สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๕๕ · ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๘

อัญชลี ชวนิชย์ หารือเรื่องการสร้างสังคมผู้ประกอบการ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างกระดูกสันหลังของประเทศด้วยการปฏิรูปใน 5 ด้าน เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้เติบโตอย่างมั่นคง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างจิตวิญญาณในการประกอบธุรกิจ การสนับสนุนผู้ประกอบการในแต่ละสเตจของการเติบโตของธุรกิจ การสนับสนุนสตาร์ทอัพ และการปฏิรูปภาคเกษตร เพื่อแก้ปัญหาเรื่องความยากจนของภาคเกษตร นอกจากนี้ยังเสนอให้แบ่งออกเป็น 3 ระดับ โดยมีสสว. เป็นองค์กรที่เป็นเซนเตอร์ (Center) และเป็นตัวแพลนเนอร์ (Planner) เพื่อบูรณาการเรื่องงบประมาณและแจกจ่ายไปยังกระทรวงต่างๆ และเสนอให้สถาบันเฉพาะทางภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรมมาปฏิรูปและปรับเปลี่ยนให้เป็นผู้ที่เป็นโคชชิง (Coaching) และเป็นโทเทิล โซลูชัน (Total solution)

นางอัญชลี ชวนิชย์ กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่าน ดิฉัน นางอัญชลี ชวนิชย์ สมาชิกสภาปฏิรูป แห่งชาติ ในครั้งนี้ก็คงขอนําเสนอรายงานของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ การท่องเที่ยวและบริการ ในวาระปฏิรูปที่ ๑๕ เรื่อง การสร้างสังคม ผู้ประกอบการ (รอบ ๒) แล้วก็จะรวมไปถึงเราจะมีการนําเสนอร่างพระราชบัญญัติส่งเสริม วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ประกอบด้วยในครั้งนี้ รายละเอียด เอกสารที่ได้แจกท่านไปเยอะแยะแล้วนะคะ พร้อมมีเอกสารเพิ่มเติมวันนี้เปึนสรุป เพาเวอร์พอยต์ พรีเซนเทชัน (PowerPoint presentation) ดิฉันก็อยากจะเรียนว่าครั้งนี้ เปึนครั้งที่ ๒ ในครั้งที่ ๑ ก็ได้มีการนําเสนอรายละเอียดไปค่อนข้างเยอะนะคะ แล้วก็ ประกอบกับท่านประธานก็ได้กรุณาสรุปไปแล้ว เรื่องปัญหาสาระสําคัญอะไรต่าง ๆ ทําไม เราจึงต้องสร้างสังคมผู้ประกอบการโดยเฉพาะเน้นในเรื่องของกลุ่มเอสเอ็มอี อย่างไรก็ตาม ดิฉันเองอยากจะขอสรุปอีกนิดหนึ่งสั้น ๆ สัก ๒ แผ่น ๓ แผ่นเท่านั้นว่าเมื่อเรามองถึงคําว่า สังคมผู้ประกอบการ เรามองอย่างไร ขอสไลด์ประกอบเลยนะคะ ในสังคมผู้ประกอบการ ของเรา เรามองอย่างน้อยที่สุด ๔ มิติด้วยกัน คือจะต้องมองเห็นตรงนี้ชัดเจนแล้วเราจึงจะ ไปมองในเรื่องของการปฏิรูปและมาตรการที่จะส่งเสริมสนับสนุนเขาให้ เกิด เติบโต ได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน ประเด็นแรกคือว่าผู้ประกอบการ เราจะดูโดยเซกเตอร์ (Sector) คือรายสาขา เราก็จะมองให้ชัดว่าเปึนภาคเกษตร อุตสาหกรรม ค้าบริการ อันนี้ก็เปึน เรียล เซกเตอร์ (Real sector) ในตัวที่ ๒ ที่เราต้องมองคือมิติของไซส์ (Size) คือในเรื่อง ของขนาด วันนี้ผู้ประกอบการมีตั้งแต่เอส เอ็มแอล (SML) เอ็มเอ็นซี (MNC) ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ แล้วก็บริษัทข้ามชาติ แม้กระทั่งขนาดเล็กวันนี้เราก็ยังพูดบอกว่า อาจจะมีขนาดจิ๋วขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้นอันนี้ถ้าเราไอเดนติฟาย (Identify) ได้ชัดเจน ในการที่จะ ส่งเสริมสนับสนุนให้เขาเติบโตก็จะเปึนไปได้โดยถูกต้อง มิติที่ ๓ ที่เราต้องมองคือว่า มิติในเรื่องของบรรดาผู้ประกอบการเหล่านี้เราเรียกว่า บิซิเนส ไลฟี ไซเคิล (Business life cycle) หรือว่าสเตจ (Stage) ของการเติบโตทางธุรกิจจะต้องเริ่มเข้ามาเปึนวงจรธุรกิจที่เรา เรียกว่าสตาร์ตอัพ (Startup) แล้วก็เติบโตขึ้น แน่นอนเติบโตอย่างเปึนลําดับ แล้วท้ายที่สุด ก็หวังว่าเขาจะไปจนถึงกระทั่งยั่งยืน เพราะธุรกิจถ้ามันไม่ได้มีการพัฒนาเข้าไปก็จะดาวน์ (Down) ลงนะคะ เพราะฉะนั้นเรื่องที่ ๓ เรื่องของสเตจของบิซิเนส ไลฟี ไซเคิลนี่ก็สําคัญ

มิติที่ ๔ คือต้องมองด้วยว่าผู้ประกอบการเหล่านั้นทําธุรกิจประกอบกิจการอยู่ในพื้นที่ไหน เพราะฉะนั้นดิฉันมองว่า ๔ ตัวหลักเปึนเรื่องสําคัญ เวลาเรามองว่าเราจะสร้างผู้ประกอบการ เราจะส่งเสริมวิสาหกิจให้เข้มแข็งแล้วก็แข่งขันได้จากท้องถิ่นเข้าไปอยู่สากล อันนี้ ประเด็นที่ ๑ ประเด็นที่ ๒ ที่อยากจะเน้นย้ําอีกทีก็คือว่าผู้ประกอบนั้นซึ่งก็จะเปึนผู้ประกอบ วิสาหกิจทั้ง ๔ สถานภาพนั้น ปัจจุบันเราคือประเทศไทยมีกฎหมายในการส่งเสริมสนับสนุน วิสาหกิจเหล่านี้มาตามลําดับเลย นะคะ เราจะเห็นว่าถ้าจะเปึนวิสาหกิจขนาดใหญ่ ขึ้นมาหน่อยหรือบรรษัทข้ามชาติในระดับนั้น เราก็จะมีกฎหมายว่าด้วยส่งเสริมการลงทุนคือ บีโอไอ (BOI) ที่เรารู้จักกัน เปึนองค์กรแล้วก็มีกฎหมายรองรับเพื่อจะให้การส่ งเสริม สนับสนุนเขา แล้วก็เรื่องเอสเอ็มอีก็เปึนเรื่องที่ประเทศไทยเองก็ได้ให้ความสําคัญ ให้การส่งเสริมมาตามลําดับ มี พ.ร.บ. ๒๕๔๓ ซึ่งมาพูดชัดเจนว่าจะส่งเสริมเอสเอ็มอี ในประเทศไทยอย่างไร มีองค์กรด้วย ต่อมาเราก็จะเริ่มเห็นเรื่องของวิสาหกิจชุมชนก็จะ มีกฎหมายว่าด้วยส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ป้ ๒๕๔๘ หรือถ้าเราจะมอง สิ่งหนึ่งที่เราจะต้อง มองเห็นให้ได้ก็คือสหกรณ์ก็ถือเปึนวิสาหกิจที่จะต้องอยู่ในเกณฑ์ที่จะต้องได้รับการส่งเสริม สนับสนุนให้เติบโตอย่างยั่งยืนแล้วก็แข็งแรงได้ ก็มี พ.ร.บ. สหกรณ์ ซึ่งสหกรณ์เปึนกฎหมาย เปึนร้อยป้มาแล้ว แต่ประเทศไทยเราก็มีปรับปรุงแก้ไขล่าสุดก็ป้ ๒๕๔๒ อีกกลุ่มหนึ่งก็คือ เรื่องของกลุ่มเกษตรกร กลุ่มเกษตรกรนี่ก็จะเปึนเรื่องใหม่ ก็สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาล ให้ความสําคัญซึ่งก็จะเปึนเอสเอ็มอีในระดับหนึ่ง หรือแม้ที่บางทีเรารู้จักกันเรื่องโอทอป (OTOP) เพราะฉะนั้นดิฉั นอยากจะให้มองว่าวันนี้มาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการ ซึ่งเปึนวิสาหกิจระดับต่าง ๆ

มีกฎหมาย มีองค์กร มีอะไรต่าง ๆ ที่ดูแลมาแล้ว ส่วนรายละเอียดในความสําคัญว่าแล้วทําไม ผู้ประกอบการในทุกไซส์ ทุกขนาด ทุกเซกเตอร์ต่าง ๆ เหล่านี้ วันนี้ทุกประเทศไม่ใช่เฉพาะ ประเทศไทยให้ความสําคัญกับเอสเอ็มอีเพราะเมื่อสตาร์ทอัพมันก็ต้องเล็กมาก่อนถึงจะเติบโต ไปใหญ่ได้ ซึ่งทุกประเทศเปอร์เซ็นต์ของเอสเอ็มอีก็จะเยอะมาก ๙๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป อันนี้เปึนธรรมดา ของประเทศไทยก็เปึนเช่นนั้น เพราะฉะนั้นเวลาเราพูดเราจึงมักจะพูดว่า เราต้องสร้างเอสเอ็มอีซึ่งต้องถือเปึนกระดูกสันหลังของประเทศชิ้นหนึ่งเลยจะต้องให้เข้มแข็ง แข็งแรงได้ เพราะฉะนั้นเรื่องจุดอ่อนอะไรต่าง ๆ ท่านประธานพูดไปแล้ว แล้วในการนําเสนอ ครั้งที่ ๑ เราก็ได้นําเสนอไปแล้ว ฉะนั้นดิฉันอยากจะโฟกัส (Focus) วันนี้ลงไปว่าแล้วอย่างไร เราจะปฏิรูปอย่างไรเพื่อจะทําให้การสร้างสังคมผู้ประกอบการของเราสามารถเปึนสังคม ผู้ประกอบการที่เข้มแข็งแล้วก็แข่งขันได้จากท้องถิ่ นสู่สากลหรือเข้าไปในระดับสากลได้ ในแนวคิดทั้งหมดเราสรุปมาว่าในการปฏิรูปต้องมีการปฏิรูปใน ๑ ฐานแล้วก็ ๔ เสา ทั้งหมดเปึน ๕ ด้าน ถ้าตามสตรั กเจอร์ (Structure) เราก็จะมองว่าตัวฐานล่าง เหมือนการสร้างบ้านเราต้องมีฐานที่โซ ลิด (Solid) ที่เข้มแข็งเราก็เปรียบเสมือนกับว่าวันนี้ เราจะต้องปฏิรูปเรื่องของการจะกําหนดยุทธศาสตร์ชาติโพซิชันนิง (Positioning) ของประเทศไทยเราให้ชัดเจนว่าเราจะมีทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจในเรียล เซกเตอร์ เช่นไม่ว่าจะเปึนเกษตร อุตสาหกรรม ค้าบริการต่าง ๆ ไปในทิศทางอย่างไร สปช. เราพูดกันเยอะเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ เรื่องในระยะยาวโพซิชันนิงของประเทศไทยเราจะไป อย่างไร อุตสาหกรรมเราจะไปตรงไหน เกษตรเราจะไปเอาตัวไหนเปึนแชมเป้ยน (Champion) ต่าง ๆ นี่แหละค่ะคือสิ่งซึ่งจะต้องมีความชัดเจน ชัดเจนในระดับที่เปึนสแทรทิจิก ไดเรกชัน (Strategic direction) แล้วก็โฟกัส แล้วก็ต้องจัดลําดับด้วยเพื่อจะเปึนตัวขับเคลื่อนเปึน นิว โกรท เอนจิน (New growth engine) ของประเทศไทย ซึ่งอันนี้ก็เชื่อว่าขณะนี้ไม่ว่าจะ รัฐบาลหรือ สปช. เองก็กําลังทําเรื่องนี้อยู่ เรื่องนี้เปึนเรื่องสําคัญเพราะว่าเมื่อเราได้ ยุทธศาสตร์ตัวนี้ที่ชัดเจนแล้วเราจะเห็นเพลเยอร์ (Player) เราจะเห็นว่าใครจะเปึน คนขับเคลื่อนในภาคของผู้ประกอบการ ในภาคของวิสาหกิจแล้วก็ในทุกขนาดที่พูด เอสเอ็มแอล เอ็มเอ็นซีต่าง ๆ เพราะฉะนั้นตัวฐานเปึนตัวสําคัญมาก เมื่อเราได้ฐานแล้ว ทําอย่างไรเราจะให้ผู้ประกอบการของเราในทุกมิติที่พูดทั้ง ๔ มิติตั้งแต่ต้นเขาจะเปึน ส่วนที่จะแข็งแรงไปได้ เพราะฉะนั้นในกรอบแนวคิดเราก็ ๔ เสา อันแรกคือว่าผู้ประกอบการ

ก็คือคน เพราะฉะนั้นวันนี้ที่เรารู้จุดอ่อนของคนไทยก็คือว่าไม่ค่อยจะเปึนจิตวิญญาณของ การประกอบธุรกิจเท่าไร เพราะฉะนั้นเรื่องของเสาที่ ๑ ก็เปึนเรื่องต้องสร้างคน เราจะต้อง เขาเรียกว่าปลุกจิตสํานึก จิตวิญญาณให้เปึนผู้ประกอบการให้ได้ แล้วก็ตลอดชีวิตของ ไลฟี ไซเคิล (Life cycle) เขาก็ต้องมีพัฒนามีทักษะ มีความสามารถในการที่ประกอบการ ได้ตลอดไป ฉะนั้นเรื่องแรกเปึนเรื่องของคน สร้างคน สร้างผู้ประกอบการให้มีที่เรียกว่าเปึน โนเลจ เอนทรีพรีเนอเรล สป่ริต (Knowledge Entrepreneur spirit) ให้ได้ต้องเปึน นอลเลจด้วย มีสป่ริต (Spirit) แล้วยังต้องคํานึงถึงในเรื่องของมีความรู้ความสามารถ ที่เหมาะสมอันนั้นด้วย นี่คือเสาที่ ๑ เรื่องคน เมื่อคนเปึนผู้ประกอบการแล้วก็จะเริ่มจาก แน่นอนสตาร์ตอัพเล็ก ๆ แล้วก็ค่อย ๆ ขยาย ๆ ขึ้นก็จะไปเสาที่ ๒ คือว่ามาตรการแล้วก็ กระบวนการในการจะส่งเสริมเขาวันนี้เราอย่างที่บอกว่ายาเม็ดเดียวไม่ได้ใช้รักษา ได้ทุกโรค เพราะฉะนั้นการสร้างผู้ประกอบการสร้างเอสเอ็มอีจนให้เขาโตมันเหมือนกับเรากําลังเลี้ยงดู คนตั้งแต่เกิดจนกระทั่งเขาเติบโตเปึนผู้ใหญ่ทํางานอะไรต่าง ๆ ได้ ในแต่ละสเตจต้องการ การสนับสนุนจากภาครัฐไม่เหมือนกันเรามักจะได้ยินว่าช่วยเหลือเอสเอ็มอีช่วยเหลือสตาร์ตอัพ โอเค (OK) การเข้าถึงแหล่งทุนการจะต้องให้เขามีทักษะมีการบริหารจัดการเขาจะต้องมี ในเชิงของเทคโนโลยี ต้องช่วยเขาทางตลาดต่าง ๆ อันนี้ก็เปึนเรื่องจริงทั้งหมด แต่ว่าสิ่งที่ จะต้องจริงไปกว่านั้นก็คือว่ามันจะต้องเหมาะสมกับสเตจของเขา เช่นเราจะเห็นว่าสมมุติ มาตรการช่วยเหลือทางด้านภาษี ยกเว้นภาษีต่าง ๆ

รายได้นี่มัน จะไม่จําเปึนเลยสําหรับพวกของสตาร์ ตอัพ หรือพวกของเอสเอ็มอีนะคะ แต่ถ้าเปึนขนาดใหญ่ เปึนบรรษัทข้ามชาติเรื่องของภาษีอาจจะเปึนเรื่องจําเ ปึน แต่ในเรื่อง ของตัวสตาร์ตอัพ หรือธุรกิจซึ่งเปึนอินโนเวชัน (Innovation) นี่ สิ่งที่เขาต้องการในระยะ ที่จะเริ่มต้นเขาต้องการแม้กระทั่งเรื่องอาจจะต้องเปึนเงินแกรน ต์ (Grant) ให้เสียด้วยซ้ํา ซึ่งรัฐต้องให้นะคะ ซึ่งก็เปึนสิ่งที่ในทุกประเทศที่ประสบความสําเร็จในการสร้างเอสเอ็มอี ก็ทํามานะคะ ฉะนั้นประเด็นในเรื่องเสาที่ ๒ คือมาตรการแล้วก็ในการที่จะส่งเสริมให้เขา สตาร์ตอัพ เติบโตได้อย่างยั่งยืนก็คือจะต้องเทเลอร์เมด (Tailor-made) นะคะ จะต้อง เหมาะสมกับความต้องการของเขา เช่นว่าเราจะพูดเรื่องของอินโนเวชัน อินดัสทรี (Innovation industry) เขาอาจจะต้องการพื้นที่ที่เปึนเราเรียกว่าซายน์ พาร์ก (Science park) หรือถ้าเรามองในเรื่องของวิสาหกิจซึ่งเปึนภาคเกษตรนี่ก็อาจจะเปึนเรื่องของน้ํา เรื่องอะไรต่าง ๆ สิ่งหนึ่งที่ดิฉันไม่ได้พูดแต่ต้นก็คือว่าวันนี้จากการศึกษาวิเคราะห์ของเรา ทั้งหมดเราพบว่าภาคเกษตรจะต้องเปึนภาคที่จะต้องได้ปฏิรูปในความคิดเลยนะคะว่า เกษตรกร เกษตรกรรม การแปรรูปเกษตรนี่จะต้องทําและพัฒนาให้เขาเปึนผู้ประกอบการ ให้เขาสามารถเติบโตทําในเชิงแบบธุรกิจได้ เปึนวิสาหกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง แล้วก็ ขนาดใหญ่ขึ้นไปได้ ฉะนั้นเซกเตอร์เกษตร เกษตรกร แปรรูปเกษตรหรือเกษตรอุตสาหกรรม ก็ตามแต่เปึนเซกเตอร์หนึ่งซึ่งจะเปึนตัวปฏิรูปใหญ่นะคะ ถ้าเราสามารถปฏิรูปเกษตรกรหรือ ภาคเกษตรให้เหมือนเช่นเดียวกับได้มีการปฏิรูปหรือพัฒนาหรือส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมนี่ ประเทศไทยก็จะสามารถแก้ปัญหาในเรื่องของความยากจนของภาคเกษตรได้นะคะ ดิฉันเอง ก็อยากจะเน้นว่าในเซกเตอร์เกษตรจึงเปึนเรื่องหนึ่งที่ในช่วงนี้เราให้ความสําคัญเปึนอย่างยิ่ง เสาที่ ๓ ก็จะเปึนเรื่องของเมื่อในการขับเคลื่อนในการส่งเสริมสนับสนุนนี่ อย่างไรก็ตาม รัฐก็จะต้องมีองค์กรหรือมีกลไกในการที่จะต้องช่วยขับเคลื่อนสนับสนุน ปัจจุบันเราก็จะมอง ถ้ารายเซกเตอร์นี่เกษตรก็จะมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ช่วยส่งเสริมสนับสนุนใช่ไหมคะ ภาคอุตสาหกรรมก็จะมีกระทรวงอุตสาหกรรม ภาคค้าบริการก็จะมีกระทรวงพาณิชย์ แล้วก็ ในภาคของนวัตกรรม อุตสาหกรรมฐานนวัตกรรม ตอนนี้กระทรวงวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีเองก็เข้ามามีบทบาทเยอะนะคะ เพราะจะต้องมีส่วนของอาร์แอนด์ดี (R&D) อะไรต่าง ๆ เข้ามา เพราะฉะนั้นเสาที่ ๓ คือเรื่องกลไกภาครัฐในการขับเคลื่อน เปึนเรื่องสําคัญ แต่สิ่งที่พบวันนี้ก็คือว่าอย่างที่บอกว่าถ้าตัวฐานตัวสแทรทิจี (Strategy)

ของประเทศยังไม่ชัดเจนในการที่บูรณาการต่าง ๆ ของแม้แต่ในรายกระทรวงเองก็อาจจะ ยังไม่ได้โฟกัสชัดเจนที่จะเปึนตัวขับเคลื่อนส่งเสริมสนับสนุนตัวผู้ประกอบการไปในทิศทาง เดียวกันและสู่เปัาหมายเดียวกัน เพราะฉะนั้นเสาที่ ๓ เปึนเรื่องปฏิรูปองค์กรและกลไก ภาครัฐนี่ก็ได้มีแนวคิดว่าเราจะต้อง อันที่ ๑ จะต้องแยกให้มีองค์กรกลไกที่จะดูแลในเรื่องของ สแทรทิจีเปึนภาพรวมนะคะ โดยเฉพาะเน้นสําหรับเรื่องของเอสเอ็มอี ซึ่งปัจจุบันเราก็มี สสว. นี่นะคะ สํานักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมตั้งมานานแล้วก็ ทําหน้าที่นี้อยู่ แต่วันนี้ก็โดยภารกิจหน้าที่ก็ยังไม่สามารถที่จะผลักดันอะไรต่าง ๆ ไปได้ ตามวัตถุประสงค์นะคะ เพราะฉะนั้นเรื่องขององค์กรกลไกเราก็จะแบ่งเปึน ๓ ระดับด้วยกัน อาจจะมองให้ สสว. จะเปึนองค์กรที่จะเปึนตัวเปึนเซนเตอร์ (Center) เปึนตัวสแทรทิจี เปึนตัวแพลนเนอร์ (Planner) บูรณาการเรื่องงบประมาณเพื่อจะแจกจ่ายไปให้ยังในระดับ กระทรวงนะคะ เรียกว่าถ้าท่านเปึนผู้ประกอบการที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรม ท่านนึกอยากจะ ขอรับการส่งเสริม ได้รับการช่วยก็ไปที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้ กระทรวงอุตสาหกรรมเอง ก็มีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมอยู่ด้วย วันนี้ก็คงต้องทําหน้าที่เปึนวัน สตอป เซอร์วิส (One Stop Service) ให้คําแนะนําในเบื้องต้นได้นะคะ แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่เราเสนอต่อไปคือว่า ในเลเวล (Level) ต่อไปถ้าเปึนความต้องการในเรื่องเฉพาะทางแล้วจากกระทรวงอุตสาหกรรมแล้ว ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรมก็จะมีสถาบันเฉพาะทางอยู่เปึนจํานวนมาก สถาบันยานยนต์ สถาบันอาหาร สถาบันเครื่องใช้ไฟฟัาต่าง ๆ ทั้งหมดซึ่งวันนี้ก็จะต้องมาปฏิรูปปรับเปลี่ยน ตัวเองนะคะ ให้มาเปึนผู้ที่จะเปึนโคชชิง (Coaching) เปึนโทเทิล โซลูชัน (Total solution)

ให้กับผู้ประกอบการที่ประสงค์จะได้ไปขอรับการช่วยเหลือสนับสนุนต่าง ๆ เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะปฏิรูปในเรื่องขององค์กรกลไกของรัฐ คือว่าจะต้องปรับให้ชัดเจนระหว่างโพลิซี (Policy) เปึนเลเวลแรกแล้วก็อันที่ ๒ คือเปึนฟาซิลิเตเตอร์ (Facilitator) คือในระดับของกระทรวง ระบบราชการ แล้วระดับ ๓ ก็จะเปึนเรื่องของเปึนโอเปอเรเตอร์ (Operator) เปึนตัวที่ ผลักดันจริง ๆ อันนี้ก็ยกตัวอย่างของกระทรวงอุตสาหกรรม แต่ของกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเองก็ทําอยู่เช่นกัน จะมีหน่วยซึ่งโคชชิงซึ่งตั้งเปึนลักษณะขององค์กรต่าง ๆ และโดยเฉพาะองค์กรการขับเคลื่อนวันนี้ก็จะต้องมุ่งเน้นร่วมกับภาคเอกชน ภาคเอกชน ไม่ว่าจะเปึนภาคเอกชนที่ประกอบธุรกิจตรงนี้เอง หรือเปึนสภา เช่นสภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้าต่าง ๆ คิดว่าเสาที่ ๓ ของเราคือองค์กรกลไกการขับเคลื่อน เสาที่ ๔ ก็คือ อย่างที่บอกว่าเปึนเรื่องของว่าการทําธุรกิจ ประกอบธุรกิจ ต้องการความคล่องตัว ในการทําธุรกิจ เพราะฉะนั้นวันนี้ในเสาที่ ๔ จะเปึนเรื่องของกลไกทางด้านของกฎหมาย มีกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งอาจจะยังเปึนปัญหา อุปสรรค อันนี้ก็ต้องไปปรับปรุงแก้ไข ยกตัวอย่างเช่น ทําประกอบธุรกิจในเรื่องของอาหารจะพบว่าไม่ว่าจะเปึนเอสเอ็มแอล เอ็มเอ็นซีต่าง ๆ กฎหมายที่เกี่ยวกับสาธารณสุข อาหารและยายังคงเปึนปัญหา เปึนอุปสรรค อันนี้ก็ต้องถูก เอามาปรับปรุงแก้ไข หรือแม้กระทั่งในเรื่องของกฎหมายศุลกากรก็เช่นกัน ก็จะเปึนตัวหนึ่ง ซึ่งอาจจะยังเปึนปัญหาอุปสรรค กฎหมายเรื่องการจดทะเบียนต่าง ๆ ฉะนั้นบรรดากฎหมาย ที่มันเปึนอุปสรรคก็จะต้องได้มาถูกรีวิว (Review) ปรับปรุง แก้ไข ขณะเดียวกันกฎหมาย อะไรที่เปึนการอํานวยความสะดวกก็จะต้องมีขึ้นซึ่งวันนี้ก็จะได้เห็นว่า พ.ร.บ. ที่เกี่ยวกับ การอํานวยความสะดวกของภาครัฐก็มีแล้ว อันนี้เปึนเสาที่ ๔ คือ อีส ออฟ รูท บิซิเนส (East of route business) เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ปัจจุบันทั้ง ๔ เสานี่จะพบได้ว่า รัฐบาลนี้ก็ได้ทําไปหลายอย่าง ทําไปเพราะว่าเห็นความสําคัญของเอสเอ็มอี ของการสร้าง สังคมผู้ประกอบการ แต่สิ่งหนึ่งที่พบก็คือว่ามันยังไม่ได้โฟกัส มันยังไม่ได้บูรณาการกัน อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นที่เราได้ศึกษามีรายละเอียดเยอะแยะเลยเปึนเล่ม ก็คงสรุปมาว่า ในการที่เราจะพูดเรื่องปฏิรูปการสร้างสังคมผู้ประกอบการ ก็คงจะประกอบด้วย ๕ ประเด็นหลัก ดังที่ได้เสนอเปึนรูปบ้านอันนี้ ส่วนสําหรับรายละเอียดจาก ๑ ฐานกับ ๔ เสาหรือเปึน ๕ ประเด็น ก็ได้ทําในรายละเอียดในเรื่องของที่เราเรียกว่าแนวทาง ในเรื่องของฐานที่ ๑ ของการกําหนดให้การสร้างสังคมผู้ประกอบการเปึนยุทธศาสตร์ชาติ เปึนวาระ

ซึ่งเมื่อมียุทธศาสตร์ชาติขึ้นมาแล้ว เราได้โพซิชันนิงของเรียล เซกเตอร์ไปทิศทางใดแล้ว จะต้องเห็นว่าผู้ประกอบการจะเปึนเพลเยอร์อยู่ในเลเวลไหน เพราะฉะนั้นอันนี้ก็จะเปึน เรื่องที่สําคัญ จากการที่เราสรุปเสนอคราวที่แล้วเราได้มีการนําเสนอไปบ้างแล้ว แล้วก็ เมื่อได้รับฟังข้อเสนอจากท่านกรรมาธิการ สปช. เราก็ได้เอาไปปรับปรุงเพิ่มเติมแก้ไขมาบ้าง ฉะนั้นในการนําเสนอคราวนี้ก็จะเห็นว่าในบรรดา ๕ ประเด็นปฏิรูปนี้เปึนฐานที่ ๑ จะมี ๗ แนวทางด้วยกัน ใน ๗ แนวทางนี้ดิฉันเองก็อยากจะให้เห็นว่าเราจะให้ความสําคัญ ในเรื่องของภาคเกษตรขึ้นเยอะมาก ก็ขอไปอย่างเร็ว ๆ ว่าในประเด็นที่ ๑ เราจะมีการ กําหนดวิสัยทัศน์ในระดับชาติ จะมีชัดเจนเลยว่าประเทศไทย โพซิชันนิงเราจะไปอย่างไร เพื่อจะให้ภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน ขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน แล้วก็อันที่ ๒ สําคัญนะคะ เพราะว่าเมื่อมีโพซิชันนิงแล้วจะต้องสร้างแวลู เชน (Value Chain) ให้เห็น เช่นว่าเราเลือกภาคเกษตรขึ้นมาว่าเปึนแชมเป้ยนได้เราจะต้องเห็นแวลู เชนตั้งแต่ต้นน้ํา กลางน้ํา ปลายน้ํา แล้วเราจะเห็นว่าเพลเยอร์ คือเอสเอ็มอีหรือแอล หรือเอ็มเอ็นซีจะอยู่ใน ระดับไหน ฉะนั้นอันนี้ก็จะเปึนเรื่องที่ต้องทําไป อันที่ ๓ สร้างฐานข้อมูล ของเศรษฐกิจ ให้ครบถ้วน วันนี้เรื่องข้อมูลเปึนเรื่องจําเปึน เพราะว่าไม่อย่างนั้นคงไม่สามารถจะมาจัดการ ในอนาคตหรือวางแผนได้ อันที่ ๔ จะขยายฐานการพัฒนาผู้ประกอบการ แล้วก็วิสาหกิจ ในทุกขนาด ทุกไซส์ ทุกเซกเตอร์ แล้วก็ทุกสเตจ

ให้มาขึ้นทะเบียนกับรัฐให้ครบถ้วน อย่างที่บอกว่าข้อมูล ๒,๘๐๐,๐๐๐ ราย ปรากฏว่า ขึ้นทะเบียนเปึนนิติบุคคลจริง ๆ ประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ รายเอง ในแง่ข้อเท็จจริงทั้ง ๒,๘๐๐,๐๐๐ ราย ควรมาขึ้นทะเบียนให้ถูกต้องเปึนนิติบุคคลที่ได้รับการดูแลได้อย่างทั่วถึง ข้อ ๕ ข้อสําคัญ เราจะยกระดับวิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์ให้เติบโตได้ เปึนกลุ่มที่เราให้ ความสําคัญมาก แล้วก็จะให้มาอยู่ในห่วงโซ่ใน แวลู เชนเชื่อมโยงกับการเติบโตของ ภาคขนาดใหญ่ แล้วก็พัฒนาเกษตรกรให้พร้อมเปึนผู้ประกอบการ ซึ่งจริง ๆ ภาคเกษตรกร ก็สามารถพัฒนาเปึนผู้ประกอบการแล้วก็เปึนแวลู เชนซึ่งไปเชื่อมโยงกับภาคท่องเที่ยวได้ด้วย อันนี้ก็เปึนแนวคิด แล้วก็รวมถึงว่าเราจะนําเสนอให้การสร้างสังคมผู้ประกอบการก็เข้าไป อยู่ในแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ฉบับที่ ๑๒) ด้วย ก็จะเห็นว่าส่วนใหญ่ จะเปึนประเด็นที่เราก็เสนอไปยัง สสว. หรือว่าส่งไปคณะรัฐมนตรีเพื่อให้เปึนมติ คณะรัฐมนตรีต่อไปนะคะ ประเด็นที่ ๒ การปฏิรูปการเรียนรู้ การสร้างจิตวิญญาณของ ผู้ประกอบการ แล้วก็ทักษะตลอดชั่วอายุที่เขาทําธุรกิจ โดยจะต้องคํานึงถึงเปึนนอลเลจ เบส (Knowledge based) ด้วย เพราะฉะนั้นอันนี้หมายความว่าในเรื่องของการศึกษาเองจะต้อง ปรับหลักสูตรการเรียนรู้ทั้งระดับพื้นฐานและอุดมศึกษาทั้งหลายแหล่ แล้วก็ให้ใส่ในเรื่องของ เขาต้องอยากเปึนผู้ประกอบการ ให้ทักษะ อันที่ ๒ ก็เรื่องของอินคิวเบเตอร์ (Incubator) เปึนเรื่องสําคัญ วันนี้ก็ต้องจัดทําทะเบียนอินคิ วเบเตอร์ขึ้นมาเพื่อจะได้ส่งเสริมสนับสนุน ให้เหมาะสม อันที่ ๓ ก็พัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพสถาบันการศึกษาซึ่งเปึนอินคิ วเบเตอร์ เพราะเราก็พบว่าบางทีสถาบันการศึกษาเปึนอินคิวเบเตอร์เองแล้วก็อาจจะขาดประสบการณ์ ตอนนี้ก็ให้ไปร่วมมือกับภาคเอกชนที่มีประสบการณ์ ส่งเสริมเรื่องการตั้งอินคิ วเบเตอร์ แบบบูรณาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน โดยต้องมีมาตรการจูงใจเพื่อจะได้เปึนตัวที่จะมาพัฒนา ผู้ประกอบการในทุกเซกเตอร์อีก แล้วรวมไปถึงว่า ข้อ ๕ คือส่งเสริมความร่วมมือกับ ต่างประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมมือกันในเชิงเสนอนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ อันนี้ ก็เปึนส่วนที่ ๒ ประเด็นที่ ๓ คือการปฏิรูปกระบวนการและมาตรการส่งเสริม อันนี้ ก็อย่างที่ได้เรียนไปแล้วว่าเราจะต้องเน้นในเรื่องว่าวิสาหกิจจะต้องประกอบธุรกิจโดยคํานึงถึง คุณภาพแล้วก็มาตรฐานคือโพรดักทิวิตี ควอลิตี (Productivity quality) เรื่องของ สแตนดาร์ด (Standard) อันนี้ในทุกเซกเตอร์ ภาคเกษตรอะไรต่าง ๆ อันที่ ๒ ก็คือส่งเสริม การใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์จากงานวิจัยเปึนเรื่องของอินโนเวชัน ครีเอทีฟ (Innovation

creative) อันที่ ๓ อันนี้มาตรการการส่งเสริมอย่างที่ดิฉันได้เรียนแต่ต้นว่าเราจะต้อง เปึนลักษณะเปึนแพกเกจ (Package) แล้วเปึนเทเลอร์เมดกับเรีย ล เซกเตอร์ขนาดเล็ก ก็ต้องการการสนับสนุนแบบหนึ่ง ด้านการเงินอาจจะมากขึ้น ด้านการให้ส่งเสริมนวัตกรรม ก็อาจจะในระดับที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ ด้านที่ ๔ ในด้านการปฏิรูปด้านกลไก องค์กร จัดเปึน ๓ ระดับ เมื่อกี้ก็ได้นําเรียนไปในเบื้องต้นก็จะเปึนเรื่องของโพลิซี เลเวล (Policy level) ในข้อเสนออันนี้ก็คงจะเน้นให้ สสว. เปึนตัวที่จะเปึนแกนกลางในเรื่องของโพลิซีและ บูรณาการ รวมไปถึงเรื่องการบูรณาการเรื่องงบประมาณไปด้วย เพื่อให้แต่ละกระทรวง สามารถที่จะได้รับการจัดสรรแล้วก็ไปผลักดันในเรื่องของเอสเอ็มอีหรือว่าให้เปึนไปตาม ยุทธศาสตร์ชาติได้ ระดับของฟาซิลิเตเตอร์ก็ให้แต่ละกระทรวงซึ่งดูแลในเรียล เซกเตอร์นั้น ๆ ก็เปึนผู้ดูแล แล้วก็ในระดับของโอเปอเรเตอร์เองจริง ๆ ก็อยากจะพัฒนาปรับปรุงสถาบัน เฉพาะทางขึ้นมา ในประเด็นที่ ๕ จะเปึนการปฏิรูปด้านกฎหมายเพื่อลดอุปสรรค เอื้ออํานวย ต่อการทําธุรกิจ ก็จะมีการทบทวน โดยเฉพาะกฎหมายที่จะเสนอในคราวนี้คือเราก็คงจะปรับ พ.ร.บ. ว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม อันนี้เปึนประเด็นที่ ๑ เพื่อให้สามารถ ให้ดําเนินภารกิจซึ่งจะสามารถไปคั ฟเวอร์ (Cover) ในภาคเกษตร ให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น กับอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าในเรื่องของ เราก็มองว่าเวลาเราพูดถึง เอสเอ็มอีวันนี้ในความเปึนจริงของประเทศไทยเราจะมีเขาเรียกว่าธุรกิจขนาดจิ๋ว เพราะฉะนั้นเราก็อยากจะคิดว่าในการแยกแคททะกอรี (Category)

ของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแล้วก็อาจจะเพิ่มขนาดย่อยหรือขนาดจิ๋วขึ้นมาอีกเลเวลหนึ่ง เรียกว่าไมโคร เอนเทอร์ไพรส์ (Micro enterprise) อันนี้ก็จะทําให้สามารถไปมีมาตรการ ในการดูแลส่งเสริมสนับสนุนได้มากขึ้นนะคะ เพราะฉะนั้นก็จะมีการทบทวนนิยามของ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้ลงไปถึงระดับของไมโคร เอนเทอร์ไพรส์ อื่น ๆ ก็จะเปึน การปรับปรุงกฎ ระเบียบ ขั้นตอน ที่เปึนอุปสรรคของการดําเนินธุรกิจ เช่น ของกระทรวง พาณิชย์ก็มี หรือเกี่ยวกับเรื่องของแรงงาน การปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อ งไม่ว่าจะเปึน เรื่องของการแข่งขันทางการค้าซึ่งตอนนี้ก็ได้ทําไปแล้ว เพราะจะมองว่าธุรกิจขนาดเล็ก ก็เสียเปรียบธุรกิจขนาดใหญ่นะคะ อันนี้ยกตัวอย่างเปึนต้นนะคะ เพราะฉะนั้นก็จะเห็นว่า ในประเด็น ๕ ด้านที่เราจะปฏิรูปนี่เรื่องส่วนใหญ่ก็จะเปึนแนวทางซึ่งเปึนมติคณะรัฐมน ตรี ก็ได้ หรือเปึนเรื่องที่เราส่งไป ยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเปึน สสว. คือสํานักงาน คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือส่งกลับไปทางกระทรวงศึกษาธิการ ก็น่าจะสามารถที่จะบูรณาการกันไปได้ เพราะฉะนั้นจะเหลือประเด็นเดียวเท่านั้นที่จะเสนอ ในวันนี้เปึนเรื่องของการปรับปรุงกฎหมายวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งมีอยู่แล้ว ก็เปึนการปรับปรุงบางประการเท่านั้นเอง ก็เปึนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายนะคะ ในช่วงต้นดิฉันเองก็คงสรุปว่า ก็เปึนสิ่งที่เพิ่มเติมจากการเสนอรอบที่ ๑ เพราะฉะนั้นก็คง ไม่ได้แตกต่างมากนัก แต่มีประเด็นหนึ่งที่ดิฉันเองอยากจะนําเสนอต่อไปด้วย เพราะว่า หลังจากที่เราเสนอครั้งที่ ๑ เราก็ได้มีการทํางานในเชิงลึกมากขึ้น ในเชิงลึกก็คือว่า ก็ครอส คัตติงบ้างกับคณะกรรมาธิการปฏิรูปวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย นวัตกรรมและ ทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งในคณะกรรมาธิการปฏิรูปวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย นวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญาเองก็ได้พยายามมองว่าจะใช้ในเรื่องของนวัตกรรม ในเรื่องของ อาร์แอนด์ดีมาสนับสนุนในเรื่องของการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างไร เพราะฉะนั้นก็มีแนวทางซึ่งต้องขออนุญาตเอ่ยนามนะคะ คือดอกเตอร์อนนต์เองก็ได้ ทําการศึกษาแล้วก็นําเสนอในคณะกรรมาธิการในเรื่องคอมเพตทิทีฟเนส (Competitiveness) ของประเทศ ประเด็นที่สนใจคือว่าวันนี้ดิฉันกําลังจะมองว่าฐานของบ้านที่บอกว่าวันนี้ ประเทศไทยต้องมีให้ชัดเจน ก็คือว่าเราจะจัดลําดับของอุตสาหกรรมหรือกิจการ ทางด้านเรียล เซกเตอร์ อะไรที่จะเปึนตัวขับเคลื่อนประเทศไทยในอนาคตนะคะ เพราะฉะนั้น ก็จะเสนอว่าดังที่ทางด้านคุณอนนต์ได้นําเสนอไปแล้วในคณะกรรมาธิการปฏิรูปวิทยาศาสตร์

เทคโนโลยี วิจัย นวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญา ก็ได้มองว่าโอกาสของประเทศไทยที่จะ มีการเติบโตทางด้านของเศรษฐกิจรายสาขาก็จะเปึนด้านเกษตร ด้านอาหาร ด้านยานยนต์ ด้านเฮลท์แคร์ (Healthcare) ด้านรีนิวเอเบิล เอนเนอร์จี (Renewable energy) เรื่องเอนเนอร์จี (Energy) หรือทัวริซึม (Tourism) ประมาณอย่างน้อย ๖ อย่างก็จะเปึน ตัวที่จะเปึนตัวขับเคลื่อนนิว โกรท เอนจินของประเทศไทยได้นะคะ สิ่งที่ดิฉันเห็นเองในฐานะ ที่มองเรื่องการสร้างสังคมผู้ประกอบการก็คือว่าจากตัวที่จะเปึนทาร์เกต (Target) ของอินดัส ทรี นิว โกรท (Industry new growth) เราก็จะต้องเห็นแวลู เชนนะคะ คืออุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ํา กลางน้ํา ไปถึงปลายน้ํามีอะไรบ้าง เมื่อมีอะไรแล้วเราก็จะเห็นว่า เพลเยอร์คือผู้ประกอบการจะเปึนผู้ประกอบการตั้งแต่ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ หรือข้ามชาติจะเข้ามามีบทบาทตรงไหน เพราะฉะนั้นตรงนี้ละค่ะก็จะเข้าประเด็นที่ว่า ๔ เสา เมื่อกี้ที่เราพูดนะคะ คือเรื่องของคน เรื่องของผู้ประกอบการ เรื่องของมาตรการการส่งเสริม เรื่องขององค์กรกลไกแห่งภาครัฐ แล้วก็เรื่องของกฎหมายอะไรที่จะเอื้ออํานวยเขา จะต้อง เอามาทําคัสโทไมซ์ (Customize) ให้เหมาะกับตัวที่เราจะขับเคลื่อนเขาขึ้นไปนะคะ เพราะฉะนั้นก็จะเห็นว่าสิ่งที่นําเสนอคราวนี้ในแง่ของการคัดเลือกมาก็เรียกว่าประเทศไทย ภาคเกษตรเปึนภาคหนึ่งที่เราต้องดูแลแล้วก็ส่งเสริม ไม่ใช่เปึนเพาะปลูก เปึนแพลนเทชัน (Plantation) เบื้องต้นเท่านั้น เราจะต้องมีมูลค่าเพิ่ม จนท้ายที่สุดทําให้เปึนอุตสาหกรรม ที่เราเรียกว่าจากต้นน้ํา กลางน้ํา ปลายน้ํา เหมือนกับที่ประเทศไทยเราก็ทําเรื่องของ แก๊ส เบส (Gas base) มานะคะ ป่โตรเคมีก็มาจากเบื้องต้นมีแก๊ส แล้วก็พัฒนามาเปึน อุตสาหกรรมต่าง ๆ มีมูลค่าเพิ่มไปได้

เพราะฉะนั้นวันนี้ประเทศไทยอย่างที่ได้เรียนว่าเราภาคเกษตรนี่ถ้าเราจะปฏิรูปคือเราจะต้อง ทําให้ภาคเกษตรเปึนวัตถุดิบต้นน้ํา แล้วสร้างมูลค่าเพิ่มใส่เทคโนโลยี ใส่นวัตกรรมเข้าไป พัฒนาไปจนเปึนสินค้าปลายน้ําซึ่งมีมูลค่าเพิ่มที่สูงที่สุ ด เพราะฉะนั้นแนวคิดก็คือว่าอันที่ ๑ เราก็ยกตัวอย่างภาคเกษตรที่เรามองว่ามีโพเทนเชียล (Potential) และมีโอกาส ไม่ว่าจะเปึน มันสําปะหลัง อ้อย หรือว่ายางพารา เพราะฉะนั้นในการที่เราลงลึกศึกษาไปนิดหนึ่ง อันนี้เราก็จะยกตัวอย่างให้เห็นว่าถ้าเราจะพัฒนาสังคมผู้ประกอบ การ แล้วก็ไปพัฒนา ภาคเกษตรของเรา เราก็เลือกสินค้าเกษตรขึ้นมา เช่น มันสําปะหลัง มันสําปะหลังก็จะเห็นว่า สามารถที่จะพัฒนาแปรรูปขั้นต้นก็เปึนเพียงแค่แปังมัน เปึนโรงงานน้ํามัน เปึนมันเส้น เปึนอาหารสัตว์อะไรต่าง ๆ เปึนเบื้องต้นเท่านั้นเอง ก็ยังไม่พอนะคะ ก็คิดว่ารัฐบาลจะต้องมี ความชัดเจนว่าจะต้องส่งเสริมพัฒนาให้จนสามารถผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้ายให้ได้ ไปเปึนยา ไปเปึนสิ่งทอ เคมีภัณฑ์อะไรต่าง ๆ ได้ นี่เปึนตัวอย่าง เพราะฉะนั้นจากแวลู เชนตรงนี้ เราก็จะดูว่าภาคเกษตรเองเราก็ต้องไปพัฒนาเกษตรกรให้เปึนผู้ประกอบการทางด้านของ ภาคเกษตรให้ได้ แล้วก็ในช่วงของขั้นกลาง แปรรูปก็เช่นกันจะต้องไปพัฒนาเขาจะต้องใส่ มาตรการส่งเสริมอย่างไร นี่เปึนตัวอย่างที่เรามองมันสําปะหลัง อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือเรื่องของ ยางพาราที่เราเห็นและพบว่าเปึนปัญหาอยู่ ก็เช่นกันจริง ๆ ควรจะได้มีการทําศึกษาต่อไป ในรายละเอียดว่าในห่วงโซ่ของยางพารานั้นซึ่งจะมีตั้งแต่ต้นน้ํา กลางน้ํา ปลายน้ําจะต้อง ทําอย่างไร ใส่นวัตกรรม ใส่เทคโนโลยีอย่างไร เพราะฉะนั้นจากการศึกษาในช่วงระยะเวลา สั้น ๆ เรื่องของยางพาราก็ได้มีแนวทางการศึกษามาเบื้องต้นจากยางพาราซึ่งจะเปึนลิควิด (Liquid) เปึนน้ํายาง เปึนแผ่นยาง ท้ายสุดก็แปรรูป แล้วที่เราเห็นชัดเจนเรื่องยางพารา ก็คือว่าวันนี้อุตสาหกรรมปลายน้ําที่มีความสําคัญมากของเราคือเรื่องยางรถยนต์ ยางรถยนต์นี่ อยู่ทั่วโลกที่เปึนชื่อเสียงประมาณสัก ๑๐ โรงงานมาอยู่ในประเทศไทยแล้ว กระจายอยู่ใน พื้นที่ในนิคมซึ่งมีแหล่งผลิตยางพาราได้ แต่ในเชิงอินเทอร์มีเดีย (Intermedia) ของยางพารา ที่สามารถจะให้เอสเอ็มอีของบ้านเราพัฒนาต่อยอดใส่นวัตกรรมเข้าไปยังมีอีกเยอะนะคะ เพราะฉะนั้นยางพาราถือว่าแวลู เชนนี่ยาว มีมูลค่าเพิ่มสูง และมีเพลเยอร์คือมีเอสเอ็มอี ของไทยเราเอง มีศักยภาพที่พัฒนาต่อไปได้ เพราะฉะนั้นนี่ก็เปึนตัวอย่างว่าภาครัฐเอง จะต้องใส่กลไก ใส่องค์กรเข้าไปดูแลเขาในลักษณะที่เปึนดูแลเจาะจง เสมือนกับถ้าเรามองว่า เราเปึนคนไข้ต้องการจะรักษา ต้องทําตัวให้แข็งแรงต่าง ๆ ก็ต้องหาหมอเฉพาะทางให้ถูกโรค

เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าเอกสารก็ทําให้พอดูเปึนแนวทางว่าในเรื่องของยางพารานี่ตัวต้นน้ําคือ แพลนเทชันของการปลูกยาง วันนี้จะต้องไปใส่นวัตกรรม ใส่อาร์แอนด์ดีเข้าไปเพื่อพัฒนา ให้ยีลด์ (Yield) ต่าง ๆ ดีขึ้น ให้ต้นทุนดีขึ้น และพัฒนาให้เกษตรกรซึ่งต้องเปึนผู้ประกอบการ ให้ได้ ตรงนี้ก็จะเปึนส่วนหนึ่งของการที่เราเรียกว่าปฏิรูปเปลี่ยนแปลงแนวคิดของเกษตรกร ให้เปึนผู้ประกอบการ แล้วก็พัฒนาตัวเองต่อยอดไปจนเปึนแปรรูปเปึนเกษตรอุตสาหกรรม ได้ด้วย ซึ่งดิฉันเองเพียงแต่ยกตัวอย่างมาให้เห็นว่าเอาแ ค่เรื่องของอุตสาหกรรมยางพารานี่ เราก็จะมีหน่วยงานภาครัฐประมาณ ๑๒ หน่วยงานที่จะเกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นต้องทําให้ บูรณาการให้ได้ เพราะฉะนั้นอันนี้คงเปึนสรุปตัวอย่างสิ่งที่จะขับเคลื่อนต่อไปก็คือว่า เมื่อมียุทธศาสตร์กําหนดชัดเจนแล้วก็ไปใส่เทเลอ ร์เมด คัสโทไมซ์สิ่งที่เปึน ๔ ด้านไป ดิฉันก็คงจะสรุปตัวอย่างประกอบไปแค่นี้ แล้วอีกเรื่องหนึ่งก็คือเพียงแต่ว่าบรรดาสิ่งที่เรา จะพัฒนาต่อไปมันก็คงลงพื้นที่ที่เหมาะสมต่อไปนะคะ สิ่งที่จะประกอบต่อไปก็คงเปึน เรื่องสุดท้าย คือในองค์กรที่จะขับเคลื่อน

โดยเฉพาะขับเคลื่อนในเซกเตอร์ของเอสเอ็มอี ดิฉันเองก็คิดว่าวันนี้สํานักงานส่งเสริม วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมนี้ก็จะเปึนองค์กรที่น่าจะมาพัฒนาโดยการปรับปรุง กฎหมายแล้วก็ปรับปรุงองค์กรเขาเพื่อให้รับภารกิจที่เราคิดว่าจะวางต่อไปในอนาคตได้ เพราะฉะนั้นในข้อเสนออันสุดท้ายก็คงจะเปึนเรื่องของการเสนอว่าการปรับ ปรุง พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ป้ ๒๕๔๓ ปัจจุบันนี้นะคะ ประเด็นที่จะมีการปรับปรุงแก้ไขก็ไม่ได้เยอะนะคะ ประมาณ ๙ ประเด็นด้วยกัน ก็โดยมี หลักการ แล้วก็รายละเอียดเอกสารก็ส่งให้ทุกท่านแล้วนะคะ หลักการก็คือว่าเพิ่มเติมบทนิยาม ให้ครอบคลุมภาคเกษตร เปลี่ยนแปลงผู้รักษาการตามกฎหมาย แล้วก็ยกเลิกคณะกรรมการ บริหารสํานักงานส่งเสริมกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม ปรับปรุงองค์ประกอบและ อํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แล้วก็แก้ไขปรับปรุง ถ้อยคําในมาตราที่เกี่ยวข้องให้มีความสอดคล้องกับการแก้ไขเพิ่มเติม แล้วก็ครอบคลุม การดําเนินงานของสํานักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมากขึ้น ก็เรียนว่า เรื่องนี้ได้ปรึกษาหารือร่วมกันกับทาง สสว. ด้วยแล้วนะคะ เพราะฉะนั้นเราก็จะช่วยนําเสนอ แล้วก็ผลักดันเพื่อเปึนกฎหมายต่อไปนะคะ ในสาระสําคัญนี้ตามตารางแนบที่ได้ส่งให้ไปแล้ว ก็อย่างที่เรียนค่ะ จะมีประมาณแค่ ๙ ประเด็นซึ่งสําคัญนะคะ ก็คือจะเปึนการยกเลิก ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๙๙ แล้วก็ฉบับที่ ๑๒๐ ซึ่งอันนี้จะเห็นว่า สสว. เองก็ถูกปรับเปลี่ยนมาครั้งหนึ่งแล้วนะคะ ออกจากกระทรวงอุตสาหกรรมมาสู่ สํานักนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้น พ.ร.บ. เราก็เลยจะปรับเสียให้มันสอดคล้องกับปัจจุบัน อันที่ ๒ ก็จะแก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามของคําว่าวิสาหกิจองค์กรเอกชนให้ครอบคลุมถึง ภาคเกษตรด้วย ก็จะเห็นว่าแต่เดิมไม่อย่างนั้นเกษตรจะถูกทิ้งไปนะคะในส่วนของการเปึน เอสเอ็มอีพัฒนาขึ้นมา อันที่ ๓ ก็แก้ไขให้ผู้รักษาการตามกฎหมายเปึนนายกรัฐมนตรีนะคะ จากเดิมเปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม อันที่ ๔ ก็จะเปึนแก้ไขเพิ่มเติมองค์ประกอบ ของคณะกรรมการนะคะ ให้เพิ่มรองนายกรัฐมนตรี ให้เพิ่มปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี แล้วก็ เพิ่มปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี และผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ อีกประเด็นหนึ่งคือปรับลดจํานวนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิให้เปึนไม่เกิน ๑๐ คน จากเดิมเปึน ๑๒ คนนะคะ ประเด็นที่ ๕ ก็คือว่าแก้ไขเพิ่มเติม อํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการ เพราะเนื่องจากมีการยกเลิกกรรมการบริหาร ก็จะใช้เปึนคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจ

ขนาดกลางและขนาดย่อมเท่านั้นเองนะคะ ก็เลยต้องปรับปรุงในเรื่องของอํานาจ ให้สอดคล้องกัน อันที่ ๖ ก็คงจะเปึนเรื่องของการเพิ่มเติมสถานภาพอํานาจหน้าที่ของ สํานักงานให้สอดคล้องกับว่าเมื่อเราเลิกของกรรมการบริหารไปแล้วนี้ อํานาจหลายอย่าง ก็เปึนอํานาจของสํานักงานนะคะ แล้วก็จะเปึนประเด็นเรื่องของการที่จะให้แก้ไขเพิ่มเติม จะต้องมีเรื่องของการตรวจสอบภายในให้มันเปึนไปตามมาตรฐานตามที่ คตร. ได้เสนอแนะไว้ ด่านสุดท้ายก็คือว่าแก้ไขเรื่องจะต้องจัดทํางบดุล เพราะว่า พ.ร.บ. ส่งเสริมวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อมนี่ปัจจุบันเองก็สามารถจะมีกองทุนได้ เพื่อที่จะสนับสนุนวิสาหกิจ ต่าง ๆ แล้วก็สถาบันด้วย ก็จะเห็นว่าประเด็นที่เราจะปรับปรุงนี้ก็ไม่ได้เปึนประเด็นที่แตกต่าง ไปจากในปัจจุบันที่ทางรัฐบาลเองก็อยากจะให้ สสว. ดําเนินการนะคะ เพราะฉะนั้น ในครั้งนี้เองก็คงได้นําเสนอประกอบการนําเสนอของกรรมาธิการชุดนี้ด้วยนะคะว่า เปึนการขอเสนอแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ. สสว. ป้ ๒๕๔๕ แล้วก็ร่างออกมาเปึนรวมทั้งหมด ก็ประมาณ ๒๔ มาตรา เอกสารตามที่แนบนะคะ ดิฉันเองก็คงหมดในประเด็นที่จะสรุป ในเรื่องของการสร้างสังคมผู้ประกอบการในครั้งนี้ ขอบคุณค่ะ