สิตางศุ์ พิลัยหล้า หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ พ.ศ..... โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการตรากฎหมายแม่บทเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และมาตรการในการประกันสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการเข้าถึงน้ำในมิติต่าง ๆ และเน้นย้ำถึงการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน นอกจากนี้ยังเสนอแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำระดับชาติ โดยแบ่งออกเป็น 4 คณะอนุกรรมการ และเน้นความสำคัญของภาคประชาชนในการเสนอประเด็นปัญหาและแก้ไขปัญหาในพื้นที่
กราบเรียนท่านประธาน ท่านคณะกรรมาธิการทุกท่าน ดิฉัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดอกเตอร์สิตางศุ์ พิลัยหล้า เลขานุการคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารจัดการทรั พยากรน้ํา สภาปฏิรูปแห่งชาติ จากที่ท่านประธานกรรมาธิการ ท่านอาจารย์ปราโมทย์ ไม้กลัด ได้นําเรียนที่ประชุมไปแล้ว ในส่วนของการทํางานของคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําว่า เราได้มีขั้นตอนในการที่จะวิเคราะห์ปัญหา
เพื่อนํามาสู่แนวทางในการปฏิรูปกลไกการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําเปึนอย่างไรนั้น โดยรายละเอียดท่านได้เรียนให้ทราบไปหมดแล้ว ในส่วนที่ดิฉันรับผิดชอบชี้แจงในวันนี้คือ ในส่วนของร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้นําเสนอในครั้งนี้ สําหรับร่างพระราชบัญญัติ บริหารจัดการทรัพยากรน้ํา พ.ศ. .... ที่สภาปฏิรูปแห่งชาติได้นําเสนอในครั้งนี้เปึนการนําเสนอ เพื่อให้เปึนกฎหมายแม่บทสําหรับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําของประเทศ ซึ่งเปึนการกําหนดแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําในภาพรวม กําหนดอํานาจหน้าที่ องค์กรที่เกี่ยวข้องเพื่อไม่ให้ทับซ้อนและมีความเชื่อมโยงกัน โดยได้พิจารณาทบทวน จากร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ําของกรมทรัพยากรน้ําและฉบับของคณะกรรมการปฏิรูป กฎหมายหรือฉบับประชาชนเข้าชื่อ โดยได้นํามาเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียรวมทั้งประมวลผล ร่วมกับความคิดเห็นที่รับฟังมาจากภาคประชาชนลุ่มน้ําและในส่วนของสํานักงาน คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือสภาพัฒน์ จากนั้นจึงได้ มีการยกร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา พ.ศ. .... ขึ้น โดยได้มีการพิจารณา ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชนในปัจจุบัน สภาพแวดล้อมความเปึนจริงที่เปึนอยู่ แล้วก็ได้วางหลักเกณฑ์และมาตรการในการรับประกันสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ในการเข้าถึงทรัพยากรน้ํา ตลอดจนสนับสนุนให้ภาคีต่าง ๆ ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในทรัพยากรน้ํา ได้มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ ซึ่งทั้งนี้การที่ภาคประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ ได้มีส่วนร่วม ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํานั้นจะเปึนการส่งเสริมให้การแก้ปัญหาน้ําของประเทศ เปึนไปอย่างบูรณาการยั่งยืนและแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างเปึนรูปธรรมในระยะยาวค่ะ
สําหรับในส่วนของร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา พ.ศ. .... เกิดขึ้นโดยหลักการและเหตุผลอันเนื่องมาจากว่าเราคงไม่ปฏิเสธว่าในปัจจุบันนี้และในอดีต ที่ผ่านมาทรัพยากรน้ําเปึนทรัพยากรที่มีความสําคัญทั้งต่อด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ประกอบกับรัฐธรรมนูญกําหนดให้ชุมชน ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการ การบํารุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสิ่งแวดล้อมรวมทั้งความหลากหลายทางวัฒนธรรมและ ทางชีวภาพอย่างสมดุล ยั่งยืนและเปึนธรรม จึงต้องมีการตรากฎหมายแม่บทสําหรับ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ําขึ้นเพื่อกําหนดหลักเกณฑ์และมาตรการในการประกันสิทธิ ขั้นพื้นฐานของประชาชนในการเข้าถึงน้ําในมิติต่าง ๆ คําว่าในมิติต่าง ๆ นั้นพูดถึงตั้งแต่
การบริหารจัดการน้ํา การคุ้มครอง การอนุรักษ์แหล่งต้นน้ํา การฟุ๋นฟู การร่วมแก้ไขปัญหา ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรน้ําไม่ว่าจะเปึนน้ํามากเกินไปจนเกิดอุทกภัย หรือน้ําขาดแคลน รวมทั้งปัญหาคุณภาพน้ําเสียด้วย และยังเน้นย้ําไปถึงการกระจายอํานาจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน ตลอดจนการจัดตั้งองค์กร ที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับชาติและในระดับลุ่มน้ํา เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ําเปึนไป อย่างมีประสิทธิภาพ มีความเปึนเอกภาพ เกิดธรรมาภิบาล มีความสมดุล ยั่งยืน ทั่วถึง และเปึนธรรม จึงจําเปึนจะต้องมีการตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้นมา สําหรับในรายละเอียดของ ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา พ.ศ. .... ในครั้งนี้แบ่งเปึน ๙ หมวด และ บทเฉพาะกาลรวมทั้งสิ้น ๑๐๖ มาตรา หมวด ๑ กล่าวถึงสิทธิการมีส่วนร่วมในทรัพยากรน้ํา หมวด ๒องค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา หมวด ๓ กองทุนทรัพยากรน้ํา หมวด ๔ การจัดสรรทรัพยากรน้ํา หมวด ๕ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ําในภาวะวิกฤติ หมวด ๖ การอนุรักษ์และการพัฒนาทรัพยากรน้ํา หมวด ๗ การควบคุมและตรวจตราทรัพยากรน้ํา หมวด ๘ ความรับผิดทางแพ่ง หมวด ๙ บทกําหนดโทษ และสุดท้ายบทเฉพาะกาล ซึ่งดิฉันจะได้กราบเรียนในรายละเอียดในลําดับต่อไปค่ะ
สําหรับในส่วนที่ ๑ ของร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา พ.ศ. .... เราได้พูดถึงความสัมพันธ์กับกฎหมายอื่น โดยในมาตรา ๓ ได้มีการกล่าวถึง ความสัมพันธ์กับกฎหมายอื่นว่า เนื่องจากว่าในขณะนี้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเรามีกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรน้ําไม่ว่าจะเปึนในทางตรงหรือทางอ้อมมากกว่า ๓๐ ฉบับ และแต่ละฉบับมีวัตถุประสงค์ มีมาตรการ และมีมาตรฐานเกี่ยวกับทรัพยากรน้ําแตกต่างไป เพราะฉะนั้นร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ซึ่งเปึนกฎหมายแม่บทจึงกําหนดให้สิทธิในทรัพยากรน้ํา การบริหารจัดการ การจัดสรรน้ํา การอนุรักษ์และการพัฒนาทรัพยากรน้ํา ให้เปึนไปตามที่ กําหนดในพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายใดกําหนดไว้เปึนเรื่องเฉพาะและมี มาตรการหรือหลักประกันสิทธิในทรัพยากรน้ําไม่ต่ํากว่าที่กําหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ อันนั้นคือส่วนที่ ๑ ในความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับกฎหมายอื่น
รวมทั้งในส่วนนี้ได้มีการให้นิยามความหมายของคําศัพท์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องและ ได้มีการกล่าวอ้างถึงในพระราชบัญญัตินี้ คําที่สําคัญที่ดิฉันขออนุญาตยกมา ณ ที่นี้คือคําว่า ทรัพยากรน้ํา ทรัพยากรน้ําในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้หมายความถึงน้ําใด ๆ ที่อยู่บนผิวดิน น้ําใต้ดิน น้ําในบรรยากาศ น้ําในทะเลอาณาเขต น้ําในเขตเศรษฐกิจจําเพาะ น้ําในไหล่ทวีป คลอง แม่น้ํา หนอง บึง พื้นที่ชุ่ มน้ํา ทั้งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้น และสิ่งอื่นที่ใช้เพื่อการจัดการน้ํา และยังหมายความรวมถึงระบบนิเวศของแหล่งน้ําด้วย นอกจากคําว่าทรัพยากรน้ํา ในส่วนของนิยามก็ได้กล่าวถึงคําอื่น ๆ อย่างเช่น แหล่งต้นน้ํา ลุ่มน้ํา การใช้น้ํา ภาวะวิกฤติ องค์กรผู้ใช้น้ํา กองทุน คณะกรรมการกองทุน พนักงานเจ้าหน้าที่ เหล่านี้เปึนต้น
สําหรับรายละเอียดในหมวด ๑ นะคะ หมวด ๑ เปึนการกล่าวถึงสิทธิการมี ส่วนร่วมในทรัพยากรน้ํา ซึ่งในหมวดนี้เปึนการกล่าวถึงหลักการพื้นฐานทั่วไปในการบริหาร จัดการทรัพยากรน้ํา ในสาระสําคัญกล่าวถึง ๔ หลัก หลักที่ ๑ หลักการทรัพยากรร่วม หลักที่ ๒ หลักการรับประกันสิทธิของประชาชนในการใช้น้ําขั้นพื้นฐาน หลักที่ ๓ หลักการ สิทธิชุมชน หลักที่ ๔ หลักธรรมาภิบาลของรัฐ สําหรับในส่วนที่ ๑ หลักการทรัพยากรร่วมนั้น มีการกล่าวถึงไว้ในมาตรา ๖ กําหนดให้น้ําเปึนทรัพยากรส่วนรวม ที่หน่วยงาน รัฐ เอกชน และประชาชน สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ แต่ทั้งนี้การเข้าถึงทรัพยากรน้ําก็ไม่ได้เปึน การเข้าถึงแบบโอเพน แอกเซส (Open access) หรือว่าไม่สามารถที่จะคุ้มครองปัองกันได้ เพราะว่าได้มีการกําหนดขอบเขตและเงื่อนไขของการใช้น้ําไว้ในร่างพระราชบัญญัตินี้ไว้ ๒ ประการ ประการที่ ๑ เปึนการใช้น้ําเท่าที่จําเปึนแก่ประโยชน์ในกิจกรรมหรือที่ดินของตน และประการที่ ๒ การใช้น้ํานั้นจะต้องไม่เปึนเหตุให้เกิดความเดือดร้อนแก่บุคคลหรือ สาธารณะ สําหรับหลักการในเรื่องของการรับประกันสิทธิของประชาชนนั้น พระราชบัญญัตินี้ รับประกันให้การใช้น้ําเพื่อการดํารงชีพ การอุปโภคบริโภคในครัวเรือน การเกษตรหรือ การเลี้ยงสัตว์รายย่อย การใช้น้ําตามจารีตประเพณี เปึนสิทธิในการใช้น้ําขั้นพื้นฐานของ ประชาชน ซึ่งรัฐจะต้องจัดหาให้เปึนอันดับแรกเมื่ อเกิดภาวะขาดแคลนน้ํา ลําดับที่ ๓ หลักการสิทธิชุมชน ในส่วนนี้ได้มีการรับรองสิทธิชุมชนทั่ว ๆ ไปในเรื่องเกี่ยวกับทรัพยากรน้ํา เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ สําหรับส่วนที่ ๔ หลักธรรมาภิบาลของรัฐในการบริหาร จัดการทรัพยากรน้ํา กล่าวถึงว่าในมาตรา ๑๐ ถ้าหากว่ารัฐจะมีการกําหนดนโยบาย
ในการบริหารจัดการ การกําหนดแผนปฏิบัติต่าง ๆ หรือจะมีการกําหนด กฎ ระเบียบต่าง ๆ รัฐจะต้องมีหน้าที่ในการเป่ดเผยข้อมูล รับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชนอย่างทั่วถึง รวมทั้งสนับสนุน ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดําเนินการด้วย
สําหรับสาระในหมวด ๒ ในเรื่องขององค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา ดังที่ ท่านประธานได้กราบเรียนไปในเบื้องต้นแล้วว่าในการดําเนินการเพื่อชี้แนะแนวทาง การปฏิรูปกลไกการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํานั้น เราได้มีการวิเคราะห์ว่าที่ผ่านมาเหตุใด การแก้อุทกภัยหรือการแก้น้ําแล้งจึงไม่ประสบผลสําเร็จเท่าที่ควร ซึ่งส่วนหนึ่งเปึนเรื่องของ องค์กร เพราะฉะนั้นในร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา พ.ศ. .... จึงได้มี การกําหนดให้มีองค์กรบริหารจัดการน้ําขึ้นเปึน ๔ ระดับ ได้แก่ ระดับชาติ ระดับลุ่มน้ํา ระดับลุ่มน้ําสาขา และระดับพื้นที่ เพื่อเปึนกลไกสนับสนุนการบริหารจัดการน้ําโดยยึด หลักการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมทั้งการกระจายอํานาจในการบริหารจัดการ ทรัพยากรน้ําลงไปสู่ระดับพื้นที่ สําหรับในส่วนแรกที่ดิฉันจะกล่าวรายละเอียดถึงนะคะ คณะกรรมการทรัพยากรน้ําแห่งชาติ หรือที่เราเรียกชื่อย่อว่า กนช. เปึนกลไกการบริหาร จัดการทรัพยากรน้ําในระดับชาติ ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีเปึนประธาน เนื่องจาก เราเล็งเห็นว่าในภาวะวิกฤติ หรือแม้จะเปึนในภาวะปกติก็ตาม ผู้ที่จะสามารถสั่งการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องการบริหารจัดการได้ทั้งหมดก็คือท่านนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้น จึงมีความจําเปึนเปึนอย่างยิ่ง ที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องเปึนปร ะธานใน กนช. และมีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ เปึนกรรมการโดยตําแหน่ง และยังมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งได้รับ การสรรหาจากคณะกรรมการสรรหา รวมทั้งมีกลุ่มผู้แทนผู้ใช้น้ําจากลุ่มน้ํา ซึ่งทั้ง ๔ กลุ่มนี้ ทางคณะทํางานได้พยายามที่จะจัดสรรจํานวนเพื่อให้มีความสมดุลทั้งในส่วนของภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และในส่วนของนักวิชาการผู้ที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องกับน้ํานะคะ และมีเลขาธิการสํานักงานคณะกรรมการทรัพยากรน้ําแห่งชาติ ทําหน้าที่เปึนเลขานุการ
สําหรับอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการทรัพยากรน้ํา กนช. มีอํานาจหน้าที่ ที่สําคัญมากก็คือในส่วนของการกําหนดนโยบายและแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัด การ ทรัพยากรน้ําระดับชาติ โดยคํานึงถึงแผนยุทธศาสตร์ระดับลุ่มน้ําทั้งในสภาวะปกติ และในสภาวะวิกฤติ และเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ รวมทั้งกํากับ ติดตาม ตรวจสอบ และให้คําแนะนําในการดําเนินการตามนโยบายแผนยุทธศาสตร์ทรัพยากรน้ํา แห่งชาติ มีหน้าที่กํากับ ติดตาม และตรวจสอบแผนการใช้งบประมาณของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ลําพัง กนช. เองอาจจะไม่สามารถขับเคลื่อนการทํางานได้ทั่วทุกภูมิภาค ของประเทศ จึงให้อํานาจ กนช. ในการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณา หรือเพื่อปฏิบัติการ มีอย่างน้อยประกอบด้วย ๔ คณะ
คณะที่ ๑ คณะอนุกรรมการกําห นดยุทธศาสตร์และจัดทําแผนแม่บท การบริหารจัดการทรัพยากรน้ําของประเทศ
คณะที่ ๒ คณะอนุกรรมการกลั่นกรองและให้ความเห็นชอบโครงการ
คณะที่ ๓ คณะอนุกรรมการประสานงานการดําเนินการตามแผนยุทธศาสตร์
คณะที่ ๔ คณะอนุกรรมการติดตาม กํากับ ดูแลการดําเนินการตามแผน ยุทธศาสตร์
ส่วนที่ ๒ คณะกรรมการลุ่มน้ํานั้นก็กําหนดไว้ว่าให้มีองค์ประกอบไม่เกิน ๒๙ คน ซึ่งส่วนนี้เปึนส่วนที่น้อยลงจากพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ําก่อน ๆ ซึ่งการที่มี จํานวนที่มากเกินไปและมีองค์ประกอบที่ไม่สามารถทํางานได้เปึนส่วนที่ทําให้ กนช. เดิม ไม่สามารถทํางานได้อย่างเต็มหน้าที่และเปึนอุปสรรคในการดําเนินงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภาวะวิกฤติ
ส่วนที่ ๓ คณะกรรมการลุ่มน้ําสาขา
ส่วนที่ ๔ ส่วนขององค์กรผู้ใช้น้ํา ในส่วนขององค์กรผู้ใช้น้ําเราให้ความสําคัญ ในส่วนนี้ เนื่องจากว่าเปึนส่วนของภาคประชาชนที่สามารถเสนอประเด็นปัญหาที่ชัดเจน แล้วก็นําเรียนต่อลุ่มน้ําสาขาและกรรมการลุ่มน้ําได้ ซึ่งจะนําไปสู่การแก้ปัญหาของพื้นที่ได้ อย่างแท้จริงและเปึนรูปธรรม และการดําเนินการของภาครัฐนั้นก็จะทําให้สอดคล้องกับ ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง
หมวด ๓ เปึนส่วนของกองทุนทรัพยากรน้ํา ในส่วนของกองทุนทรัพยากรน้ํานี้ เปึนการจัดตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ก็คือเพื่อสนับสนุนการดําเนินงานของคณะกรรมการ ลุ่มน้ํา คณะกรรมการลุ่มน้ําสาขา และองค์กรผู้ใช้น้ํา โดยแหล่งที่มาของงบประมาณก็คือ เปึนทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้ เปึนเงินอุดหนุนทั่ วไปที่รัฐบาลจัดสรรใ ห้เปึนรายป้ ที่สําคัญคือเปึนค่าใช้น้ําและค่าธรรมเนียมการขออนุญาตใช้น้ําตามพระราชบัญญัตินี้ ตามอัตราที่ กนช. มีการประกาศกําหนดต่อไป
ทั้งนี้ วัตถุประสงค์ที่สําคัญของกองทุนดังที่ได้เรียนให้ทราบแล้วว่าเพื่อให้เปึน เงินสนับสนุนต่อคณะกรรมการลุ่มน้ํา ลุ่มน้ําสาขา และพื้นที่ ในการสนับสนุนการดําเนินงาน ต่าง ๆ ในการคิด ศึกษา วิจัย และในการที่จะคิดทําโครงการซึ่งเรส (Raise) ขึ้นมาจาก ความต้องการของประชาชนในพื้นที่
หมวด ๔ การจัดสรรทรัพยากรน้ํา ซึ่งนับว่าเปึนอีกส่วนหนึ่งที่สําคัญของ ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา พ.ศ. .... เราได้แบ่งประเภทการใช้น้ํา ออกเปึน ๕ ประเภท
ประเภทที่ ๑ การใช้น้ําเพื่อการดํารงชีพ การอุปโภค บริโภค การประปา หมู่บ้าน
ประเภทที่ ๒ การใช้น้ําเพื่อจารีตประเพณี รักษาระบบนิเวศ และการอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อม
ประเภทที่ ๓ การใช้น้ําเพื่อการเกษตรหรือการเลี้ยงสัตว์ รายย่อย และการอุตสาหกรรมในครัวเรือน
ประเภทที่ ๔ การใช้น้ําเพื่อการเกษตรหรือเลี้ยงสัตว์เพื่อการพาณิชย์ การอุตสาหกรรม การบริการ การท่องเที่ยว การประปาขนาดใหญ่ และการผลิตพลังงาน ไฟฟัา
ประเภทที่ ๕ การใช้น้ําทุกประเภทที่เปึนกิจการขนาดใหญ่และอาจจะต้องมี การผันน้ําข้ามลุ่ม
ทั้งนี้ การใช้น้ําประเภทที่ ๔ และประเภทที่ ๕ ซึ่งเปึนการใช้น้ําที่มี ความต้องการการใช้น้ําสูงในระดับอุตสาหกรรมและอาจมีผลกระทบในวงกว้าง จําเปึน
จะต้องมีการขออนุญาตการใช้น้ําและมีการคิดอัตราค่าธรรมเนียมในการใช้น้ํา ซึ่งในส่วนนี้ คณะกรรมการทรัพยากรน้ําแห่งชาติหรือ กนช. จะเปึนผู้ประกาศกําหนดอีกครั้งหนึ่ง
หมวด ๕ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ําในภาวะวิกฤติ หมวด ๕ นี้นับว่า เปึนอีกหนึ่งหัวใจสําคัญของร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา พ.ศ. .... เนื่องจากที่ผ่านมาเมื่ออยู่ในภาวะวิกฤติประเทศไทยตกอยู่ในสภาวะที่ไม่มีเจ้าภาพที่ชัดเจน มีการเรียกประชุมหน่วยงานต่าง ๆ แต่ว่าการสั่งการยังเปึนไปในลักษณะของความโกลาหล และความอลหม่านที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ได้มีการกําหนดการบริหารจัดการ ทรัพยากรน้ําในภาวะวิกฤติขึ้น โดยกําหนดว่าในส่วนที่ ๑ แผนการบริหารจัดการน้ํา ในสภาวะวิกฤตินั้น คณะกรรมการลุ่มน้ําจะเปึนผู้ที่จัดทําแผนจัดการทรัพยากรน้ําขึ้นมา แล้วก็ให้ กนช. พิจารณาอีกครั้งหนึ่งในความสอดคล้อง เพื่อที่จะจัดทําให้เปึนแผนบริหาร จัดการน้ําในภาวะวิกฤติระดับชาติ
และในขณะที่ยังไม่เกิดภาวะวิกฤตินั้นจะต้องมีการเตรียมความพร้อม กนช. ต้องคัดเลือก บุคคลหรือคณะบุคคลผู้มีความรู้ มีความสามารถให้เปึนคณะบัญชาการในภาวะวิกฤติรุนแรง ประกอบด้วยคณะบุคคลไม่เกิน ๗ คน และต้องกําหนดให้มีผู้รับผิดชอบสูงสุด เปึนผู้บัญชาการเหตุการณ์เพื่อให้นายกรัฐมนตรีเสนอต่ อคณะรัฐมนตรีเพื่อแต่งตั้งต่อไป และถ้าหากว่า กนช. เห็นว่าสภาวะของประเทศในขณะนั้นอยู่ในภาวะวิกฤติหรือภาวะที่อาจ อยู่ในขั้นอันตราย คณะบัญชาการมีอํานาจในการประกาศภาวะรุนแรง และหากสถานการณ์ กลับเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว กนช. ก็จะต้องประกาศยกเลิกด้วย
สําหรับในหมวด ๖ การอนุรักษ์และการพัฒนาทรัพยากรน้ํา ได้กําหนดให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอํานาจในการพิจารณาว่าพื้นที่ส่วนไหน ตรงไหน ในภูมิภาค เหมาะสมหรือสมควรที่จะเปึนพื้นที่ที่ต้องได้รับการอนุรักษ์เปึนพิเศษ รวมทั้ง มีมาตรการห้ามปรามในการที่จะห้ามกระทําการใด ๆ ที่อาจเปึนอันตรายหรือก่อให้เกิด ผลกระทบต่อทรัพยากรน้ํา
สําหรับในหมวด ๗ การควบคุมและตรวจตราทรัพยากรน้ํา ในหมวดนี้ กําหนดให้คณะกรรมการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอํานาจในการเข้าตรวจสอบและออกคําสั่ง ในการปกครองได้
หมวด ๘ ความรับผิดทางแพ่ง
หมวด ๙ บทกําหนดโทษ
และบทเฉพาะกาล บทเฉพาะกาลนี้เปึนส่วนที่จะใช้ในระหว่างที่ยังไม่มี กนช. หรือยังไม่มีคณะกรรมการทรัพยากรน้ําแห่งชาติ โดยถ้าหากว่ายังไม่มีคณะกรรมการ ทรัพยากรน้ําแห่งชาติก็ให้ใช้คณะกรรมการทรัพยากรน้ําแห่งชาติซึ่งแต่งตั้งขึ้นโดยระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรี พุทธศักราช ๒๕๕๐ ไปก่อน ก็คือใช้งานของเดิมที่มีให้ทําหน้าที่ อย่างเต็มที่ และในระหว่างที่ยังไม่ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ํา คณะกรรมการ ทรัพยากรน้ําแห่งชาติ ให้คณะกรรมการลุ่มน้ําและ กนช. ตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. ๒๕๕๐ สามารถทําหน้าที่กําหนดกฎ ระเบียบต่าง ๆ แล้วก็จะต้องดําเนินการคัดเลือก ผู้ที่จะมาทําหน้าที่เปึนคณะกรรมการทรัพยากรน้ําแห่งชาติตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ภายในระยะเวลา ๒๔๐ วันนับตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ ใช้บังคับ นั่นคือสาระทั้งหมด ใน ๙ หมวด และ ๑ บทเฉพาะกาลในร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา พ.ศ. ....
ที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้พิจารณาและนําเสนอในครั้งนี้ กล่าวโดยรวมได้ว่าสาระสําคัญเปึนการจัดระเบียบขององค์กรบริหารจัดการน้ําในรูปแบบใหม่ ซึ่งมีความคาดหวังว่าจะสามารถทําหน้าที่ในการบริหารจัดการน้ําได้ทั้งในสภาวะปกติ และในสภาวะวิกฤติได้เปึนอย่างดี มีการส่งเสริมความร่วมมือของประชาชนในพื้นที่ ในระดับพื้นที่ขึ้นมาถึงระดับลุ่มน้ําสาขา ระดับลุ่มน้ํา และนําข้อเสนอต่าง ๆ เข้ามาผนวก โดยการทํางานของ กนช. ในระดับชาติต่อไป และมีการสนับสนุนการดําเนินการขององค์กร ในระดับต่าง ๆ ด้วยการมอบให้มีกองทุนทรัพยากรน้ํา ซึ่งเงินที่จะได้นํามาขับเคลื่อน ก็คือเงินเปึนอัตราค่าธรรมเนียมมาจากการขออนุญาตใช้น้ํา การใช้น้ําขนาดใหญ่ก็คื อ อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และการใช้น้ําที่ต้องขออนุญาตเนื่องจากว่าอาจจะมีผลในวงกว้าง หากว่ามีการผันน้ําข้ามลุ่มนะคะ ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้คือสาระที่นําเรียนนําเสนอไป ขอบพระคุณค่ะ