ปราโมทย์ ไมกลัด เสนอรายงานการศึกษาเกี่ยวกับภัยพิบัติตามธรรมชาติ 9 ประเภทและผลกระทบจากภาวะโลกร้อน โดยเน้นหลักการสร้างความร่วมมือทุกภาคส่วนเพื่อเตรียมความพร้อมและการจัดการภัยอย่างยั่งยืน พร้อมเรียกร้องให้ที่ประชุมรับทราบและพิจารณาต่อ ปราโมทย์ ไมกลัด ระบุว่าหน่วยงานหลักในการจัดการภัยพิบัติคือกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และชี้ให้เห็นความจำเป็นที่ต้องศึกษาข้อมูลอย่างชัดเจนเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน โดยเน้นย้ำว่าต้องนำบทเรียนจากอดีตมาใช้ในการกำหนดประเด็นการปฏิรูปโครงสร้างองค์กร กลไกการจัดการภัยพิบัติ กระบวนการวางแผนแก้ไข และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน พร้อมเสนอให้พิจารณาสรุปผลการศึกษาก่อนที่จะนำไปสู่ข้อเสนอการปฏิรูปต่อไป ปราโมทย์ ไมกลัด ระบุว่ากฎหมายหลักในการจัดการภัยพิบัติคือพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งกำหนดกรอบการบริหารจัดการที่ชัดเจนแล้ว แต่เสนอให้สภาปฏิรูปฯ พัฒนาต่อโดยจัดทำ
กราบเรียน ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพครับ กระผม นายปราโมทย์ ไม้กลัด ในนามของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอเสนอรายงานผล การพิจารณาศึกษาวาระปฏิรูป ที่ ๒๖ นะครับ คือเรื่องการจัดการภัยพิบัติตามธรรมชาติ ภาวะโลกร้อน (รอบ ๒) ซึ่งมีความสมบูรณ์ แล้วก็ดําเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้วเพื่อเสนอต่อ สภาปฏิรูปแห่งชาติพิจารณาให้ความเห็นชอบ และหลังจากนั้นก็ส่งให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ดําเนินการต่อไปครับ ท่านประธานที่เคารพ รายงานการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วาระปฏิรูปที่ ๒๖ นี้ คือการจัดการภัยพิบัติ ตามธรรมชาติภาวะโลกร้อน (รอบ ๒)
มีสาระสําคัญในรายงานแต่ละหัวข้อ ซึ่งกระผมใคร่ขอนําเสนอให้ที่ประชุมสภาแห่งนี้ ได้รับทราบและพิจารณาต่อไปครับ โดยขออนุญาตใช้เพาเวอร์พอย ต์ (PowerPoint) ประกอบการนําเสนอ ดังรายละเอียดโดยสรุปที่กระผมจะขอกราบเรียนดังต่อไปนี้ครับ คือเรื่องราวของการพิจารณาในสาระสําคัญก็มีอยู่หลายประเด็นด้วยกัน อยากจะขอเริ่ม ตามลําดับว่า ว่าด้วยหลักการและเหตุผลมันเปึนอย่างไร ภัยพิบัติตามธรรมชาติถ้าจะพูดกันแล้ว เปึนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เมื่อเกิดขึ้นแล้วส่งผลให้เกิดอันตรายและเกิดผลกระทบ ต่อการดํารงชีวิตของมนุษย์ ภัยพิบัติตามธรรมชาติมีหลายรูปแบบแตกต่างกันไป หลักการ และเหตุผลที่สําคัญภัยพิบัติตามธรรมชาติมันเปึนปัญหาสําคัญที่คนไทยทุกคนควรให้ ความสนใจ แล้วก็ร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาครับ โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ในการดําเนินการเตรียมการปัองกันและจัดการปัญหาภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น แล้วก็รวมถึง หน่วยงานภาครัฐด้วยควรจะสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับภัยพิบัติตามธรรมชาติ ให้กระจายไปสู่ ประชาชนอย่างทั่วถึงเพื่อปลูกจิตสํานึกแล้ วก็สร้างพลังเครือข่ายการจัดการภัย ให้เข้มแข็ง เปึนระบบและยั่งยืน อันนี้เปึนหลักการและเหตุผลที่คณะผู้ศึกษาซึ่งผมเองก็เปึนผู้นํา ในการศึกษาอันนี้ได้เห็นภาพ และดําเนินการตามลําดับนะครับ มีประเด็นการศึกษาอย่างไร อยากจะนําเรียนที่ประชุมว่าเรามีการศึกษาสภาพปัญหา ข้อเท็จจริง ข้อมูลและปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติตามธรรมชาติและภาวะโลกร้อนที่มีผลกระทบต่อประเทศไทย ก็แยกเปึน ๒ ส่วนว่าภัยพิบัติตามธรรมชาติและผลกระทบต่อประเทศไทยมันมีแยกกัน เปึนภัยต่าง ๆ ๙ ภัยด้วยกัน รายละเอียดอะไรต่าง ๆ เกี่ยวกับภัยแต่ละภัยมันเปึนอย่างไร มีผลกระทบกับประเทศไทยอย่างไร มีรายละเอียดอยู่ในรายงานฉบับสมบูรณ์ บทที่ ๑ แล้วนะครับ ท่านสมาชิกก็สามารถอ่านรายละเอียดได้ก็จะไม่ขอกล่าวถึงในคราวนี้นะครับ ก็มีโดยสรุปว่าแต่ละภัย มันมีการจัดการภัยที่แตกต่างกันซึ่งต้องเข้าใจแล้วก็เตรียมการ ให้ถ่องแท้กับแต่ละภัยนั้น แล้วมาดูถึงภาวะโลกร้อนและผลกระทบ สภาพปัญหาและข้อเท็จจริง ท่านสมาชิกทุกท่านคงจะทราบดีว่าภาวะโลกร้อนหมายถึงอย่างไร คือสภาวะที่โลกของเรา ไม่สามารถส่งผ่านหรือระบายความร้อนที่เกิดขึ้นบนผิวโลกกลับออกไปในชั้นบรรยากาศได้ ก็ทําให้เกิดความร้ อนสะสมอยู่บนผิวโลก ที่สําคัญผลกระทบในประเทศไทยคืออะไร ก็ได้ศึกษาประมวลมาอยู่เยอะแยะมากมาย ภาวะโลกร้อนที่เกิดกับเมืองไทยจะพูดกันแล้ว มันมีผลกระทบทําให้ภัยพิบัติตามธรรมชาติอันนี้มีความรุนแรงกระทบต่อระบบนิเวศ
ระดับน้ําทะเลสูงขึ้น ผลกระทบต่อการเกษตร แหล่งน้ํา สภาพอากาศวิปริตรุนแรง เวลานี้ความแห้งแล้งที่เกิดขึ้นในเมืองไทยก็มีผลจากภาวะโลกร้อน เกิดผลกระทบ ด้านเศรษฐกิจและสังคม ทั้งหมดนี้ก็มีรายละเอียดอยู่ในรายงานฉบับสมบูรณ์ บทที่ ๑ ก็นําเรียนที่ประชุมได้ทราบ แล้วต่อไ ปที่สําคัญที่สุด เราจะบริหารจัดการภัยพิบัติ ตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นในเมืองไทยอย่างไร มองดูเราต้องศึกษาถึงว่าเวลานี้มันมีหน่วยงานใด ที่ดูแลเรื่องภัยพิบัติตามธรรมชาติ ก็ได้ทําการศึกษา คือหน่วยปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับ ภัยพิบัติ ตามธรรมชาติ ที่เห็นกันชัด ๆ ก็มีอยู่ ๑๒-๑๓ หน่วยงาน ระดับกรมนี่นะครับ หน่วยงานหลักที่พบก็คือกรมปัองกันและบรรเทาสาธารณภัย เปึนหน่วยงานเปึนองค์กร ของชาติที่มีหน้าที่โดยตรง พูดกันง่าย ๆ และนอกนั้นก็คือกรมต่าง ๆ ที่เปึนหน่วยงาน สนับสนุนเรื่องราวของข้อมูลประกอบการเกิดภัยแต่ละด้าน ๆ มีรายละเอียดอยู่ในเอกสาร ฉบับสมบูรณ์ ในบทที่ ๒ ครับ
อันนี้ต้องศึกษา หน่วยงานหลักในการจัดการภัยทุกยุทธศาสตร์ก็คือกรมปัองกัน และบรรเทาสาธารณภัย อันนี้ต้องเอาความจริงมาให้ประจักษ์นะคืออะไร หมายถึงหน่วยงาน ที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับภาวะโลกร้อน ตอนนี้พูดกันง่าย ๆ ตรง ๆ ว่ายังไม่มีความชัดเจน แต่ก็มีสํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนี่แหละครับซึ่งเปึนผู้ที่ดูแล ดูแลในเรื่องราว ของนโยบาย ดูแลเรื่องราวของอะไร แต่กระบวนการนี่แหละครับก็เปึนอีกเรื่องหนึ่ง ก็มีองค์การมหาชน องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกซึ่งตั้งขึ้นมาก็มีอายุเพียง ๘ ป้แค่นั้น นี่ก็พยายามที่จะจัดการโดยตรงกับการลดก๊าซ เรือนกระจก มีรายละเอียดอยู่ในรายงาน ฉบับสมบูรณ์ บทที่ ๒ ครับ คณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เราทําการศึกษาและวิเคราะห์กฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันว่ามีกฎหมายแม่บทในการจัดการ ภัยพิบัติตามธรรมชาติภาวะโลกร้อน และกฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้อง มีความชัดเจนอะไร อย่างไรหรือเปล่า เพราะมันต้องมีกฎหมาย เวลานี้มีรายละเอียดการศึกษาอยู่ในรายงาน ฉบับสมบูรณ์ บทที่ ๓ เรื่องกฎหมายก็เดี๋ยวจะชี้ให้เห็นว่ามีอยู่แล้วในบทสรุปของเรา เราศึกษายุทธศาสตร์และกลไกที่มีการขับเคลื่อนจากภัยพิบัติตามธรรมชาติในภาวะปัจจุบัน ขณะนี้ทําอย่างไร ที่จริงเราทํากัน รัฐบาลทํากัน ก็มีความชัดเจนมากพอสมควร แต่ยังไม่ครบถ้วน นี่ต้องพูดความจริงกันนะครับว่าอะไรเปึนอะไร เราก็ศึกษาเพื่อกําหนด ประเด็นและขอบเขตการปฏิรูป หรือพัฒนาต่อยอดนะครับ โดยนําบทเรียนที่ได้จาก การเผชิญกับภัยพิบัติตามธรรมชาติในอดีตมาเปึนแนวทางในการปฏิรูปครับ ด้านโครงสร้าง องค์กรและกลไกการจัดการภัยพิบัติเปึนอย่างไร ด้านกระบวนการวางแผนแก้ไข กลไกการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนเปึนอย่างไร มีรายละเอียดการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ทั้งหมด อยู่ในรายงานฉบับสมบูรณ์ บทที่ ๓ บทที่ ๔ แล้วก็บทที่ ๕ ผมจําเปึนต้องอ้างรายละเอียด ในการศึกษาเรื่องราวสมบูรณ์กับท่านทั้งหลายให้ทราบก็เพราะว่ามันเปึนเรื่องราวที่ต้องรู้ ในรายละเอียดด้วยนะครับ วิธีการศึกษาของเราก็แน่นอนละครับศึกษาจากเอกสาร ทางวิชาการกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตั้งคณะทํางานขึ้นมาคณะหนึ่ง เชิญบุคลากรที่เกี่ยวข้อง กรมปัองกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมอุตุนิยมวิทยา ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ มาร่วมกัน ปรึกษาหารือ ที่สําคัญอยากจะนําเรียนที่ประชุมนะครับ สรุปผลการพิจารณาศึกษาวิเคราะห์ เปึนอย่างไร ก่อนที่จะนําไปสู่ข้อเสนอประเด็นการปฏิรูปแล้วก็ทําการปฏิรูปนะครับ
สรุปผลการพิจารณาศึกษาวิเคราะห์ที่พบเห็นชัดเจนสรุปมาได้เลยว่าภัยพิบัติตามธรรมชาติ เปึนปัญหาสําคัญที่คนไทยทุกคนควรให้ความสนใจและร่วมมือกันในการแก้ไขปั ญหา แก้ไขปัญหาในที่นี้คืออะไรครับ ที่สําคัญที่สุดการปัองกัน การจัดการเพื่อลดความเสี่ยงภัย ก่อนที่ภัยจะมา ไม่ใช่ว่าพอภัยมาแล้วไปสู้กัน อันนี้ไม่ใช่ นั่นก็เปึนยุทธศาสตร์อันหนึ่ง อยากจะนําเรียนว่าสรุปผลการศึกษาของเราเห็นว่าควรจะเปึนดังนี้ สรุปผลการศึกษา หน่วยงานภาครัฐก็ควรจะมีกระบวนการปลูกจิตสํานึก สร้างพลังเครือข่ายการจัดการภัยพิบัติ ให้เข้มแข็งเปึนระบบและยั่งยืน ก็มีผลการศึกษาที่อยากจะนําเรียนที่ประชุมว่าประเทศไทย แม้จะไม่มีพันธกรณีในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเมื่อเทียบกับประเทศอุตสาหกรรม และประเทศพัฒนาอื่น ๆ เราไม่มีพันธกรณีที่เขาระบุบอกว่าประเทศไทยต้องทําอย่างนี้ ๆ ยู (You) ต้องทําอย่างนี้นะ ไม่มีพันธกรณีโดยชัดเจนนะครับ แต่ภาวะโลกร้อนมีผลกระทบ มากมายในเมืองไทย เพราะฉะนั้นเราจึงต้องหาทางแก้ไขและปัองกันภาวะโลกร้อน ด้วยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างร่วมกันต่อไป
เดี๋ยวก็จะนําเรียนที่ประชุมว่าควรจะอย่างไร ในการจัดการภัยพิบัติให้ดําเนินไป อย่างมีประสิทธิภาพและเอกภาพนั้น ก็ขอเรียนว่ามีกฎหมายหลัก มีกฎหมายหลัก อยู่เรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นในการที่จะสร้างกฎหมายแม่บทขึ้นมาอันนี้อย่างโน้นอย่างนี้ ปฏิรูปกฎหมายนี่ ในการศึกษามองดูว่าไม่มีความจําเปึน ทีนี้กฎหมายหลักแล้ว ครับ กฎหมายหลักอันนั้นก็คือ พระราชบัญญัติปัองกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. ๒๕๕๐ นี่ละครับ ถึงแม้จะมีอายุเพียง ๘ ป้ แต่เปึนกฎหมายที่มีความครบถ้วนสมบูรณ์ทั้งภัยที่เกิดจาก ธรรมชาติแล้วก็ภัยที่เกิดจากการกระทําของมนุษย์ สาระสําคัญของพระราชบัญญัตินี่ อยากจะนําเรียนท่านที่ประชุมทั้งหลายว่ากําหนดให้มีคณะกรรมการระดับชาติ โดยเรียกว่า คณะกรรมการปัองกันและบรรเทาสำธารณภัยแห่งชาติ มีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายเปึนประธานกรรมการ เปึนระดับสูง อยู่แล้วนะครับในกฎหมายนี้ แล้วกําหนดให้กรมปัองกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทยเปึนหน่วยงานของรัฐในการดําเนินการเกี่ยวกับการปัองกัน และบรรเทาสาธารณภัย ในกฎหมายระดับจังหวัด ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเปึน ผู้อํานวยการจังหวัดรับผิดชอบในการปัองกันและบรรเทาสาธารณภัย ในเขตจังหวัด นั่นก็คือมีบทสรุปว่าก็ได้กําหนดกรอบการบริหารจัดการสาธารณภัยไว้อย่างชัดเจน ทั่วทุกประเภทภัยแล้วนะครับ แนวนโยบายก็ดี การปฏิบัติการก็ดี มีความเรียบร้อยอยู่แล้ว จึงสรุปได้ว่ามีกฎหมายหลักหรือกฎหมายแม่บทในการบริหารจัดการ ภัยพิบัติตามธรรมชาติ รวมทั้งหน่วยงานหลักซึ่งมีภาระหน้าที่ในการนี้อย่างชัดเจนแล้ว เพราะฉะนั้น เราจะทําอย่างไร สภาปฏิรูปแห่งชาติโดยคณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมก็มีความเห็นว่าเราก็ควรที่จะมีการคิดในเรื่องราวเสนอในการพัฒนาต่อเนื่อง ปฏิรูปต่อเนื่อง พัฒนาต่อเนื่อง ยุทธศาสตร์และกลไกในการจัดการภัยพิบัติ ตามธรรมชาติ ก็มีกระบวนการดําเนินการอยู่ค่อนข้างจะชัดเจน แต่ยังไม่ละเอียดลึกซึ้ง นี่แหละครับ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรวดเร็วในปัจจุบันก็เห็นชัดเจนว่าเราควรนํามาเปึน แนวทางในการปฏิรูป พัฒนาต่อยอด จัดการภัยพิบัติให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น ก็นํามาสู่ข้อเสนอประเด็นการปฏิรูปและแนวทางดําเนินการที่คณะกรรมาธิการปฏิรูป ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีความเห็น แล้วก็เสนอให้มีการปฏิรูปหรือพัฒนาต่อยอด ดังนี้ครับ
ข้อที่ ๑ ชุดที่ ๑ คือปฏิรูปการสร้างยุทธศาสตร์ต่อ ยอดจากที่ดําเนินการ อยู่ในปัจจุบันให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แล้วก็ขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ที่มีให้เกิดผลสัมฤทธิ์ อันนี้เราเสนอให้มีการปฏิรูปในการสร้างยุทธศาสตร์ต่อยอดที่มีอยู่เดี๋ยวนี้ ยุทธศาสตร์สําคัญ ที่เราเสนอให้มีการพัฒนาต่อยอดก็คือยุทธศาสตร์เพื่อดูแลผลกระ ทบจากภัยพิบัติ ตามธรรมชาติที่มีอยู่ ๔ ยุทธศาสตร์ด้วยกันก็ได้นําเสนอในรอบที่ ๑ แล้วว่าคืออะไร จากการศึกษาก็ปรากฏชัดเจนนะครับว่าควรจะต้องเปึนแบบนี้ ยุทธศาสตร์ที่ ๑ คือ การปัองกันและลดผลกระทบ หรือยุทธศาสตร์เพื่อลดความเสี่ยง ขับเคลื่อนก่อนเกิดภัย ก่อนเกิดภัยนำน ๆ ด้วยนะครับไม่ใช่ใกล้ ๆ จะเกิดภัยแล้วไปเตรียมความพร้อม อย่างโน้นอย่างนี้ ไม่ใช่ มีรายละเอียดอะไรบ้างก็นําเสนอกับผู้ที่เกี่ยวข้อง คือระบบ การจัดการข้อมูลสารสนเทศและการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้วยสื่อต่าง ๆ เวลานี้ไม่ค่อยมี ผมก็อยู่ในวงการแบบนี้มากพอสมควรไม่ค่อยมี ต้องมีกระบวนการทําให้ชัดเจน
และในระบบการบริหารจัดการภัยพิบัติโดยอาศัยชุมชนเปึนฐานครับ ภัยพิบัติตามธรรมชาติ ไม่ได้เกิดอยู่ที่ถิ่นที่มีความเจริญ มันเกิดทั่วไปหมดครับ ชุมชน หมู่บ้าน ตําบลนี่แหละครับ ต้องให้เขามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการภัยพิบัติ ที่สําคัญที่สุดยุทธศาสตร์การให้องค์ความรู้ การสร้างความตระหนักและการให้การศึกษาเรื่องภัยพิบัติแก่ประชาชน คณะกรรมาธิการ มองว่าเปึนเรื่องสําคัญ ภัยพิบัติที่มันจะเกิ ดขึ้นมันมีหลายตัว อุทกภัย พายุฝนฟัาคะนอง พายุลมแรง ไต้ฝุ์นเข้า รวมไปถึงแผ่นดินไหว คลื่นสึนามิ (Tsunami) เยอะแยะไปหมด เพราะฉะนั้นต้องสร้างความตระหนักให้การศึกษาเรื่องภัยพิบัติแต่ละเรื่อง ๆ แก่ประชาชน ให้เขาเข้าใจ ไม่ใช่สร้างความตระหนกครับ สร้างความรู้ อันนี้แหละครับจําเปึน การพัฒนาแผนหลักและแผนปฏิบัติการให้สอดคล้องกับภัยธรรมชาติแต่ละรูปแบบนี้สําคัญ ระบบประเมินความเสี่ยงอะไรแบบนี้แหละครับ นี่ก็คือสิ่งหนึ่งที่ต้องทําก่อนการเกิดภัย ตลอดเวลา ตลอดเวลาครับ นี่ก็ยังขาด พูดกันง่าย ๆ ในเมืองไทยเราไม่ค่อยให้ความสําคัญ เกี่ยวกับยุทธศาสตร์แบบนี้ ยุทธศาสตร์ที่ ๒ ก็เปึนยุทธศาสตร์การเตรียม ความพร้อม ขับเคลื่อนก่อนเกิดภัยเช่นเดียวกัน ยุทธศาสตร์เพื่อจะเตรียมความพร้อมก่อนการเกิดภัย อันนี้ก็มีความชัดเจนมากพอแต่ยังไม่มากที่สุด ก็คือกรมปัองกันและบรรเทาสาธารณภัยนะครับ ก็มียุทธศาสตร์เตรียมความพร้อม ความพร้อมของเขาเตรียมในกรณีใกล้ ๆ จะเกิดภัย ด้านโน้น ด้านนี้ ด้านนั้น หลังจากนั้นก็เปึนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการฉุกเฉิน ขับเคลื่อน ระหว่างเกิดภัย ที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าระหว่างเกิดภัยพิบัติมีการบริหารจัดการฉุกเฉิน มันไม่เปึนไปตามระบบครับ ไม่เปึนไปตามระบบครับเพราะอันนี้เปึนบทเรียนเลยทีเดียวนะครับ ว่าทําอย่างไรการบริหารจัดการฉุกเฉิน และมีกฎหมายแม่บทแล้ว และมีองค์กรระดับชาติ องค์กรระดับจังหวัดที่จะขับเคลื่อนแล้ว แต่ไม่เปึนไปตามระบบที่ควรจะเปึน อันนี้เราก็เสนอ ความเห็นไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องที่จะต้องป ฏิรูปว่ากรณีเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติรุนแรงขนา ดใหญ่ อุทกภัย พ.ศ. ๒๕๕๔ เกิดสึนามิก็ดี เกิดอะไรที่มันใหญ่โตก็ดี กฎหมายแม่บทมีแล้ว หน่วยงานมีแล้ว ก็เรียกว่าเอาไม่อยู่พูดกันง่าย ๆ นี่แหละครับต้องตระหนักรู้ ต้องสร้าง ในนี้เราบอกว่าควรจะต้องตั้งคณะทํางานยุทธศาสตร์ เพื่อไปหายุทธศาสตร์หลายเรื่อง แต่ละเรื่อง ๆ ที่ต้องเตรียมพร้อม ด้วยสติปัญญา ด้วยฝ้มือการจัดการ มีผู้รับผิดชอบสูงสุด เปึนผู้สั่งการ แน่นอนครับตามกฎหมายผู้รับผิดสูงสุดคือนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับมอบหมายอยู่แล้ว แต่อันนี้ต้องทบทวน เราก็เชิญผู้มี ความรู้และประสบการณ์
เปึนที่ประจักษ์มาเปึนคณะทํางานและทีมงาน อันนี้ท่านทําได้ ในระดับชาติทําได้โดยง่าย ไม่ยากนะครับ อันนี้เปึนเรื่องหนึ่งซึ่งเรานั่นนะครับ
ส่วนยุทธศาสตร์ที่ ๔ การจัดการหลังการเกิดภัย หลังการเกิดภัยนี้จะพูดถึง เรื่องราวของการจัดการปัญหาแล้วมันก็มีมาตรการอะไรต่าง ๆ ที่สามารถขับเคลื่อนไปได้ ด้วยระบบราชการที่ค่อนข้างจะมีอยู่แล้ว ร่วมด้วยช่วยกันนะครับ ฝ์ายพลเรือน กองทัพ อันนี้ก็ไม่น่าจะเปึนสิ่งที่ต้องกังวลเท่าไร อยากให้ท่านทั้งหลายได้ดูแลวัฏจักรของภัยพิบัติ มันมี ๓ ช่วงตอนที่สําคัญ ก่อนเกิดภัย ระหว่างเกิดภัย แล้วก็หลังเกิดภัย ก่อนเกิดภัยนี่สิครับ ยุทธศาสตร์ที่ ๑ ยุทธศาสตร์ที่ ๒ ที่ทางคณะของเราเสนอนี้จะต้องมีการจัดการให้เข้มข้น ให้ชัดเจน เวลานี้หน่วยงานราชการที่มี
ที่ผมอ้างถึงนี่เขาอาจจะไม่ค่อยจะจริงจังเกี่ยวกับเรื่องนี้ชัดนักว่าจะทําอย่างไร อันนี้เดี๋ยวจะพูดกันเราจะปฏิรูปเรื่องอะไรต่อไปอีกนะครับ
ยุทธศาสตร์เตรียมความพร้อมดูแลผลกระทบจากภาวะโลกร้อน พูดกันแล้วนะครับ ผมนําเรียนตอนต้นนะครับว่าเรานี่เมืองไทย เราไม่ใช่เปึนประเทศที่มี ความรุนแรงในการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ก็มีส่วนนะครับ เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์ ที่สําคัญของเมืองไทยทางคณะที่ศึกษาก็มองความเห็น นะครับว่ายุทธศาสตร์อันนี้จะเปึน ยุทธศาสตร์ที่มีความสําคัญและปฏิบัติได้ คือยุทธศาสตร์การสร้างความตระหนักรู้ แล้วก็การมีส่วนร่วมของประชาชน สร้างความตระหนักรู้คืออะไรครับ ก็ได้ให้คําอธิบายกับ ท่านทั้งหลายไว้ในที่นี้แล้วครับ สร้างความตระหนักรู้เรื่องก๊าซเรือนกระจก แล้วก็ผลกระทบ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศต่อประเทศไทยให้ประชาชนได้ทราบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชน บุคคลทั่วไป เยาวชนนี่ให้เขารับรู้ในเรื่องราวของการเรียน การสอนนะครับ แล้วเราก็มีความเห็นว่าสร้างความตระหนักรู้ให้ครอบครัว ครัวเรือน ภาคเอกชนได้ตระ หนักรู้ มีส่วนในการที่จะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ดูดซับก๊าซเรือนกระจกพูดกันง่าย ๆ เวลานี้พวกเรายังไม่ได้ชัดเจนกับเรื่องนี้ก็ต้องช่วยกัน ยุทธศาสตร์สร้างความตระหนักรู้ร่วมด้วยช่วยกันทํานี่ละครับ ไปต่อสู้เรื่องราวของการลด ก๊าซเรือนกระจกโดยตรงนี่มันก็ลําบาก สนับสนุนให้หน่วยงานในเขตเมือง ภาครัฐ เอกชน มีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจก และที่สําคัญภาครัฐ ภาครัฐมีหรือยังครับ ยังไม่มี ภาครัฐนี่ใครก็แล้วแต่ต้องสร้างความชัดเจนในนโยบายการลดก๊าซเรือนกระจกและกําหนด ยุทธศาสตร์ให้เกิดแรงจูงใจ อันนี้อาจจะเปึนเรื่องใหม่สําหรับเมืองไทยนะครับ
นโยบายการพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานนี่ชัดเจนเลย ต้องมีความชัดเจนนะครับ อันนี้ก็พัวพันกับนโยบายเรื่องพลังงานด้วย สร้างแรงจูงใจ ในการลดก๊าซเรือนกระจกในการประกอบกิจการ ยกตัวอย่างเช่นการลดภาษีจะได้ไหม นี่เปึนข้อเสนอนะครับ
ต่อไปมีข้อเสนอสุดท้ายนะครับ ในเรื่องราวที่จะเปึนข้อเสนอในการปฏิรูป พัฒนาต่อยอด เรามีความเห็นว่าในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ที่ ๑ แล้วก็บางส่วนของ ยุทธศาสตร์ที่ ๒ ก่อนการเกิดภัยนี่ เวลานี้เราไม่มีองค์กรหรือหน่วยงานอะไรที่จะมีหน้าที่
รับผิดชอบชัดเจน ผมเองทราบดีว่าเขามีการจัดตั้งศูนย์เตือนภัยไว้แล้ว เพราะฉะนั้น เราต้องมีการพัฒนาและปรับปรุงศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติที่มีอยู่แล้วให้มีกลไกทํางานให้ได้ อย่างมีประสิทธิภาพโดยด่วน แล้วก็พัฒนาเปึนศูนย์ปัองกันและจัดการภัยพิบัติแห่งชาติ ในระยะต่อไป เหตุผลและความจําเปึนเปึนอย่างไรครับ คือประเทศไทยมีกลไกบริหารจัดการ ภัยพิบัติ มีหลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้องดูแลนะครับ กรมอุตุนิยมวิทยาพูด ด้านนั้น กรมอะไรต่ออะไรพูดเรื่องนี้ ข้อมูลกระจัดกระจาย ดังนั้นศูนย์เตือนภัยจะเปึนหน่วยงาน ที่เรียกว่าบูรณาการด้านข้อมูล ข้อมูลบางอย่างมันซ้ําซ้อน ขัดแย้ง ที่มีอยู่ต่าง ๆ ศูนย์เตือนภัย รับมาจัดการบอกกล่าวผู้คน สร้างความตระหนักรู้ ให้ความสําคัญกับข้อมูลข่าวสาร การเตือนภัยพิบัติตามธรรมชาติให้มากยิ่งขึ้น กลไกการแจ้งเตือนภัย องค์ความรู้ภัยพิบัตินี่ ก็ให้มันเปึนระบบ เวลานี้ไม่เปึนระบบ คนนั้นพูดที คนนี้พูดที กรมนั้นพูดที กรมนี้พูดที อันนี้อันตราย อันตรายครับ กลไกการให้ความรู้ภัยพิบัติตามธรรมชาติ และการเตือนภัย ต้องไม่สร้างความตระหนก อันนี้เหตุผลของความจําเปึน เวลานี้มันเกิดปรากฏการณ์ ที่บอกเรื่องราวของธรรมชาติ ธรรมชาติแปรปรวนบอกกันอย่างโน้นอย่างนี้
จึงเห็นว่าต้องพัฒนาศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติที่มีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพ ทํางานให้เกิด ประสิทธิผล ข้อเสนอกลไกปฏิรูปศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ อยากจะเรียนว่าศูนย์นี้ ถ้าอยู่ภายใต้การกํากับดูแลของรัฐ หน่วยงานใดจะเปึนผู้ดูแลก็ให้รัฐบาลโดยคณะกรรมการ ปัองกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติที่ระดับสูงกําหนดต่อไปตามความเหมาะสม อาคาร สถานที่ เรียนตรง ๆ ว่าไปเยี่ยมไปดูมาแล้ว มีอยู่แล้วแต่ว่าทํางานไม่ค่อยได้ผล การบริหารจัดการก็เพื่อความคล่องตัวกําหนดให้เปึนรูปแบบออกนอกระบบราชการจะได้ไหม แต่ว่าเรื่องราวที่เปึนระบบราชการก็ยังเปึนระบบราชการต่อไป บุคลากรใช้จํานวนไม่มาก ก็เอาผู้ทรงคุณวุฒิอะไรต่าง ๆ มาทํางาน ประเภทวุฒิอาสาเตือนภัยพิบัติอะไรทํานองนี้ เพื่อระบบเครือข่ายการสื่อสารที่เวลานี้เรามีอยู่ครบถ้วนแล้วนะครับ ไม่ว่าเครือข่ายสื่อสาร โทรทัศน์ เครือข่ายสื่อสารวิทยุกระจายเสียง
ข้อเสนอปฏิรูปโครงสร้างองค์กรศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เรามองว่า เปึนความสําคัญที่จะให้ทํายุทธศาสตร์ที่ ๑ ยุทธศาสตร์ที่ ๒ มีความชัดเจน ศูนย์เตือนภั ยพิบัติแห่งชาติในปัจจุบันนี้มีอยู่แล้ว เปึนเพียงหน่วยงานระดับสํานัก อยู่ในสํานักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๘ หลังจากเกิดเหตุการณ์สึนามิ หลังจากนั้นเขามาทําหน้าที่ไม่ได้ชัดเจน เพราะไม่ได้มีฐานะ เปึนนิติบุคคล อํานาจหน้าที่เปึนเพียงภารกิจที่กําหนดไว้ตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ขาดน้ําหนักในการพูดจาในการสั่งการ ตัวนี้เมื่อมีอยู่แล้วเรามองเห็นว่าจะพัฒนาศูนย์นี้ ได้อย่างไร แต่เนื่องจากสภาปฏิรูปแห่งชาติกําลังใกล้จะสิ้นสภาพมันก็ไม่มีโอกาส ที่จะทําได้ทันว่าจะปฏิรูปศูนย์เตื อนภัยแห่งนี้อย่างไรต่อไป จึงเห็นสมควรให้ทําการศึกษา ประเด็นนี้อย่างจริงจังในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่จะมีต่อไป ปฏิรูปโครงสร้าง ของศูนย์เตือนภัยให้มีความเข้มแข็งสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ทั้งในภาวะวิกฤติแล้วก็ภาวะปกติ กับทุกหน่วยงานในประเทศ และต่างประเทศตลอดจนภาคประชาชน แล้วหลังจากนั้นเมื่อจะปฏิรูปต้องปฏิรูป ให้ภาคประชาชนและภาควิชาการสามารถร่วมกัน เปึนเครือข่ายสนับสนุนภารกิจ ให้กว้างขวางและต่อเนื่องได้ หลังจากนั้นก็ควรจะต้องมีการยกร่างพระราชบัญญัติ คณะกรรมการบริหารจัดการภัยพิ บัติแห่งชาติ พ.ศ. .... ขึ้น โดยมีสาระสําคัญ
ก็กําหนดกันต่อไป ก็นําเรียนที่ประชุมแล้วนะครับว่าเราหมดเวลาที่จะคิด อันนี้ต่อยอด ให้ครบถ้วนเพราะว่าเวลาเราไม่มี แผนการปฏิบัติงานของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ก็นําผังแผนการดําเนินงานให้ท่านทั้งหลายได้รับรู้รับเห็นแล้วนะครับว่ามีหน้าที่ ในการวิเคราะห์ตัดสินใจรับข้อมูลมาจากหน่วยงานต่าง ๆ ภายในประเทศ ต่างประเทศ สื่อสารมวลชน มาวิเคราะห์ตัดสินใจแล้วก็กระจายข้อมูลด้วยเครือข่ายวิทยุ เครือข่าย สถานีโทรทัศน์ไปยังหน่วยราชกา รส่วนกลาง หน่วยราชการส่วนท้องถิ่น ผู้นําชุมชน ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยให้ครบถ้วน ทําทั้งป้ครับ ตามจังหวะจะโคน เพราะว่าภัยพิบัติ ตามธรรมชาติมี ๙ ภัยเกิดในประเทศไทยทั้งป้ครับ ทุกเดือน กระจายกันไปในภูมิภาคต่าง ๆ เพราะฉะนั้นก็ต้องทําให้เหมาะสมว่าอะไรคืออะไร
สุดท้าย ๒ ข้อที่เปึนเหตุสําคัญเลยว่าเราทําประเด็นการปฏิรูปพวกนี้ผลลัพธ์ ที่คาดว่าจะได้ได้อะไร ก็ขอให้ข้อมูลกับที่ประชุมนะครับว่าจากผลการปฏิรูปตามประเด็น ที่ผมได้กล่าวมาทั้งหมด นี้นะครับก็จะทําให้ประเทศไทยมียุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อน จัดการปัญหาภัยพิบัติตามธรรมชาติ รวมทั้งภาวะโลกร้อน มีความครบถ้วนในทุกมิติ
เจตนาเปึนอย่างนั้น ให้มียุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อน จัดการภัยพิบัติตามธรรมชาติ รวมทั้ง ภาวะโลกร้อน มีความครบถ้วนในทุกมิติ ผมนําเรียนตอนต้นแล้วว่ากฎหมายแม่บทมีแล้ว หน่วยงานหลักมีแล้ว หน่วยงานประกอบ หน่วยงานให้ข้อมูลมีแล้ว แต่ไม่ได้ประสานกัน ยุทธศาสตร์ไม่ชัดเจน เอาละครับก็จะส่งผลให้เราสามารถสร้างความมั่นใจให้กับสังคม และประชาชนถึงความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติตามธรรมชาติภาวะโลกร้อนทุกรูปแบบได้ ส่งผลให้ทุกภาคส่วนสามารถเข้ามาร่วมเปึนกลไกหลัก กลไกรอง และกลไกหนุนเสริม ให้การจัดการภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างเปึนระบบได้ ก็พูดกันง่าย ๆ จะส่งผลให้เรา สามารถลดผลกระทบและความสูญเสียได้อย่างชัดเจนเมื่อภัยพิบัติมาเยือน เวลานี้ผลกระทบ จากภัยพิบัติตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นแต่ละคราว ๆ มันมีความสูญเสียครับ เพราะว่ามันไม่มีอะไร เปึนระบบ ผมเองก็อยู่ในวงการที่จะดูแลภัยพิบัติทางน้ํา เราก็เสียดายโอกาสก่อนที่มันจะมี ก่อนที่มันจะเกิดเราไม่ได้มีโอกาสที่จะอย่างโน้นอย่างนี้กับประชาชนให้เข้าใจอย่างชัดเจนเลย
ข้อ ๗ ตัวชี้วัดความสําเร็จจากผลลัพธ์ของการปฏิรูปที่พูดถึงนี่คืออะไร ตัวชี้วัดนี่เมื่อยุทธศาสตร์ดูแลผลกระทบจากภัยพิบัติตามธรรมชาติทั้งยุทธศาสตร์ การเตรียมพร้อมเพื่อดูแลผลกระทบอะไรต่าง ๆ มีการดําเนินการอย่างเปึนรูปธรรมทุกภาคส่วน จากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่าง จริงจังและครบถ้วนทุกด้านตั้งแต่บัดนี้เปึนต้นไป อันนี้ละครับคือตัวชี้วัดความสําเร็จ ถ้าไม่ดําเนินการมันก็ไม่สําเร็จนะครับ และตัวชี้วัด ความสําเร็จก็คือเมื่อมีการเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับภัยพิบัติตามธรรมชาติแต่ละรูปแบบ ให้กระจายสู่ประชาชนอย่างทั่วถึง เพื่อปลูกจิตสํานึกสร้างพลังเครือข่ายให้เข้มแข็ง อย่างเปึนระบบและยั่งยืนตั้งแต่บัดนี้เปึนต้นไป คําว่าบัดนี้เปึนต้นไปไม่ใช่เดือนนี้ พรุ่งนี้นะ ไม่ใช่ ในระยะเวลาที่มันเหมาะมันควรต่อไปที่รัฐบาลทําการปฏิรูปนี่แหละครับ ตัวชี้วัดก็คือ เมื่อมีการพัฒนาและปรับปรุงองค์กรและดําเนิ นการตามกลไกตามที่คณะกรรมาธิการ เสนอแนะไว้ ได้แก่ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติที่มีอยู่แล้วให้มีกลไกการทํางานได้ อย่างมีประสิทธิภาพ มีผลสําเร็จในสมัยรัฐบาลชุดปัจจุบันนี้ แต่ชุดอื่นก็ไม่นะครับ นี่คือตัวชี้วัดครับ
ตัวชี้วัดสุดท้ายก็อยากจะนําเรียนว่าหน่วยงานภาครั ฐและภาคเอกชน ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาผลกระทบของภัยพิบัติตามธรรมชาติภาวะโลกร้อนทั้งหลาย ต้องมีระบบการทํางานที่มีความเชื่อมโยงอย่างเปึนระบบและบูรณาการกันตั้งแต่บัดนี้
ไม่ใช่ต่างคนต่างทํา เวลานี้ต่างคนต่างทําพูดกันง่าย ๆ เอาละครับกระผมเองก็ขอจบ การนําเสนอวาระปฏิรูปที่ ๒๖ การจัดการภัยพิบัติตามธรรมชาติภาวะโลกร้อน (รอบ ๒) แล้วก็ขอให้ที่ประชุมได้อภิปรายพิจารณา ขอบพระคุณครับ