สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๕๕ · ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๘

วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ เสนอแนวคิดในการสร้างรายได้ให้กับคนไทยผ่านบริการ โดยเน้นการส่งเสริม ESME (เอสเอ็มอี) ให้กับกลุ่มผู้ด้อยโอกาสและคนพิการ เพื่อให้พวกเขามีโอกาสประกอบอาชีพและสร้างรายได้ได้

นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ผมก็เห็นด้วยกับรายงานทั้งหมดนะครับ แล้วผมก็ทราบดีครับว่าเอสเอ็มอี ถ้าจะสร้างรายได้ให้กับคนไทยที่มีรายได้ดีมันก็ต้องเน้นเรื่องบริการ

บริการผมว่าเราก็ไม่ควรจะลืมเรื่องแพทย์แผนไทยอย่างที่ท่าน ก่อน ๆ ได้เสนอว่าควรมี ตัวแทนแพทย์แผนไทยไปด้วย ท่านประธานไม่ทราบว่าท่านประธานได้ใช้บริการ ผ่อนคลายไหมครับ นั่งทํางานนาน ๆ มีบริการนวด ยืดตัว ยืดอะไรนี่ผมก็ยังไม่ได้ไปใช้บริการ ยังอยากจะไปใช้อยู่ที่ห้องรับรอง ส.ส. อันนี้เปึนตัวอย่างที่อยากจะมาโชว์ให้ สปช. สนช. ได้ดูว่าถ้าเราคิดที่จะสร้างเอสเอ็มอีเปึนบริการแล้วมีค่าตอบแทนพอสมควรนี่แพทย์แผนไทย อันนี้จะบริการนวดแล้วก็ยืดเหยียดตัวเราใน ๒๐ นาทีแล้วเราจะรู้สึกว่าโล่ง ผมก็ยังไม่ได้ไปลอง แต่หลายท่านไปลองมาแล้วบอกว่าดีมาก อันนี้ไปฝ๊ก ผมก็จําชื่อคุณหมอไม่ได้ ก็ไปฝ๊ก นักโทษหญิงเพระว่าท่านต้องการอยากจะให้นักโทษออกมาทํางาน ไม่ใช่ว่าออกมาแล้วก็ไม่มี งานทําแล้วก็กลับเข้าไปใหม่ แล้วก็มีค่าตอบแทนที่ใช้ได้ ๒๐ นาที ค่าตอบแทน ๑๒๐ บาท แล้วคุณหมอเล่าให้ฟังว่าหลายบริษัทใหญ่ ๆ ยินดีที่จะให้ไปบริการกับเจ้าหน้าที่ของบริษัท เพราะมัน ๒๐ นาที แล้วช่วยคลายเครียด คลายเส้น กลับไปทํางานอย่างมีคุณภาพมันคุ้ม บอกไม่มีคนมากพอ ผมก็เลยขอให้ท่านช่วยเรื่องคนพิการ เพราะฉะนั้นผมก็จึงฝาก คณะกรรมาธิการด้วยว่าเรื่องเอสเอ็มอีนี่ช่วยนึกถึงกลุ่มคนพิการผู้ด้อยโอกาสอื่น ๆ ด้วยว่า เราจะไปช่วยสร้างให้กับกลุ่มเหล่านี้ได้อย่างไร มิฉะนั้นแล้วคนพิการก็จะอยู่ในสุภาษิต ที่พูดที่สหประชาชาติว่าคนพิการก็เปึนกลุ่มคนที่จนที่สุดในกลุ่มบรรดาคนจนทั้งหลาย แต่เราต้องการให้เขาลุกขึ้นมาช่วยตัวเอง ทีนี้เขาจะลุกขึ้นมาช่วยตัวเองได้นี่แหละครับ เอสเอ็มอีก็ คือเข้าไปเสริม อย่างที่ผมจะขอคุณหมอเข้ามาช่วยก็คือมาเสริมให้กับ หมอนวดตาบอดที่เราเรียนนวดแผนไทยมานี่แล้วก็ได้เสริมแล้วก็ให้ทําได้ แล้วก็พยายาม เรียกร้องว่าอย่าพยายามห้ามการประกอบอาชีพของคนพิการ อย่างในต่างประเทศ ท่านประธาน คนตาบอดฝังเข็มสบายมากไม่ว่าประเทศจีน ประเทศญี่ปุ์น ประเทศไต้หวัน ประเทศเกาหลีแต่ประเทศไทยห้าม ซึ่งอย่างนี้มันไม่ถูกหลัก การที่จะปลดปล่อยความสามารถ ของแต่ละคนออกมาแล้วก็บอกห้ามปลดปล่อย กดเอาไว้ ผมว่าอันนี้มันก็ไม่ถูกหลัก เราก็พยายามเรียกร้องว่าต้องเป่ดโอกาสให้เราทําได้ อันนี้ผมยกตัวอย่างในส่วนที่เกี่ยวกับ คนพิการว่าเอสเอ็มอีต้องเน้นในการที่จะดึงกลุ่มคนที่เปึนภาระของสังคมให้เขากลับมาเปึนพลัง แล้วก็มีค่าตอบแทน อย่างที่คุณหมอพยายามทําว่าไปช่วยกลุ่มผู้ที่ถูกคุมขังแล้วผมก็ดีใจว่า ท่านก็บอกว่าท่านยินดีที่จะช่วยกลุ่มคนพิการเหมือนกัน หมายถึงว่ายินดีที่จะอบรมให้คนพิการ มีความรู้ ผมก็อยากให้คณะกรรมาธิการได้คํานึงเรื่องนี้ด้วยอาจจะใส่หมายเหตุ ใหญ่ ๆ ว่า

เอสเอ็มอีควรจะเน้นให้การส่งเสริมเปึนพิเศษกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ผู้ที่เขาเสียเปรียบในสังคม แล้วก็กลุ่มคนพิการ อันนี้ก็เปึนส่วนหนึ่งที่ผมอยากจะฝากเอาไว้ แล้วผมว่าเอสเอ็มอีของเรา ต้องมาเน้นเรื่องบริการให้มาก เพราะว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยเราจะก้าวไปเปึน ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างไร ๆ ค่าแรงมันต้องได้วันหนึ่งสัก ๘๐๐ บาทท่านประธาน ทีนี้ จะให้ได้ค่าแรงวันละ ๘๐๐ บาทมันต้องเน้นบริการ แล้วคุณหมอก็บอกที่บริการ ๒๐ นาที ๑๒๐ บาทวันหนึ่งมีรายได้ ๑,๐๐๐ บาท ได้อยู่แล้ว

แต่ผมก็คํานวณเปึนไปได้เพราะ ๑,๐๐๐ บาทนี้ก็ ๑,๒๐๐ บาท ก็ใช้เวลาแค่ ๔ ชั่วโมง แค่นั้นเอง ๑๒ คน คนละ ๒๐ นาที ก็ออกมาแค่ ๔ ชั่วโมง ผมว่าถ้าเอสเอ็มอีเน้นเรื่องเหล่านี้ มันจะช่วยได้มาก แต่บางทีพวกเราหมายถึงกลุ่มผู้ด้อยโอกาสเราไม่มีคนมาช่วยเราคิด แล้วก็ มาเติมของดีๆ ให้เรา พวกเราอยากจะพัฒนานวดตามบ้านตามช่องแบบนี้ แล้วเราก็อยากจะ พัฒนาเปึนสปาบ้างแบบนี้ เราก็พยายามควานหาความรู้ว่าใครจะมาช่วยเรา ฝ๊กเรา ให้เราทําสปาเปึนบ้าง เพราะว่าถ้าเราทําสปาเปึนมันก็อัพเกรด (Upgrade) ให้เรา ได้ค่าตอบแทนที่ดีขึ้น หรือให้เราเปึนคลินิกได้ เพื่อเราจะได้ให้บริการนวดกับคนทั่วไป แล้วคนทั่วไปก็ไปเบิกค่ารักษาพยาบาลจาก สปสช. ได้ ผมว่าถ้ากรรมการที่ตั้งขึ้นนี่ ช่วยคิดต่อยอดเรื่องเหล่านี้ แล้วผมว่าเราเน้นบริการมาก ๆ ซึ่งมันจะมีค่าตอบแทนที่ดี แล้วเราก็ไม่ต้องมานั่งถกเถียงกันค่าแรงขั้นต่ํา อันนี้ผมว่าจะเปึนประโยชน์อย่างมากครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน