โกวิท ศรีไพโรจน์ หารือเรื่องการจัดการทรัพยากรน้ำ โดยวิพากษ์วิจารณ์ร่างพระราชบัญญัติและเรียกร้องให้มีการบูรณาการข้อมูลและหน่วยงานของรัฐเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม และยังพูดถึงการแก้ไขปัญหาการใช้อำนาจตุลาการและการปฏิรูปการบังคับใช้กฎหมาย
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม โกวิท ศรีไพโรจน์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ลําดับที่ ๑๙ จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ก่อนอื่นต้อง ขอขอบพระคุณท่านคณะกรรมาธิการที่กรุณาได้ดําเนินการศึกษาแล้วก็หาวิธีการที่จะแก้ไข การดําเนินการจัดการทรัพยากรน้ําภายในประเทศ ตรงนี้ต้องขอชื่นชมครับ แล้วผมเอง ก่อนอื่นต้องขอกราบเรียนท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการว่าเราเองก็เปึนคณะที่ได้ยื่น คําร้องขอแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับเรื่องของสิทธิ ขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับการจัดการเรื่องของ สิทธิชุมชนมาด้วยกัน ตรงนี้ผมเรียนตรง ๆ ว่าชื่นชมจริง ๆ ครับ แต่อย่างไรก็ตาม ท่านประธานครับ วันนี้คงจะต้องขอความจําเปึนว่าต้องขออภิปรายเรื่องนี้ว่าจําเปึนแค่ไหน จะต้องออกกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ ร่างกฎหมายฉบับนี้ก็คงจะต้องเรียนว่า การที่จัดตั้งองค์กรขึ้นมาไม่ว่า กนช. คณะกรรมการลุ่มน้ํา องค์กรผู้ใช้น้ํา อะไรต่าง ๆ ก็ดี จริง ๆ ก็มีอยู่แล้วนะครับ ผมเองก็มีความรูสึกว่ามีอยู่แล้ว แล้วก็ผู้รับผิดชอบในการ บริหารราชการแผ่นดินโดยภาพรวมก็คือท่านนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว คราวนี้ปัญหาที่ผ่านมา คือว่ามันไม่มีกฎหมายหรือเปึนเรื่องของการที่ว่ากฎหมายมีอยู่แล้วใช้บังคับไม่ได้ ถ้าหากว่า เรามาดูแล้วเราไม่ได้ใช้บังคับกฎหมายมากกว่าที่ไม่มีกฎหมาย เพราะฉะนั้นการแก้ไขปัญหา โดยที่ว่าอยู่ ๆ ก็มาออกกฎหมายกันมันเปึนเรื่องที่จําเปึนจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบนะครับ คราวนี้การปฏิบัติงานของหน่วยราชการของรัฐเท่าที่มีอยู่นะครับ อย่างที่ท่านสมาชิก หลายท่านได้อภิปรายมา ไม่ว่าของกระทรวงมหาดไทยก็ดี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมก็ดี แล้วก็กรมต่าง ๆ ก็ดีเขาก็ดูแลอยู่แล้ว รวมทั้งข้อมูลต่าง ๆ ในประเทศ เกี่ยวกับน้ําเขามีอยู่แล้ว ถึงแม้สภานี้จะเปึนสภาวิชาการก็จริงแต่ผมก็เชื่อว่าข้อมูลในทาง วิชาการนี่หน่วยงานของรัฐมีอยู่แล้ว ข้อสําคัญก็คือว่าเราไม่ได้นําข้อมูลต่าง ๆ นี้อาจจะมาใช้ ไม่ตรงกันหรือไม่บูรณาการร่วมกัน เพราะฉะนั้นทีนี้ปัญหาที่มันผ่านมาในระยะเวลา ๑๐ ป้ที่ผ่านมามันอยู่ตรงที่ว่าผู้บริหารสูงสุดของประเทศก็คือทางฝ์ายคณะรัฐมนตรีหรือ นายกรัฐมนตรีไม่ได้ดําเนินการเพื่อให้มีการบู รณาการของหน่วยงานทั้งหลายอย่างแท้จริง ตรงนั้นน่าจะเปึนปัญหามากกว่า คราวนี้ถ้าหากว่าเรามาแก้ปัญหาโดยตั้งคณะกรรมการ ขึ้นมาอีกก็ย่อมเปึนการซ้ําซ้อนนะครับ ถ้าหากมาดูเนื้อหาในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ก็จะเห็นได้ว่ามีการซ้ําซ้อนค่อนข้างมาก อย่างยกตัวอย่างมาตรา ๖๔ การเสนอแนะ อะไรต่าง ๆ ในการบริหารจัดการน้ํา พอเอาเข้าจริง ๆ ถามว่าใครรับผิดชอบ นายกรัฐมนตรี
หรือคณะกรรมการชุดนี้รับผิดชอบ มันก็ไม่พ้นนายกรัฐมนตรีอยู่ดี ทั้งนี้ไม่ว่าการกําหนดโทษ โดยที่เอามาใช้ในลักษณะโทษปรับทางปกครองก็ดี ทีนี้ลักษณะโทษปรับทางปกครอง ถึงแม้จะใช้แก้ปัญหาได้เร็วก็ตาม แต่ท่านอย่าลืมนะครับว่ากรณีนี้เราไปล่วงเกินอํานาจตุลาการ พอสมควร การที่ออกกฎหมายแต่ละฉบับออกมาเปึนการเพิ่มอํานาจรัฐทั้งสิ้น และผู้ที่ถูกบังคับ ก็คือประชาชน วันนี้มีข้อพิพาทกันเยอะระหว่างประชาชนต่อปร ะชาชน และประชาชน ต่อหน่วยงานของรัฐ การบังคับใช้กฎหมายต่างหากละครับที่มีปัญหา ซึ่งเราตอนนี้ผมเอง ผมก็คงจะต้องกราบเรียนท่านประธานว่าวันนี้ก็ต้องชื่นชมทางคณะรัฐมนตรี ซึ่งพยายาม บังคับใช้กฎหมายอยู่แล้ว แต่คราวนี้การแก้ปัญหาในลักษณะการปฏิรูปมันเปึนเรื่องของ การปฏิบัติ ผมดูว่าเปึนเรื่องของการปฏิบัติมากกว่า แล้วทําอย่างไรให้หน่วยงานของรัฐ บูรณาการกันให้ได้ ซึ่งวันนี้ผมก็เชื่อว่าดําเนินการอยู่แล้ว การออกกฎหมายฉบับนี้เพื่อจะใช้ ในอนาคตสําหรับผู้บริหาร
ซึ่งมาจากการเลือกตั้งอะไรต่าง ๆ ก็ดี ถ้าหากว่าเรามาดูว่าเมื่อนายกรัฐมนตรีหรือ คณะรัฐมนตรีซึ่งดูแลบริหารราชการแผ่นดินอยู่แล้ว ไม่ว่าการจัดการน้ําโดยทั่วไปหรือ การจัดการน้ําในภาวะวิกฤติก็ไม่พ้นคณะรัฐมนตรีที่จะต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว การที่เราจะมา ตั้งคณะกรรมการอะไรต่าง ๆ ขึ้นมาดูแล้วก็จะเปึนการซ้ําซ้อนมากกว่า โดยเฉพาะถ้าหากมาดู เรื่องของกองทุนในร่างพระราชบัญญัติส่วนใหญ่จะ เข้ามาเปึนเรื่องของการวิจัยเสียมากกว่า ดูแล้วอาจจะไม่ได้ส่งผลกระทบไปที่การแก้ปัญหาอย่างแท้จริง ก็คงจะต้องเรียนว่าถ้าหากว่า เราดําเนินการอย่างนี้หรือจะให้คณะกรรมการชุดนี้มีอํานาจ อิทธิพลเหนือคณะรัฐมนตรี เราก็ไม่รู้จะมีคณะรัฐมนตรีไว้ทําไม ตรงนี้ก็คงจะต้องกราบเรียนท่านประธานไว้อย่างนี้ด้วย โดยภาพรวมผมก็ขอชื่นชม บทบัญญัติหลายบทบัญญัติก็ดี อย่างเช่น มาตรา ๔๘ ถึงมาตรา ๕๓ ผมดูว่าก็ดีอยู่แล้ว แต่ว่าแทนที่จะออกเปึนระดับพระราชบัญญัติ ลองหาทางที่ออกมา ลักษณะอื่นน่าจะดีกว่า ขอกราบขอบพระคุณครับ