สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๗ · ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๘

สุกัญญา สุดบรรทัด หารือเรื่องบทบาทของสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศในการเผยแผ่หลักศาสนา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของสื่อประเภทต่างๆ ในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของศาสนาและบุคลากรทางศาสนา และเรียกร้องให้มีการพัฒนาประสิทธิภาพของบุคคลหรือบุคลากรทางศาสนา และการใช้สื่ออย่างเต็มประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการนำเสนอข่าวสารทางศาสนา การเปิดพื้นที่ทางศาสนา บทบาทหน้าที่ของสื่อมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศในการถ่ายทอดหลักคําสอนทางศาสนา และสื่อศาสนา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของสื่อในการเผยแผ่ศาสนา และแนะนำวิธีการสร้างสื่อศาสนาในเชิงบวก และเสนอแนวคิดการจัดสมาร์ท คลาสรูม (Smart classroom) หรือเวอร์ชวล คลาสรูม (Virtual classroom) เป็นห้องเรียนทางศีลธรรม ออนไลน์ เพื่อเผยแผ่ศาสนาไปสู่ประชาชน

ศาสตราจารย์กิตติคุณสุกัญญา สุดบรรทัด กรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ศาสตราจารย์กิตติคุณสุกัญญา สุดบรรทัด ค่ะ เมื่อวานนี้ดิฉัน ได้พูดถึงเรื่องของสื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของสื่อในฐานะที่เป็นโรงเรียนของสังคม วันนี้มาพูดในยุทธศาสตร์ที่ ๕ เรื่องของการส่งเสริมบทบาทหน้าที่ของสื่อสารมวลชนและ เทคโนโลยีสารสนเทศ ในการนําหลักศาสนาที่ถูกต้องไปเผยแผ่สู่ประชาชน นั่นก็คือว่า เมื่อวานนี้พูดถึงเรื่องโรงเรียนของสังคม วันนี้จะพูดถึงบทบาทของสื่อในการที่จะทําให้ เป็นโรงเรียนทางด้านศาสนา เป็นโรงเรียนของศาสนาจะทําอย่างไร อันนี้ก็คือคอนเซพท์ (Concept) ที่จะพูดต่อไป ทีนี้ในการที่จะพูดถึงบทบาทของสื่อในฐานะที่เป็นโรงเรียน ทางศาสนานั้น ก็จะขอเรียนให้ทราบว่า สําหรับบทบาทของสื่อนั้นมันไม่ใช่มีแต่เฉพาะ สื่อสารมวลชนเท่านั้น แต่ว่ายังมีบทบาทของสื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อออนไลน์ สื่อเฉพาะ ขององค์กรศาสนา ซึ่งเมื่อครู่นี้ท่านประธานอนุกรรมาธิการได้พูดเอาไว้แล้วว่า จริง ๆ แล้ว ในองค์กรทางศาสนาทุกแห่งจะมีการผลิตสื่อของตนเอง ซึ่งเท่าที่ดิฉันได้ทําการวิจัยมา ก็ได้พบว่าสื่อเหล่านั้นมีประสิทธิภาพเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่ไปวัดนั้น หรือไปองค์กรนั้น ส่วนใหญ่จะใช้สื่อขององค์กรศาสนานั้น ๆ เพราะฉะนั้นจึงเป็นสื่อ ที่มีความสําคัญมาก แต่ว่าสื่อที่มีความสําคัญอาจจะยิ่งกว่าหรือไม่ด้อยไปกว่ากัน ก็คือสื่อบุคคลค่ะ ในการสื่อสารทางศาสนานั้น สื่อบุคคลคือผู้ที่มีความสําคัญที่สุดในการที่จะสร้างภาพลักษณ์ ที่ดีงามให้เกิดขึ้นต่อศาสนาของตน แล้วก็ถ้ามีบุคคลทางศาสนา มีบุคลากรทางศาสนา ที่มีประสิทธิภาพมีความสามารถก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการเผยแผ่พุทธธรรม หรือธรรมะใด ๆ ของศาสนาอื่นไปสู่ศาสนิกของตนเอง เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่ามีสื่อ หลายประเภทด้วยกันที่เราจะต้องคํานึงถึงในการที่ทําให้สื่อเหล่านั้นเป็นโรงเรียนทางศาสนา ซึ่งบทบาทของสื่อเหล่านั้นก็จะมีที่สําคัญอยู่ ๕ ประการด้วยกัน

ประการแรก ก็คือเรื่องของการเปิดพื้นที่ให้กับสื่อ

ประการที่ ๒ ก็คือเรื่องของการพัฒนาประสิทธิภาพของบุคคลหรือบุคลากร ทางศาสนา

ประการที่ ๓ ก็คือเรื่องของการใช้สื่ออย่างเต็มประสิทธิภาพ

ประการที่ ๔ คือเรื่องของเนื้อหาที่ควรจะเป็นคุณประโยชน์ต่อศาสนา ไม่ใช่เป็นเนื้อหาในเชิงลบ ดิฉันเห็นว่าในสังคมไทยของเรานั้น การนําเสนอข่าวสารทางศาสนา ก็เป็นเรื่องดีที่มีการมองภาพต่าง ๆ ทางศาสนาในเชิงลบ แต่มีความรู้สึกว่าเราอาจจะเสนอภาพ ของศาสนาในเชิงลบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพของพุทธศาสนาในเชิงลบนั้นอาจจะมากเกินไปแล้ว น้อย ๆ หน่อยก็น่าจะได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะเสนอก็คือว่าทําอย่างไรจะทําให้สื่อสามารถนําเสนอ ข่าวสารในเชิงบวกเกี่ยวกับศาสนาให้มากขึ้น

และประการสุดท้าย คือการที่ทําให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการ เกี่ยวกับข่าวสารทางศาสนา นั่นก็คือประเด็นที่สําคัญ

ดิฉันจะพูดถึงประเด็นแรกคือเรื่องของการเปิดพื้นที่ทางศาสนา ในเรื่อง ของการเปิดพื้นที่นั้นมันก็มีอยู่หลายวิธีการด้วยกันในการที่จะเปิดพื้นที่เหล่านั้น อย่างเช่น การอํานวยประโยชน์ของ กสทช. โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดคลื่นความถี่ให้กับทางศาสนา ให้มากขึ้น ซึ่งตรงนี้เท่าที่สดับตรับฟังพระสงฆ์องค์เจ้า รวมทั้งศาสนาอื่นด้วยเขาก็พากัน เรียกร้องว่าอยากจะให้มีคลื่นความถี่หรือว่ารายการต่าง ๆ ทางด้านศาสนาให้มากขึ้น แล้วก็อยากให้ กสทช. คํานึงถึงความสําคัญของศาสนามากกว่าที่เป็นอยู่นะคะ นอกจากนั้น ในการนําเสนอข่าวสารทางศาสนานั้นยังมีเรื่องของสถานีวิทยุชุมชนทางด้านศาสนา ซึ่งเรื่องของ สถานีวิทยุชุมชนนั้นได้มีการใช้มากเลยทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในต่างจังหวัด แล้วก็เป็นสื่อที่มีอิทธิพลเป็นอย่างมาก ในขณะเดียวกันก็ควรที่จะสนับสนุนให้องค์กร ทางศาสนาสามารถใช้เคเบิล ทีวี (Cable TV) ช่องโทรทัศน์ดาวเทียมอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นหนังสือพิมพ์ก็น่าจะเปิดพื้นที่ให้กับศาสนาให้มากขึ้น ให้ความสําคัญกับศาสนา ให้มากขึ้น แล้วก็มาถึงพื้นที่ที่สําคัญที่สุดก็คือพื้นที่ของสถาบันทางศาสนาหรือพื้นที่ ขององค์กรทางศาสนานั่นเอง ทําอย่างไรวัดจะรักษาพื้นที่ของตัวเองให้สะอาดสะอ้าน สวยงาม อาจจะเป็นที่เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจ เข้าไปแล้วยังไม่ทันพูดกับใคร ก็มีความสุขแล้ว เห็นต้นไม้ ใบไม้ เห็นความสะอาดสะอ้านทั้งหลายเป็นเรื่องที่วัดทั้งหลาย จะต้องจัดการ และเมื่อทําให้พื้นที่สะอาดสะอ้านเหล่านั้นแล้วก็สมควรที่จะจัดปรับปรุงพื้นที่ เหล่านั้นให้เป็นโรงเรียนศาสนาอย่างแท้จริง ปราศจากอบายมุขทุกชนิด อาจจะให้มีกิจกรรม เยี่ยมชมวัด ให้มีห้องสมุดในการอ่านหนังสือศาสนา อาจจะมีการเปิดนิทรรศการให้ความรู้ ทางศาสนา แล้วก็มีบุคลากรที่คอยช่วยเหลือ คอยสอนหลักธรรม แล้วก็มีกิจกรรมเช่น กิจกรรมโรงเรียนศาสนาในวันอาทิตย์เป็นต้น ทั้งนี้วัดและชุมชนใกล้เคียงควรที่จะ มีการประสานสัมพันธ์กันเพื่อที่จะทําให้ชุมชนมีความรู้สึกว่าวัดเป็นของตน และในขณะเดียวกัน วัดก็รู้สึกว่าชุมชนเป็นของวัด ถ้าเราสามารถจะสร้างความสัมพันธ์ในระดับนี้ได้แล้วก็จะไม่มี ปัญหาขัดแย้งระหว่างวัดหรือสถาบันทางศาสนา องค์กรทางศาสนากับชุมชนใกล้เคียง เป็นเรื่องที่จะต้องใช้ความสามารถในทางจิตวิทยาเพื่อที่จะทําให้องค์กรทางศาสนานั้น สามารถที่จะสัมพันธ์กับชุมชนใกล้เคียงได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์โพดผลเป็นอย่างยิ่งกับ องค์กรศาสนานั้นเองนะคะ

ประการที่ ๒ คือเรื่องของบุคลากรทางศาสนา ก็จะยกตัวอย่างในศาสนาพุทธ ซึ่งชายไทยเวลาที่บวช ส่วนใหญ่จะบวชกันในระยะเวลาสั้น ๆ บางคนบวชแค่ ๗ วัน ๑๕ วัน ซึ่งการที่จะได้เรียนรู้ซึมซับพระธรรมคําสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นไปยากยิ่งเลย บางทีอาจจะไม่ได้อะไรเลยด้วยซ้ํา เพราะฉะนั้นสมควรที่จะให้มีการสนับสนุนให้ชายไทย ได้บวชในระยะเวลาที่นานขึ้น แต่ว่าบวชแล้วเข้าไปทําอะไร ข้อสําคัญก็คือบวชแล้วต้องเรียน ถามว่าเรียนอะไร สิ่งที่ควรจะเรียนนอกจากพระธรรมคําสอนแล้ว ยังจําเป็นที่จะต้องได้รับ การอบรมองค์ความรู้บางอย่างที่จําเป็นสําหรับบุคลากรทางศาสนา ยกตัวอย่างเช่น ควรจะ มีการอบรมจิตวิทยาการสื่อสารหรือเปล่า เพราะว่าบางทีพระท่านก็สอนแบบมวยวัด ท่านก็สอนของท่านไปเรื่อย ๆ ถ้าท่านมีความรู้ทางจิตวิทยาการสื่อสารนี้จะช่วยท่านได้มาก นอกจากนั้นอาจจะมีเรื่องของการบริหารองค์กร ซึ่งทางท่านประธานได้พูดไปแล้ว แล้วก็นอกจากนั้นตัวของผู้ที่ทําการสื่อสารคือบุคลากรนั่นเอง ยังต้องทําตนให้เป็นที่น่าเชื่อถือ น่าเลื่อมใสในวัตรปฏิบัติด้วยนะคะ นี่คือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับตัวผู้ส่งสารหรือคอมมูนิเคเตอร์ (Communicator)

ในประเด็นที่ ๓ ก็คือบทบาทหน้าที่ของสื่อมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ ในการนําหลักคําสอนทางศาสนาไปถ่ายทอดแก่ประชาชน ทางคณะอนุกรรมาธิการเห็นว่า สื่อควรจะให้ความสําคัญกับศาสนาและควรที่จะศึกษาศาสนาให้มากขึ้น และบางครั้ง สื่อก็ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องเกี่ยวกับศาสนาเท่าไร เพราะฉะนั้นเวลาที่นําเสนอข่าวสารเกี่ยวกับศาสนา ก็มักจะวางกรอบของข่าวสารในทํานองที่ว่าด้วยภาพในเชิงลบของวัดอย่างนี้เป็นต้น แล้วก็สนใจแต่เรื่องขัดแย้งอะไรต่าง ๆ ถ้าเผื่อว่าสื่อมีความเข้าใจในเรื่องของศาสนามากขึ้น ก็จะสามารถนําเสนอในเชิงลึกแล้วก็รอบด้านมากขึ้นเกี่ยวกับศาสนาซึ่งจะเป็นประโยชน์โพดผล กับสื่อนั่นเอง แล้วก็มีประโยชน์แก่พุทธศาสนิกชนและศาสนิกชนของศาสนาอื่นด้วย

นอกจากนั้นในเรื่องของสื่อ เมื่อวานนี้ดิฉันได้ยินท่าน สปช. ท่านหนึ่งท่านพูดถึง บทบาทของภาพยนตร์ ภาพยนตร์มีความสําคัญมาก คนเวลาดูภาพยนตร์ไม่ต้องพูดถึงที่ไหน ภาพยนตร์ฮอลลีวูด คนจะจดจําได้แล้วก็จะมีอิทธิพลอย่างมากเลยกับผู้รับสาร เพราะฉะนั้น การสร้างสื่อหลายชนิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพยนตร์จะมีประโยชน์มากในการเผยแผ่ศาสนา และทําให้ศาสนานั้นซึมซับเข้าไปในจิตใจของประชาชน นอกจากยังมีพวกสื่อพื้นบ้าน ที่สามารถบรรยายเรื่องราวทางศาสนาได้อย่างสนุกสนาน บทกวีก็เป็นสื่อศาสนาที่ลึกซึ้ง แล้วก็ง่ายแก่การจดจํานี่เป็นเรื่องของสื่อ

ในประเด็นที่ ๔ คือเรื่องของเนื้อหา ควรจะเพิ่มคอนเทนท์ ในเชิงบวก เพราะว่าขณะนี้ดังที่ได้พูดไว้ตั้งแต่ต้นก็คือว่าภาพลบเกี่ยวกับศาสนาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พุทธศาสนานั้นมากเกินไปแล้ว ทําอย่างไรจะให้มีภาพในเชิงบวกมากขึ้นนะคะ แล้วก็ทําอย่างไร ที่จะทําให้เกิดสื่อที่เผยแพร่ความเข้าใจ ความรู้ทางศาสนาอย่างถูกถ้วนไปสู่ประชาชน บางทีกระทรวงวัฒนธรรมหรือสํานักพระพุทธศาสนาแห่งชาติอาจจะประสานกับสถาบันอุดมศึกษา ทางศาสนา จัดให้มีตําราขั้นพื้นฐานสําหรับการเรียนรู้ด้วยตนเอง หรือว่าอาจจะจัดกิจกรรมบางอย่าง เช่น จัดให้มีรางวัลแก่ผู้ผลิตสื่อด้านศาสนาที่มีคุณภาพ มีกองทุนอุดหนุนการผลิตสื่อ และในขณะเดียวกันในเรื่องของเนื้อหานั้นอยากจะให้ระแวดระวังสื่อที่ทําผิด ที่ละเมิดทางศาสนา แล้วก็สร้างความแตกแยกทางศาสนา ซึ่งตรงนี้มันจะทําให้เกิดความร้าวลึกโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในด้านความมั่นคง ขาดความสามัคคีในประเทศด้วย นี่คือเรื่องของเนื้อหานะคะ

มีอีกจุดหนึ่งที่สําคัญสําหรับเรื่องของเนื้อหาก็คือพระสงฆ์ก็คือเมสเซจ (Message) พระสงฆ์ถ้าเผื่อว่าท่านมีวัตรปฏิบัติที่น่าเชื่อถือ น่าเลื่อมใส เราเข้าไปกราบทีเดียว เราจะมีความรู้สึกเย็น สงบ เหมือนกับจะเข้าถึงพระธรรมคําสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ถ้าพระสงฆ์รูปใดท่านมีวัตรปฏิบัติที่ไม่น่าเลื่อมใส เราก็ไม่อยากจะเข้าไปใกล้ เพราะฉะนั้น อาจจะกล่าวได้ว่าพระสงฆ์ก็คือเมสเซจ อาจจะต้องระมัดระวังในเรื่องนี้ให้มากขึ้นนะคะ

ประเด็นที่ ๕ ซึ่งเป็นประเด็นสุดท้าย ก็คือเรื่องของการสนับสนุนประชาชน ให้มีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนความรู้ทางศาสนาในเชิงสร้างสรรค์ ก็จะมีเรื่องของการให้ประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยน อย่างเช่น อาจจะมีการจัดประกวดหนังสั้นทางศาสนา ประกวดวาดภาพทางศาสนา ประกวดเกมส์ความรู้ทางศาสนา ประกวดเรียงความคําขวัญ ทางศาสนาในวาระโอกาสอันสําคัญ แล้วในขณะเดียวกันดิฉันได้อ่านรายงานของทาง คณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้มีการพูดสมาร์ท คลาสรูม (Smart classroom) ดิฉันก็มีความคิดว่าถ้าเผื่อว่าเราจัดเวลาของห้องเรียนเสมือนจริงหรือ เวอร์ชวล คลาสรูม (Virtual classroom) หรือสมาร์ท คลาสรูมให้เป็นห้องเรียนทางศีลธรรม ออนไลน์ อาจจะอาทิตย์หนึ่งขอ ๑ ชั่วโมงจัดให้มีสมาร์ท คลาสรูม อาจจะมีพระท่านมาสอน นั่งสมาธิ หรือท่านอาจจะมาแนะนําให้ความรู้ในทางศีลธรรมง่าย ๆ สําหรับเด็กนักเรียน ในสถานศึกษา ก็คิดว่าน่าจะมีประโยชน์อย่างยิ่งในการเผยแผ่ศาสนาไปสู่ประชาชน ตั้งแต่เยาวชนจนกระทั่งถึงผู้หลักผู้ใหญ่ ทั้งหมดนี้ก็เป็นคอน ที่เกี่ยวข้องกับการใช้สื่อ เพื่อที่จะเผยแพร่ศาสนาไปสู่ประชาชน ซึ่งจะมีการศึกษารายละเอียดในเรื่องนี้ต่อไป โดยที่ทางคณะอนุกรรมาธิการศาสนาจะได้ประสานกับแนวคิดสื่อเป็นโรงเรียนของสังคม กับคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศต่อไป กราบขอบพระคุณ ท่านประธานค่ะ