื่อมีระบบทั้งหมดนี้แล้วเราก็จําเปึนที่จะต้อง มีกลไกที่สามารถจะตรวจสอบประเมินผลประสิทธิภาพได้ เราพูดถึงระบบธรรมาภิบาล ของระบบวิจัยของประเทศ เราคงจะต้องไปแก้กฎหมายหลายฉบับเพื่อที่จะให้เราสามารถ จะปรับปรุงทั้งระบบวิจัย ระบบประเมินผล แล้วก็ระบบควบคุมคุณภาพของระบบวิจัย และหน่วยงานวิจัย เพื่อให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพสูงสุด เรามองว่าการนําข้อเสนอ ข้อเท็จจริงต่อผู้บริหารระดับองค์กร และระดับประเทศชาติมีความจําเปึนอย่างยิ่ง ในการตัดสินใจบนฐานความรู้และข้อเท็จจริง และที่สําคัญมากอีกอันหนึ่งก็คือการที่ เราจะต้องจัดระบบให้มีความเชื่อมโยงระหว่างผู้ที่สนใจในการผลิตความรู้ ผู้ที่สนใจที่จะ เอาความรู้ไปใช้ประโยชน์ ซึ่งหมายถึงทั้งภาคสังคม ภาคชุมชน ภาคอุตสาหกรรม และภาคธุรกิจ กับภาคการศึกษา แล้วก็หน่วยงานวิจัยต่าง ๆ ในภาครัฐ ทั้งหมดนี้ก็จะทําให้ องค์กรและชุมชนมีการใช้งานวิจัย การใช้ข้อมูล การใช้ข้อเท็จจริงในการบริหารจัดการ และมีกลไกที่จะนําผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในเชิงสังคมและเชิงพาณิชย์ให้เกิดขึ้นได้ ที่ชัดเจนอีกอันหนึ่งก็คือเราต้องมีระบบฐานข้อมูลงานวิจัยที่ถูกต้อง ทันสมัยและสามารถ บูรณาการเชื่อมโยงเพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งก็จําเปึนที่จะต้องจัดระบบใหม่ของโครงสร้าง พื้นฐานทางงานวิจัย สําคัญที่สุดแน่นอนก็คือแผนพัฒนากําลังคน แผนสร้างอาชีพนักวิจัย ให้เปึนที่ยอมรับ ให้มีนักวิจัยจํานวนมากพอ ปัจจุบันทันทีที่ภาคเอกชนเริ่มสนใจงานวิจัย เราก็จะพบว่าเรามีการขาดแคลนนักวิจัยอย่างสูง จะทําอย่างไรให้เราสามารถจะพัฒนา
นักวิจัยให้เร็วพอ แล้วก็ตอบสนองความต้องการของผู้ที่ต้องกา รใช้งานวิจัย ส่วนต่อไป เปึนเรื่องที่เราชี้ให้เห็นว่าผลลัพธ์และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการปฏิรูปงานวิจัย ซึ่งผมเชื่อว่าก็จะเปึนที่ชัดเจนอยู่แล้วอยู่ในเอกสาร มีการที่ทําให้โครงสร้างพื้นฐานทางวิจัย และโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาของประเทศเข้มแข็งขึ้น สังคมใช้เปึนสังคมฐานความรู้ แล้วก็ทําให้เราคิดพิจารณาอยู่บนเหตุและผล ทําให้คนรุ่นใหม่อาศัยความรู้แล้วก็อาศัย เหตุและผลในการดําเนินชีวิตทําให้ชีวิตความเปึนอยู่ดีขึ้น ผมจะขอข้ามไปพูดถึงตัวอย่าง ของข้อเสนอการปฏิรูปเร่งด่วน ซึ่งผมกล่าวถึงเมื่อกี้นี้นิดหนึ่งว่าในประเทศเรานี่ มีความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพเปึนอันดับ ๒ ของโลก เราจําเปึนที่จะต้องเข้าใจและรู้ถึงความหลากหลายทางชีวภาพ และเข้าใจ ระบบนิเวศ เพื่อที่จะใช้ในการกําหนดนโยบายในการใช้ทรัพยากร กําหนดนโยบาย ในการสนับสนุนระยะยาว เพื่อที่จะดูแลรักษาทรัพยาก รเหล่านี้ แล้วก็สร้างความสมบูรณ์ ให้เกิดขึ้น
ทําสิ่งเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์กับชุมชน ให้ชุมชนสามารถจะสร้างทําเศรษฐกิจจากความรู้ แล้วก็สร้างความรู้ใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัยปัจจุบันซึ่งความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ ชีวภาพมีความเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ข้อมูลที่มีอยู่ในฐานทรัพยากรชีวภาพเปึนข้อมูล ที่สําคัญที่จะทําให้เราสามารถจะใช้ในการพัฒนาประเทศที่จะสามารถทําให้เราเกิดความรู้ใหม่ นําไปสู่นวัตกรรมใหม่ ๆ เพราะฉะนั้นข้อเสนอที่สําคัญ อันหนึ่งที่เราคิดว่าสําคัญมาก ก็ยกเปึนตัวอย่างของการที่จะต้องมีสถาบันวิจัยระดับสูงของประเทศที่ชัด ๆ มาก ๆ ของเราก็คือ การพัฒนาให้มีสถาบันวิจัยและส่งเสริมการใช้ประโยชน์ของความหลากหลายทางชีวภาพ ของประเทศขึ้น ก็จะทําให้เราสามารถที่จะเข้าใจผลกระทบของโลกที่เปลี่ยนไป กับสิ่งแวดล้อมกับทรัพยากรชีวภาพที่เรามีอยู่ ซึ่งจะทําให้เราสามารถที่จะป่ดความเสี่ยง เพราะการสูญเสียทรัพยากรชีวภาพเหล่านี้ได้ อันนั้นเปึนเรื่องของระบบวิจัยของประเทศ ซึ่งจะนําไปสู่การสร้างสังคมฐานความรู้ อีกมิติหนึ่งเปึนเรื่องวาระปฏิรูปที่ ๒๑ คือการปฏิรูป ระบบ วทน. เพื่อเปึนโครงสร้างพื้นฐานทางด้านนวัตกรรมของประเทศที่จะนําประเทศไปสู่ เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม จากการที่เราศึกษาและจากปัญหาที่พูดถึงเมื่อกี้นี้ในแง่ของ วทน. เราพบว่าโครงสร้างการบริหารจัดการระบบ วทน. ของประเทศขาดประสิทธิภาพ ไม่สามารถ เชื่อมโยงครบวงจรตลอดห่วงโซ่ มูลค่าระหว่างภาคการผลิตและภาคการบริการที่ต้องใช้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับผู้ที่จะต้องทําให้บริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือผู้วิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทําให้กลไกการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ มีขีดจํากัดและผลงานวิจัยก็ไม่ถูกต่อยอดไปใช้ประโยชน์ เราพบว่าการจัดสรรงบประมาณ ทางด้านโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไม่เพียงพอและไม่ต่อเนื่องที่จะ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และทําให้ภาคเอกชนมีความพร้อมที่จะลงทุนวิจัยหรือลงทุน ในเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อที่จะทําให้เศรษฐกิจของเราเจริญก้าวหน้าขึ้น เราเห็นว่าระบบจูงใจ ที่จะทําให้ภาคเอกชนลงทุนในวิจัยและพัฒนามีน้อยเกินไปจําเปึนที่จะต้องมีกลไกที่จะทําให้ เกิดการบูรณาการ การใช้ความต้องการของภาคเอกชนที่จะพัฒนาเศรษฐกิจ ที่จะเอา เทคโนโลยีไปใช้เพื่อเพิ่มผลิตภาพเพื่อเพิ่มการผลิต เพิ่มคุณค่าและมูลค่าทําเศรษฐกิจ ของประเทศให้เข้มแข็งขึ้น ได้มีความจําเปึนที่เราจําเปึนที่จะต้องมีแรงจูงใจให้เขาได้เร่ งรัด การพัฒนาเทคโนโลยี และทําให้คุณค่าและมูลค่าของผลผลิตของสิ่งที่เขาทํามีมูลค่าสูงขึ้น ทําให้ประเทศเรามีรายได้ดีขึ้นแล้วก็สามารถจะแข่งขันกับนานาอารยประเทศได้ และที่สําคัญ
ทําอย่างไรให้ผู้ประกอบการขนาดใหญ่และรัฐได้ช่วยกันส่งเสริมให้ผู้ประกอบการขนาดกลาง และขนาดย่อมและวิสาหกิจชุมชน ซึ่งเขาไม่มี โอกาสที่จะลงทุนในการทําวิจัยด้วยตัว ของเขาเองได้มีความสามารถที่จะเพิ่มผลิตภาพให้เติบโตเร็วขึ้น เราพูดเสมอว่าทําอย่างไร ให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมสามารถที่จะมีผลิตภาพสูงขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ย การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งถ้าทําอย่างนี้ได้เราก็ จะลดความเหลื่อมล้ํา ในสังคมได้ แล้วก็จะทําให้ประเทศมีความเข้มแข็งขึ้น ทําอย่างไรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถจะเน้นเรื่องการสร้างสมรรถนะและความสามารถของท้องถิ่น ส่งเสริม ให้ชุมชนได้เข้าถึงบริการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและความรู้เพื่อสร้างขีดความสามารถ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพิ่มผลิตภาพของภาคเกษตรของเกษตรกรรายย่อยและชุมชนอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้เขาเจริญเติบโตแล้วก็สามารถที่จะมีผลิตภาพสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงพอที่จะ ลดความเหลื่อมล้ําที่เกิดขึ้นอยู่ในประเทศ การสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ หมายถึงการผลักดัน ผู้ประกอบการใหม่ด้วย เพราะฉะนั้นต้องมีกลไกขับเคลื่อนการพัฒนาที่จะทําให้เกิด ผู้ประกอบการใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีและทําให้เกิดผลิตภาพของภาคการผลิต เปัาหมายของ การปฏิรูปคือการเปลี่ยนประเทศจากประเทศที่ติดกับอยู่ในประเทศรายได้ปานกลางเข้าสู่ ประเทศที่พัฒนาแล้วทําให้เราอยู่ในที่อาจารย์สุวิ ทย์ใช้คําว่าเฟ่ร์สท เวิลด์ (First World) ก็คือประเทศที่ได้รับการพัฒนาแล้วคือมีรายได้สูงมีความเหลื่อมล้ําลดลง จะทําอย่างนี้ได้ เราต้องเน้นเรื่องการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพราะฉะนั้น เปัาหมายการปฏิรูปก็คือการเพิ่มขีดความสามารถ ประสิทธิภาพ และมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต แก่ภาคการผลิต ภาคบริการ ภาคสังคม ชุมชนและภาคการเกษตร โดยการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีที่เหมาะสม ทําอย่างไรให้ทุกภาคส่วนสามารถใช้ข้อมูล วทน. ประกอบ การตัดสินใจเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และภาวะวิกฤติของโลกที่กําลังเกิดขึ้นได้ เรามองว่าชุมชนและประชาชนจะต้องสามารถ พัฒนาสถานภาพและคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ทําให้เกิดกลไกที่เราจะบริหารจัดการนวัตกรรม ทําให้เกิดการถ่ายทอดความรู้ให้กระจายให้ทั่วถึงให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพราะฉะนั้น กลไกข้อเสนอของการปฏิรูปนี้จึงเปึนเรื่องของการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการ วทน. ให้มีความเปึนเอกภาพในระดับประเทศ และให้จัดสรรงบประมาณตามยุทธศาสตร์ในรูปแบบ ที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ของโปรแกรมหรือที่เราเรียกโปรแกรม เบส บัดเจตติง (Program-based budgeting) และมีการประเมินผลอย่างสม่ําเสมอและจริงจังทําให้ระบบมีประสิทธิภาพ ให้มีการลงทุนด้าน วทน. สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาของประเทศและกระจายการลงทุน ให้กับทุกภาคส่วนและท้องถิ่น เราพูดถึงการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานการบริการ วทน. อย่างทั่วถึงและมีความทันสมัยเพื่อพัฒนาสมรรถนะขีดความสามารถทางการแข่งขัน ของภาคการผลิตและบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอสเอ็มอี (SME) และชุมชน เราจะต้องมี โรงงานต้นแบบโครงสร้างพื้นฐานที่จะทําให้ระบบนวัตกรรมของเราเข้มแข็ง เราจะต้องมี ระบบจูงใจทางการเงินและสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อให้ภาคเอกชนลงทุนในการ ทําวิจัยและพัฒนา เราจะต้องมีการพัฒนาและบริ หารการจัดการด้านกําลังคน
เราพูดถึงการทําสเตม เวิร์ก ฟอร์ซ (STEM work force) และสเตม เอดดูเคชัน (STEM education) การทําสเตม (STEM) เราหมายถึง สเตมนี่ย่อมาจากไซนน์ เทคโนโลยี เอนจิเ นีย ริง แล ะ แมททะเม ติก ส์ (Science Technology Engineering and Mathematics) หมายถึงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ เปึนการประมวลรวมกัน เวลาเรียนหนังสือสมัยใหม่เราก็ต้องให้แน่ใจว่าไม่ได้แยกเรียน วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ทางเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อที่จะกระตุ้นความสนใจ ของนักศึกษา เพื่อที่จะกระตุ้นให้มีผู้เรียนอาชีวศึกษามากขึ้น การพัฒนาการเรียนรู้ด้านสเตม เปึนเรื่องสําคัญ แล้วก็จําเปึนอย่างยิ่งที่เราจะต้องมีเครือข่ายของทุกภาคส่วนมาช่วยกัน ผลักดันการพัฒนาการเรียนการสอนด้านอาชีพที่เกี่ยวข้องกับทางเทคโนโลยีให้มากขึ้น เราพบว่าในประเทศไทยการเรียนการสอนด้านเทคโนโลยีมีสัดส่วนซึ่งต่ํามากเมื่อเทียบกับ ทุก ๆ ประเทศในโลก เรามีคนที่เน้นทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีในระดับอุดมศึกษา เพียงแค่ประมาณ ๓๐-๓๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งประเทศทั้งหลายทั่วโลกจะมีคนที่เรียนด้านนี้ เกือบถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เมื่อขาดจํานวนนี้จํานวนมากแล้วเรามีคนอยู่ในภาครัฐพอสมควร เราก็พูดถึงการที่เราจะให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนเกิดทาเลนต์ โมบิลิตี (Talent Mobility) ให้ผู้ที่มีความสามารถในภาครัฐออกไปช่วยส่งเสริมภาคการผลิต ในภาคเอกชนได้ ที่เปึนเช่นนี้เพราะว่าสมรรถนะความสามารถของประเทศอยู่ที่สมรรถนะ ความสามารถของภาคเอกชน จําเปึนอย่างยิ่งที่ภาครัฐจําเปึนที่จะต้องส่งเสริมให้ภาคเอกชน มีความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งได้
อีกอันหนึ่งที่สําคัญสําหรับการสร้างสมรรถนะความสามารถของผู้ประกอบการก็คือ การมีระบบคุณภาพที่เข้มแข็ง เราเรียกอันนี้ว่าโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ ภาษาอังกฤษเรียกเนชันแนล ควอลลิตี อินฟราสตรักเจอร์ (National quality infrastructure) ซึ่งหมายความว่าแล้วต้องมีระบบมาตรฐาน ระบบวัด ระบบคุณภาพ ที่มีมาตรฐานและทันสมัย ทําให้ผู้ประกอบการมีฐานสําหรับการพัฒนาคุณภาพ เพราะว่า การแข่งขันถ้าเราจะเปลี่ยนจากประเทศรายได้ปานกลางเปึนประเทศที่อยู่ในเฟ่ร์สท เวิลด์ ได้ คุณภาพของการผลิตเปึนเรื่องสําคัญมากและจําเปึน ที่จะต้องมีระบบการวัดการดูแล มาตรฐาน การดูแลคุณภาพ ซึ่งภาครัฐจําเปึนอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ทางคุณภาพไว้ให้เอสเอ็มอีได้ใช้ประโยชน์ ซึ่งก็เปึนเรื่องที่สําคัญอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น จากการที่เราเสนอประเด็นปัญหาเหล่านี้ เราก็เสนอการปฏิรูปเพื่อที่จะแก้ปัญหาสิ่งเหล่านี้ คือการปฏิรูปเชิงโครงสร้างของการบริหารจัดการและระบบงบประมาณด้าน วทน. ของประเทศ ปฏิรูปเรื่องการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมซึ่งก็จะมี การลงทุนเพื่อที่จะให้เกิดความร่วมมือทุกภาคส่วน รัฐ เอกชน และมหาวิทยาลัย และหน่วยงานวิจัย และรัฐ เอกชน ชุมชน เปึนต้น เน้นเรื่องการมีกลไกหรือระบบที่จะเอื้อ ให้เอกชนทําวิจัยมากขึ้น ให้เอกชนร่วมมือกับรัฐทํางานวิจัยมากขึ้น ให้เกิดการลงทุน การผลิตและบริการที่ทําให้เกิดการส่งเสริมการพัฒนาระบบคุณภาพ แล้วก็ระบบการผลิต ที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้น ทําให้เกิดความ สามารถในการแข่งขันมากขึ้น ที่มีแวลู แอดเดด (Value added) สูงขึ้น เราเน้นเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านบริการทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีให้ทั่วถึง ทั่วถึงทั้งกับภาคเอกชน จากสังคมและชุมชน เราเน้นเรื่องการปรับปรุง การพัฒนา และบริหารจัดการ ก็จะเห็นว่าทั้งหมดนี้ เปึนการปรับปรุงโครงสร้างและ การปรับปรุงกิจกรรมพื้นฐานเพื่อที่จะให้เกิดการพัฒนาและการบริหารจัดการประเทศ ให้มีระบบโครงสร้างพื้นฐานทางวิจัย และระบบโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ทางนวัตกรรม เพื่อพาประเทศไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว แล้วก็เพื่อให้ชุมชน และสังคมได้มีโอกาสเข้าถึงบริการทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ทําให้สมรรถนะความสามารถ สูงขึ้น ทําให้ผลิตภาพสูงขึ้น ทําให้เราสามารถจะใช้ทรัพยากรต่อยอดให้มีมูลค่าสูงขึ้น ทําให้แรงงานไทยมีทักษะแล้วก็มีสมรรถนะความสามารถสูงขึ้น ทําให้ผลิตภาพของเราดีขึ้น และมองว่าการปฏิรูป ทั้งหมดนี้ถ้ามองเปึนตัวอย่างเราก็เสนอตัวอย่าง ๒ ด้านนะครับ
ความจริงเรามีตัวอย่างอยู่ในเอกสารมากกว่า ๒ ด้าน แต่ที่ผมจะเรียนเสนอตรงนี้ เปึนตัวอย่าง ๒ ด้าน ด้านหนึ่งคือด้านไบโอเบส อินดัสตรี (Bio-based industry) เรามองว่า ประเทศไทยผลิตน้ําตาลจํานวนมาก ผลิตแปังจํานวนมาก ผลิตยางดิบจํานวนมาก ถ้าเราใช้สิ่งเหล่านี้และสนับสนุนให้เกิดอุตสาหกรรมชีวภาพ คือแปรรูปสิ่งเหล่านี้ ให้เปึนสิ่งที่มีมูลค่าสูงขึ้น มีคุณค่าสูงขึ้น ไม่ว่าจะเปึนวัสดุ ไม่ว่าจะเปึนอาหาร อาหารสัตว์ อาหารคน อาหารคุณภาพ ไม่ว่าจะเปึนยาต่าง ๆ ก็จะทําให้แวลู เชน (Value chain) ที่เกิดขึ้นในประเทศสูงขึ้นจะทําอย่างนี้ได้คงจะต้องใช้ภาคเอกชนเปึนตัวนํา เพราะว่าการผลิต ก็คงจะต้องสามารถที่จะนําไปสู่การทําธุรกิจได้ ก็จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงการขับเคลื่อน เศรษฐกิจจากการที่เราเน้นเรื่องการผลิต แล้วก็ขายวัตถุดิบเปึนการแปรรูปให้เกิดเศรษฐกิจ เชิงนวัตกรรม ยกระดับรายได้ของประเทศแล้วก็ยกระดับผลิตภาพในทุกภาคส่วน
ตั้งแต่ภาคการเกษตร ภาคการผลิตเอสเอ็มอีและบริษัทขนาดใหญ่มาร่วมกันผลักดันประเทศ ไปสู่ไบโอเบส อินดัสตรีซึ่งก็จะมีทุกภาคส่วนมาร่วมกัน แล้วก็จะต้องทําให้เกิดความร่วมมือ ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทั้งวิจัยและพัฒนาการถ่ายทอด เทคโนโลยีจากต่างประเทศเข้ามา การพัฒนาเทคโนโลยีเอง การร่วมมือการพัฒนากําลังคน ในทิศที่จะนําไปสู่การผลิตที่ทําให้แทนที่เราจะขายน้ําตาลหรือขายแปังเปึนการขาย เม็ดพลาสติกหรือเปึนการขายยา แล้วก็อาศัยฐานความเข้มแข็งของเอกชนทําสิ่งเหล่านี้ ให้เกิดขึ้นก็จะทําให้เรามีประเทศซึ่งเปึนเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมได้ ในกลไกเหล่านี้เราได้ สร้างเครือข่ายขึ้นแล้ว แล้วก็เปึนความหวังว่าจะผลักดันเรื่องนี้ต่อไปให้เกิดการผลักดันให้ ไบโอเบส อินดัสตรีเปึนนโยบายเปึนยุทธศาสตร์ของประเทศซึ่งก็จะทําให้เราอาศัย ภาคการเกษตรของเรานําไปสู่ทั้งพลังงานและการผลิตของมูลค่าสูงขายได้ มีการศึกษา ที่ชัดเจนว่าการเกษตร ผลผลิตทางด้านชีวภาพพวกไบโอแมส (Biomass) นี่สามารถ จะทดแทนน้ํามันได้ถึง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ถ้าเผื่อเราสามารถจะลงทุนทางด้านเทคโนโลยี สามารถจะลงทุนแล้วก็มีเปัาหมายที่จะดูแลสิ่งแวดล้อมแล้วก็ลดการผลิตคาร์บอน ผลผลิต ทางด้านชีวภาพสามารถจะทดแทนน้ํามันได้ถึง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ อีกด้านหนึ่งที่ชัดเจนมากก็คือ เรามองว่าเราควรจะมุ่งเน้นเรื่องนวัตกรรมเพื่อสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้นด้วยการส่งเสริม อุตสาหกรรมประเภทยาและชีวะวัตถุเพื่อการส่งออกและความมั่นคงของประเทศ เราพูดอันนี้ว่ามันเปึนอินโนเวชัน (Innovation) เพื่อเฮลต์ แอนด์ เวลเนส (Health and wellness) เราจะทําอันนี้เราต้องการผลักดันให้เกิดการปฏิรูปการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีเพื่อผลิตยาและชีวะวัตถุไม่ใช่เพื่อประชากร ๖๐-๗๐ ล้านคนในประเทศไทย แต่เพื่อตลาดอาเซียนและตลาดพื้นที่ลุ่มแม่น้ําโขงซึ่งก็หมายถึงคนเปึนพันล้านคนไม่ใช่แค่ ๗๐-๘๐ ล้านคน การทําอย่างนี้จําเปึนที่จะต้องมีการปฏิรูปในกลไกต่าง ๆ ที่เมื่อกี้ ผมได้เล่าให้ฟังแล้วอยู่ในเอกสารทั้งในแง่ของปรับเปลี่ยนกฎหมาย ทั้งในแง่ของการทํางาน ร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน และในแง่ของการเปลี่ยนวิธีคิดจากการที่นําไปสู่ การเน้น การสร้างนวัตกรรมเพื่อสุขภาพ และเพื่อชีวิตความเปึนอยู่ที่ดีขึ้นของคนในรีเจิน (Region) นี้ทั้งหมด ถ้าเราทําอย่างนั้นก็สามารถจะสร้างสมรรถนะความสามารถ สร้างงาน ทางเทคโนโลยี สร้างงานที่ต้องการคนที่มีความรู้สูงทําให้รายได้ต่อหัวของคนสูงขึ้น ทําให้เรา สามารถที่จะเปึนเจ้าของความรู้ได้จํานวนมาก สามารถจะต่อยอดลูกหลานของเรา
ที่มีความสามารถได้ไปแสดง ณ วันนี้ก็เก่งขนาดไปได้เหรียญทองเวลาที่แข่งขันทางวิชาการ ระดับเด็ก ๆ แต่ว่าสิ่งที่เราต้องการก็คือเอาเด็กเหล่านี้มาต่อยอดในประเทศทําให้เขาสามารถ ที่จะเข้าไปทํางานในบริษัทที่ทํา วิจัยและพัฒนาแล้วก็ส่งเสริมนวัตกรรมบนฐานของ ความต้องการที่จะให้ประเทศไทยแข่งขันกับประเทศต่าง ๆ ได้ แล้วก็ดูแลตลาดเช่นในกรณีนี้ ตลาดสุขภาพของคนในอาเซียนและในลุ่มน้ําโขงได้ ก็เปึนตัวอย่าง ๒ อันที่อยากจะเรียนไว้ เพื่อที่จะให้เห็นว่าถ้าเราสามารถจะปฏิรูประบบวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมได้นี่ มันเปึนโอกาสสูงมากที่จะทําให้ประเทศของเราก้าวหน้าทันสมัยมีเศรษฐกิจบนฐานนวัตกรรม เพื่อเสริมวาระปฏิรูปที่ ๒๐ ซึ่งถ้าเราบอกว่าถ้าเราสามารถจะปฏิรูประบบวิจัยได้
เราก็มีโอกาสที่จะทําให้ประเทศไทยเปึนสังคมฐานความรู้ ใช้ความรู้ในการตัดสินใจ ในการวางนโยบาย ในการแก้ปัญหาทุกระดับ ข้อเสนอที่สําคัญที่สุดของเราอยู่ใน ๒ สไลด์ ที่ผมกําลังจะพูดก็คือว่าเรามีความเห็นว่าจะแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน ทางปัญญา และโครงสร้างพื้นฐานทางนวัตกรรมได้นี่จําเปึนที่จะต้องมีการแก้ปัญหาโดยมีผู้นํานําไปสู่ การเปลี่ยนแปลงที่จะทําให้ระบบทั้ง ๒ ระบบ ทํางานอย่างมีประสิทธิผล มีประสิทธิภาพ เราพูดถึงภาษาพวกเราบ่อย ๆ ก็เรียกซูเปอร์ บอร์ด (Super board) แต่อันที่จริงก็อาจจะ ไม่จํา เปึนต้องใช้คําว่า ซูเปอร์ บอร์ดนะครับ แต่ว่าจะต้องมีคณะกรรมการปฏิรูป วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติขึ้นเพื่อเปึนผู้นํารับผิดชอบ ในการบริหารจัดการการปฏิรูป พูดภาษาอังกฤษก็คงเรียกว่าอันนี้คือเชน จ์ แมเนจเมนต์ (Change management) นะครับ คือต้องมีลีดเดอร์ชิ ป (Leadership) ในการเชนจ์ แมเนจเมนต์ เปึนผู้นํา ที่จะต้องมีความสามารถแล้วก็ได้รับความเชื่อถือและ ประสบความสําเร็จในการทํางานสําคัญ ๆ นะครับ ที่สําคัญก็คือประเทศชาติต้องเห็นว่า จําเปึนที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ แล้วก็แต่งตั้งผู้นําที่จะนําการเปลี่ยน แปลงอันนี้ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างจริงจัง คณะกรรมการชุดนี้จะต้องมีหน่วยงานประสานงาน การขับเคลื่อนการปฏิรูปซึ่งจําเปึนอย่างยิ่งที่จะต้องมาช่วยกันทําหน้าที่บริหารจัดการ ส่งเสริม สนับสนุน ประสานงานการปฏิรูป ซึ่งควรจะเปึนหน่วยงานที่มีความเปึนอิสระ พอสมควรทีเดียว ความจริงเปึนอิสระมากทีเดียวที่จะสามารถบริหารจัดการที่คล่องตัวไม่ติด ระบบราชการ เพื่อมาบริหารจัดการการปฏิรูป จัดการกับปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ เพื่อการ ปฏิบัติงานให้ดีขึ้น ที่จะต้องดําเนินการให้เกิดการปฏิรูปตามหน้าที่ความรับผิดชอบที่ชัดเจน แล้วก็สามารถที่จะจัดลําดับความสําคัญของสิ่งที่จะต้องปฏิรูปแล้วก็ค่อยทําไปตั้งแต่แผน ๖ เดือน แผน ๑ ป้ แผน ๒ ป้ แผน ๓ ป้ ถึงแผน ๕ ป้ หรือมากกว่านั้น ที่จะต้องกําหนด ยุทธศาสตร์และจัดทําแผนปฏิบัติการกรอบการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ อย่างชัดเจน และต้องสร้างความมั่นใจในเปัาหมายของแต่ละข้อจนประสบความสําเร็จ แล้วก็ต้องสามารถ ที่จะมีการติดตามความก้าวหน้า และประเมินผลการดําเนินงานกัน และให้มีการรายงาน เปึนระยะ ๆ รายงานต่อผู้ที่มีอํานาจที่จะต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงอันนี้ แล้วก็ที่สําคัญ อีกอันหนึ่งก็คือต้องก้าวข้ามระบบราชการ สามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว ดําเนินงาน ด้วยความโปร่งใสและใช้ข้อมูลที่ถูกต้องทันเวลา มีการสื่อสารอย่างรวดเร็ว ต้องทําให้
เปึนที่ทราบและเข้าใจถึงความจําเปึนที่จะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ หน่วยงานนี้พึงจะ มีอํานาจแต่ไม่ควรจะใช้อํานาจเลยนะครับ เพราะว่าต้องการสร้างความไว้วางใจให้เกิดกับ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียว่าเขามาทําอันนี้เพื่อให้หน่วยงานอื่น ๆ ได้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพราะว่า หน่วยงานนี้ก็จะเปึนหน่วยงานที่ต้องผลักดันการเปลี่ยนแปลงอันนี้ เมื่อมี ๒ ยูนิต (Unit) นี้แล้ว สิ่งที่เราเสนอไว้ก็จะได้รับการพิจารณาแล้วก็ไปเรียงลําดับความสําคัญ หากลไก ที่จะเดินให้นําไปสู่เปัาประสงค์และทําให้เกิดผลกระทบกับประเทศตามที่ผมได้เรียนแล้ว ทั้งหมดนี้ก็เปึนเรื่องของการปฏิรูปที่ ๒๐ และปฏิรูปที่ ๒๑ นะครับ ระบบวิจัยแล้วก็ ระบบ วทน. ของประเทศ ข้อเสนออันนี้ได้เขีย นไว้ผมคิดว่าละเอียดและชัดเจนพอสมควร ในวารสารที่นําเสนอไปแล้วนะครับ ผมก็จะขอจบวาระปฏิรูปที่ ๒๐ และวาระปฏิรูปที่ ๒๑ เพียงเท่านี้นะครับ แล้วก็จะขอเรียนเชิญคุณอนนต์เสนอวาระการพัฒนาเรื่องการปฏิรูประบบ ข้อมูลเพื่อการพัฒนาประเทศครับ