เอกชัย ศรีวิลาศ หารือเรื่องศาสนาในประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของศาสนาในการสร้างความสามัคคีและความมั่นคงของประเทศ และเสนอแนะการปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้ศาสนาเข้มแข็งทางด้านบุคลากร นอกจากนี้ยังหารือเกี่ยวกับการนำหลักศาสนามาใช้ในชีวิตประจำวัน ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนา และการส่งเสริมความเข้มแข็งของสถาบันศาสนา เพื่อไม่ให้สังคมนําเอาศาสนาต่าง ๆ เหล่านี้ ไปสู่ความสูญเสียหรือไปสู่ความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผมในฐานะที่เป็นประธานอนุกรรมาธิการ ปฏิรูปกิจการศาสนา ก็เป็นคณะอนุกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา เรื่องศาสนาเป็นเรื่องที่เป็นหลักคิดตามที่ท่านประธาน ได้พูดไปแล้วว่าเป็นหลักคิด เป็นความเชื่อแล้วก็หลอมรวมตัวกันจนกระทั่งเป็นกลุ่มของศาสนา ศาสนาในคณะของผมนี้จะพูดถึงศาสนาโดยรวมที่มีหลายศาสนาอยู่ด้วยกัน ศาสนา ในประเทศไทยนั้นก็มีอย่างน้อยไม่ต่ํากว่า ๕ ศาสนานะครับ ในส่วนศาสนานี้ถ้าเผื่อพูดถึง ในสังคมไทยแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้เคยทรงพระราชนิพนธ์ เพลงยาวแถลงความในพระราชหฤทัยไว้อย่างน่าประทับใจตอนหนึ่งว่า ตั้งใจจะอุปถัมภก ยอยกพระพุทธศาสนา จะป้องกันขอบขันธสีมา รักษาประชาชนและมนตรี อันนี้เป็นสิ่งที่ เริ่มต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ แต่ว่าจริง ๆ แล้วศาสนาในประเทศไทยนั้นมีมายาวนานแล้ว แล้วก็ศาสนาในประเทศไทยนั้นก็ควบคู่กับสถาบันพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด ถ้าเผื่อย้อนกลับไปดูจะเห็นว่าประเทศไทยนั้นรักษาเอกราชสืบมาได้ทุกวันนี้ก็เพราะว่า มีศาสนาหลายศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้กับชาวไทย ครองตนอยู่ในศีลธรรม ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นร่มเกล้าธงชัยให้เราอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขสืบมาทุกสมัย รัฐก็ได้ ให้ความคุ้มครองและส่งเสริมศาสนาต่าง ๆ อย่างจริงจังเสมอมา เพราะตระหนักดีว่าศาสนาทั้งหลายมีจุดมุ่งหมายที่จะสั่งสอนศาสนิกของตนให้เป็นคนดี ด้วยกันทั้งนั้น ในส่วนของการปฏิรูปในวาระที่ ๓๖ ในเรื่องเกี่ยวกับส่งเสริมความเข้มแข็ง ของสถาบันศาสนาเพื่อให้เป็นสถาบันหลักแห่งสังคมนั้น ก็ได้ย้อนกลับไปดูว่าศาสนาต่าง ๆ ที่เข้ามาสู่ประเทศไทยเริ่มตั้งแต่ศาสนาพุทธก็จะมีเข้ามาตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๒๓๖ ซึ่งเป็นสมัยเดียวกับที่มีเกิดขึ้นในประเทศศรีลังกาที่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชได้มีการปฏิรูป สังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่ ๓ ในอินเดียแล้วก็เข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทยด้วย เรียกว่า เข้ามาเผยแพร่ในดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่งมีประเทศไทย พม่า ศรีลังกา ญวน กัมพูชา ลาว มาเลเซีย แล้วก็มีใจกลางอยู่ที่จังหวัดนครปฐมซึ่งดูได้จากโบราณสถานแล้วก็ศิลารูปธรรมจักร
ส่วนศาสนาอิสลามที่เข้ามาในประเทศไทยนั้นก็เริ่มที่กรุงสุโขทัย ซึ่งก็มีหลายกลุ่ม ด้วยกัน ทั้งกลุ่มที่เป็นมลายูถือว่าเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดแล้วก็มีกลุ่มเชื้อสายเปอร์เซีย กลุ่มชวา กลุ่มจาม และกลุ่มเอเชียใต้ที่มาจากปากีสถาน อินเดีย บังกลาเทศ และอัฟกานิสถาน ส่วนในมุสลิมอีกสายหนึ่งสุดท้ายก็คือว่าเชื้อสายมาจากประเทศจีน
สําหรับศาสนาคริสต์นั้นก็ดูเหมือนว่าได้เข้ามาในสมัยชาวโปรตุเกส ที่เป็นชาวตะวันตกเข้ามาเป็นชาติแรกในประเทศไทย แล้วก็เข้ามาในสมัยกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒
ส่วนศาสนาพราหมณ์ ฮินดูนั้นถ้าได้ดูแล้วก็มีส่วนหนึ่งที่ไม่ว่าพิธีกรรมอะไร ต่าง ๆ ของสถาบันพระมหากษัตริย์ก็จะเกี่ยวข้องกับศาสนาพราหมณ์มากพอสมควร ศาสนาพราหมณ์ก็เข้ามายังประเทศไทยไม่ปรากฏระยะเวลาแน่นอน แต่สันนิษฐานว่า เข้ามาก่อนสมัยกรุงสุโขทัย ซึ่งมีสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่ยังคงเหลืออยู่อย่างมากมาย
และศาสนาซิกข์เป็นศาสนาที่ ๕ ที่เข้ามาในรัชกาลที่ ๕ พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพุทธมามกะและเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภกในการที่จะดูแลเรื่องกิจการศาสนา ที่ในการที่เกื้อกูลศาสนาต่าง ๆ
ในส่วนของศาสนานั้นก็ได้ศึกษาและดูว่าสาเหตุที่ศาสนาบางประเทศนี้ล่มสลาย ยกตัวอย่างที่ในศรีลังกานั้นก็มาจากด้วย ถึงแม้ว่าจะเกิดขึ้นมาตั้งแต่แรก ๆ สมัยปีพุทธศักราช ๒๓๖ แต่ว่าในตอนนั้นที่เกิดขึ้นก็มีการนําเอาอารยธรรม ศิลปกรรม สถาปัตยกรรมมาผสมผสาน ในศรีลังกา ซึ่งขณะนี้ก็ยังมีถาวรวัตถุต่าง ๆ นี้ยังคงรักษาไว้อย่างมากมาย แต่เหตุที่สูญเสีย ในเรื่องเกี่ยวกับพุทธศาสนาไปเป็น ๒ ช่วง ช่วงแรกในปีพุทธศักราช ๔๐๐ เศษ ก็เกิดสงคราม กับชาวทมิฬ สิงหลเกิดสงครามกับชาวทมิฬ คณะสงฆ์ก็แตกออกมาเป็น ๒ กลุ่ม แล้วก็ยังถูกอินเดียรุกรานด้วย เกิดความไม่สงบภายในประเทศเอง จนกระทั่งสุดท้าย ในปีพุทธศักราช ๑๖๐๙ จะหาพระภิกษุที่จะอุปสมบทให้กับพระรูปใหม่ ๆ แทบจะไม่ครบ ๕ รูป จึงต้องอาราธนาพระสงฆ์จากพม่าตอนใต้มาทําการอุปสมบท ส่วนยุคหลังต่อมาก็ได้ถูก ยึดครองโดยโปรตุเกส ฮอลันดาที่พยายามจะให้เปลี่ยนศาสนาเป็นคริสต์นิกายคาทอลิก แล้วก็จนกระทั่งสุดท้ายพุทธศาสนาก็เสื่อมถอยมาเรื่อย มีการแก่งแย่งชิงกัน ขาดผู้อุปถัมภ์ พระภิกษุสงฆ์ทิ้งวัดวาอาราม จนกระทั่งไม่มีพระภิกษุสงฆ์หลงเหลืออยู่เลย จนสุดท้าย ในปีพุทธศักราช ๒๒๙๔ ที่ได้แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของศาสนาพุทธในประเทศไทย ที่ทางศรีลังกาได้ส่งทูตมาขอนิมนต์พระสงฆ์จากกรุงศรีอยุธยาไปฟื้นฟูพุทธศาสนา สมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระบรมโกศ ก็ส่งสมณทูตไทย ๑๐ รูป ซึ่งมีพระอุบาลีเป็นหัวหน้า ไปที่ศรีลังกา บรรพชาอุปสมบทชาวศรีลังกา ๓,๐๐๐ คน ให้เป็นพระสงฆ์ที่เมืองแคนดี้ จึงเกิดคณะสงฆ์นิกายสยามวงศ์ขึ้นมา ซึ่งขณะนี้ก็ทําให้เห็นว่าทางประเทศศรีลังกาเอง ก็มีศาสนาที่เข้มแข็ง แม้จะมีเป็นนิกายสยามวงศ์ นิกายรามัญวงศ์ และนิกายลังกาวงศ์ก็แล้วแต่ ก็ทําให้เกิดความเข็มแข็ง เพราะฉะนั้นก็จะเห็นว่าศาสนานี้จะต้องถูกบ่มเพาะ ฟื้นฟู สนับสนุน และดูแลให้ดี มิฉะนั้นก็จะทําให้ล่มสลายไปได้ ส่วนพุทธศาสนานั้นวันนี้นับว่าเป็นศาสนา ที่เติบโตเร็ว ในศตวรรษที่ ๒๑ นี้ ตอนนี้ได้ขยายการเติบโตไปทั้งในทวีปยุโรป ออสเตรเลีย อเมริกาเหนือ โดยที่อเมริกาเหนือนี้ก็มีความเจริญเติบโตขึ้นมามากมายที่ประเทศแคนาดานะครับ จนกระทั่งได้บอกว่าเริ่มต้นมีประมาณสัก ๑๐,๐๐๐ คนที่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมในด้านศาสนาพุทธ แต่วันนี้มาถึงปีนี้แล้วก็มีจํานวนทั้งหมดประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ คนนะครับ ในส่วนของศาสนา ในยุโรปก็เป็นที่ทราบกัน และผมก็มีโอกาสมีส่วนร่วมที่เข้าไปพบกับคนไทยในยุโรปนะครับ ซึ่งเป็นเครือข่ายหญิงไทยในยุโรป ก็มีการนําเอาพุทธศาสนานี้ไปในยุโรป ขณะนี้มีวัดอยู่ ไม่ต่ํากว่า ๑๐ ประเทศในยุโรป แล้วก็คนไทยที่ไปแต่งงานอยู่กับชาวยุโรปไม่ต่ํากว่า ๕๐๐,๐๐๐ คนนั้นก็ได้เป็นผู้ที่ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ก็มีการทําให้ศาสนาพุทธนี้ แพร่ขยายไปในยุโรปนะครับ ในส่วนศาสนาเป็นสถาบันหลักของชาติ ในฐานะที่ผมเป็นกรรมการ เอกลักษณ์ของชาติด้วย เราถือว่าสิ่งที่จะค้ําจุนประเทศไทยให้มั่นคง ยั่งยืน ก็คือสถาบันชาติ สถาบันศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะฉะนั้นถือว่าศาสนานี่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ของคนไทยที่จะทําให้ฐานของประเทศไทยนั้นเกิดความมั่นคงนะครับ แล้วศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมากที่สุดเป็นเวลาช้านานมาแล้ว ในปี ๒๕๕๔ สํานักงานสถิติแห่งชาติได้ทําการสํารวจประชากรอายุ ๑๓ ปีขึ้นไปพบว่าคนไทย นับถือศาสนาพุทธร้อยละ ๙๔.๖ ศาสนาอิสลามร้อยละ ๔.๖ ศาสนาคริสต์ร้อยละ ๐.๗ ที่เหลือเป็นศาสนาอื่น ๆ เพราะฉะนั้นพุทธศาสนาได้ผสมกลมกลืนอยู่ในศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และวิถีชีวิตของผู้คนคนไทย หล่อหลอมอัตลักษณ์แห่งความเป็น พลเมืองผู้มีน้ําใจอันดีงามและรักสันติ ถ้าเผื่อดูตามตารางที่ได้แนบไปให้ ในจํานวนองค์กร ไม่แสวงหากําไรในประเทศไทยนั้น องค์กรศาสนาในปี ๒๕๔๔ มีจํานวนองค์กรทั้งหมด ๓๔,๒๕๔ องค์กร ถัดมาอีก ๕ ปีในปี ๒๕๔๙ มีเพิ่มขึ้นมาอีก ๗,๐๐๐ กว่าองค์กรเป็น ๔๑,๓๗๑ องค์กร อันนี้เป็นตัวเลขจากสํานักงานสถิติแห่งชาตินะครับ แต่มาดูรายละเอียด ของวัดในประเทศไทย เราจะเห็นว่าวัดในประเทศไทยนั้น วัดที่มีพระสงฆ์ทั่วประเทศจะมีอยู่ด้วยกัน ๓๗,๐๗๕ วัด อันนี้ตัวเลขนับถึง ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๓ มีอารามหลวง ๒๙๐ วัด แล้วก็วัดราษฎร์อีก ๓๖,๗๘๕ วัด ข้อสังเกตที่น่าสนใจก็คือว่ามีวัดร้างเกือบ ๖,๐๐๐ วัด คือมีจํานวน ๕,๙๒๔ วัด ที่เป็นวัดร้าง อันนี้เป็นสิ่งสําคัญมากว่าเราจะดูแลวัดนี้อย่างไรบ้าง สถิติของจํานวนมัสยิด ในศาสนาอิสลามนั้นที่จัดตั้งในประเทศไทย นับถึงปัจจุบันนั้นจะมีมัสยิดอยู่จํานวน ๓,๗๒๒ มัสยิด นับถึงปี ๒๕๕๔ มีมัสยิดอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ ๑๔ จังหวัดมากที่สุดคือ ๓,๑๕๘ มัสยิด ส่วนตัวเลขของโบสถ์คริสต์เท่าที่ผมได้ติดตามแล้วก็เก็บข้อมูลก็นับว่าได้มีอยู่ประมาณ ๑,๐๐๐-๒,๐๐๐ โบสถ์นะครับ สถานการณ์ด้านวัฒนธรรมและศาสนาอันนี้เป็นสําคัญมากเลย เพราะว่าในโลกนี้มีการต่อสู้กันเชิงวัฒนธรรมและศาสนาที่เอามาเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ กันเยอะแยะมากมาย แล้วก็สิ่งที่เขามาใช้เป็นกําลังในการต่อสู้กันก็คือใช้มีเดีย เพาเวอร์ (Media power) คือสื่อนี่ล่ะเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ด้านวัฒนธรรมและศาสนา เราจะเห็นข่าวสาร ของชาร์ลี เอ็บโด ที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศสที่มีการโจมตีผู้นําทางศาสนาอิสลามโดยคนที่เป็นภาคสื่อ ของในฝรั่งเศส แล้วเขาก็บอกว่านี่คือสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย ซึ่งตอนนี้ได้ก้าวล้ําไปสู่ศาสนจักรด้วย หรือกลุ่มไอซิส (ISIS) ที่มีการต่อสู้อยู่ทางด้านตะวันออกกลางเป็นกลุ่ม อิสลามิก สเตท ออฟ อิรัก เกรทเตอร์ ซีเรีย (Islamic State of Iraq Greater Syria) ซึ่งเป็นกลุ่มศาสนาเช่นเดียวกัน เพราะเป็นกลุ่มนิกายซุนนีย์ของอิสลาม หรือกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนที่มีการต่อสู้ แล้วก็รุกล้ํา เข้าไปในซาอุดีอาระเบีย นั่นก็เป็นกลุ่มชีอะฮ์เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นให้เห็นถึงสัญญาณว่า ศาสนาก็เริ่มมีการใช้เป็นตัวเครื่องมือแล้วในการต่อสู้กัน ข่าวสารจากสื่อมวลชนสะท้อนภาพ ผู้คนที่ขาดศีลธรรม หลงใหลอยู่ในวัตถุนิยมฟุ่มเฟือย เกิดแหล่งอบายมุขเผยแพร่ คนขาดจิตสํานึกในเรื่องคุณธรรมตามหลักศาสนาที่ตัวเองยึดเหนี่ยว พฤติกรรมก็ส่อไป ในทางทุจริตประพฤติมิชอบ ขาดความละอายต่อบาป เกิดขึ้นในทุกมิติของสังคม ประสบ กับความล้มเหลวในการสร้างคนให้เป็นคนดี ทั้งในระดับครอบครัวและชุมชนด้วย ส่วนสภาพ ของสังคมไทยในปัจจุบันนั้นจะเห็นว่าโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเป็นโลกโลกาวิวัตน์ มีการสื่อสารอย่างรวดเร็ว มีการแพร่ข้อมูลข่าวสารอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อคนไทย ในภาพรวมอย่างมาก ทําให้สังคมเกิดความเสื่อมถอย เกิดวิกฤติศรัทธาในหมู่ประชาชน ในเรื่องศาสนานี้มากขึ้น ศาสนิกชนในแต่ละศาสนาก็ขาดความรู้ความเข้าใจในหลักศาสนา ที่ตัวเองยึดเหนี่ยว แล้วก็ในการที่จะให้ข่าวสารทางศาสนาที่ถูกต้องเพื่อที่จะรักษาศีลธรรม และคุณธรรมเอาไว้ บุคคลทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย ก็ขาดการนําหลักธรรมมาใช้ในการปฏิบัติ ในการดําเนินชีวิตอย่างเพียงพอ
ความเข้มแข็งของศาสนา ในส่วนความเข้มแข็งของศาสนานี้เราจะเห็นว่า สังคมก็เปรียบเสมือนกับกงล้อที่มีสถาบันทางสังคมร่วมกันขับเคลื่อนสถาบันศาสนา ที่จะเชื่อมโยงยึดเหนี่ยวสถาบันอื่น ๆ เข้าด้วยกัน อันนี้เป็นมาตั้งแต่โบราณกาลแล้ว แล้วก็สังคมไทยก็จะมีวัดที่จะเป็นศูนย์กลางในการดําเนินชีวิต อดีตแต่ก่อนนั้นวัดจะเป็นที่ สําหรับชุมนุมชน วัดเป็นที่ให้การศึกษากับชุมชน วัดเป็นที่ที่จะทําให้ชุมชนได้เกิดพื้นที่ ในการอยู่ร่วมกัน เรียนรู้ร่วมกัน และปัจจุบันสถาบันศาสนากลับค่อย ๆ ลดบทบาทตรงนี้ ลงไปอย่างมากนะครับ
ในส่วนของทุกศาสนาก็จะประสบกับปัญหาดําเนินการภายในองค์กรศาสนาเอง เนื่องมาจากว่ากฎระเบียบที่เราเคยมีมาตั้งแต่นมนานแล้ว ขาดการปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้อง กับสภาวการณ์และสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การบังคับ ใช้กฎหมาย การบริหารจัดการภายในองค์กรของศาสนาเองก็มีปัญหาสะสมเป็นเวลานาน ทําให้สูญเสียภาพลักษณ์ขององค์กรที่ผู้คนนับถือในอดีต ทั้งสูญเสียบทบาทในการเป็นที่พึ่ง และเป็นที่ยึดเหนี่ยวด้านจิตใจของมหาชน แต่ตัวเลขจากที่ทางสถาบันนิด้าโดยอาจารย์ณดา จันทร์สม ได้ศึกษาข้อมูลเป็นที่น่าสนใจมากในเรื่องเกี่ยวกับการจัดการในพระพุทธศาสนา ของเรานะครับ ได้มีการเก็บข้อมูลสรุปได้ดังต่อไปนี้ จะมีการตั้งไวยาวัจกรในการที่จะดูแลวัด โดยที่มีการตั้งไวยาวัจกรในวัดทั้งหมด ๙๒.๔ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ถือว่าเป็นจํานวนมากพอสมควร แล้วก็ในการคัดเลือกไวยาวัจกรนั้นเจ้าอาวาสเป็นผู้คัดเลือกและแต่งตั้ง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนอื่น ๆ ก็เป็นฝ่ายอื่น ๆ เป็นผู้เสนอ มีคณะกรรมการวัด ๙๑.๗ เปอร์เซ็นต์ เจ้าอาวาส เป็นผู้คัดเลือก ๕๑ เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นก็ร่วมกับชุมชนแล้วก็ร่วมกับคณะกรรมการต่าง ๆ นะครับ ตัวเลขอีกอันหนึ่งที่น่าสนใจก็คือว่ามีการบันทึกรายรับ รายจ่ายของวัด ดําเนินการบันทึกทุกวัน ๗๔.๓ เปอร์เซ็นต์ มีการรายงานการเงินของวัดทุกปี ๕๙.๓ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็รายงานทุกเดือน ๒๕.๖ เปอร์เซ็นต์ มีการตรวจสอบบัญชีจากผู้สอบบัญชี ก็มีทั้งหมดประมาณเกือบ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็มีการเปิดเผยรายงานการเงินของวัดให้แก่สาธารณชน ๙๑.๖ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็วิธีการเปิดเผย ก็คือเปิดเผยในที่สาธารณะในการปิดประกาศ และอีกส่วนหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งก็จัดทําเอกสารสรุป แล้วก็แจกจ่าย รวมไปถึงเสียงตามสายด้วย นอกจากนั้นแล้ว ในการรับจ่ายเงินของวัดก็จะมีรูปแบบดําเนินการที่ชัดเจนจากผู้ทํางานวิจัย และเก็บมา ๘๔.๖ เปอร์เซ็นต์ มีการจัดทําบัญชีรายรับ รายจ่ายเป็นลายลักษณ์อักษร ๖๑ เปอร์เซ็นต์ แล้วการเก็บรักษาเงินก็เก็บไว้ที่สถาบันการเงิน ธนาคาร โดยเจ้าอาวาส และกรรมการของวัด ๙๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้จะได้เห็นถึงการบริหารจัดการซึ่งจะเห็นว่า มีการบริหารจัดการ ถ้าเผื่อดูตัวเลขแล้วนี่ก็ดีพอสมควรก็ควรจะมีการปรับปรุงบ้างในบางส่วน ทีนี้เราไปดูในบุคลากรทางศาสนาซึ่งเป็นสิ่งที่เราจะเสนอในการพัฒนา ปรับปรุง แก้ไข ฟื้นฟู ที่จะทําให้ศาสนามีความเข้มแข็งทางด้านบุคลากรทางศาสนา เราจะเห็นว่าบุคลากร จากการที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศนั้นทําให้ การพัฒนาทางด้านวัตถุมีมากขึ้น ประชาชนก็ดูเหมือนว่าถอยห่างจากศาสนามากขึ้นไปด้วย ในศาสนาพุทธเองก็จะพบว่าจํานวนพระภิกษุสงฆ์มีจํานวนลดน้อยลง แล้วก็ในอนาคต ก็คาดว่าจะลดน้อยลงไปอีก แต่ข้อสังเกตของเราก็คือว่า แต่ว่าญาติธรรมนี่เราเห็นว่า เพิ่มจํานวนมากขึ้น แล้วนอกจากนั้นก็มีการจัดกิจกรรมทางศาสนานอกสถานที่ขององค์กร ทางศาสนามากขึ้น ผมมีโอกาสไปร่วมที่เขาย้ายวัดมาอยู่ที่พารากอน ย้ายเอาการเทศนามาอยู่ ที่เซ็นทรัล ผมเห็นคนแห่แหนกันมาเต็มไปหมด ทั้งภายนอกภายในห้างเต็มไปหมดเลยนะครับ อันนี้ก็ถือว่าเป็นการประสบความสําเร็จในการที่จะดึงดูดคนเข้าไปสู่ศาสนาอีกมิติหนึ่ง เหมือนกัน วัดจํานวนมากกลายเป็นวัดร้างอย่างที่บอกแล้วว่ามีประมาณสักเกือบ ๖,๐๐๐ วัด เนื่องจากว่าไม่มีพระไปจําพรรษาอยู่ นอกจากนี้ทุกศาสนาก็ยังมีปัญหาในเรื่องคุณภาพ ของบุคลากรทางศาสนา พบว่าส่วนใหญ่ยังขาดความรู้แล้วก็ทักษะในการสื่อสารหรือถ่ายทอด หลักคําสอนที่ถูกต้อง เพื่อสั่งสอนศาสนิกชนอย่างเหมาะสม บ่อยครั้งก็พบว่ามุ่งเน้นไปทาง พิธีกรรม แล้วก็มีพฤติกรรมที่ไม่น่าเลื่อมใส ศรัทธา จึงเป็นการยากที่จะจูงใจคนให้ตั้งมั่นอยู่ ในหลักคําสอน หลักปฏิบัติของแต่ละศาสนาอย่างแท้จริง เมื่อค้นพบไปในรายละเอียดแล้ว ผมอยากจะเรียนตัวอย่างให้ทราบแล้วที่ได้ไปพบด้วยส่วนตัวแล้วก็เป็นของจริงด้วยที่เคยพบมา ก็จะมีโรงเรียนที่ใช้วิถีธรรมะ เรียกว่าโรงเรียนวิถีพุทธ เป็นโรงเรียนพุทธปัญญา เช่น โรงเรียนทอสี โรงเรียนรุ่งอรุณและโรงเรียนสยามสามไตร ตรงนี้ซึ่งก็จะมีสมาชิกของเราทําหน้าที่ในการบริหาร โรงเรียนต่าง ๆ เหล่านี้อยู่ด้วย เป็นการนําเอาพุทธธรรมมาใช้ในการบริหารโรงเรียนแล้วนํา หลักธรรมทางพุทธศาสนาของท่านพระพรหมคุณาภรณ์ ท่านประยุทธ์ ปยุตโต มาใช้ในการที่จะ ให้เด็กนักเรียนได้ศึกษาตั้งแต่เยาว์วัยตรงนี้ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดี
อีกส่วนหนึ่งที่มีโอกาสได้เข้าไปร่วมก็คือว่า วัดประยูรวงศาวาสก็มีการอบรม พระนักเทศน์ อันนี้ก็คือให้พระได้มีความรู้อย่างแท้จริง แล้วก็รู้เทคนิควิธีการในการเทศน์ เพื่อที่จะให้เกิดความที่จะเทศน์ไปแล้วก็มีผู้ฟังหรือว่าญาติธรรมได้เข้าใจ แล้วก็สามารถนําไป ปฏิบัติได้
นอกจากนั้นแล้วก็มีโอกาสไปเป็นประธานในเรื่องเกี่ยวกับการบวชเณรรากแก้ว แล้วก็แม่ชีน้อย อันนี้ก็น่าประทับใจมาก เด็ก ๆ อายุไม่กี่ขวบครับ มาบวชกันในตอนปิดเทอม นับเป็นจํานวนก็เป็นร้อยร้อยคนที่วัดพระรามเก้า อันนี้ก็ได้เห็นเด็ก ๆ แล้วได้ยินเสียงเด็ก ๆ พูดแล้วก็น่าปลื้มใจมาก เด็กตัวเล็กบอกกับแม่ว่าหนูอยากจะบวช ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าเป็นกลยุทธ์ หรือเป็นวิธีการที่ดีมากที่ทางวัดพระรามเก้านํามาใช้ในส่วนนี้
อีกส่วนหนึ่งที่สถาบันหนึ่งที่พยายามที่จะสร้างให้เกิดความเข้มแข็งในผู้ที่จะ เป็นผู้ที่จะบ่มเพาะ หรือผู้ที่จะสั่งสอนให้กับญาติธรรมทั้งหลายก็คือสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ๙๘๐ อันนี้ก็ได้นําพระสงฆ์ที่ดูแล้วว่ามีศักยภาพพอที่จะเป็นผู้ที่จะสอนธรรมะแล้วก็นําพระสงฆ์ สู่ดินแดนพุทธภูมิในอินเดีย เนปาล โดยหาทุนเองแล้วก็จัดนําพระไปแล้วจํานวน ๖ รุ่นนะครับ นับถึงปี ๒๕๕๗ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ดีที่ควรสนับสนุน อีกโครงการที่มองเห็นถึงความมีศักยภาพ ก็คือมีการประกวดมาร์ชชิง (Marching) ความดี คือให้เด็กนําความดีมาประกวดกัน แล้วนํามาแสดงให้เป็นรูปธรรมให้มองเห็น แล้วก็จัดโดยเอกชนนะครับ ในการประกวดตรงนี้ ก็ถือว่าเป็นโครงการที่ดี และอีกส่วนหนึ่งที่ผมมีโอกาสที่ทําอยู่ในกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ คือในฐานะประธานคณะอนุกรรมการศาสนาและจริยธรรม เราได้ประกวดเด็กที่มีคุณธรรม และจริยธรรม ต้องใช้เวลาในการที่จะสั่งสมและเก็บรวบรวมข้อมูลตัวเองเป็นเวลา ๑ ปี แล้วก็นํามาแสดงให้เห็นแล้วก็นํามาประกวดกัน แต่น่าเสียดายว่าทางกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ ได้เลิกไปแล้วเมื่อ ๓ ปีที่แล้วนะครับ ก็คิดว่าต่อไปคงจะต้องฟื้นฟูเรื่องนี้กลับเข้ามาใหม่ อีกครั้งหนึ่ง
การนําหลักศาสนามาใช้ในชีวิตประจําวัน ทั้งในระดับบุคคลและองค์กร อันนี้ก็เป็นเรื่องสําคัญเหมือนกัน จากการสํารวจพบว่าคนไทยที่ระบุศาสนาของตนเอง เป็นจํานวนมาก โดยเฉพาะบางครั้งผมไปบรรยายเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง เรื่องเกี่ยวกับศาสนาก็มักจะถามกับคนที่มารับการอบรมว่าเข้าวัดครั้งสุดท้ายเมื่อไร ท่านเชื่อไหมว่าคนที่ตอบผมไม่ได้มีจํานวนมากเลยว่าเข้าวัดครั้งสุดท้ายเมื่อไร แต่คนที่เดินผ่านวัด เยอะมากครับ แต่ว่าไม่ได้เข้าไปในวัด อันนี้เป็นสิ่งสําคัญมากว่าจะทําอย่างไรให้คนไทย ได้หันกลับมาเข้าวัดให้มากขึ้นนะครับ
อีกส่วนหนึ่งก็คือศาสนิกชนที่มีแนวโน้มที่จะนําคําสั่งสอนในหลักศาสนา ของตนมาใช้เป็นแนวทางในการดําเนินชีวิตกลับน้อยลงจากการที่รวบรวมข้อมูลมานะครับ สํานักงานสถิติแห่งชาติได้รวบรวมข้อมูลแล้วว่ามุสลิมจะใช้หลักคําสอนทางศาสนาแก้ปัญหาชีวิต และการทํางานทุกครั้ง สูงที่สุดคือร้อยละ ๓๓.๙ รองลงมาคือคริสต์ศาสนา จะใช้ในการแก้ปัญหา ในชีวิตร้อยละ ๒๒.๙ ส่วนพุทธศาสนานั้นจะใช้ดําเนินชีวิตร้อยละ ๑๓.๖ เท่านั้นเองนะครับ
อีกประการหนึ่งในเรื่องการนําหลักศาสนามาใช้ปฏิบัติในชีวิตประจําวัน ทั้งระดับบุคคลและองค์กร จากการที่ประชาชนนับถือศาสนาแล้วก็ในสถาบันการศึกษาเอง ก็แยกบทบาทขององค์กรศาสนานี้ออกจากการจัดการศึกษาอย่างชัดเจนนะครับ ตัวอย่างเช่น พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๔๒ และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๕๔๕ หมวด ๑ มาตรา ๖ แม้จะมีความสําคัญกับคุณธรรม จริยธรรม แต่ก็แยกออกจากหลักศาสนา ทั้งการศึกษาขั้นพื้นฐานซึ่งไม่ได้กําหนดแนวทางการสอนหลักศาสนาที่ชัดเจนในระดับชั้น แล้วอีกอย่างหนึ่งก็คือขาดแคลนครูต้นแบบที่ดีและขาดการประเมินผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจนอีกด้วย ในการที่จะสอนศาสนาในโรงเรียน
ในหัวข้อหลักที่ ๓ ใหญ่ที่เราจะเสนอเป็นยุทธศาสตร์ฟื้นฟูต่อไปก็คือ การเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างศาสนิกชนของทุกศาสนา ในส่วนตรงนี้เราเห็นว่า การดําเนินงานของศาสนามีแนวโน้มที่จะนําไปสู่การวิกฤติศรัทธาของประชาชน ความร่วมมือ ระหว่างศาสนายังไม่เกิดขึ้นเท่าที่ควรนะครับ ขาดองค์กรกลางในการประสานงานสร้างความรู้ ความเข้าใจระหว่างกัน แล้วก็การดําเนินกิจกรรมทางระหว่างศาสนา ขาดงบประมาณสนับสนุน ที่เพียงพอ แล้วก็ศาสนิกชนนั้นในแต่ละศาสนายังขาดความรู้ความเข้าใจและการปฏิบัติตน ตามหลักธรรมคําสอนของศาสนาของตนเองและศาสนาอื่น ๆ อันนี้มองเห็นได้ในประเทศไทยนั้น เท่าที่ผมติดตามมาก็มีความขัดแย้งเริ่มเกิดขึ้นในเรื่องการต่อต้านที่จะมีการก่อสร้างมัสยิด เริ่มตั้งแต่ที่อําเภอโป่งน้ําร้อน จังหวัดเชียงราย เมื่อ ๒-๓ ปีที่ผ่านมา แล้วก็เมื่อปีที่แล้ว ที่กลุ่มมุสลิมได้ไปซื้อที่ดินที่มุกดาหารแล้วจะสร้างมัสยิดก็ถูกต่อต้าน แล้วครั้งสุดท้าย เมื่อไม่กี่เดือนมานี้มีการเดินขบวนต่อต้านการสร้างมัสยิดที่จังหวัดน่านนะครับ อันนี้ก็เป็น สิ่งที่เราจะเห็นว่ามีทัศนคติทางลบต่อกันระหว่างศาสนา แล้วก็เรื่องนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นในระหว่าง ศาสนาด้วย เป็นการเกิดขึ้นในระหว่างศาสนาเดียวกันด้วย เพราะเหตุว่ามีพิธีกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ที่แตกต่างกัน มีความเชื่อที่แตกต่าง มีเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์ที่แตกต่าง
- ๗๕/๑ และมีคําสอนที่แตกต่างกันไปด้วย การนําหลักศาสนาเข้าไปเกี่ยวข้องกับทางการเมือง การตีความหมายของคําสอนที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม แล้วก็ผลประโยชน์มหาศาลที่เกิดจาก ในเรื่องเกี่ยวกับกิจการทางศาสนาจนทําให้เกิดความเลื่อมใสทางศาสนานี้ลดน้อยลง การไม่ยอมรับความคิดเห็นศาสนาอื่นที่อยู่ในชุมชนเดียวกัน ตลอดจนไปถึงผู้ที่คลั่งศาสนา แต่ไม่เคร่งศาสนาด้วย นอกจากนั้นแล้วจะมีเรื่องที่สร้างให้เกิดความแตกแยกทางความคิด เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงขั้นก่อให้เกิดความรุนแรงทางพฤติกรรมเกิดขึ้น ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ เกิดขึ้นในต่างประเทศมาแล้ว เราไม่สมควรให้เกิดขึ้นในประเทศไทย
ประเด็นเรื่องการขาดการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างศาสนิกชน ของทุกศาสนาจึงเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สมควรได้รับการฟื้นฟู
ในประการสุดท้าย ในเรื่องสถานการณ์สภาพความเป็นไปของเรื่องศาสนา ก็คือการขาดสื่อประเภทต่าง ๆ และสื่อสารมวลชนที่จะนําการเผยแพร่ศาสนา ในการเผยแพร่ คําสอนตามหลักศาสนาจําเป็นต้องอาศัยการสื่อสารเป็นหลัก นอกจากสื่อสิ่งพิมพ์ประเภท หนังสือ จุลสาร เทป วีดิทัศน์ แล้วก็สื่ออื่น ๆ ทั้งหมดแล้ว ปัจจุบันวัดต่าง ๆ ก็มีการเผยแพร่ สื่อต่าง ๆ ทางอินเทอร์เน็ต มากขึ้น ดูจากตัวเลขในเรื่องการสื่อสารทางพุทธศาสนาจํานวน เว็บไซต์ (Website) ของวัดเพิ่มมากขึ้นอย่างมาก ในปีพุทธศักราช ๒๕๔๙ มีจํานวน ๗๐๙ เว็บไซต์ ในปี ๒๕๕๒ พบว่ามีถึง ๑,๐๒๖ เว็บไซต์ แต่ว่ายังพบว่าเนื้อหาที่นําเสนอยังขาดรูปแบบ ขาดการดึงดูดความสนใจ ความใส่ใจในข้อปฏิบัติธรรมตามหลักศาสนธรรมยังมีน้อย แล้วก็ไม่ชัดเจนเท่าที่ควร ในส่วนตรงนี้เองเราจะเห็นว่าเราจะต้องส่งเสริมความเข้มแข็งของ สถาบันศาสนาให้เป็นสถาบันหลักของสังคมเพื่อไม่ให้สังคมนําเอาศาสนาต่าง ๆ เหล่านี้ ไปสู่ความสูญเสียหรือไปสู่ความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ในข้อเสนอยุทธศาสตร์ ในการฟื้นฟูกิจการศาสนาของคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการศาสนาของเราก็เลยเสนอเป็น ๕ ยุทธศาสตร์
มียุทธศาสตร์ที่ ๑ คือเพื่อพัฒนาศักยภาพขององค์กรและบุคลากรทางศาสนา ทุกศาสนา
ยุทธศาสตร์ที่ ๒ เพื่อส่งเสริมการนําหลักศาสนธรรมมาเป็นหลักปฏิบัติ ในการดําเนินชีวิตประจําวันทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว สังคม ชุมชนและองค์กรทุกภาคส่วน อย่างยั่งยืน
ยุทธศาสตร์ที่ ๓ เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างศาสนิกชนในทุกศาสนา
ยุทธศาสตร์ที่ ๔ เพื่อพัฒนาศักยภาพของสถานศึกษาให้บูรณาการเอาศาสนานี้ มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และ
ยุทธศาสตร์สุดท้ายคือเพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งของสื่อสารมวลชน และเทคโนโลยีเพื่อนําหลักธรรมนี้ไปเผยแพร่ที่ถูกต้องต่อไป โดยเราเสนอเป็นวิสัยทัศน์ ในการปฏิรูปศาสนาภายในปี ๒๕๗๕ ไว้ว่า พัฒนาศักยภาพองค์กรศาสนาทุกศาสนา โดยนําหลักศาสนธรรมมาใช้ เป็นพลังในการขับเคลื่อนสังคมเพื่อเสริมสร้างประเทศชาติ ให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ประชาชนอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ซึ่งต่อไปจะได้ให้ ท่านอาจารย์กอบกุลได้เสนอยุทธศาสตร์กับท่านอาจารย์สุกัญญานะครับ ใน ๕ ยุทธศาสตร์นี้ แล้วอาจารย์วินัย ดะห์ลัน จะเสนอการนําศาสนาและวัฒนธรรมที่มีคุณค่ามาสร้างให้เกิดมูลค่า ได้อย่างไรต่อไปครับ ขอบคุณครับ