สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๗ · ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๘

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ขอเสนอแนวทางปฏิรูปศิลปวัฒนธรรมไทย เพื่อสร้างความยั่งยืนและลดความเหลื่อมล้ำ โดยมียุทธศาสตร์ 4 ยุทธศาสตร์ คือ การสร้างดุลยภาพ การสร้างเครือข่ายความเข้มแข็ง การสร้างศักยภาพ และการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังเสนอกรอบความคิดในการจัดตั้งสมัชชาศิลปวัฒนธรรมเพื่อสร้างค่านิยม คุณธรรม ธรรมาภิบาล เพิ่มคุณค่าวัฒนธรรมและศิลปะ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมในประเทศ

นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน กระผม เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา ขอรายงานด้วยการเปิดคลิป (Clip) ภาพให้ได้เห็นก่อนครับ เชิญครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)

ขอบคุณครับ นั่นคือ ภาพสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในบ้านเราเวลานี้ครับ ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ท่านให้ความเห็นไว้ดีว่า สภาพอย่างนี้เรากําลังต้องกัดฟันรักษาไว้หรืออย่างไร เพราะว่าการที่จะพูดรายงานวันนี้ เรื่องคุณค่าและมูลค่านั้นเราต้องทําไปพร้อม ๆ กันครับ เพราะเวลานี้คุณค่าของวัฒนธรรมนั้น เป็นสิ่งที่เรากําลังให้ความสนใจน้อยไป ทั้งที่ว่าที่จริงแล้วทุนทางวัฒนธรรมที่เป็นคุณค่า มหาศาลนั้นเต็มอุดมสมบูรณ์อยู่ในแผ่นดินนี้ เพียงแต่เราขาดการให้ความสนใจเท่าที่ควร เท่านั้นเองนะครับ ไม่ว่าจะมีรัฐธรรมนูญกี่ฉบับแต่ปัญหาเรื่องวัฒนธรรมก็ยังคงอยู่กับแผ่นดิน ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เราจะต้องปฏิรูป เป็นเรื่องที่เราจะต้องจัดการบริหารเพื่อสร้าง ทั้งคุณค่าและมูลค่าให้ประกอบกันเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่แท้จริง ผมก็อยากขอพูด ใน ๓ ประเด็น และนอกนั้นก็จะให้กับคณะกรรมาธิการได้พูดเสริมในบางประเด็น ผมจะพูด ในเรื่องว่าปัจจุบันสถานการณ์ของวัฒนธรรมไทยบ้านเรานั้นตกอยู่ในสภาพอย่างไร แล้วทําไม ถึงต้องปฏิรูป ประเด็นที่ ๒ ก็คือกรอบของการปฏิรูปว่าจะมีอย่างไรบ้าง แล้วก็ประเด็นที่ ๓ ก็คือส่วนท้ายของรายงานนี้ที่จะพูดถึงวิสัยทัศน์แล้วก็การบ่งชี้ถึงผลสัมฤทธิ์และกรอบเวลาด้วย ก่อนที่จะพูดอะไรต่อไป ผมขอพูดซ้ํา ๆ ว่างานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนานั้น เป็นงาน ๓ ส่วน ซึ่งมี ๓ คณะทํางานก็คือศาสนา ค่านิยม จริยธรรมและศิลปวัฒนธรรม ซึ่งแบ่งเป็น ๓ คณะทํางาน ซึ่งผมเองนั้นก็อยู่ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและ การศาสนาด้วย ส่วนอีกคณะหนึ่งคือคณะเกี่ยวกับกิจการศาสนา มีท่านพลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ เป็นประธาน คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม คุณธรรมและจริยธรรม ท่านอาจารย์ดอกเตอร์จุรี วิจิตรวาทการ ที่เป็นวาระพัฒนา จะเสนอในวันพรุ่งนี้ ฉะนั้นโดยภาพรวม ๆ ผมอยากจะทํา ความเข้าใจร่วมกันที่เคยย้ําแล้วว่าทั้ง ๓ เรื่อง ๓ คณะ เราทํางานที่มันดูเหมือนว่าจะสบาย ๆ แต่เป็นเรื่องที่หนักมากเลยครับ เพราะว่าเรื่องของศาสนานั้นเป็นหลักคิด เรื่องของจริยธรรมนั้น เป็นหลักปฏิบัติ ขณะที่ค่านิยมก็เป็นเหมือนพฤติกรรมก็คือหลักปฏิบัตินั่นล่ะ ส่วนศิลปะนั้น หมายถึงความจัดเจนในการทํางานในหลากหลายมิติ ซึ่งทั้งหมดนี้มันอยู่ในร่มของคําว่า วัฒนธรรม เพราะวัฒนธรรมคือสิ่งที่คนทํา คนสร้างขึ้น รวมก็คือหมายถึงวิถีชีวิตนั้นเอง แล้วก็วัฒนธรรมที่เป็นวิถีชีวิตนั้นมันเป็นผลผลิตของสังคม สังคมซึ่งตั้งอยู่บนฐานเศรษฐกิจ แล้วก็อยู่ภายใต้ร่มของการเมือง การบริหารจัดการ ฉะนั้นเราจะมองปัญหาวัฒนธรรม โดยส่วนเดียวไม่ได้ ถ้าหากว่าเราไม่คํานึงถึงรากฐานคือเศรษฐกิจ แล้วก็การจัดการคือ เรื่องของการเมือง ถ้าเปรียบเทียบประเทศก็เหมือนกับต้นไม้ครับ ส่วนที่เป็นลําต้นก็คือสังคม ส่วนที่เป็นรากเหง้าก็คือเศรษฐกิจ ส่วนที่เป็นเรือนยอดคือการเมือง ดอกและผลก็คือศิลปะ และวัฒนธรรม ดอกไม้เป็นความงามของต้นไม้ฉันใด ศิลปะก็เป็นอลังการของสังคมฉันนั้น สังคมไทยนั้นเป็นสังคมที่รุ่มรวยแล้วก็ลุ่มลึก รุ่มรวยแล้วก็ลุ่มลึกทางด้านศิลปวัฒนธรรม ในหลายมิติ วัฒนธรรมท้องถิ่นที่หลากหลายอันเกิดจากความแตกต่างทางชาติพันธุ์ ศาสนา และพื้นที่ การมีพื้นที่กายภาพสําหรับการเรียนรู้มากมาย เช่น พิพิธภัณฑ์ หอแสดงผลงาน ทางศิลปะ หอแสดงดนตรีและศิลปวัฒนธรรม ศูนย์การเรียนรู้และพื้นที่สาธารณะอื่น ๆ การมีกิจกรรมทางศิลปะและวัฒนธรรมที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ดําเนินการโดยหน่วยงาน ภาครัฐ ภาคเอกชน เช่น มหกรรมดนตรี ศิลปะนานาชาติ เทศกาลละครเวที เทศกาล ภาพยนตร์นานาชาติ เทศกาลศิลปะการแสดงดนตรีคลาสสิค (Classic) ลูกทุ่ง ป๊อป (Pop) ละครเพลง เป็นต้น นอกจากนี้ก็ยังมีศิลปินที่ได้รับการยอมรับจากต่างประเทศหลายท่าน หลายสาขา ทางด้านจิตรกรรม ประติมากรรม การออกแบบ สิ่งทอ แฟชั่น ภาพยนตร์ การแสดงดนตรีและมีสถาบันการศึกษามากกว่า ๑๐๐ สถาบัน ที่จัดการเรียนการสอน ด้านศิลปวัฒนธรรม ครอบคลุมทุกสาขาวิชา ทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ ดุริยางคศาสตร์ มัณฑนศิลป์ วารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน วิจิตรศิลป์ ประยุกต์ศิลป์ ศิลปกรรมศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ อักษรศาสตร์ โดยสถาบันต่าง ๆ เหล่านี้ได้ผลิตบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถด้านศิลปวัฒนธรรมออกสู่สังคมไม่ต่ํากว่าปีละ ๑๐,๐๐๐ คน รัฐบาลไทย ก็ได้ให้ความสําคัญกับงานศิลปวัฒนธรรมในหลายมิติเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โดยการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจด้วยทุนทางวัฒนธรรม การสร้างมูลค่าให้กับผลผลิต ทางวัฒนธรรม การส่งเสริมและสนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น การท่องเที่ยว การกีฬา เราเห็นได้จากระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ พ.ศ. ๒๕๕๖ มีการตั้งคณะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมเศรษฐกิจ สร้างสรรค์ และมีการจัดตั้งสํานักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นหน่วยงานภายใน สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สํานักนายกรัฐมนตรีโดยใน พ.ศ. ๒๕๕๕ ได้มีโครงการลงทุน ของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลรับภาระการลงทุนในด้านเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ เป็นเงินถึง ๓,๕๗๖ ล้านบาท นอกจากนี้รัฐบาลยังมีความตื่นตัวในการจะก้าวเข้าสู่ เป็นเอเอสซีซี (ASCC) คือ (ASEAN Socio-Cultural Community) ใน ค.ศ. ๒๐๒๐ ด้วย เป้าหมายที่จะสร้างประชาสังคมอาเซียนให้มีความสําคัญแก่ประชาชนเป็นสังคมที่เอื้ออาทร แบ่งปันประชากรอาเซียน มีความเป็นอยู่ที่ดี มีการพัฒนาทุกด้าน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ของประชาชน ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน รวมทั้งส่งเสริมอัตลักษณ์ ของอาเซียน (ASEAN) โดยมีสาระสําคัญ ๒ ประการ คือ การพัฒนามนุษย์และการสร้างอัตลักษณ์ อาเซียน ขณะที่ศิลปะและวัฒนธรรมสามารถสร้างคุณค่าและมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม ในมิติต่าง ๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งที่เป็นผลตอบแทนที่สามารถประเมินค่าได้ เช่น การมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายสินค้า การบริการของงานศิลปะหรือวัฒนธรรมนั้น ๆ โดยตรง การลดค่าใช้จ่ายในการจัดการสิ่งแวดล้อม การลดค่าครองชีพในชุมชน และผลตอบแทน ที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ เช่น สภาพความเป็นอยู่ที่เกื้อกูลกัน สภาพสังคมอยู่เย็นเป็นสุข สภาพสิ่งแวดล้อมที่ดี ซึ่งผลกระทบดังกล่าวนําไปสู่การสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และสังคมบนฐานคุณค่าของศิลปะ วัฒนธรรม ทั้งทุนทางกายภาพ เป็นสินทรัพย์ที่มีตัวตน ประเมินค่าได้ เป็นทุนที่อ้างสิทธิประโยชน์ในอนาคตได้ เช่น สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า ยี่ห้อ สิทธิทางการค้า ความรู้ ภูมิปัญญา ทักษะ และ ศักยภาพของมนุษย์ การบริหารการจัดการที่ดี คุณค่า ทุน ทรัพยากรที่มีคุณค่าและมูลค่าที่เพิ่มสูงขึ้นได้เรื่อย ๆ แต่แม้ว่าสังคมไทยจะรุ่มรวย และและลุ่มลึก และแม้ว่ารัฐบาลจะเห็นความสําคัญของศิลปะและวัฒนธรรมในหลายมิติ แต่การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของสังคมโลกผ่านสื่อต่าง ๆ ทุกรูปแบบ ตลอดจนพื้นฐานการศึกษา ของไทยที่หลีกหนีจากศิลปะและวัฒนธรรมอันเป็นรากเหง้าเดิมของเรา ทําให้คนไทยและ สังคมไทยอ่อนแอตั้งแต่ฐานราก ขาดการยึดโยงและเชื่อมร้อยระหว่างหลักศาสนา จริยธรรม และค่านิยม ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกครับ ก่อนที่เราจะคิดเป็นอะไร ต้องรู้ให้ได้ก่อนว่า อะไรที่ทําให้เราเป็นเรา ก่อนที่เราคิดจะเป็นอะไรนะครับต้องถามตัวเองให้ได้ก่อนว่าอะไร ที่ทําให้เราเป็นเรา นั่นคือวัฒนธรรมครับ วัฒนธรรมเป็นพื้นฐานสําคัญที่กําหนดความเป็นเรา เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมจึงเป็นคุณค่าอันอุดมสมบูรณ์ที่เรามีอยู่ จําเป็นต้องฟื้นฟูในลักษณะ เลือกที่จริง ทิ้งที่เท็จ ทั้งวัฒนธรรมชาติ วัฒนธรรมต่างชาติ คือวัฒนธรรมในชาตินั้น ต้องมีลักษณะที่นําอดีตมารับใช้ปัจจุบัน ไม่ใช่เอาอดีตมาครอบปัจจุบัน ต่อต่างชาติก็เช่นกัน ต้องนําวัฒนธรรมต่างชาติมารับใช้ชาติเรา ไม่ใช่นําวัฒนธรรมต่างชาติมาครอบชาติเรา ในลักษณะ ที่เราเห็นและเป็นอยู่ สะท้อนทัศนะจากคนรุ่นใหม่จากวิดีโอ (Video) เมื่อตอนต้นนั้นด้วย เพื่ออะไรครับ เพื่อสร้างพื้นฐานเข้มแข็งให้วัฒนธรรมได้เป็นคุณค่าของคนอย่างแท้จริง จนพัฒนาเป็นมูลค่าและอาวุธ วัฒนธรรมที่ต่างชาติกําลังเป็นมิติใหม่ของสังคมในอนาคต ที่มิติทางวัฒนธรรมจะเป็นมิติที่มาแรงที่สุดครับ มูลค่าที่กลายเป็นอาวุธวัฒนธรรมนั้น มันเหมือนกับคมขวานที่เป็นเอกภาพเดียวกันกับสันขวาน สมตามอุปมาสัณฐานของ แผนที่ประเทศไทย ปัจจุบันนอกจากคมขวานจะบิ่นร่อยแล้วใบขวานก็ยังขึ้นสนิมด้วยครับ นี่เป็นเหตุผลที่วัฒนธรรมจําเป็นต้องปฏิรูป เราต้องตระหนักในคุณค่าอันนี้เสียก่อนครับ เราจึงจะสร้างมูลค่าที่แท้จริงได้ และการเปลี่ยนแปลงของสังคมก็เป็นการเปลี่ยนแปลง ทางวัฒนธรรมด้วย เช่น สังคมไทยอดีตเคยมีวิถีชีวิตเรียบง่ายภายใต้วัฒนธรรมเกษตร เมื่อเปลี่ยนผ่านมาสู่สังคมอุตสาหกรรมทําให้เกิดช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบทมากขึ้น อย่างรวดเร็ว อันเนื่องมาจากการเคลื่อนย้ายของประชากร ในขณะที่เกษตรกรส่วนหนึ่งในชนบท เข้ามาเป็นกรรมกรในโรงงานอุตสาหกรรม กรรมกรทํางานก่อสร้าง และคนงานหรือลูกจ้าง ในสถานบริการต่าง ๆ อีกส่วนหนึ่งก็ขายที่ดินให้กับนายทุนเพื่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรม หรือมิฉะนั้นก็ทําการเพาะปลูกพืชไร่ในลักษณะเกษตรอุตสาหกรรม ต้องปรับเปลี่ยนวิถีการผลิต วิถีชีวิต วิธีคิด และสถานภาพของตัวเอง อันเรียกรวม ๆ ว่าวัฒนธรรมเพื่อให้ทันต่อ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม ได้นํามาซึ่งปัญหาสังคมนานัปการ เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลง จากสังคมที่มีค่านิยมทางวัฒนธรรมที่เน้นการทําตัวเองให้กลมกลืนกับธรรมชาติและจักรวาล และการสร้างดุลยภาพระหว่างความต้องการทางวัตถุกับทางจิตที่มีผลทําให้ผู้คนต้องพึ่งพา กันเองร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรและสภาพแวดล้อมธรรมชาติ มาเป็นสังคมสมัยใหม่ที่เน้น ความเจริญทางวัตถุและการเป็นปัจเจกบุคคล ในขณะที่ค่านิยมทางวัฒนธรรมเปลี่ยนเป็น การเน้นการควบคุมธรรมชาติและจักรวาลแทน อันเป็นผลต่อมาให้เกิดการใช้เทคโนโลยี ทางวิทยาศาสตร์เพื่อการผลิตผลทางเศรษฐกิจจนเกินความจําเป็น ทรัพยากรธรรมชาติ และสภาพแวดล้อมธรรมชาติได้ถูกทําลายลงอย่างรวดเร็วโดยไม่จําเป็น ค่านิยมแบบไทย ๆ คุณธรรม จริยธรรม บนพื้นฐานของหลักศาสนาถูกทําให้สั่นคลอนและถูกแทนที่ด้วยค่านิยม แบบใหม่ในโลกทุนนิยมและสังคมบริโภค กลายเป็นสังคมที่มีแต่ความโลภและความเห็นแก่ตัว เรามีศัพท์ว่า โลกาภิวัตน์ ผมอยากจะบัญญัติอีกศัพท์หนึ่งว่า โลภาภิวัตน์ ครับตอนนี้ คือภิวัตน์ไปกับกิเลสความโลภของคน ศิลปะและวัฒนธรรมได้ถูกทําให้เป็นสินค้าที่มีแต่เปลือก โดยขาดความเชื่อมโยงกับรากเหง้าและคุณค่าที่แท้จริงครับ ท่านประธานครับการสร้างสังคม อุดมศิลปะนั้นไม่อาจอยู่ได้โดยปราศจากผู้ชมที่มีคุณภาพ ผู้ชมที่มีคุณภาพจะต้องเป็นผู้ที่เข้าถึง ศิลปะที่แท้จริง ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายที่ถูกปั่นและถูกกรอกหูด้วยการโฆษณา ชวนเชื่อนานาชนิดจนกลายเป็นผู้เสพสื่อที่ถูกชักจูงตามคําสั่งของสื่อโดยไม่ได้สนใจคุณค่าแท้ ของศิลปะ และเข้าใจเพียงว่าศิลปะเป็นสินค้าแห่งความบันเทิงเท่านั้น หากคนไทยและ สังคมไทยไม่รู้เท่าทันสื่อและการเปลี่ยนแปลงของสังคมในยุคโลกาภิวัตน์และโลภาภิวัตน์ ไม่ตระหนักถึงคุณค่าเชิงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนเอง ขาดการน้อมนําและถ่ายทอด จากรุ่นสู่รุ่นและไม่มีกระบวนการวางรากฐานเชิงระบบจะทําให้สังคมทั้งสังคมขาดภูมิคุ้มกัน ทางปัญญา อันเป็นผลต่อมาให้การพัฒนาคนบนรากฐานของศาสนา ค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม ไม่อาจเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน สภาพปัจจุบันนะครับ การปกป้อง ฟื้นฟู อนุรักษ์ สืบสานและพัฒนาด้านศิลปะและวัฒนธรรม โดยภาพรวม ไม่อาจที่จะเป็นเครื่องมือ ของการพัฒนาคุณภาพชีวิตและไม่อาจที่จะเป็นเป้าหมายในเรื่องความดี ความงาม และความสุข ที่แท้จริง อันเนื่องมาจากการขาดดุลยภาพเชิงอํานาจในการกําหนดนโยบาย ดุลยภาพเชิงอํานาจ ในการกําหนดนโยบาย ทิศทาง จุดยืนของการพัฒนาและการบริหารจัดการ คือภาคประชาชน หรือภาคประชาสังคมในฐานะที่เป็นเจ้าของภูมิปัญญา ผู้สร้างผลงาน ผู้สืบทอดมรดก ทางวัฒนธรรมของชาติ และเป็นผู้เสพ ไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการปกป้อง ฟื้นฟู อนุรักษ์ สืบสารและพัฒนา โดยผู้สร้างและผู้เสพส่วนหนึ่งอาจไม่เข้าใจและไม่ตระหนักถึงสิทธิและ หน้าที่ของตนในการที่เข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริม สนับสนุน ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งแม้ว่า จะได้พยายามทําหน้าที่ในการปกป้อง ฟื้นฟู อนุรักษ์ สืบสานและพัฒนา หากก็ยังมีพลัง ไม่เพียงพอที่จะผลักดันให้เกิดผลสําเร็จที่แท้จริง การดําเนินงานด้านศิลปะและวัฒนธรรม ที่ผ่านมาโดยส่วนใหญ่จึงมีลักษณะที่องค์กรภาครัฐเป็นผู้กําหนดนโยบายและกํากับดูแล ในขณะที่องค์กรธุรกิจเอกชนมีบทบาทในฐานะผู้สนับสนุนหลักด้วยการนําศิลปะ และวัฒนธรรมมาใช้ในการสร้างกระแสความนิยมเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของตนเอง แต่ภาคประชาชนหรือภาคประชาสังคมกลับไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการส่งเสริม สนับสนุน รวมถึงแสดงผลงานศิลปะและวัฒนธรรมอย่างเท่าเทียมและจริงจัง มันก่อให้เกิดลักษณะที่ว่าภาครัฐและภาคเอกชนนั้นจริงจังแต่ไม่จริงใจ ขณะที่ภาคประชาชนนั้น จริงใจแต่ไม่จริงจัง นี่คือสภาพที่เป็นจริงในปัจจุบันครับ เราจะเห็นว่าพิพิธภัณฑ์ หอแสดง ศิลปวัฒนธรรม สถานศึกษาที่เปิดสอนด้านศิลปะและวัฒนธรรม ร้านอาหาร โรงแรม ส่วนใหญ่มุ่งเน้นสนับสนุนเฉพาะกิจกรรมทางศิลปะและวัฒนธรรมที่สร้างรายได้ภายใต้ คุณค่าเทียมมากกว่าคุณค่าแท้ อันก่อให้เกิดภาวะลดน้อยถอยลงอย่างต่อเนื่องจนอยู่ในสภาพ ที่เรียกว่าของเก่าก็หาย ของใหม่ก็หด การปกป้องฟื้นฟู อนุรักษ์สืบสานและพัฒนาโดยภาพรวม จึงมีลักษณะแหว่งวิ่น กระจัดกระจาย ไม่ทั่วถึงประชาชนทุกหมู่เหล่า ไม่มีการสะท้อนปัญหา และแนวทางการแก้ไขอย่างตรงจุดและตรงประเด็น ดุลยภาพแห่งอํานาจในการบริหารจัดการ ระหว่างองค์กรภาครัฐ ภาคธุรกิจ เอกชนและภาคประชาชน อันนําไปสู่การปกป้องฟื้นฟู อนุรักษ์ สืบสานและพัฒนาศิลปะและวัฒนธรรมในระดับชาติ ระดับท้องถิ่นและระดับชุมชน โดยมีรูปแบบที่หลากหลายในการขับเคลื่อน นับเป็นเรื่องที่มีความสําคัญในฐานะที่เป็นจุด คานงัดของการลดความเหลื่อมล้ําและสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคมด้วยครับ ท่านประธานครับ ทั้งนี้จากการศึกษาของคณะทํางานของพวกเราที่ได้ข้อมูลจากการได้ลง ตระเวนไปยังพื้นที่ต่าง ๆ มา ๓-๔ ปีก่อนหน้านี้ ในนามของสมัชชาปฏิรูปที่มีคุณหมอประเวศ เป็นประธานนั้น ผมเองทางด้านศิลปินเพื่อการปฏิรูปก็ได้ลงไปได้ข้อมูลเหล่านี้มาด้วย เราเห็นว่าปัจจัยสําคัญที่ทําให้ภาคประชาชนไม่สามารถเข้ามามีบทบาทในการปกป้อง ฟื้นฟู อนุรักษ์ สืบสานและพัฒนาศิลปะและวัฒนธรรมได้อย่างเต็มที่และเต็มศักยภาพนั้น มี ๖ ประการ คือข้อจํากัดทางกฎหมาย ข้อจํากัดทางกฎหมายนั้น กฎหมายที่เกี่ยวข้อง มี ๔ ประการคือ ๑. การบูรณาการร่วมกันและองค์ประกอบคณะกรรมการผู้มีอํานาจหน้าที่ ตามกฎหมายระหว่างหน่วยงานของรัฐและภาคประชาชนมีสัดส่วนที่ไม่เสมอภาคกันครับ ประเทศไทยมีกฎหมายจํานวนมากที่มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมและอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม แต่กฎหมายเหล่านั้นกลับเป็นการส่งเสริมเฉพาะด้าน เฉพาะสาขา ไม่มีความเป็นอันหนึ่ง อันเดียวกันและขาดการบูรณาการร่วมกัน องค์กรที่ทําหน้าที่ก็ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย ที่กําหนดก็มีลักษณะต่างคนต่างทํา ต่างคนต่างของบประมาณเพื่อใช้ดําเนินการภายใน องค์กรของตัวเอง ในขณะที่เนื้องานก็มีลักษณะที่คล้ายคลึงและซ้ําซ้อนกัน องค์ประกอบ ของคณะกรรมการที่ทําหน้าที่กํากับดูแลตามกฎหมายแต่ละฉบับ ส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วย ตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐในสัดส่วนที่มากกว่าภาคประชาชน ทั้งกรรมการโดยตําแหน่ง ผู้แทนหน่วยงานรัฐก็พบว่ามีกําหนดตําแหน่งซ้ําซ้อนกันในกฎหมายหลายฉบับ กรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากบุคคลภายนอกก็ไม่ได้เป็นตัวแทนจากภาคประชาชนอย่างแท้จริง ส่วนใหญ่ก็มาจากการคัดสรรจากหน่วยงานของรัฐทําให้เสียงไม่มีพลังมากพอที่จะผลักดันแนวคิด หรือข้อเสนอแนะต่าง ๆ โดยลําพัง ถ้าปราศจากการสนับสนุนจากกรรมการที่มาจากหน่วยงาน ของรัฐ ส่วนพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๓ ที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของ ภาคประชาชนโดยกําหนดให้มีสภาวัฒนธรรมขึ้น ประกอบด้วยตัวแทนเครือข่ายวัฒนธรรม ทั้งภาครัฐและเอกชน แต่ตัวแทนเครือข่ายเหล่านี้มิได้มีการแบ่งแยกตามสาขาอาชีพ หรือตามความถนัดในแต่ละด้าน ดังนั้นตัวแทนที่มาจากศิลปวัฒนธรรมสาขาหนึ่ง ๆ อันไม่ทราบ หรือเข้าใจถึงสภาพปัญหาของผู้ที่อยู่ในแวดวงศิลปวัฒนธรรมสาขาอื่น ๆ ได้อย่างถ่องแท้ แล้วก็ไม่ได้มีบทบาทสําคัญในการกําหนดนโยบายด้านศิลปวัฒนธรรมแต่อย่างใด เนื่องจากสภาวัฒนธรรมทําหน้าที่แค่เสนอข้อคิดเห็น หรือข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการ วัฒนธรรมแห่งชาติเท่านั้น

ประการที่ ๒ ด้านการใช้มิติทางวัฒนธรรมที่กลมกลืนกับวิถีชุมชน บทบาท การดําเนินการด้านวัฒนธรรมในปัจจุบันมีลักษณะเป็นการรับนโยบายหรือแนวทาง การดําเนินการพัฒนาวัฒนธรรมจากส่วนกลางและยังไม่ได้เป็นการส่งเสริมให้เกิดการใช้มิติ ทางวัฒนธรรมอย่างกลมกลืนกับวิถีชีวิต อีกทั้งการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ผ่านมา คนในชุมชนที่เป็นเจ้าของวัฒนธรรมไม่มีอํานาจ ที่จะอนุรักษ์หรือสร้างคุณค่าให้แก่วัฒนธรรมด้วยตัวเอง เพราะมีผู้นําที่เป็นผู้กําหนดวิธีการ หรือวิธีคิดในการปฏิบัติ ผู้ที่มีบทบาทในการบริหารจัดการวัฒนธรรมบางส่วนยังขาดความมั่นใจ ขาดความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ขาดทักษะและการมองเห็นประโยชน์ที่แท้จริง ในการดําเนินการ อีกทั้งหน่วยงานของรัฐ ชุมชนและองค์กรภาคประชาชนต่างคนต่างมีข้อมูล แต่ไม่มีทิศทางร่วมกัน ต่างคนต่างมีข้อมูลแต่ไม่มีทิศทางร่วมกัน ผลที่เกิดก็คือทําให้ชุมชนสับสน และตัดสินใจไม่ได้ว่าจะรับแนวทางจากผู้นําแล้วนํามาผสมผสานกับความเป็นชุมชนของตน ได้อย่างไร ซึ่งถ้าหากมีกฎหมายส่งเสริมให้ภาคประชาชนที่เกี่ยวข้องกับศิลปวัฒนธรรม ในทุกด้านได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกําหนดนโยบายด้านศิลปวัฒนธรรมตั้งแต่ต้นก็จะ ลดปัญหาการขาดการใช้มิติทางวัฒนธรรมอย่างกลมกลืนกับวิถีชีวิตของคนในชุมชนได้ ชุมชนไม่มีพลังเพราะว่าไม่ได้ตระหนักในความเป็นตัวของตัวเอง

ประการต่อไปก็คือด้านพื้นที่การแสดงผลงานของศิลปินครับ ด้วยความที่ ภาครัฐอาจเห็นว่าการเพิ่มพื้นที่ให้ศิลปินได้แสดงผลงานหรือการสนับสนุน หรือช่วยเหลือ ให้ศิลปินได้มีพื้นที่แสดงผลงานทางศิลปะโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หรือมีค่าใช้จ่ายที่ต่ําสุด หรือสนับสนุนให้มีพื้นที่สาธารณะเพื่อศิลปวัฒนธรรมของชุมชนให้ครอบคลุมทั่วทุกภาค ของประเทศ ไม่ใช่ปัญหาสําคัญ ภาครัฐอาจจะเห็นว่าไม่ใช่ปัญหาสําคัญ ประกอบกับภาคประชาชน ที่เกี่ยวข้องกับศิลปวัฒนธรรมในทุก ๆ ด้านไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกําหนดนโยบาย ด้านศิลปวัฒนธรรมอย่างแท้จริง จึงไม่สามารถผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์แก่การส่งเสริม และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมได้อย่างเต็มที่และเกิดผลสําเร็จ ปัญหาข้อจํากัดด้านพื้นที่ ให้ศิลปินได้แสดงผลงานทางด้านศิลปวัฒนธรรมจึงไม่ได้รับการแก้ไข ส่งผลให้ปัจจุบันศิลปิน หลายท่านต่างประสบปัญหาไม่มีพื้นที่สาธารณะหรือพื้นที่ที่ไม่มีต้นทุนค่าใช้จ่ายหรือพื้นที่ ที่มีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ต่ําสุดอย่างเพียงพอทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อเผยแพร่ผลงาน ด้านศิลปวัฒนธรรมให้เป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมของไทยแก่ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกเพศวัย ซึ่งหากแก้ไขปัญหาเรื่องพื้นที่ให้ศิลปินได้แสดงผลงานทางด้านศิลปวัฒนธรรมได้ จะเป็นการขยายโอกาสของประชาชนในการเข้าถึงและเรียนรู้ถึงศิลปวัฒนธรรมที่หลากหลาย และสําหรับศิลปินผู้สร้างผลงานก็จะเป็นฐานของอาชีพรายได้และโอกาสในการพัฒนา และในที่สุดก่อให้เกิดบรรยากาศของการสร้าง การเสพ การวิจารณ์ การเปรียบเทียบ และยกระดับผลงานด้านศิลปวัฒนธรรมในอนาคต ทั้งนี้ปัญหาข้อจํากัดด้านพื้นที่ให้ศิลปิน ได้แสดงผลงานทางด้านศิลปวัฒนธรรมได้รับเสียงสะท้อนจากศิลปินและภาคประชาชน มาอย่างต่อเนื่อง อย่างเมื่อตอนต้นในภาพฉาย แม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ แม่เพลงศรีประจันต์ เพลงอีแซว ท่านร้องขอพื้นที่นั่นล่ะครับ คือพื้นที่ทางวัฒนธรรมมันยังเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ของประชาชนด้วยครับ เพราะเวลานี้ที่ผมเคยบอกว่าสภาพชาวบ้านเรากลางวันก็เดินห้าง กลางคืนก็นั่งเฝ้าจอแล้วก็นอนรอถูกหวยเท่านั้นเอง ท่านมองเห็นสภาพใช่ไหมครับว่า มันถูกกําหนดด้วยอะไร ห้าง สื่อแล้วก็หวย ความหวังของคนจนอยู่ที่หวยครับ แล้วบางที เรายังไปโกงกระทั่งความหวังของคนจนด้วย นี่คนใจร้ายของสังคมเรา เขามีการรายงานนะครับว่า คนที่มีประสบการณ์เรื่องศิลปวัฒนธรรม มีปฏิสัมพันธ์กับงานศิลปวัฒนธรรมจะเป็นคน ที่มีอายุยืนกว่าคนที่ไม่มีประสบการณ์ ไม่ใช่เพราะว่าเขามีฐานะทางเศรษฐกิจดี แต่เป็นเพราะว่า เขาวิจัยแล้วว่าการที่มีปฏิสัมพันธ์กับงานศิลปวัฒนธรรมนั้นมันไปกระตุ้นเซลล์ (Cell) ในร่างกาย ภูมิคุ้มกันในร่างกายของมนุษย์ให้เกิดขึ้นได้ ดีกว่าคนที่ไม่มีประสบการณ์ เรื่องศิลปวัฒนธรรม

ประการต่อไปก็คือ ด้านการบริหารจัดการกองทุนครับ การจัดตั้งกองทุน ที่เกี่ยวกับการส่งเสริมงานด้านศิลปะและวัฒนธรรมนั้นมีอยู่แล้วครับ เช่นกองทุนส่งเสริม งานวัฒนธรรม กองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรมจังหวัด และกองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย ที่ทางภาครัฐมีอยู่ในกระทรวงวัฒนธรรม แต่กองทุนเหล่านี้ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลครับ มีอํานาจหน้าที่ที่จํากัด การบริหารจัดการเงินกองทุนที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริม ด้านศิลปวัฒนธรรม จึงถูกจํากัดตามกรอบหลักการของกฎหมาย หรือนโยบายที่คณะกรรมการ ตามกฎหมาย หรือคณะกรรมการบริหารกองทุนกําหนดไว้ รวมทั้งมีข้อจํากัดด้านปริมาณ เงินกองทุนที่จะสามารถนํามาใช้จ่ายเพื่อส่งเสริมและพัฒนาด้านศิลปวัฒนธรรม เช่นกรณี ของพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๓ กําหนดให้มีกองทุนส่งเสริม งานวัฒนธรรม ซึ่งเป็นกองทุนหมุนเวียนขึ้นในกรมส่งเสริมวัฒนธรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อ เป็นทุนใช้จ่ายเกี่ยวกับการส่งเสริมและสนับสนุนงานวัฒนธรรม โดยภาคเอกชนและภาคชุมชน มีสิทธิขอรับการอุดหนุนจากกองทุนได้ แต่จะต้องสอดคล้องกับนโยบายวัฒนธรรมของชาติ ในเรื่องของการศึกษา วิจัย พัฒนา ฟื้นฟู อนุรักษ์ ส่งเสริม และเผยแพร่วัฒนธรรมด้วย เพราะฉะนั้นการขอรับทุนเหล่านี้มีข้อจํากัด นอกจากนี้ในระเบียบการเรื่องกองทุนนี้มีอยู่ข้อที่ว่า กําหนดลักษณะของโครงการที่ไม่อยู่ในข่ายในการให้การอุดหนุนถ้าเป็นเรื่องจําเป็น เช่น การจัดหาครุภัณฑ์ที่ข้อเท็จจริงในปัจจุบันเยาวชนไทยที่อยู่ในท้องถิ่นต่าง ๆ ของประเทศไทย ขาดการเรียนรู้หรือเข้าถึงในศิลปะ วัฒนธรรมหลายสาขา โดยเฉพาะด้านสังคีตศิลป์ ซึ่งสาเหตุหนึ่งมาจากข้อกําจัดในอุปกรณ์การเรียน การสอน เพราะอุปกรณ์การศึกษา และเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นมีราคาค่อนข้างสูง ขณะที่กองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรมไม่ได้ ให้การอุดหนุนด้านการจัดหาครุภัณฑ์ ซึ่งบรรดาอุปกรณ์การศึกษาและอุปกรณ์ประเภท เครื่องดนตรีและนาฏศิลป์ต่างก็จัดอยู่ในหมวดของครุภัณฑ์ ในส่วนที่ข้อจํากัดด้านปริมาณ เพื่อนํามาใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ของกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม นับว่าเป็นอุปสรรค ประการสําคัญที่ทําให้กองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรมไม่สามารถดําเนินงานให้เกิดผล เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนและเกิดความต่อเนื่อง ดังเห็นได้จากการวิเคราะห์กองทุนส่งเสริม งานวัฒนธรรมตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนากองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม พ.ศ. ๒๕๕๖ ถึง พ.ศ. ๒๕๕๙ ซึ่งกองทุนมีจุดอ่อนตรงที่การให้การสนับสนุนงานด้านวัฒนธรรมทําได้ ไม่กว้างขวาง เนื่องจากเงินดอกผลมีจํานวนจํากัด คือประมาณปีละ ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท และกองทุนมีอุปสรรค์ตรงที่การให้การสนับสนุนงบประมาณด้านนโยบายวัฒนธรรม ของรัฐบาลยังไม่เพียงพอต่อการดําเนินงานให้เกิดเป็นรูปธรรมที่มีผลชัดเจนและต่อเนื่อง ซึ่งหากสามารถผลักดันให้มีกฎหมายว่าด้วยกองทุนสร้างเสริมศิลปะ วัฒนธรรมเป็นกองทุน ภาคประชาสังคม ซึ่งต่อไปเราจะพูดถึงในคณะกรรมาธิการของเราจะเป็นผู้ชี้แจงในเรื่องกองทุน ที่เราต้องการให้เกิดขึ้น คือกองทุนนี้ถ้าภายใต้การมีส่วนร่วมและการจัดการของภาคประชาชน ให้มีผลบังคับใช้ได้ การส่งเสริมงานด้านศิลปะและวัฒนธรรมจะสามารถทําได้อย่างต่อเนื่อง และกระจายสู่ประชาชนทุกภาคส่วน โดยมีงบประมาณในการดําเนินการอย่างเพียงพอ

อีกตัวอย่างหนึ่งครับ กรณีกองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยตามพระราชบัญญัติ ส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย พ.ศ. ๒๕๕๑ มีข้อจํากัดตรงที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ได้กําหนด ให้กองทุนมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนเกี่ยวกับการให้การอุดหนุนหรือให้กู้ยืมเงิน แก่ผู้ขอรับการส่งเสริมเพื่อดําเนินงานด้านศิลปะร่วมสมัย ตลอดจนการดําเนินการอื่น เกี่ยวกับการส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย โดยพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้กําหนดความหมายของคําว่า ศิลปะร่วมสมัย หมายความว่าศิลปะที่สร้างสรรค์จากความคิดและประยุกต์อย่างบูรณาการ โดยมีวัฒนธรรมเป็นฐานรากสําคัญในการสร้างสรรค์เพื่อรับใช้สังคม ทําให้ภาคประชาชน ที่เกี่ยวข้องกับศิลปะและวัฒนธรรมในบางด้านที่ไม่ได้มีลักษณะเป็นศิลปะร่วมสมัย เช่น ศิลปะพื้นบ้าน ไม่มีโอกาสได้รับการอุดหนุนจากกองทุนได้เลย อีกลักษณะหนึ่งที่เป็นข้อจํากัดก็คือลักษณะการทํางานของภาครัฐส่วนใหญ่เป็นการทํางานเชิงรับ ไม่ใช่ทํางานเชิงรุก เช่นกฎหมายหลายฉบับที่กําหนดให้มีกองทุนหรือทุนหมุนเวียนมีวัตถุประสงค์ ในการส่งเสริมด้านศิลปวัฒนธรรม ส่วนใหญ่จะกําหนดกระบวนการให้ภาครัฐต้องรอการร้องขอ จากบรรดาศิลปินหรือผู้ที่อยู่ในแวดวงศิลปวัฒนธรรม และต้องการรับการสนับสนุนงบประมาณ โดยที่ภาครัฐยังขาดประสิทธิภาพในการทํางานเชิงรุก ผมยกตัวอย่างวัฒนธรรมที่มาแรง ในบ้านเราตอนนี้คือวัฒนธรรมเกาหลี เชื่อไหมครับเมื่อสัก ๓๐ กว่าปีผมเคยไปสัมมนา เรื่องละครที่กรุงโซล ที่กรุงโซลนั้นมีโรงละครร่วมสมัยหลายสิบโรง ถามว่าเขาอยู่ได้อย่างไร เขาบอกรัฐบาลช่วยงบประมาณครึ่งหนึ่งทุกโรง เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกใจเลยครับ ที่วันนี้ละครแดจังกึมจึงมาตีตลาดละครไทย กลับมาอีกรอบหนึ่งแล้วครับแดจังกึม และ เชื่อไหมครับละครแดจังกึมทําเงินเข้าประเทศเป็น ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะเขาสามารถ เผยแพร่ไปทั่วโลกใคร ๆ ก็อยากดู ใคร ๆ ก็อยากรู้จักเกาหลีจากละครเรื่องนี้ เป็นผลให้เขา มีการพัฒนา พัฒนาทั้งการแสดง พัฒนาทั้งการเขียนบท พัฒนาดนตรี พัฒนาการผลิต พัฒนาทั้งผู้ชมผู้เสพด้วย ฉะนั้นละครเกาหลี ภาพยนตร์เกาหลีมันจึงมาตีตลาดทั้งบ้านเรา และตีตลาดโลกด้วย และความสามารถที่เขามีอย่างนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรเขาสามารถ ไปหยิบจับมาเป็นหนังให้คนดูและเข้าใจ ฉะนั้นวัฒนธรรมเกาหลีเวลานี้มันระบาดไปทั่ว ทุกจังหวัดจะมีเนื้อย่างเกาหลีเขาเห็นแล้วก็มาจากวัฒนธรรมเกาหลีนี่ก็เป็นอาวุธทางวัฒนธรรม เพราะเขาทํางานเชิงรุก คือมีตัวอย่างตอนนี้หลายประเทศเขาเริ่มจากตั้งตัวเป็นศูนย์กลาง ทางวัฒนธรรมอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นเกาหลี ไม่ว่าจะเป็นจีน หรือแม้กระทั่งสิงคโปร์ มาเลเซีย ใกล้บ้านเราด้วย เขาถือว่างานวัฒนธรรมเป็นงานที่จะเป็นอาวุธแล้วก็เป็นการครอบงํารสนิยม ของคนได้ ของบ้านเราไม่ได้คิดในเชิงรุกเราคิดในเชิงรับมาตลอด

อีกประการหนึ่งที่เป็นข้อจํากัดก็คือขาดกลไกการประสานงานระหว่าง ภาคส่วนต่าง ๆ องค์กรภาคประชาชนที่รองรับการประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน และภาคประชาชน ทําให้ขาดกลไกหลักในเรื่องการเชื่อมโยงประสานงาน และบูรณาการระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ในขณะเดียวกันบุคลากรในหน่วยงานของภาครัฐ ก็ขาดความเข้าใจในงานศิลปะและวัฒนธรรม จึงส่งเสริมสนับสนุนศิลปะและวัฒนธรรม ไม่ตรงจุด ไม่ตรงประเด็น ก่อให้เกิดปัญหาตามมาอีกมากมาย อาทิ การทํางานที่ซ้ําซ้อน การไม่มีเงินทุนสนับสนุนด้านศิลปวัฒนธรรมอย่างเพียงพอ กลุ่มศิลปินไม่มีอํานาจต่อรองและ การถูกจํากัดพื้นที่ในการแสดงศักยภาพเป็นต้น ดูการทํางานเชิงรุกอย่างประเทศสาธารณรัฐ เกาหลีนั้นมีวิสัยทัศน์ของเมืองว่าเป็นเอเชีย คัลเจอร์ วินโดว์ ทู เดอะ เวิลด์ (Asia culture window to the world) โดยรวบรวมองค์กรความรู้ มรดกภูมิปัญญาศิลปะของเอเชียไว้ที่เมืองนี้ เมืองเคียงจูครับ อีกทั้งสร้างภาพลักษณ์ให้เมืองเคียงจูเป็นศูนย์กลางของมรดกภูมิปัญญาของเอเชีย และเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมของเอเชีย โดยมีทั้งสถานที่ประชุม เวทีการแสดงที่ยิ่งใหญ่เพื่อรองรับให้กวางจูเป็นอู่วัฒนธรรมของเอเชีย ที่สิงคโปร์ประกาศว่า จะเป็นคัลเจอร์รัล ฮับ ฟอร์ เอเชีย แอนด์ เดอะ เวิลด์ (Cultural hub for Asia and the world) ข้างต้นได้รวบรวมผลงานทางด้านทัศนศิลป์ไว้ที่สิงคโปร์ ฮ่องกงเองได้ประกาศแบรนด์ (Brand) ของตนว่าฮ่องกง อะ คัลเจอร์ ฮับ ออฟ เอเชีย (Hong Kong a culture hub of Asia) ประเทศจีนเนื่องจากแต่ละเมืองมีอํานาจการวางนโยบายในการพัฒนาเมืองเป็นตนเอง ดังนั้นเซี่ยงไฮ้จึงได้ก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางของเมืองศิลปกรรมโลกและกลายเป็น เมืองอู่วัฒนธรรมอีกแห่งหนึ่งของโลก เพราะได้สร้างพิพิธภัณฑ์ศิลปะระดับมหึมาถึง ๒ แห่ง ขณะเดียวกันเพื่อขับเคลื่อนสินค้าและการบริการอุตสาหกรรม วัฒนธรรม มหานครปักกิ่ง จะเปิดโซนปลอดภาษีในการสร้างสรรค์งานภาพยนตร์ ทีวี และศิลปะโดยบริการตั้งแต่ วัสดุอุปกรณ์ สถานที่ในการสร้างภาพยนตร์ โรงเก็บงานศิลปะที่ตั้งสํานักงานเพื่อให้นานาชาติ มาผลิตภาพยนตร์และทีวีในปักกิ่ง นี่คือตัวอย่างการทํางานเชิงรุกของประเทศรอบ ๆ เรานะครับ

ประการสําคัญอีกประการหนึ่งที่ทําให้เราเป็นข้อจํากัดก็คือกลุ่มประกอบ อาชีพศิลปินหรือผู้ปฏิบัติงานด้านศิลปะด้านต่าง ๆ ขาดความเข้มแข็งและไม่มีเครือข่าย ที่กว้างขวาง การรวมตัวของศิลปินนั้นยากมาก แล้วก็รวมตัวกันแล้วก็มีแต่ปัญหาไม่สามารถ จะแก้ปัญหาได้ด้วย เพราะว่าเรากระจัดกระจายไม่มีการรวมกลุ่มกันอย่างแท้จริง ศิลปินเอง ที่เป็นเจ้าของผลงานศิลปะไม่ได้รับการคุ้มครองผลงานอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพเพียงพอ ก็มีข่าวปรากฏอยู่เสมอว่าผลงานของศิลปินถูกลอกเลียน ถูกละเมิดลิขสิทธิ์ หรืออาจมีกรณี ที่ศิลปินบางคนถูกนําภาพไปเผยแพร่เพื่อโฆษณาสินค้าหรือบริการในทางที่เสื่อมเสีย โดยที่ศิลปินผู้นั้นไม่ได้รู้เห็นยินยอมด้วย แม้ว่าจะมีกฎหมายลิขสิทธิ์ที่ให้ความคุ้มครองผลงาน ที่สร้างสรรค์ขึ้นและให้ความคุ้มครองสิทธินักแสดงก็ตาม แต่ศิลปินผู้นั้นก็ต้องเรียกร้อง ขอความเป็นธรรมด้วยตัวเอง กว่าที่ภาครัฐจะเข้ามาช่วยเหลือและให้ความคุ้มครองก็เป็นไป อย่างล่าช้า ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นบางอย่างไม่อาจเยียวยาให้กลับคืนมาได้ ส่วนหนึ่ง ก็มาจากบุคลากรที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตัวศิลปินไม่ได้รับการพัฒนาศักยภาพที่ดีพอ กลุ่มศิลปิน ในสาขาหรือในด้านนั้น ๆ ไม่มีการรวมตัวเป็นองค์กรที่มีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะให้ ความคุ้มครองบรรดาศิลปินหรือผู้ให้ปฏิบัติงาน หรือผู้ปฏิบัติงานด้านศิลปะที่อยู่ในวงการ เดียวกันได้

อีกประการหนึ่ง ประการที่ ๖ ก็คืออิทธิพลของศิลปวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามา ครอบงําวิถีชีวิตและค่านิยมของคนไทยดังที่กล่าวมาแล้ว โดยสรุปก็คือสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ปัจจุบันจําเป็นจะต้องได้รับการปฏิรูป การปฏิรูปด้านศิลปวัฒนธรรมเพื่อสร้างคุณค่าและ มูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ จําเป็นต้องเริ่มจากการสร้างดุลยภาพครับ คือดุลยภาพในการบริหารจัดการด้านศิลปะและวัฒนธรรมระหว่างองค์กรภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน และภาคประชาชน การจัดทําแผนแม่บทระดับชาติว่าด้วยศิลปวัฒนธรรมภายใต้การมีส่วนร่วม และจัดการของภาคประชาชน การจัดตั้งองค์กรสมัชชาศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติ การส่งเสริมและสนับสนุนการเปิดพื้นที่ทางกายภาพและพื้นที่สื่อทุกรูปแบบ การจัดให้มี กองทุนสร้างเสริมศิลปวัฒนธรรมเป็นกองทุนภาคประชาสังคมภายใต้การมีส่วนร่วมและ การจัดการของภาคประชาชน และการส่งเสริมสนับสนุนให้บุคคลมีสิทธิเสรีภาพในการเรียนรู้ และเข้าถึงศิลปวัฒนธรรม นี่คือกรอบความคิดหรือแนวการปฏิรูปจะต้องมี ๖ ด้านนี้คือ ๑. การสร้างดุลยภาพ ๒. มีสมัชชาเพื่อรับรองดุลยภาพนั้น แล้วก็มีการกําหนดแผนแม่บท ระดับชาติ แล้วก็มีการส่งเสริมการเปิดพื้นที่ แล้วก็มีกองทุน แล้วก็ส่งเสริมให้บุคคลมีสิทธิ ที่จะเข้าถึงศิลปะ

กรอบของการปฏิรูปที่เราตั้งเป้าก็คือภายในปี ๒๕๗๕ ประชาชนคนไทย เป็นศูนย์กลางแห่งบูรณาการในการพัฒนาศักยภาพ การเรียนรู้ การเข้าถึง การมีส่วนร่วม ในการสร้างดุลยภาพ การบริหารจัดการด้านศิลปะและวัฒนธรรม มีองค์กรสมัชชาศิลปะ และวัฒนธรรมแห่งชาติ กองทุนสร้างเสริมศิลปวัฒนธรรม เกิดแผนแม่บทระดับชาติ พื้นที่ทางกายภาพและพื้นที่สื่อที่ทั่วถึง มีคุณภาพ หลากหลาย พัฒนาผู้สร้าง ผู้เสพ และผู้สนับสนุนอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างคุณค่าและมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ บนฐานคุณค่าของศิลปะและวัฒนธรรม สร้างค่านิยมบนฐานของคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล ลดความเหลื่อมล้ํา สร้างความเป็นธรรมและสร้างสังคมอยู่เย็นเป็นสุข อย่างยั่งยืน ซึ่งในการปฏิรูปนี้เราต้องมียุทธศาสตร์ครับ ยุทธศาสตร์ของการปฏิรูปก็ต้องมี ยุทธศาสตร์ย่อยอยู่ ๔ ยุทธศาสตร์คือการสร้างความยั่งยืน คือ ๑. ต้องสร้างดุลยภาพ และดุลยภาพต้องมียุทธศาสตร์ย่อยเพื่อมากําหนดดุลยภาพนี้เป็นยุทธศาสตร์ย่อย ๔ อย่าง คือ

๑. สร้างความยั่งยืนด้วยแผนแม่บทระดับชาติว่าด้วยศิลปวัฒนธรรม ภายใต้การมีส่วนร่วมและจัดการภาคประชาชน

๒. การสร้างเครือข่ายความเข้มแข็งของการจัดการ ระบบและกลไก ด้วยองค์กรสมัชชาศิลปวัฒนธรรม

๓. การสร้างศักยภาพในการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องด้วยกองทุนสร้างเสริม ศิลปวัฒนธรรม แล้วก็ภายใต้การมีส่วนร่วมและการจัดการของภาคประชาชน

และสุดท้ายการพัฒนาพื้นที่สร้างสรรค์และพื้นที่การเรียนรู้อย่างหลากหลาย ขอภาพฉายเกี่ยวกับความคิดรวบยอดเรื่องยุทธศาสตร์การปฏิรูปครับ อาจจะเห็นไม่ชัดนะครับ แต่นั่นก็คือกรอบความคิดที่ว่ามาทั้งหมดยุทธศาสตร์ในการปฏิรูปว่าโครงสร้างดุลยภาพ แห่งอํานาจการจัดการศิลปวัฒนธรรมนั้น จะต้องมีสมัชชาศิลปวัฒนธรรม จะต้องมีแผนแม่บท จะต้องมีพื้นที่สร้างสรรค์แล้วก็ต้องมีกองทุน ทั้งนี้เพื่ออะไร เพื่อสร้างค่านิยม คุณธรรม ธรรมาภิบาล เพิ่มคุณค่าวัฒนธรรมและศิลปะ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ทั้งเศรษฐกิจและสังคมแล้วก็ ทําให้คนมีความสุข ทําให้คนเป็นพลเมือง ทําให้ครอบครัวอบอุ่น ทําให้ชุมชนเข้มแข็ง และสร้างสังคมอยู่เย็นเป็นสุขได้จริง นี่คือแผนแม่บทที่กําหนด ทีนี้การจัดตั้งองค์กรสมัชชานี้ ก็เป็นเรื่องสําคัญ องค์กรสมัชชานี้เราอย่าเพิ่งไปคิดว่าสมัชชาที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญมีหลาย ๆ สมัชชา สมัชชาของศิลปวัฒนธรรมนี้แตกต่างไปจากสมัชชาอื่น ๆ ครับ สมัชชาอื่น ๆ เช่น สมัชชาคุณธรรม สมัชชาพลเมือง นั่นก็เป็นแต่ละลักษณะ แต่สมัชชาของศิลปวัฒนธรรมแห่งชาติ จะเป็นลักษณะนี้ครับ มีตัวแทนจากภาครัฐ มีตัวแทนจากภาคเอกชนแล้วก็ภาคประชาชน ในระดับจังหวัด ในระดับภาค และในระดับชาติ ผมจะยกตัวอย่างว่าสมมุติในจังหวัดเขาจะมี ตัวแทนเหล่านี้ ภาคประชาชนก็คือจากศิลปินหรือผู้ทํางานศิลปะหรือนักกิจกรรมศิลปะทั้งหลาย มีตัวแทนร่วมกับภาครัฐ กับภาคเอกชน อาจจะประชุมสมัชชากันปีละ ๔ ครั้งนะครับ เป็นไตรมาสเพื่อกําหนดแผนแม่บทในจังหวัดของเราจะทําอย่างไรเท่านั้น ไม่ได้เป็นสภา ในรูปแข็งแรง ทุกคนจะต้องแย่งเข้ามาเป็นประธานหรือว่ามาเป็นตําแหน่งต่าง ๆ ไม่ใช่ สมัชชาจะไม่มีลักษณะนั้น และการทํางานสมัชชาหลวม ๆ มาช่วยกันคิดว่าเราจะวางแผน แม่บทงานศิลปวัฒนธรรมในจังหวัดเรา ในปีนี้มีอะไรบ้าง และระดับภาคก็ประชุมกันอย่างน้อย ก็ปีละ ๒ ครั้ง ระดับชาติก็ปีละครั้งเท่านั้นเพื่อกําหนดแผนแม่บทแล้วก็งานด้านวัฒนธรรม ต่าง ๆ นี่เป็นลักษณะของสมัชชา และกรรมการที่ภาคประชาชนก็มาจากผู้ประกอบอาชีพศิลปิน ผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ หรือปราชญ์ชาวบ้าน หรือผู้แทนสถาบันอุดมศึกษา หรือผู้แทน องค์กรเอกชนที่มีวัตถุประสงค์ในการอนุรักษ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม แล้วก็ผู้แทนองค์กร เอกชนที่มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการดําเนินงานด้านชาติพันธุ์ แล้วก็สมาชิกจากผู้แทนเอกชน ที่มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับพัฒนาคุ้มครองช่วยเหลือในด้านเด็ก ด้านผู้พิการ ด้านครอบครัว และด้านแรงงาน อันนั้นคือลักษณะรูปของสมัชชา

ในด้านกองทุนก็เช่นกัน กองทุนนี้เป็นกองทุนที่ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ภาคประชาชนตามนโยบายและแผนงานขององค์กรสมัชชาศิลปวัฒนธรรมแห่งชาติ คือกองทุนจะอยู่ในสมัชชานะครับ และกรอบของกองทุน เดี๋ยวท่านอาจารย์เตือนใจ สินธุวณิก จะเป็นผู้ชี้แจงว่ากองทุนนี้มันจะมีได้อย่างไรและจะมาจากไหน คร่าว ๆ ที่เรากําหนดไว้ ก็คือ

๑. เงินทุนประเดิมและเงินอุดหนุนจากรัฐบาล

๒. เงินบํารุงที่กองทุนจัดเก็บจากการประกันภัยชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามา ในราชอาณาจักรไทย

๓. เงินบํารุงกองทุนที่จัดเก็บจากภาษีสรรพสามิตที่เกี่ยวข้องตามที่รัฐบาล กําหนดให้ เช่น เพดานไม่เกินร้อยละ ๑.๕ ของภาษีสรรพสามิต เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาสูบ เป็นต้น

๔. เงินอุดหนุนจากภาคเอกชนหรือองค์กรอื่น รวมทั้งจากต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ และเงินทรัพย์สินที่ผู้มีอุทิศให้

๕. ค่าธรรมเนียม ค่าบํารุง ค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือรายได้จากการดําเนินการ

๖. ดอกผลของเงินหรือรายได้จากทรัพย์สินของกองทุน เรื่องกองทุนนี้ เป็นเรื่องเอาจริงเอาจัง แล้วก็เริ่มประเดิมแล้วด้วยศิลปินแห่งชาติของเรา คืออาจารย์ปรีชา เถาทอง ท่านได้แสดงงาน แล้วก็มีผู้ประสงค์ซื้อภาพของท่านเป็นเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ท่านก็มอบให้เป็นทุนประเดิมกองทุนนี้เลย เห็นไหมครับว่ากองทุนของเราจะเปิดกว้าง ศิลปินจัดงานต่อไป เขาจะแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้กองทุนเราด้วยก็ได้ อันนี้ก็เป็นลักษณะกองทุน ที่เปิดกว้าง ซึ่งสามารถจะเพิ่มพูนรายได้ได้ด้วยนะครับ จะไม่อ่านรายละเอียดนะครับ

ทีนี้ก็เป็นเรื่องของการสนับสนุนการเปิดพื้นที่ทางกายภาพและพื้นที่สื่อ ทุกรูปแบบนะครับ ผมจะยกตัวอย่างว่าพื้นที่ทางกายภาพถ้ามีทุกจังหวัดแล้ว อย่างในกรุง น่าจะมีโครงการที่ทําได้ ก็คือที่ผมใช้ชื่อว่า โครงการภาพประดับเมือง เราน่าจะมีภาพเขียน งานศิลปะดี ๆ ปรากฏในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน สถานีรถไฟฟ้าหรือบนทางด่วน หรือมุมมอง ของเมืองที่ดี ๆ จะเป็นภาพประดับเมือง มิฉะนั้นเราจะเต็มไปด้วยภาพที่โฆษณาเพื่อหากําไร ทางการค้าเท่านั้น อันนี้ก็เป็นพื้นที่อย่างหนึ่งที่เราน่าจะต้องเปิดทําได้ แล้วก็พื้นที่ทางสื่อ ที่เราคิดว่า โดยเฉพาะวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ซึ่งคลื่นความถี่เป็นสาธารณะนั้น ปัจจุบันมีหลายช่องทางครอบคลุมเกือบทุกพื้นที่ สื่อโทรทัศน์ประกอบด้วยโทรทัศน์ แบบไม่บอกรับสมาชิกระบบภาคพื้นดิน หรือฟรี ทีวี (Free TV) จํานวนทั้งหมด ๖ สถานี สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง ๓ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง ๕ สถานีโทรทัศน์สี กองทัพบกช่อง ๗ สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส โทรทัศน์ระบบเคเบิล จํานวนประมาณ ๙๙๐ สถานี โทรทัศน์ ระบบดาวเทียม จํานวน ๕๙๖ ช่องรายการ วิทยุกระจายเสียงประกอบด้วยสถานีวิทยุกระจายเสียง คลื่นหลัก จํานวน ๕๒๕ สถานี วิทยุกระจายเสียงชุมชน ณ ปี พ.ศ. ๒๕๕๕ จํานวน ๖,๕๙๙ สถานี จากการศึกษาพบว่าประชาชนจํานวน ๖๓ ล้านคน หรือร้อยละ ๙๘ ของประชาชนคนไทย สามารถเข้าถึงกิจการโทรทัศน์ได้ ในขณะที่ประชาชนจํานวน ๔๐ ล้านคนสามารถเข้าถึง กิจการวิทยุกระจายเสียง โดยมีประชาชนเพียง ๑๒ ล้านคนเท่านั้นที่เป็นผู้รับข้อมูลข่าวสาร ผ่านทางหนังสือพิมพ์ ดังนี้จึงเห็นว่ากิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์เป็นสื่อ ที่ทรงอิทธิพลสูงต่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน พื้นที่ทางกายภาพนั้นก็ได้บอกแล้วว่า สามารถจะจัดได้ตามสภาพที่มีอยู่ เช่น หอประชุม สโมสร ลานเวทีที่มีอยู่ หรือแม้กระทั่ง สนามออกกําลังกายก็ยังทําได้

ส่วนที่ ๒ นอกจากเรื่องของยุทธศาสตร์แล้วก็คือมาตรการเร่งด่วนเพื่อปกป้อง ฟื้นฟู สืบสาน อนุรักษ์ และพัฒนาศิลปวัฒนธรรม การส่งเสริมสนับสนุนให้บุคคลมีสิทธิ เสรีภาพในการเข้าถึงและเรียนรู้ศิลปะและวัฒนธรรมอย่างเท่าเทียมกัน รัฐต้องเร่งรัดให้ ทุกชุมชน ท้องถิ่น มีพื้นที่สร้างสรรค์หรือแหล่งเรียนรู้ในลักษณะ เช่น ภูมิบ้าน ภูมิเมือง คืออาคารที่เก็บรวบรวมประวัติของชุมชนนั้น ๆ มานําเสนออย่างมีชีวิตชีวาเพื่อเป็นความภูมิใจ ของชุมชนเอง ความภูมิใจที่เขาได้รู้จักว่าเขาเป็นใคร สําคัญอย่างไรนี่ละครับที่จะเป็น พลังชุมชนที่แท้จริง

ประการที่ ๒ ของมาตรการเร่งด่วนก็คือ ใช้มาตรการทางภาษีแก่ผู้สนับสนุน หรือให้การส่งเสริม

ประการต่อไปก็คือ กําหนดรายการด้านศิลปะและวัฒนธรรมในพื้นที่สื่อ เช่นรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ จะต้องกําหนดให้วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ทั้งสถานีวิทยุกระจายเสียงคลื่นหลัก วิทยุกระจายเสียงชุมชน โทรทัศน์แบบไม่บอกรับสมาชิก ระบบภาคพื้นดินหรือฟรีทีวี โทรทัศน์ระบบเคเบิล โทรทัศน์ระบบดาวเทียมมีรายการ ด้านศิลปะและวัฒนธรรมในพื้นที่สื่อ ในสัดส่วนที่เหมาะสมอย่างน้อยร้อยละ ๒๕ ของรายการทั้งหมดนะครับ เมื่อเปรียบเทียบกับรายการทั้งหมด โดยออกอากาศในช่วงเวลา ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายหลัก

ประการต่อไปที่เป็นมาตรการเร่งด่วนที่ควรทําก็คือบทบัญญัติว่าด้วย การคุ้มครองผลงานของศิลปินครับ ควรมีบทบัญญัติที่ให้ความคุ้มครองผลงานของศิลปิน หรือผู้ปฏิบัติงานด้านศิลปะไม่ให้ถูกละเมิดหรือนําไปเผยแพร่ใช้ประโยชน์ในทางที่เสื่อมเสีย เพราะผลงานของเหล่าบรรดาศิลปินหรือผู้ปฏิบัติงานด้านศิลปะ ไม่ว่าจะมีชื่อเสียงหรือไม่ ก็ถือว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ สมควรที่จะได้รับความคุ้มครองและมีการพัฒนา ศักยภาพของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับศิลปวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นคําปรึกษาเข้าช่วยเหลือ ด้านคดีความและการชดใช้เยียวยาความเสียหายในเบื้องต้น หรือการให้ความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ และแม้กระทั่งที่เราคิดจะมีโครงการเรื่องลิขสิทธิ์ โดยเพิ่มสิทธิอีกประการหนึ่งคือจริยสิทธิ์ หมายความว่าสิทธิของผู้สร้างงานศิลปะนั้นจะเป็นของผู้สร้างงานไป แม้กระทั่งเสียชีวิตไปแล้ว อีก ๕๐ ปี ตามสนธิสัญญากรุงเบิร์น หลังจาก ๕๐ ปี ที่ผู้สร้างผลงานเสียชีวิตไปแล้ว งานนั้นจะตกเป็นสาธารณะสิทธิคือใครเอาไปสร้างสรรค์อะไรก็ได้ แต่เวลานี้โลกยุคใหม่ มันสามารถที่จะเอางานเหล่านั้นมาผลิตเป็นคุณค่าเพิ่มเป็นมูลค่ามหาศาล เพราะฉะนั้น ถ้าเรามีองค์กรที่มาดูแลเหล่านี้ของภาครัฐมาดูแลนะครับ เรียกว่า จริยสิทธิ์ ใครที่จะนําไป สร้างมูลค่าเพิ่มอะไรก็ตามก็ควรจะแบ่งเปอร์เซ็นต์มาให้กองทุนและองค์กรที่ดูแลนี้ด้วย และองค์กรที่ดูแลนี้ก็อาจจะนําไปให้ทายาทแบ่งตามสัดส่วนได้ด้วย นักเขียน นักประพันธ์ ของเราที่ตกเป็นสาธารณสิทธิ์แล้ว อย่างเช่น งานของไม้ เมืองเดิม หรืองานของ ป. อินทรปาลิต ที่จะมีต่อไปนั้น สามารถจะมาสร้างเป็นมูลค่าเพิ่มมากมาย เป็นซีดี (CD) เป็นละคร เป็นหนัง เป็นกระทั่งจําหน่ายไปทั่วโลกก็ได้ในอนาคตใครจะรู้ ถ้าหากว่าไม่มีองค์กรนี้มารองรับนะครับ งานเหล่านี้จะตกเป็นสาธารณะหมดฉะนั้นเราจะต้องมี เรากําลังพูดคุยกันเรื่ององค์กรที่จะ มารองรับในเรื่องจริยสิทธิ์ มันมีกรรมสิทธิ์ มีลิขสิทธิ์ มีธรรมสิทธิ ธรรมสิทธิก็คือสิทธิอันชอบธรรม ของเจ้าของผู้ทรงสิทธิ ใครจะไปทําให้บิดเบือนหรือไปทําในทางเสื่อมเสียไม่ได้ เรามีปกป้อง ในเรื่องธรรมสิทธิด้วย

ต่อไปเรื่องขอบเขตของงานปฏิรูปครับ ขอบเขตนี้เรากําหนดกรอบไว้ ๕ ปีครับ มีอยู่ ๖ ข้อคือ ๑. การทบทวนสถานการณ์ภาพรวม การทบทวนศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้อง การกําหนดประเด็นการปฏิรูปเชิงระบบโครงสร้างการบริหารจัดการและการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องตามความจําเป็น นี่เราคิดว่าใน ๒ ปีควรจะทําเรื่องเหล่านี้ และต่อไปที่จะต้องทํา ก็คือการจัดทําข้อเสนอระดับหลักการและสาระสําคัญ ในแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม การดําเนินการพัฒนาส่งเสริมการเปิดพื้นที่สร้างสรรค์แหล่งเรียนรู้หลากหลาย มีคุณภาพ ครอบคลุมทั่วถึงและต่อเนื่องแบบคู่ขนานไปพร้อมกับการรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิด กับเจ้าภาพพื้นที่ทางกายภาพและพื้นที่สื่อสําหรับกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรม

แล้วก็ประการสุดท้าย สรุปรายงานผลการพิจารณาศึกษาวาระการปฏิรูป ที่ ๓๕ ศิลปวัฒนธรรมเพื่อสร้างคุณค่าและมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติเพื่อพิจารณาและเสนอแนะแนวทางในการปฏิรูปศิลปวัฒนธรรม ให้มีความสมบูรณ์และเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป นอกจากนั้นก็เป็นเรื่อง ของเครือข่ายพันธมิตรที่ชี้แจงไว้ในเอกสารแล้วนะครับ

สุดท้ายก็ตัวบ่งชี้ผลสัมฤทธิ์นี้ก็ชี้แจงไว้ในเอกสารแล้วนะครับว่า จะต้องมี แผนแม่บทว่าด้วยงานศิลปวัฒนธรรม จะต้องมีองค์กรสมัชชาศิลปะ จะต้องเกิดพื้นที่ จะต้องเกิดรายการศิลปวัฒนธรรมในพื้นที่สื่อ เกิดกองทุนสร้างเสริมศิลปะ เกิดแหล่งท่องเที่ยว ทางศิลปวัฒนธรรมที่ได้รับการพัฒนาต่อยอด เกิดสํานึกในคุณค่าของงานศิลปวัฒนธรรม เกิดมูลค่าเพิ่มบนฐานคุณค่าของศิลปะและวัฒนธรรม ผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง ก็คือ การเพิ่มคนเข้าถึงความดี ความงาม ความสุขในการเป็นพลเมือง ครอบครัวอบอุ่นและ มีมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจบนฐานคุณค่าศิลปวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบและแพร่หลาย นอกจากนั้นก็จะเป็นการเยียวยาจิตใจของผู้คนของเราที่บอบช้ําจากการถูกกระทําทางเศรษฐกิจ และทางการเมืองด้วย

ผมขอจบด้วยข้อเขียนที่ไม่ได้บอกถึงเรื่องคุณค่าใด ๆ แต่สะท้อนให้เห็น ความรู้สึกของผู้ที่มีประสบการณ์ด้านนี้ คือข้อเขียนของท่านเขมานันทะ หรือท่านโกวิท เอนกชัย ซึ่งเป็นศิลปินแห่งชาติ เขาเขียนเรื่องมธุรสแห่งวัฒนธรรม จากหนังสือเรื่องอันเนื่องกับทางไทย ผมขอคัดมาบางตอนเป็นการจบ ท่านเป็นชาวใต้ด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ติดใจของท่าน ก็คือเรื่องหนังตะลุงกับมโนราห์ ท่านพูดว่า ในบรรดาศิลปะประเพณีนิยมในถิ่นใต้นั้น หนังตะลุงและมโนราห์เป็นรูปแบบศิลปะที่เลอเลิศเหนืออื่นใด เสน่ห์มนต์ขลังของทั้ง ๒ ศิลปะ ตามแบบฉบับดั้งเดิมนั้นเป็นที่ประจักษ์แจ้งต่อชาวใต้ผู้สูงวัย และเป็นเครื่องสะท้อน ภูมิปัญญาทางฉันท์วรรณพฤติท้องถิ่นของคนใต้อย่างแท้จริง กุสุมรสและภูมิปัญญาของทั้ง ๒ นาฏโยคะที่กล่อมเกลาวิญญาณมหาชนในหลายรุ่นอนุชน ภายใต้แสงสลัว ความเคลื่อนไหว ของเงาในจอสีขาวขลิบธงชาติของหนังตะลุง และท่าซัดชาตรีอันงามสง่ากล้าแกร่งของมาด อันเป็นทิพย์ของมโนราห์ และด้วยความอาวรณ์ว่า ๒ ศิลปะที่ให้กุสุมรสเลอเลิศตั้งแต่อดีตกาล นานไกลได้เดินทางมาถึงช่วงลมหายใจเฮือกสุดท้ายภายใต้กระแสบริโภคนิยมในคนรุ่นเรา แสงอรุณเรื่อทางทิศตะวันออก ลมรุ่งพัดรินอ่อนล้าแต่ชื่นบาน มีผู้หลับใหลอยู่บนผืนดิน น้ําค้างชุ่มกาย บางคนเดินไปที่ใต้ถุนโรงหนัง หากพบนายโรงผู้สอนสั่ง พวกเขาก้มลงกราบ แทบพื้นดิน เพราะอาศัยศิลปะอันเลอเลิศเป็นสื่อเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างในคืนค่ําอันยาวนาน ด้วยรสแห่งกาพย์กลอนเร้ามโนคติ รุ่งเช้าคณะหนังก็จากไป ทิ้งไว้แต่ความทรงจําและ ความหวังที่จะได้นั่งเฝ้าดูและเสพกุสุมรสใต้แสงดาวอีกหนหนึ่ง ขอเชิญท่านธรรมรักษ์ อภิปรายต่อไปในเรื่องของคุณค่าของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีต้นทุนทางวัฒนธรรมครับ ขอบคุณครับ