ธรรมรักษ์ การพิศิษฎ์ เสนอแนวคิดการสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยเน้นย้ำว่ามนุษย์เป็นศูนย์กลาง และวัฒนธรรมและเศรษฐกิจควรเป็นของคู่กัน เพื่อให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข โดยเสนอแนวคิดการสร้างธุรกิจสร้างสรรค์จากทุนวัฒนธรรม และการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้ใช้สมองและความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น
กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก ผม ธรรมรักษ์ การพิศิษฎ์ สปช. ๐๙๘ กรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรม และการศาสนา ผมได้รับมอบจากคณะกรรมาธิการให้เสริมในเรื่องของวัฒนธรรมกับ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ อยากจะขอเชิญชวนให้ท่านทั้งหลายดูเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) ซึ่งแจกไปแล้วบนโต๊ะของท่านตามที่นั่งของท่าน ในกรณีที่อาจจะมองในจอไม่ค่อยชัด ก็ใช้เอกสารนี้ประกอบนะครับ ผมคงใช้เวลาไม่นานนัก
ก่อนอื่นอยากจะขอกราบเรียนว่าเรื่องของวัฒนธรรมกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ท่านประธานของผมได้นําเสนอไปอย่างชัดเจนในเรื่องของการสร้างทั้งมูลค่าและคุณค่า ผมอยากจะกราบเรียนเริ่มต้นที่ว่าเป้าหมายสุดท้ายของในทุก ๆ เรื่อง ผมชอบพูดตลอดเวลาว่า มนุษย์เป็นศูนย์กลาง จริงๆ แล้วเราไม่ได้พูดถึงวัฒนธรรมเป็นศูนย์กลาง เศรษฐกิจเป็นศูนย์กลาง แต่ทั้งหมดเราต้องการที่จะให้ประชาชนพลเมืองอยู่ดีมีสุข เพราะฉะนั้นในเรื่องของการสร้างมูลค่า กับคุณค่าก็เป็นเรื่องเกี่ยวข้องทั้งเศรษฐกิจและสังคม ท่านทั้งหลายคงจะทราบว่าตัวมนุษย์ เรามีทั้งร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ ๓ เรื่องเชื่อมโยงกันในตัวมนุษย์ เพราะฉะนั้นวัฒนธรรม กับเศรษฐกิจก็ต้องเป็นของคู่กัน วัฒนธรรมก็ช่วยในเรื่องของสร้างคุณค่าทางจิตใจ ทางจิตวิญญาณ แต่เวลาเดียวกันเศรษฐกิจก็สร้างมูลค่าทางด้านการอยู่ดีกินดี เพราะฉะนั้นทั้ง ๒ เรื่องก็ทําให้ มนุษย์เรา ประชาชนเรา พลเมืองเราอยู่ดีมีสุข อันนี้คือเป้าหมายสําคัญ เพราะฉะนั้น ผมอยากจะขึ้นจอเลยนะครับ ไม่ทราบทางฝ่ายเลขาฯ สามารถขึ้นจอเพาเวอร์พอยท์ได้หรือเปล่า เท่าที่ผมจะพูด ๑๕ นาที ก็จะมี ๓ ประเด็นเท่านั้น ในกรณีที่จออาจจะไม่ชัดนัก ท่านก็ตาม เพาเวอร์พอยท์ในมือท่าน ผมอยากจะพูด ๓ ประเด็น เศรษฐกิจสร้างสรรค์คืออะไร สําคัญอย่างไร เวลานี้เราอยู่กันตรงไหน และแนวทางปฏิรูปวัฒนธรรมเพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ควรจะเป็นอย่างไร เรามาเริ่มจากแผ่นแรกเสียก่อนครับ
เศรษฐกิจสร้างสรรค์คืออะไร ผมอยากจะหยิบยกฝรั่ง จริง ๆ แล้วฝรั่ง เขาไม่ได้ดีกว่าเรา แต่วิธีคิดแบบฝรั่งค่อนข้างจะมาแบบเราเยอะขึ้น ในระยะที่ผ่านมา ฝรั่งทั้งหลายคิดแบบพุทธ คิดแบบตะวันออกมากขึ้น ถ้าเราตามทันจะเห็นชัดว่าฝรั่งเขาคิด เป็นตะวันออกมากขึ้น เวลานี้ผมอยากจะเรียกว่าเรากําลังอยู่ในยุคของความคิดแบบตะวันออก คือมีเจ้าของความคิดเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จอห์น ฮอว์กินส์ เขาเขียนหนังสือขึ้นมา เล่มหนึ่ง ชื่อว่าฮาว พีเพิล เมค มันนี (How people make money) คนเราทําเงินได้ อย่างไร ในหนังสือเล่มนี้ผมถือว่าเขาเป็นเจ้าพ่อคนหนึ่งของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผมเรียนรู้ จากหนังสือเล่มนี้ว่าอังกฤษมีรายได้จากดนตรีมากกว่ารถยนต์ รถยนต์อังกฤษที่ท่านขี่ ๆ กันอยู่ เอ็มจี (MG) บ้างอะไรบ้าง จริง ๆ แล้วอังกฤษเขามีรายได้ประชาชาติจากดนตรีมากกว่า รถยนต์ หนังสือเล่มนี้เขาบอก จริง ๆ แล้วแกบอกง่าย ๆ เลยว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์คืออะไร คือการสร้างมูลค่าที่เกิดจากความคิดของมนุษย์ ท่านจะเห็นว่าซ้ายมือใส่ความคิดเข้าไปสร้าง สินค้าบริการใหม่ ๆ แล้วก็ขายได้ แล้วก็สร้างมูลค่าเพิ่ม อันนี้ความคิดง่าย ๆ คือการสร้าง มูลค่าจากความคิดของมนุษย์ คนเป็นสําคัญแล้วใช่ไหมครับ ครีเอทีฟ (Creative) ความคิด ของมนุษย์
ทีนี้แก่นแท้ของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จริง ๆ แล้วมันก็คือทุนวัฒนธรรม ในนี้ถ้าท่านดูในภาพ ในจออาจจะไม่ชัดแต่บนโต๊ะท่านอาจจะเห็นชัดว่าทรัพย์สินทางปัญญา ที่เราสั่งสมกันมาจากบรรพบุรุษเราในอดีตที่ดํารงอยู่ในสังคม ถ้าเราเห็นคุณค่าแล้วก็ทําให้ เกิดคุณค่าอย่างที่ท่านประธานได้พรีเซนท์ (Present) ในตอนต้น ถ้าเราสร้างให้มันเกิดคุณค่า ทํานุบํารุงมัน อนุรักษ์มัน เห็นคุณค่า มันก็จะสามารถนํามาใช้ประโยชน์ให้งอกเงยทางเศรษฐกิจได้ ซึ่งท่านก็เห็นว่าทุนวัฒนธรรมผมคงอ่านให้ไม่หมด ท่านอ่านดูจะเห็นชัดว่ามีอะไรบ้าง มีทั้งมีชนิดที่มีรูปลักษณ์ แทนจิเบิล (Tangible) ชนิดที่มันไม่มีรูปลักษณ์ อินแทนจิเบิล (Intangible) ก็ชัดเจนอยู่ในแผ่นใสนี้แล้วนะครับ
ทีนี้เราสามารถใช้ทุนวัฒนธรรมมาสร้างธุรกิจสร้างสรรค์ได้ก็มาทุนวัฒนธรรม ก็เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ สถานที่ท่องเที่ยว ระบบความคิด ความเชื่อ ศาสนาอะไรทั้งสิ้น ภาษา วิถีชีวิตเราสามารถใส่ความคิดที่สร้างสรรค์ สื่อสารถ่ายทอดเรื่องราวภูมิปัญญา ออกแบบก็จะกลายเป็นสินค้าและบริการที่มีนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ตอบสนองความต้องการ รสนิยม วิถีชีวิตแบบใหม่ได้ ถ้าเราเข้าใจดีมานด์ ไซด์ (Demand side ) ว่าดีมานด์ ผู้บริโภค เขาต้องการอะไรเราออกแบบสนองตอบต่อความต้องการรสนิยมของเขาก็จะเกิดเป็นสินค้า เชิงสร้างสรรค์ได้ ไม่ใช่ทุนวัฒนธรรมที่มีรูปลักษณ์เท่านั้น แต่พัฒนาเป็นธุรกิจสร้างสรรค์ได้ ทุนวัฒนธรรมที่ไม่มีรูปลักษณ์ก็เป็นวัตถุดิบในการพัฒนาธุรกิจสร้างสรรค์ได้ วัฒนธรรมไม่ใช่ เรื่องโบราณ วัฒนธรรมร่วมสมัยก็สามารถพัฒนาเป็นธุรกิจสร้างสรรค์ สร้างมูลค่าเพิ่มได้นะครับ
อันนี้ก็เป็นง่าย ๆ เมื่อสักครู่ท่านประธานก็พูดถึงแดจังกึม คือทุนวัฒนธรรม ที่ไม่มีรูปลักษณ์ แต่จริง ๆ บนโต๊ะท่านก็จะมีโหมโรงอยู่นะ ชักชวนไปดูโหมโรงอยู่ ไม่รู้ท่าน บอกว่าหมดแล้ว อาจจะมีซีดี หรือเปล่าไม่ทราบ โหมโรงนี้ก็ตัวอย่างนะครับ อันนี้ก็ถ่ายทอด ผ่านธุรกิจภาพยนตร์ไทยอะไรต่ออะไรได้เยอะแยะนะครับ
วิถีชีวิตเมือง ศิลปะการต่อสู้ ผมไม่ทราบว่ามวยไทยสร้างรายได้ไปถึงไหนแล้ว เวลานี้ วิถีชีวิต ศิลปะพื้นบ้าน อะไรเหล่านี้เป็นต้น เมื่อสักครู่นี้ท่านประธานก็พูดถึงมโนราห์ ก็ไปตรงนี้ล่ะครับมโนราห์
ทุนวัฒนธรรมที่ไม่มีรูปลักษณ์ ก็ภาษาถิ่น วิถีชีวิตเมือง อารมณ์ขัน ศิลปะการแสดงถึงยุคที่เราจะต้องเอามโนราห์ หนังตะลุงมาสร้างคุณค่า มูลค่ากันแล้วนะครับ โปงลางสะออน อันนี้ก็พูดถึงโปงลาง กลุ่มอดีตนักเรียนนาฏศิลป์กาฬสินธุ์อะไรเหล่านี้เป็นต้น ก็เป็นตัวอย่างเยอะแยะที่เราเห็นนะครับ
ทั้งหมดนี้ก็คือแสดงให้ท่านเห็นว่าทุนวัฒนธรรมเรามีอยู่มากมายในบ้านเรา แล้วก็เป็นเรื่องที่บรรพบุรุษเราสร้างสมกันไว้สืบทอดกันมา แต่สําคัญมาก สําคัญอย่างไร ผมว่าสําคัญมาก แล้วจริง ๆ ผมอยากจะใช้คําว่า สําคัญที่สุด เพราะว่าตอนนี้เดี๋ยวท่านจะเห็นว่า สําคัญอย่างไร เวลานี้เราอยู่ตรงไหน
ตรงนี้ที่ผมคิดว่าสําคัญที่สุดและเป็นความอยู่รอดของบ้านเมือง เป็นความอยู่รอด ของความอยู่ดีมีสุข เราไม่สามารถจะไปถึงความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน อย่างที่พูดกันไว้ได้ ถ้าหากว่าเราไม่เข้าใจสิ่งที่เราอยู่ในขณะนี้ คือโลกมันเปลี่ยนไป สังคมไทยเปลี่ยนเราก็ต้อง เปลี่ยนครับ เพราะฉะนั้นกระแสการพัฒนาประเทศมุ่งสู่การขับเคลื่อนด้านนวัตกรรมและ ความคิดสร้างสรรค์เป็นกระแสที่จําเป็น ที่ผมจําเป็นต้องลุกขึ้นมาในที่นี้ ผมจําเป็นจะต้องพูดถึง การปฏิรูปก่อนการเมืองด้วยซ้ํา ผมจําเป็นต้องพูดถึงโครงสร้างของการเปลี่ยนโครงสร้าง การส่งออกของประเทศ โครงสร้างการผลิตของประเทศ มิฉะนั้นท่านจะเห็นว่าในอดีตที่ผ่านมา เราใช้ ผมอยากจะเรียกว่าเป็นสงครามใหม่ ข้าศึกใหม่ ทั้งหมดนี้คือสงครามใหม่ ข้าศึกใหม่ สงครามเก่าคืออะไร สงครามเก่าคือในอดีตเราโตมา จากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เราโตมาจากการใช้แรงงาน ไม่ได้ใช้สมองนะครับ ใช้แรงงาน ไม่ได้ใช้เบรน (Brain) เราใช้แรงงานราคาถูก เราใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เราโตมาจนกระทั่ง เกิดภาวะรวยกระจุกจนกระจาย ประเทศไทยพ้นภาวะด้อยพัฒนา กลายเป็นประเทศ ที่มีรายได้ปานกลางเพราะเราใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เราใช้แรงงานราคาถูก ขณะนี้เราติดอยู่ ในกับดักไปไหนไม่พ้น เจอวิกฤติซ้อนวิกฤติ เศรษฐกิจก็มองไม่เห็นอนาคตที่จะโตได้ อย่างมากแล้วก็โตได้ปีละ ๒-๓ เปอร์เซ็นต์ในพื้นฐานเดิม ถ้าเราไม่สามารถพัฒนาเพิ่มผลิต ภาพโปรดัคทิวิตี (Productivity) ได้ เราอยู่ในยุคอุตสาหกรรมที่ต้องเพิ่มผลิตภาพการผลิต แต่เวลานี้เราติดอยู่ในกับดักมาหลายปีและมีวิกฤติซ้อนวิกฤติ โครงสร้างเราก็ไม่ได้ปรับ เพราะฉะนั้นอนาคตข้างหน้าหนีไม่พ้นว่าเราจะต้องใช้สมองมากขึ้น ป่าไม้หมดแล้ว ทรัพยากรหมดแล้ว เหลือแต่สิ่งที่บรรพบุรุษเหลือไว้ให้แก่เรา และผมคิดว่าเรามีโอกาสมาก ที่เราจะใช้ความรู้ วัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ของบรรพบุรุษนี้ปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจ เราเสียใหม่ ไปสู่การใช้ทุนที่บรรพบุรุษให้ไว้ เราไม่มีทางเลือกอย่างอื่นนอกจากช่วยตนเอง และเรามีโอกาสมากมายในการที่จะสร้างแหล่งที่มาของการเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ ผมเรียกว่าเป็น นิว เอนจิน ฟอร์ โกรธ (New engine for growth) เครื่องจักรเก่ามันหมดแล้ว มันใช้ไม่ได้แล้ว แล้วเราก็ติดอยู่ในหล่ม ต่อไปข้างหน้าเราต้องใช้เครื่องจักรใหม่ และเครื่องจักร ตัวหนึ่งที่สําคัญคือความคิดสร้างสรรค์ สินค้าทางวัฒนธรรม คุณค่าที่เรามีพื้นฐานอยู่แล้ว ผมเรียกเป็นอินโนเวชัน ครีเอทิฟวิตี ดริฟเวน (Innovation creativity-driven) เราควรจะ ปรับโครงสร้างการส่งออก โครงสร้างการผลิตมานานแล้ว แต่เราติดอยู่ในกับดักทางการเมือง มาหลายปี ผมจึงมีความเห็นว่าเราควรจะใช้ปฏิรูปนําการเมือง ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ของประเทศ ปฏิรูปทั้งหลายทั้งปวงก่อนการเมือง ไม่อย่างนั้นเราจะติดหล่มทางการเมืองไปเรื่อย โอเค นี่คือประเด็นใหญ่
ในสงครามใหม่ ข้าศึกใหม่ สงครามใหม่ก็คือเราจะต้องคิดสร้างสรรค์ ข้าศึกใหม่ ก็คือเราจะต้องพัฒนาคน เราจะไปคิดใช้ทรัพยากรอะไรเหมือนเดิมไม่ได้ ทีนี้ความสําคัญ มันอย่างไร โอกาสเรามีอย่างไร ทั้งหมดนี้เป็นตัวเลขจากสภาพัฒน์ ผมอาจจะลําเอียงหน่อย ข้อมูลเขามีเยอะนะครับ ถ้าเรารู้จักนํามาใช้ ข้อมูลสภาพัฒน์ชัดเจนครับว่าสัดส่วนมูลค่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของจีดีพี (GDP) ไทย ในปี ๒๕๔๕ ถึงปี ๒๕๕๒ อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ สร้างแวลู แอดเดด (Value added) ให้แก่เศรษฐกิจไทยสูงมาโดยตลอด แต่ระยะหลังชักจะน้อยลง ท่านเห็นไหมตั้ง ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขนะครับ
กลุ่มงานสร้างสรรค์และออกแบบเป็นกลุ่มที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุด ประมาณร้อยละ ๕.๖ ของจีดีพี ในปี ๒๕๕๒ เห็นไหมครับ โอกาสเรายังมี แม้ว่าสัดส่วนมูลค่า ของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ต่อจีดีพีลดลงจาก ๑๒ เปอร์เซ็นต์ในปี ๒๕๔๕ เป็น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ในปี ๒๕๕๒ แต่ก็เป็นมูลค่าที่สูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศ รวมทั้งสหรัฐอเมริกาและ หลายประเทศในยุโรป ก็แสดงว่าอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เราไม่เลวนะครับ พื้นฐาน ถึงแม้ระยะหลัง เราจะลดลงบ้างแต่ก็ยังสูงนะครับ
ไทยส่งออกสินค้าสร้างสรรค์เป็นอันดับที่ ๑๗ ของโลก สินค้าสร้างสรรค์ ที่ผมได้กราบเรียน มูลค่าการส่งออกประมาณ ๔,๓๒๓ ล้านบาท อัตราการขยายตัวโดยเฉลี่ย ๕.๑ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ระหว่างปี ๒๕๔๓ ถึงปี ๒๕๔๘ อันนี้ก็มีความสําคัญ
อันนี้แนวทาง แนวทางที่เราจะพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ท่านจะเห็นได้ชัดว่า ถ้าผมจะสรุปมันก็อาจจะยุ่งเหยิงบ้างเวลาเราจัด แต่สรุปว่ามันมี ๓ องค์ประกอบ คือ ๑. คน เราจะต้องสร้างผู้ประกอบการ เราจะต้องสร้างนักสร้างสรรค์ แต่เราก็ต้องอาศัยผู้ประกอบการ เราต้องอาศัยเงินทุน เราต้องอาศัยรัฐบาลที่ช่วยซัพพอร์ต (Support) อย่างที่ท่านประธาน ผมก็พูดในหลายเรื่องแล้วว่าต้องอาศัย และเดี๋ยวผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกก็จะพูดถึงการสนับสนุน จากรัฐบาลซึ่งจําเป็น เวลาเดียวกันเราก็ต้องอาศัย เราก็มีคัลเจอร์ (Culture) อยู่แล้ว รายละเอียดท่านก็ดูในนี้
สุดท้ายแล้ว ก็หมายความว่าต่อไปควรจะทําอย่างไร อันนี้ท่านประธานผมก็ได้ นําเสนอไว้เยอะแล้ว แต่โดยสรุปที่ผมคิดว่าควรจะเน้นมากคือนอกจากพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ทางวัฒนธรรม ส่งเสริมการพัฒนาแปลงภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว ผมคิดว่าเราตามลําพังในกรรมาธิการชุดผมคงไม่พอ ถึงแม้เราจะมีพลังเสนออะไรดี ๆ ไว้ตั้งเยอะ เราอาจจะจําเป็นต้องเป็นวาระของชาติด้วยซ้ํา อาจจะเป็นวาระของสภาปฏิรูปแห่งชาติด้วยซ้ํา ที่จะช่วยกันรวมพลังกันทุกกรรมาธิการ เพื่อจะนําประเทศพ้นจากกับดัก ผมยังคิดว่าเราควรจะ ครอสคัท (Cross-cut) ทํางานร่วมกันระหว่างกรรมาธิการหลายฝ่าย ทั้งเกี่ยวข้องหลายเรื่อง เศรษฐกิจ แม้กระทั่งบริหารราชการแผ่นดินซึ่งเราจะต้องพูดถึงชุมชน กระจายอํานาจลงสู่พื้นที่ เศรษฐกิจไม่ต้องพูดนะครับ ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลังก็พูดถึง ผู้ประกอบการไว้มากแล้ว สังคมเราก็พูดถึงชุมชนเข้มแข็ง เหล่านี้เป็นต้น คงจะต้องรวมพลังกัน รวมพลังกัน ถ้าตั้งเป้าหมายว่าเราอยากจะเห็นประเทศไทยสามารถเพิ่มมูลค่าของอุตสาหกรรม สร้างสรรค์จากร้อยละ ๑๐ เป็นร้อยละ ๒๐ ได้ไหม ของจีเอ็นพี (GNP) ภายในปี ๒๕๖๘ แล้วก็รวมพลังกัน นําชาติออกจากกับดัก อันนี้น่าจะเป็นภารกิจของทุกคนในสภาแห่งนี้ ไม่ใช่ภารกิจของทางกรรมาธิการชุดไหน แต่ผมอยากจะนําเสนอเป็นภารกิจใหญ่ของเรา ก็จบท้ายด้วยปฏิรูปมาก่อนการเมืองนะครับ ขอบคุณมากครับ