กอบกุล พันธ์เจริญวรกุล หารือเรื่องยุทธศาสตร์ปฏิรูปกิจการศาสนา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญขององค์กรทางศาสนาและหลักศาสนธรรมในการพัฒนาประเทศและสังคม และเสนอยุทธศาสตร์ในการพัฒนาศักยภาพขององค์กรและบุคลากรทางศาสนา รวมถึงการนำหลักศาสนธรรมมาปฏิบัติในชีวิตประจำวัน และการสอนหลักธรรมและหลักศาสนธรรมในสถานศึกษา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติและพัฒนาความรู้ทางปฏิบัติของครู และการสร้างความเข้าใจและศรัทธาของนักเรียนตั้งแต่เยาว์วัย
ขอบพระคุณค่ะ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน รองศาสตราจารย์กอบกุล พันธ์เจริญวรกุล ในฐานะ อนุกรรมาธิการและเลขานุการของคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการศาสนา ในคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา ขออนุญาตนําเสนอเนื้อหาสาระ ในยุทธศาสตร์ทั้ง ๕ ที่ท่านประธานเอกชัยได้นําเสนอไปแล้วนะคะ ในภาพถัดไปน่าจะ เป็นส่วนที่เป็นนิวเคลียส (Nucleus) หรือว่าเป็นแกนหรือเนื้อหาสาระก่อนที่เราจะเสนอ เป็นยุทธศาสตร์ แนวคิดจากอนุกรรมาธิการก็ได้เกิดขึ้นจากส่วนที่เป็นเป้าหมายการปฏิรูป คือมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน
ในส่วนของเป้าหมายการปฏิรูปเราใช้คนที่เป็นศูนย์กลางว่ามีวิถีชีวิตที่ยึด หลักศาสนธรรมเป็นแนวปฏิบัติ คนมีคุณภาพ และคนมีสันติสุขในการอยู่ร่วมกัน และสุดท้าย คนมีสุขภาวะในการใช้ชีวิต เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์ทั้ง ๕ ยุทธศาสตร์ก็เป็นยุทธศาสตร์ ที่ใจกลางเราใช้องค์กรทางศาสนาเข้มแข็งเป็นหลัก เนื่องจากว่าถ้าองค์กรทางศาสนาทุกศาสนา มีความเข้มแข็งก็จะนําสู่สังคมและประเทศชาติที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน และสุดท้าย ประชาชนจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขได้ เพราะฉะนั้นในใจกลางของนิวเคลียสนี้ก็จะพูดเรื่อง องค์กรทางศาสนาเข้มแข็ง สังคม ประเทศชาติ และประชาชนเน้นเป็นลําดับ ในยุทธศาสตร์ ทั้ง ๕ ยุทธศาสตร์อย่างที่ท่านประธานได้นําเสนอไปแล้วก็ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ที่ ๑ ถึงยุทธศาสตร์ที่ ๕ ซึ่งเรียงลําดับตามความสําคัญที่เราคิดว่าจําเป็นจะต้องดําเนินการไป ในส่วนพร้อม ๆ กัน ดิฉันขออนุญาตไม่ต้องอ่านทั้ง ๕ ยุทธศาสตร์นะคะ จากยุทธศาสตร์ ทั้ง ๕ ยุทธศาสตร์ ซึ่งอยู่ข้างล่างนี้ จากยุทธศาสตร์ที่ ๑ ยุทธศาสตร์ที่ ๒ ยุทธศาสตร์ที่ ๓ ยุทธศาสตร์ที่ ๔ ยุทธศาสตร์ที่ ๕ นี้ เราเน้นตั้งแต่เรื่องของการพัฒนาศักยภาพองค์กรและ บุคลากร แล้วก็การนําหลักศาสนาธรรมมาปฏิบัติในชีวิตประจําวันจนไปการเสริมสร้าง ความสัมพันธ์ในระหว่างศาสนา แล้วก็การพัฒนาศักยภาพของสถานศึกษาซึ่งจะเอาทุกระดับ ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนถึงระดับอุดมศึกษา และสุดท้ายก็คือการส่งเสริมบทบาทหน้าที่ ของสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยี ซึ่งทั้ง ๕ ยุทธศาสตร์นี้จะขึ้นไปสู่แผนปฏิบัติการในวงกลม ที่เรายึดเอาไว้เป็นหลัก ในวงกลมที่ยึดเอาไว้เป็นหลักนี้ท่านก็จะเห็นว่าเราเริ่มจากปัจเจกบุคคล จากปัจเจกบุคคลจะมาถึงครอบครัว จากครอบครัวมาถึงชุมชนและสังคม แล้วก็มาถึง สถาบันการศึกษา มาถึงสถานที่ทํางานคือองค์กรเอกชนในที่ทํางาน แล้วก็สื่อสารมวลชน เทคโนโลยี และสุดท้ายก็จะเป็นค่านิยมและศิลปวัฒนธรรมที่ยึดหลักศาสนธรรมเป็นหลัก เพราะฉะนั้นจากนิวเคลียสนี้เมื่อเอาไปกระจายเป็นยุทธศาสตร์แล้ว
ดิฉันขออนุญาตเสนอยุทธศาสตร์ที่ ๑ การพัฒนาศักยภาพขององค์กรและ บุคลากรทางศาสนา เรามีมาตรการหรือแนวทางปฏิบัติประมาณ ๙ ข้อด้วยกัน คีย์ เวิร์ด (Key word) ที่สําคัญ ๆ ในแต่ละข้อมันมาจากปัญหาที่เราต้องถามกันว่าในการพัฒนาศักยภาพ ขององค์กรและบุคลากรทางศาสนาเราต้องถามคําถามที่ว่าถ้าแต่ละศาสนาต้องปฏิรูปศาสนา ของตนเองจะมีประเด็นในการปฏิรูปหรือการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น หรือเราเรียกว่า ประเด็นในการฟื้นฟูศาสนาอย่างไร ประเด็นคําถามที่ว่าศาสนธรรมของแต่ละศาสนาดีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ขาดไปจริง ๆ คือระบบการจัดการที่ดีใช่หรือไม่ ในส่วนของการจัดการศึกษาของคณะสงฆ์ ตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก ควรจะเป็นเช่นใด เพื่อพัฒนาศักยภาพของพระสงฆ์ หรือพระในศาสนาต่าง ๆ การเผยแผ่พระพุทธศาสนาหรือศาสนาอื่น ๆ ทุกศาสนาในประเทศไทย จะต้องมีความถูกต้อง ทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์ สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การปกครองของศาสนจักรควรจะเป็นเช่นใด ระบบบัญชีการเงินของศาสนจักรควรจะ มีความโปร่งใสแล้วก็ได้รับความศรัทธาจากประชาชน และสุดท้ายเนื่องจากพระมี เอาเป็นว่า พระสงฆ์ในศาสนาพุทธมีหลายสายด้วยกัน เราก็ได้รับคําแนะนําจากพระอาจารย์หลายท่าน รวมทั้งการที่เราไปกราบในมหาเถรสมาคม คณะอนุกรรมาธิการของเราได้ไปพบกับในที่ประชุม ของมหาเถรสมาคม และกราบพระอาจารย์หรือว่าพระเถรชั้นผู้ใหญ่หลายท่านด้วยกัน สิ่งที่ท่านให้คําแนะนํามาก็คือว่าในการที่เราจะปฏิรูปหรือฟื้นฟูศาสนาโดยเฉพาะพุทธศาสนา เราน่าจะต้องมีความรอบคอบ ละเอียดอ่อนและระมัดระวัง เนื่องจากเป็นเรื่องของศรัทธา เนื่องจากเป็นเรื่องของความเชื่อ ท่านให้คําแนะนําว่าพระในพระพุทธศาสนาจะมีอยู่ ๔ สายด้วยกัน ที่เราควรจะต้องไปพบไปกราบแล้วก็ไปขอคําแนะนํา หรือถ้าเราจะไปถวายคําแนะนําก็ควรจะ ให้ครบทั้ง ๔ สาย ก็คือ ๑. สายปกครอง สายปกครองก็จะประกอบด้วยมหาเถรสมาคม ซึ่งมีนิกายธรรมยุตและมหายาน สายการศึกษาซึ่งก็จะประกอบด้วยมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง ๒ แห่ง คือมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย และมหามกุฎราชวิทยาลัยก็ของมหายานและธรรมยุต แล้วก็ในสายมหานิกายมีแม่กองธรรม แม่กองบาลี สายพระนักพัฒนาที่อยู่กับชุมชน และนักปราชญ์ท่านจะปฏิบัติอยู่กับชุมชนเลยนะคะ ยกตัวอย่างเช่น พระอลงกต พระไพศาล วิสาโล หรือสายพระนักเทศน์ นักสอน นักปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นสายหลวงพ่อพุทธทาส หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ทั้ง ๔ สายนี้จะมีแนวทางที่ปฏิบัติหรือว่ามีกิจกรรมของท่าน ที่แตกต่างกัน อนุกรรมาธิการควรจะต้องไปขอคําแนะนําแล้วก็มีภาพรวมของทั้ง ๔ สายนี้ ให้ครบถ้วนก่อนที่จะมาดําเนินการในเรื่องของการปฏิรูปหรือการฟื้นฟู โดยเฉพาะในเรื่องของ พระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์ที่ ๑ ของเราก็เลยออกมาเป็นว่าในการที่จะ พัฒนาศักยภาพขององค์กรและบุคลากรทางศาสนา อันที่ ๑ เราเน้นการบริการจัดการ ดิฉันขอพูดเฉพาะคําสําคัญคือคีย์ เมสเซจ (Key message) เพราะมองว่าในบุคลากรทางศาสนา ทุกศาสนาตอนนี้ สิ่งที่ท่านขาดไปจริง ๆ ก็คือทักษะหรือความรู้ในการบริหารจัดการ มีการให้จัดตั้งกองทุน เพราะว่ากองทุนนี่ก็มีความจําเป็นเช่นเดียวกับกองทุนศิลปวัฒนธรรม แต่กองทุนเพื่อกิจการศาสนาก็มีความจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทําให้กิจการศาสนาสามารถ ดําเนินต่อไปได้ สร้างระบบธรรมาภิบาล มีระบบคุณธรรม จริยธรรม มีระบบประเมินและ การตรวจสอบที่โปร่งใส มีทักษะในการบริหารที่มีประสิทธิภาพสูงของบุคลากรในองค์กร ทางศาสนา ทุกองค์กรในศาสนสถานมีมาตรฐานขององค์กรและของศาสนสถาน มีการลงทะเบียน ผู้สอนศาสนา มีการจัดทําหลักสูตรสําหรับสอนศาสนาที่มีความก้าวหน้า เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า จะมีหลักสูตรสําหรับพระสงฆ์และเรายังมีหลักสูตรสําหรับฆราวาส เพราะฉะนั้นหลักสูตรเหล่านี้ จะทําอย่างไร เอกสารประกอบการเรียนการสอนจะทําอย่างไรและสุดท้ายที่สําคัญ คือการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับองค์กรทางศาสนา ซึ่งเราใช้อยู่ตอนนี้ก็ค่อนข้าง จะเป็น พ.ร.บ. ที่อาจจะล้าหลังหรือเก่าไปแล้ว แม้ว่าจะมีการอย่าง พ.ร.บ. คณะสงฆ์ยกเลิก ของปี ๒๔๘๔ ไป มีการปรับปรุงปี ๒๕๐๕ ปี ๒๕๓๕ แต่ก็ยังมีความล้าหลังเมื่อมาถึง ปี ๒๕๕๘ เพราะฉะนั้นอันนี้คือยุทธศาสตร์ที่หนึ่งที่ดิฉันอยากจะกราบเรียนนะคะ
ยุทธศาสตร์ที่ ๒ เป็นเรื่องของการนําหลักศาสนธรรมมาปฏิบัติในชีวิตประจําวัน ทั้งระดับบุคคลและองค์กรเพื่อการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน จากปัญหาที่ท่านประธานเอกชัย ได้พูดไปเราก็ได้ออกมาเป็นมาตรการหรือแนวทางปฏิบัติ ๗ ข้อด้วยกัน ซึ่งก็เป็นการที่เราเริ่ม จากปัจเจกบุคคลไปสู่ครอบครัว ชุมชน สังคม สถาบันการศึกษา สถานประกอบการ คือที่ทํางาน สื่อสาธารณะ สื่อสารมวลชน จนเน้นเป็นค่านิยมและศิลปวัฒนธรรม โดยมีหลักศาสนธรรม เป็นแนวปฏิบัติในชีวิตประจําวันของบุคคลและองค์กร เพราะฉะนั้นในส่วน ๗ ข้อนี้ก็จะเป็น ดิฉันจะขอเน้นบางข้อ เช่น ข้อที่ ๑ ก็เป็นเรื่องของความร่วมมือระหว่างครอบครัว โรงเรียน ที่ทํางาน ชุมชน ให้นําหลักธรรม ประเพณีและวัฒนธรรมไทยอันดีงามมาปฏิบัติในชีวิตประจําวัน อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมนะคะ
ส่วนที่สําคัญคือข้อ ๒ อีกข้อหนึ่งที่เราพูดถึงว่าให้องค์กรกับภาคเอกชน สามารถเข้ารับการอบรมหลักสูตรทางศาสนาและการฝึกปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง อันนี้เป็น สิ่งที่เราขาดไปจริง ๆ จะทําอย่างไรให้คนไทย ไม่ว่าจะอยู่ในวัยเด็กเล็กก่อนเข้าวัยเรียน จนมาถึงวัยผู้สูงอายุ สามารถที่จะปฏิบัติธรรมหรือเข้าอบรมหลักสูตรศาสนาที่ไม่ยากเกินไป และอยู่ในชีวิตประจําวัน แล้วก็ให้ประชาชนคนไทยยึดอยู่กับแก่นของศาสนาก็คือตัวคําสอน หลักศาสนธรรมมากกว่ากระพี้ ซึ่งก็คือพิธีกรรมต่าง ๆ ที่คนไทยเราจะทําพิธีกรรมต่าง ๆ เก่งมาก แต่ว่าเราจะเข้าไม่ถึงแก่นของศาสนานะคะ อีก ๕ ข้อก็เป็นส่วนที่เราพูดถึงว่าการยกย่องเชิดชู ประกาศเกียรติคุณของบุคคลที่ดํารงตนอยู่ในคุณธรรม จริยธรรมที่เป็นที่ยอมรับและ เป็นแบบอย่างอันดีในชุมชนและสังคม ทําอย่างไรจะได้รับการยกย่องเชิดชูในลักษณะต่าง ๆ สนับสนุนให้ทุกภาคส่วนสังคมจัดและส่งเสริมกิจกรรมที่เน้นคุณค่าทางคุณธรรม จริยธรรม วัฒนธรรมและค่านิยมอย่างจริงจัง โดยยึดหลักศาสนธรรมเป็นหลัก ที่สําคัญคือภาคธุรกิจ ภาคเอกชน จะทําอย่างไรให้เขาขยายเครือข่ายภาคธุรกิจหรือประกอบธุรกิจโดยยึดหลักศาสนธรรม ก็จะไม่เป็นปัญหาอย่างที่เอกชนหลายแห่งในปัจจุบันนี้จะเข้าไปครอบงําเศรษฐกิจของประเทศ โดยไม่ยึดหลักศาสนธรรมนะคะ การขยายผลเพื่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ประเดี๋ยวท่านวินัยจะขยายความในรายละเอียด จัดพื้นที่การเรียนรู้และการประกอบพิธีทางศาสนา ในสถานศึกษา ในหน่วยงานแล้วก็ในสถานประกอบการทุกแห่ง อันนี้ก็เป็นสิ่งสําคัญ ในยุทธศาสตร์ที่ ๒ เราพูดกัน
ต่อไปยุทธศาสตร์ที่ ๓ ก็มีมาตรการอีก ๙ ข้อ เป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ระหว่างศาสนิกชนของทุกศาสนานะคะ โดยสรุปใน ๙ ข้อนี้ ดิฉันอยากจะสรุปโดยใช้ คําที่ท่านพระอาจารย์ท่านหนึ่งได้ให้ไว้ว่า
ข้อที่ ๑ เราต้องรู้จักรู้แจ้งในทางปฏิบัติหลักศาสนาของตน
ข้อที่ ๒ เราต้องรู้จักรู้แจ้งในหลักศาสนาของผู้อื่น
ข้อที่ ๓ เราต้องเคารพศาสนาของคนอื่นเฉกเช่นเดียวกับเคารพศาสนาของตน และทุกคนมีสิทธิเสรีภาพที่จะเลือกนับถือศาสนา เคารพ แต่ต้องเคารพศาสนาอื่น คือมีขันติธรรม
ข้อที่ ๔ สถาบันศาสนาจะต้องเป็นตัวอย่างทางปัญญาและทางจริยธรรม ของสังคมไทย
ข้อที่ ๕ ถ้าเราจะร่วมมือกันนําหลักศาสนธรรมมาพัฒนาและสร้างสรรค์ให้โลก เกิดสันติภาพและสันติสุขอย่างแท้จริง เราก็จะต้องอาศัยมาตรการและวิธีปฏิบัติทั้ง ๙ ข้อ ที่พูดไว้ในยุทธศาสตร์ที่ ๓ ค่ะ
ถัดไปยุทธศาสตร์ที่ ๔ เป็นการพัฒนาศักยภาพสถานศึกษาและการบูรณาการ หลักธรรมในการจัดการศึกษาทุกระดับ ก็จะพบว่าในข้อนี้เราจะต้องประสานกับกรรมาธิการ ปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ว่าถ้าการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัย จนถึงอุดมศึกษาจะให้ได้ผลในการบูรณาการหลักศาสนธรรมในการจัดการศึกษานี่จะทําได้อย่างไร ดิฉันก็ขอกล่าวนําว่าในปัจจุบันนี้การสอนศาสนา โดยเฉพาะพุทธศาสนาหรือศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ก็ตาม ในโรงเรียนต่าง ๆ ได้ผลน้อย เราทุกคนที่จะทําการปฏิรูปเรื่องศาสนา คงต้องวิเคราะห์อย่างหนักว่าเพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุใดจึงทําให้การสอนศาสนา โดยเฉพาะพุทธศาสนาไม่ได้ผลอย่างแท้จริงในโรงเรียนต่าง ๆ หรือสถานศึกษา ก็คงต้องอยู่ที่ ๔ ปัจจัย
ปัจจัยที่ ๑ คือครูผู้สอน ครูผู้สอนในโรงเรียนต่าง ๆ สามารถสอนหลักธรรม หลักศาสนธรรม หรือพุทธศาสนาได้อย่างแท้จริงหรือไม่ ถ้าหากว่าท่านไม่ได้ปฏิบัติ เพราะฉะนั้นการจะพัฒนาครูเราอาจจะต้องพัฒนาองค์ความรู้ในทางปฏิบัติของท่านก่อน ปัจจุบันการสอนของครูจะเป็นในลักษณะของการยัดเยียดในทางภาคทฤษฎีหรือสอน การสวดมนต์ภาษาบาลีเพียงเพื่อให้นักเรียนสามารถสอบได้ เพราะฉะนั้นครูผู้สอนก็ยังเป็นปัญหา
ประเด็นที่ ๒ นักเรียนหรือผู้เรียนไม่ศรัทธา ไม่เข้าใจ ไม่เกิดการยอมรับ ด้วยใจจริง เพราะฉะนั้นเราจะทําอย่างไรตั้งแต่เยาว์วัยจนถึงวัยอุดมศึกษา
ประเด็นที่ ๓ วิธีการสอนในเรื่องของศาสนามักจะไม่สามารถที่จะ ทําให้ดึงดูดความสนใจแก่ผู้เรียนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่สามารถสอนในทางปฏิบัติได้ ซึ่งการสอนศาสนานั้นไม่จําเป็นต้องสอนภาคทฤษฎีมากเลย เราสอนภาคทฤษฎีสัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ภาคปฏิบัติต้อง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ จึงจะหาเหตุผลได้ว่าเหตุใดนักเรียน หรือผู้เรียนจึงจะเกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง แล้วก็เกิดการยอมรับด้วยใจจริง ตั้งใจที่จะเรียน และการสอนต้องเป็นการสอน วิธีการสอนต้องเป็นทางบวก ไม่ใช่การสอนในทางลบ เรื่องนี้ ก็เป็นเรื่องที่เรามีตัวอย่างนะคะว่า สมมุติถ้าเราจะสอนในเรื่องของศีล ๕ เป็นทางบวก เราก็จะไม่สอนว่านักเรียนห้ามทําข้อที่ ๑ ถึงข้อที่ ๕ เพราะฉะนั้น
ศีลข้อที่ ๑ แทนที่จะไปสอนว่าห้ามฆ่าสัตว์ เราก็จะบอกว่า นักเรียนต้องเคารพ ทุกชีวิตอย่างเท่าเทียมกับชีวิตของเราเอง เป็นหลักสิทธิมนุษยชน
ศีลข้อที่ ๒ เราไม่ต้องไปสอนว่าไม่ต้องลักทรัพย์ แต่เราต้องสอนว่า ไม่เอา คอร์รัปชัน (Corruption) เราต้องเคารพในกรรมสิทธิ์ของทรัพย์สมบัติผู้อื่น
ศีลข้อที่ ๓ เราไม่สอนว่า ไม่ประพฤติผิดในกาม แต่เราจะสอนว่า นักเรียน ต้องเคารพในสถาบันครอบครัว นั่นก็คือสามีภรรยาคนเดียว
ศีลข้อที่ ๔ เราไม่ต้องไปสอนว่าไม่ต้องพูดปดหรือพูดเพ้อเจ้อ แต่เราต้องสอน ให้นักเรียนเคารพในความจริงของคนทั้งโลกเท่านั้น เขาก็จะไม่เคารพในความเท็จ
ศีลข้อที่ ๕ เราไม่สอนว่า ไม่ดื่มสุราหรือของมึนเมา พวกเราก็ดื่มนะคะ แต่เราต้องสอนว่า ศีลข้อนี้คือศีลสุขภาพ ทุกคนจะต้องได้รับการเคารพในเรื่องของสุขภาพ เพราะฉะนั้นอย่าทําความเดือดร้อนให้ตัวเราและผู้อื่นในเรื่องสุขภาพ อันนี้เป็นตัวอย่าง การสอนเชิงบวก
ประเด็นสุดท้ายคือเรื่องเอกสารการสอน เอกสารการสอน ไม่มีเอกสารการสอน ทางพุทธศาสนาใดเลยตอนนี้ที่จะไปทําให้นักเรียนเข้าใจได้ง่าย เพราะดิฉันก็จะโยนคําถาม ในยุทธศาสตร์ที่ ๔ ในเรื่องของการพัฒนาศักยภาพสถานศึกษาว่า ในทั้ง ๔ ประเด็นนี้ คือครูผู้สอน ผู้เรียน วิธีการสอนและเอกสารการสอนเรื่องศาสนธรรม ผู้ใดจะเป็นผู้รับผิดชอบ ในการเตรียมการดําเนินทั้ง ๔ ประเด็นนี้ในสังคมไทย เพื่อให้เกิดมรรคผลที่แท้จริงในอนาคต นั่นก็คือยุทธศาสตร์ทั้ง ๔ ยุทธศาสตร์ที่ดิฉันอยากเรียนนําเสนอเป็นเนื้อหาหรือแก่นสาระ ก่อนที่เราจะไปหาจุดคานงัด และทําจุดคานงัดให้เกิดเป็นแนวทางปฏิบัติที่ครบถ้วนสมบูรณ์
ยุทธศาสตร์ที่ ๕ ดิฉันขอเรียนเชิญท่านศาสตราจารย์กิตติคุณสุกัญญา เป็นคนนําเสนอนะคะ เพราะท่านพูดเรื่องสื่อเมื่อวานนี้ก็จะได้ผนวกกับสื่อของกรรมาธิการ ปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ ขอเรียนเชิญอาจารย์ค่ะ ขอบคุณค่ะ