กอบกุล พันธ์เจริญวรกุล เสนอแนะการปฏิรูปประเทศ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการลดช่องโหว่ของปัญหาและความขัดแย้งในการเสนอโครงการและให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน และเสนอแนะว่าควรใช้หลักการ "โพลิซี เบส" และ "แอเรีย เบส" ในการวางแผนการพัฒนาประเทศ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการประเมินผลกระทบจากโครงการพัฒนาเศรษฐกิจและปฏิบัติงานขององค์กรอิสระและภาคประชาชน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีกลยุทธ์ที่เข้าใจจิตใจของประชาชน และการมีความไว้วางใจและเชื่อถือในการติดตามและประเมินผลโครงการ
ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน ดิฉัน รองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์กอบกุล พันธ์เจริญวรกุล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ลําดับที่ ๐๐๗ จากจังหวัดพระนครศรีอยุธยาค่ะ สําหรับในรายงานฉบับวาระปฏิรูปที่ ๒๕ ที่นําเสนอไปนะคะ ดิฉันก็มีความเห็นเพิ่มเติมว่าในสิ่งที่คณะอนุกร รมาธิการได้เสนอมา เพื่อที่จะพยายามลดช่องโหว่ของปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ ในการเสนอโครงการและ เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนก็ได้พยายามที่จะทําให้เกิดช่วงของรอยต่อมีความกระชับมากขึ้น อย่างไรก็ดีใน ๓ ขั้นตอนของการปฏิรูปที่เสนอมาคือเอสอีเอ อีไอเอ และเอ็มอีแอนด์เอ ก็ยังมีประเด็นที่ดิฉันคิดว่ายังค่อนข้างหลวมอยู่หลายประเด็น หลายท่านก็ได้อภิปราย ไปก่อนหน้านี้แล้วนะคะ ดิฉันก็จะพยายามเพิ่มเติมเฉพาะในส่วนที่ไม่ซ้ํากันนะคะ แต่ประเด็น ที่ค่อนข้างชัดของเอสอีเอดิฉันคิดว่าเปึนสิ่งที่ทางผู้ศึกษาต้องกําหนดให้ชัดเจนว่าโครงการ ในระดับใดก็ตามที่จะต้องสอดคล้องหรือต้องทําเองในเรื่องของเอสอีเอ ดิฉันคิดว่าอย่างน้อยที่สุด หน่วยงานภาครัฐหรือรัฐวิสาหกิจควรจะยึดหลักว่าจะต้องทําเอาไว้ก่อนเอสอีเอนี่ แล้วสิ่งที่ต้องทําไว้ก่อนน่าจะเปึนโพลิซี เบส (Policy based) และแอเรีย เบส (Area based) ให้ชัดเลยว่าในเชิงสแทรทิจิก (Strategic) ในสิ่งที่ประเทศเราจะพัฒนาทั้งในเชิงนโยบาย ที่จะทําโครงการใหญ่ ๆ และในเชิงพื้นที่ที่อาจจะมีปัญหาต่าง ๆ มากมาย ก็ขอเสนอว่า ควรจะทําไว้ให้ครอบคลุมทั้งประเทศเลย แต่ว่าต้องแบ่งเปึนระดับโพลิซี แอนด์ แอเรีย (Policy and area) ในการยึดหลักตรงนั้น
ประเด็นของอีไอเอดิฉันคิดว่าทางผู้เสนอเสนอว่ามีเอช (H) ด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าท่านต้องประเมินสุขภาพด้วยเสมอในการที่จะประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมน่าจะใส่ไป เลยว่าเปึนอีเอชไอเอเพื่อให้สมบูรณ์ว่าเราไม่ได้ ลืมในเรื่องของผลกระทบด้านสุขภาพ ด้านสุขภาพนี่ผลกระทบมันเกิดขึ้นช้าแล้วก็เปึนระยะเวลาอันยาวนาน แม้ว่าศึกษาทันที
มันอาจจะด้านไม่ค่อยได้นะคะ ดิฉันอยากยกตัวอย่างอย่างโครงการโรงไฟฟัาถ่านหินแม่เมาะ กว่าจะมารู้ว่าผลกระทบด้านสุขภาพมันมากมายแค่ไหนมัน ๑๐-๒๐ ป้ให้หลัง แล้วก็ ศาลค่อยมาตัดสินทีหลัง ต้องย้อนกลับไปปรับกันตั้งแต่สมัยดึกดําบรรพ์ เพราะฉะนั้น ก็อยากให้ดูว่าใส่อีเอชไอเอลงไปแต่กําหนดให้ชัดเจนว่าท่านจะทําระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาวอย่างไรในการประเมิน และดิฉันก็เห็นด้วยที่ว่าการประเมินในเรื่องสิ่งแวดล้อม อย่างเดียวมันอาจจะไม่พอ ผลกระทบนอกจากสิ่งแวดล้อม สุขภาพ สิ่งที่สําคัญคือเศรษฐกิจ โครงสร้างสังคม ตรงนั้นต้องทํานะคะ
ทีนี้สิ่งที่ดิฉันเปึนห่วงก็คือว่าในการที่เราอยากจะให้กระบวนการของ อีเอชไอเอมีประสิทธิภาพ มีความแน่นอนชัดเจนในกติกาต่าง ๆ มีความรวดเร็วในการพัฒนา ไม่ใช่เยิ่นเย้อจนเกิดใช้กระบวนการยา วนานเกินไป และที่สําคัญก็ต้องโปร่งใสแล้วก็ การเป่ดเผยข้อมูลควรจะเปึนระยะ ๆ เพราะว่าโครงการที่ออกมาต่อต้าน ไม่ว่าจะเปึนการสร้าง เขื่อนแม่มูล คนอยู่เหนือน้ําใต้น้ําอะไรทั้งหลาย จริง ๆ แล้วดิฉันเข้าใจว่าประชาชนอาจจะ ไม่เข้าใจว่าสิ่งที่เราจะทําในการพัฒนาประเทศ บางทีประชาชนก็ถูกจ้างออกมาเดินขบวนก็มี บอกว่าไม่เอาเขาไม่อยากให้เกิดจังหวัดเขา พอพูดถึงโรงไฟฟัาถ่านหินเมื่อไรจังหวัดไหน ก็ไม่เอาใน ๗๗ จังหวัด เพราะประชาชนไม่เข้าใจว่าจริง ๆ เดี๋ยวนี้โรงไฟฟัาถ่านหิน มันสะอาดแล้ว หายใจแล้วไม่เปึนอะไรอะไรประมาณนี้ คือประชาชนอาจจะยังขาดข้อมูล ที่อัพเดต (Update) ที่ทันเหตุการณ์ แล้วเขาออกมาตามเพื่อนหรือตามใครที่ไปชักชวนก็ตาม เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ก่อให้เกิดปัญหาในบ้านเราในการพัฒนาที่ยั่งยืน ขณะเดียวกันถ้าเรา บอกว่าประชาชนต้องมีส่วนร่วมทุกขั้นตอนดิฉันว่า ๓๐ ป้เราก็ไม่ได้ทําอะไร เพราะฉะนั้น ขอฝากให้อนุกรรมาธิการไปช่วยคิดตรงนี้ หลายท่านพูดแล้วว่าการให้ประชาชนมีส่วนร่วม มันมีหลายระดับ
และมีหลายรูปแบบ แต่เราก็ไม่ได้ต้องการว่า ไปป่ดกั้นประชาชน แต่เราไม่ได้ต้องการ ให้ประชาชนออกมาเย้ว ๆ หรือว่าออกมาเดินขบวนทุกโครงการที่จะเกิดใหม่ในประเทศไทย เพราะฉะนั้นมันต้องการแทกติก (Tactic) ที่มีความสําคัญและมีแทกติกที่เข้าใจในจิตใจของ ชาวบ้านเขา เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็อยากฝากไปว่าจะทําอย่างไร เพราะการที่จะให้องค์กรอิสระ หรือเอ็นจีโอ หรือประชาชนทุกภาคส่วนก็ยังไม่รู้จะภาคส่วนไหนร่วมเปึนคณะกรรมการ หรือไม่นี่เปึนประเด็นที่สําคัญ เพราะว่าในทางปฏิบัติแล้วจะเข้าไปร่วมเปึนคณะกรรมการ หรือจริง ๆ แล้วในมหาวิทยาลัยหรือว่าเอ็นจีโอนี่ควรจะรีวิว (Review)
สุดท้าย ขอเวลานิดหนึ่งพูดถึงอันที่ ๓ อันที่ ๓ คือเอ็มอีแอนด์เอ ในเรื่องของ การติดตามและประเมินผล ส่วนนี้เปึนส่วนที่ดิฉันค่อนข้างคอนเซิร์น (Concern) เพราะว่า การที่จะไปมอนิเตอริง อิแวลูเอชัน แอนด์ ออดิต (Monitoring Evaluation and Audit) นี่มันเปึนสิ่งที่ต้องชัดเจนในการทํา ดิฉันเห็นด้วยกับท่านที่อภิปรายไปก่อนหน้านี้ว่า ควรจะใช้ หน่วยงานภายนอกที่เปึน เทิร์ด ปาร์ตีดีกว่าที่จะต้องมากําหนดให้หน่วยงานภาครัฐ หน่วยใดหน่วยหนึ่งเปึนคนทําเรื่องของเอ็มอีแอนด์เอ แล้วก็กระบวนการจะทําอย่างไรนี่ ดิฉันคิดว่าตรงนี้สําคัญมาก ประชาชนจะเชื่อถือและไว้ใจได้ ประชาชนคงไม่อยากเข้าไป มีส่วนร่วมในกระบวนการของการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผล แต่เขาต้องการ มีความไว้วางใจและเชื่อถือคนที่จะมาทําหน้าที่ติดตามและตรวจสอบ ประเมินผล แล้วการกําหนดบทลงโทษถ้าหากว่าโครงการนั้นละเลยการปฏิ บัติที่เคยทําในอีไอเอหรือ อีเอชไอเอไว้นี่ควรจะต้องกําหนดให้ชัดเจน แล้วก็ต้องมีการเป่ดเผยข้อมูลว่าเขาต้องได้รับ การประจานด้วยว่าทําไมเขาถึงไม่ทําอะไรทํานองนี้ ดิฉันคิดว่ากระบวนการเหล่านี้ มันจําเปึนต้องทํา แต่มันก็ต้องรวดเร็วอย่าล่าช้า เพราะล่าช้าแล้วประเทศก็พัฒนาไม่ได้ ขอบคุณค่ะ