สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๕๔ · ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๘

เกียรติคุณปรีชา เถาทอง หารือเรื่องการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการบูรณาการองค์ความรู้ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และชุมชนในท้องถิ่น เพื่อให้เกิดการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ และเรียกร้องให้มีการควบคุมปริมาณการท่องเที่ยวเพื่อรักษาคุณภาพของสิ่งแวดล้อมและศิลปวัฒนธรรม

ศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง

กราบเรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการนะครับ คิดว่าต้องชื่นชมในโครงสร้างกับแผนการปฏิรูปการท่องเที่ยว ที่ยั่งยืนที่ท่านได้วางโครงสร้างมาผมว่าค่อนข้างครอบคลุมแล้ วก็ชัดเจน แต่ผมอยากจะให้ ข้อสังเกตในเรื่องของฮาว ทู (How-to) เปึนดีเทล (Detail) เปึนรายละเอียดเพิ่มเติมเข้าไป ในหัวข้อที่ท่านวางไว้เปึนข้อสังเกต ข้อสังเกตแรกคือการที่หลายท่านได้พูดถึงไปแล้ว ทั้งท่านอาจารย์วินัย ท่านอลงกรณ์ ขออนุญาตกล่าวนามถึง เปึนสิ่งที่เรา จับต้องได้ ผมขออนุญาตพูดในภาพรวมว่าการบูรณาการการวางแผนการท่องเที่ยวคืออะไร จะทําอย่างไร เรียกว่าครอส คัตติง ฉะนั้นการครอส คัตติงผมคิดว่าบูรณาการอันแรกเลย คือบูรณาการองค์ความรู้ ธรรมชาติของการท่องเที่ยวเราจะพูดว่ามีทั้งตัวบ้าน มีวัด มีโรงเรียน มีวิถีชีวิต มีสิ่งแวดล้อม ทุกอย่างมันเกิดมาเปึนก้อนของการท่องเที่ยว ซึ่งทั่วโลก เขาบอกว่า ๒๕ แห่งของโลกใบนี้ ชีวิตนี้ไม่ตายต้อง มาให้ได้คือประเทศไทย อันดับ ๑ เลยครับ เปึนโพลล์ (Poll) ที่เขาออกมา –

ฉะนั้นการให้โพลล์ตัวนั้นมันประกอบด้วยบ้าน วัด โรงเรียน สิ่งแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรม มันเปึนก้อนของวัฒนธรรมหรือก้อนของซึ่งเรามาขายการท่องเที่ยวรวมถึงสิ่งแวดล้อม ที่ท่านอาจารย์ธรณ์ดูแลอยู่ด้วย ฉะนั้นทั้งหมดทั้งสิ้นเราจะบูรณำการองค์ความรู้เหล่านี้ ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นต้องทําวิจัย ต้องทําวิจัย ใครทําวิจัยครับ ผมว่าชุมชนชาวบ้าน ประชาชนเขาทําอยู่แล้วในชุมชน เรียกว่าภูมิบ้านภูมิเมืองที่ท่านประธานของผม ขออนุญาต พาดพิงถึง เขาทําอยู่แล้วเขามีอยู่แล้ว มีอยู่จริงด้วย แล้วไม่ใช่มีแค่พัทยาหรือเมืองปาย หรืออะไรที่เราพูดกันมันมีอยู่มากมาย คณะกรรมการด้านศิลปวัฒนธรรมเราเข้าไปจับที่ อําเภอสันป์าตองหรือจังหวัดเชียงใหม่ก็มีหลายแห่งมีหมดเลยครับ แต่เขาอยู่กันอย่างไร องค์ความรู้เหล่านั้น ผมเรียนฝากไว้นั่นคือต้ององค์ความรู้เหล่านั้นใครดูแลครับ เราต้องคัดเขาขึ้นมา นั่นประเด็นที่ ๑ แล้วเขาต้องมาบูรณำการกับการท่องเที่ยวหรือหน่วยงานที่จะเข้าไป ท่องเที่ยวกับเขาอันนี้คือศิลปวัฒนธรรม แม้แต่สิ่งแวดล้อม ฉะนั้นสิ่งแวดล้อมที่บอก วัฒนธรรมทุกอย่าง บ้าน วัด โรงเรียน เขายังอยู่ด้วยกันหมดเลยมันเปึนวิถีชีวิตอันนั้นไปเปึนก้อน ต้องบูรณาการนั่นคือองค์ความรู้ที่ ๑ ต่อไปคือการบูรณาการคน คนที่จะมานั่งบริหารจัดการ การท่องเที่ยวแบบยั่งยืนได้ก็คนในพื้นที่จะเปึนชาวประมง เปึนบ้าน วัด หรือวิถีชีวิตที่เขาอยู่ ตรงนั้น เขาอยู่กับธรรมชาติ อยู่กับสิ่งแวดล้อม สร้างวัฒนธรรม สร้างอะไรก็ตามก็คือ คนในท้องที่เขาจะต้องเปึนตัวหลักในการที่จะต้องอนุรักษ์ตัวเองดูแลสืบสานพัฒนาให้อ ยู่ได้ และเข้มแข็งอยู่ได้นั่นคือ การบูรณาการคนที่มีอยู่จริง อันดับต่อไปก็คือการบูรณำการ หน่วยงาน หน่วยงานที่จะเข้าไปซัพพอร์ต (Support) อย่างไรชาวบ้านในท้องที่ต้องเปึน ตัวตั้งอยู่แล้ว การท่องเที่ยว กระทรวงวัฒนธรรมหรืออะไรที่เกี่ยวข้อง แม้แต่บริษัทที่จะ เข้าไปท่องเที่ยวต้องเข้าใจถึงองค์ความรู้และเข้าใจถึงจุดแข็ง จุดเข้ม จุดเปราะบางของเขา เราจะเอาท่องเที่ยวนั้นขายแค่ไหนขายอย่างไรมันก็ไหลมาเปึนข้อที่ ๔ ผมเน้นว่าข้อที่ ๔ สําคัญมากเราต้องขายคุณภาพของการท่องเที่ยวไม่ได้ขายปริมาณอย่างที่หลายท่านพูดถึงว่า ไม่ใช่เอาใครก็ได้ที่มาเที่ยวกันเต็มไปหมดเลยจนวัฒนธรรมสูญสลายอย่างเรื่องปะการังที่ อาจารย์ดอกเตอร์ธรณ์ที่ได้พูดถึง วัฒนธรรมอื่น ๆ ที่กําลังจะสูญสลายไปกับของเก่าก็ หาย ของใหม่ก็หมด ที่ท่านประธานผมต้องพูดอยู่เสมอ เราจะต้องเอาองค์ความรู้นั้นแล้วก็สืบต่อให้ได้ แล้วคนที่จะไปเที่ยวเที่ยวอย่างไร ผู้ที่จะไปสนับสนุนการท่องเที่ยว โดยการท่องเที่ยวหรือ กระทรวงวัฒนธรรมจะต้องดูแลอย่างไรให้เขาเที่ยวได้แค่ไหน ดูได้แค่ไหน ใครดูได้บ้าง

ผมเน้นประเด็นสุดท้ายคือการรู้คุณค่าเปึนอันดับ ๑ คือองค์ความรู้ การสร้างมูลค่าคือ การที่ไปซื้อตั๋วไปดูไปท่องเที่ยวราคาตั๋วผมว่าต้องแพง แล้วควบคุมปริมาณการท่องเที่ยว เราขายคุณภาพเพื่อจะรักษาสิ่งแวดล้อม รักษาศิลปวัฒนธรรมให้มันยั่งยืนยืดยาวต่อไป แต่สิ่งที่ยั่งยืนยืดยาวถาวรต่อไปคือตัววัฒนธรรม ตัวคนในพื้นที่เขาต้องรู้ค่าและเข้าใจเขา เปึนผู้ปกปัองดูแลเขา อันนั้นคือทั้งวัฒนธรรมทั้งสิ่งแวดล้อมก็จะยืดยาวต่อไป ผมจะเรียนฝากนิด เปึนเรื่องของดีเทล (Detail) แต่โครงสร้างที่ท่านร่างมาผมยอมรับหมดเลยครับ แต่อิน ดีเทล (In detail) สําคัญมากจะฮาว ทูอย่างไร อันนี้มันเปราะบางมันซ่อนอยู่ ขอบคุณครับ