สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๓๗ · ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๘

เตือนใจ สินธุวณิก หารือเรื่องการเก็บเงินจากชาวต่างชาติเพื่อการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม และเสนอแนวทางดําเนินการเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประกันภัยนักท่องเที่ยว

นางเตือนใจ สินธุวณิก กรรมาธิการ

กราบขอบพระคุณค่ะ กราบเรียน ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่าน ดิฉันขอขอบพระคุณทุกท่าน ที่ได้กรุณาให้ความเห็น ดิฉันได้จดทุกประเด็นที่ทุกท่านได้กรุณาให้ความเห็นมาแล้ว จะเห็นว่า ทุกท่านนั้นส่วนใหญ่ก็จะให้การสนับสนุนแล้วก็เห็นชอบด้วยที่จะให้เราดําเนินการเกี่ยวกับ เรื่องนี้ แต่มีนิดหนึ่งก็คือมี ๒ ท่าน คือท่านกงกฤช แล้วก็ท่านกิตติศักดิ์ที่ท่านไม่เห็นด้วย เกี่ยวกับสิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการได้เสนอ ก็คือเรื่องของการที่เราจะหาเงินรายได้เข้ามา กองทุนศิลปวัฒนธรรมนี้โดยการที่จะได้มีการเก็บเบี้ยประกันอุบัติเหตุและสุขภาพ จากชาวต่างชาติ ขออนุญาตกราบเรียนว่าสําหรับเรื่องนี้นั้นเราได้ดําเนินการปรึกษาหารือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วก็ต้องขอขอบพระคุณ ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา คือท่านรัฐมนตรีกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ที่ได้กรุณาให้เกียรติมาร่วมประชุม ให้ข้อคิดแล้วก็หารือกับเราด้วย เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคมที่ผ่านมานี้เอง อย่างที่ได้กราบเรียน ตอนต้นว่าเราศึกษาจากสิ่งที่ท่านได้ดําเนินการกันมาแล้ว แม้แต่เรื่องของกระทรวงสาธารณสุข เคยศึกษาเรื่องนี้ที่จะดําเนินการเรื่องนี้เพราะว่าเกี่ยวกับทางด้านสาธารณสุขและการแพทย์ อย่างที่น้องสารีได้พูดถึงไปบ้างแล้วนะคะ ขอเรียนว่าเราได้ศึกษาอย่างรอบคอบแล้ว แล้วก็ อยากจะขอเรียนว่าเมื่อ ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ท่านกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร มาร่วมประชุมกับเรานั้น ท่านก็ได้มองไปในทางที่เรียกว่า เห็นชอบแล้วก็เห็นดี ที่เราจะดําเนินการในเรื่องนี้ แต่อย่างไรก็ตามท่านบอกว่าอย่างที่ทางหลายท่านได้พูดว่า อาจจะกระทบ โดยเฉพาะท่านกิตติศักดิ์และท่านกงกฤชบอกว่าอาจจะไปกระทบกับจํานวน นักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาเที่ยวในบ้านเรา เพราะว่าจะเป็นการเก็บเบี้ยประกันภัยภาคบังคับนั้น ท่านก็เลยบอกว่าหลังจากนี้ไปท่านจะเรียนเชิญผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอื่น ๆ เข้ามาหารือแล้วก็ ประชุมร่วมกับกรรมาธิการของเราด้วย ก็ขอกราบเรียนทุกท่านให้สบายใจกันนะคะ

แล้วอีกอย่างหนึ่งดิฉันอยากจะขออนุญาตกราบเรียนว่าสําหรับข้อดี ของการดําเนินการเกี่ยวกับเรื่องของการทําประกันภัยของนักท่องเที่ยวให้เป็นภาคบังคับนั้น จะเห็นว่าประเทศในยุโรปนั้นเขาดําเนินการกัน เรียกว่าทุกประเทศก็ว่าได้ แต่ในเอเชียนั้น ยังไม่มีประเทศใดดําเนินการ แต่การที่เราคิดริเริ่มที่จะดําเนินการในขณะนี้ก็เนื่องจาก เราเล็งเห็นถึงผลดีที่ดิฉันได้กราบเรียนไปแล้วในช่วงของการชี้แจงว่ามีถึง ๑๐ ประการด้วยกัน ก็คือนักท่องเที่ยวหรือชาวต่างชาติที่เข้ามาบ้านเราเขาก็จะมีความรู้สึก มีความมั่นคงแล้วก็ ได้รับการดูแลคุ้มครอง ไม่ว่าเขาจะเกิดอุบัติเหตุ เจ็บป่วย หรือว่าเกิดกรณี ถ้าท่านเปิดไป ในเอกสารหน้าที่สามารถที่จะให้สินไหมทดแทนกับเขา แม้แต่กระเป๋าเดินทางมาช้า ๖ ชั่วโมง ก็ยังสามารถให้เงินเขาได้อย่างน้อยก็ ๓,๐๐๐ บาท เป็นการตอบแทนให้ไปซื้อโน่นซื้อนี่นะคะ หรือแม้แต่เครื่องดีเลย์ ออกจากประเทศไทย ถ้าเกิน ๖ ชั่วโมงก็มีเบี้ยประกันเช่นเดียวกัน จะเห็นว่าสามารถ เนื่องจากเราได้เรียนเชิญคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ผู้เกี่ยวข้องมาปรึกษาหารือ จึงได้ดําเนินการเรื่องนี้อย่างที่ได้เรียนแล้ว มีทั้ง คปภ. แล้วก็มีทางกรมบัญชีกลาง สํานักงบประมาณ แล้วก็กระทรวงการคลัง รวมทั้งที่สําคัญที่สุดท่านที่มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยตรงก็คือท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก็ได้เมตตาที่จะมาร่วมหารือ กับเราด้วยนะคะ อยากจะขอเรียนอย่างนี้ว่า สําหรับเงินรายได้ในข้อดีที่ ๑๐ ที่ดิฉันได้เรียน ที่ประชุมไปแล้วนั้นก็คือจะเป็นการประหยัด จะเป็นการสร้างเงินรายได้จากเบี้ยประกัน ซึ่งมันมีกฎระเบียบของการประกันภัยอยู่แล้วว่าผู้ที่ชี้ช่องในด้านของการทําประกันนั้น จะสามารถมีเงินได้ เรียกว่ามีเงิน เรียกว่าเป็นค่านายหน้าหรือค่าชี้ช่องนี้ ซึ่งตรงนี้ไม่ได้ ไปเข้ากระเป๋าใครที่ไหน อย่างไร แต่เข้าโดยตรงมายังกองทุนส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมแห่งนี้ค่ะ และขอกราบเรียนว่าสําหรับเงินก้อนใหญ่ ซึ่งดิฉันได้เรียนไปแล้วว่าในเฟสแรกเราจะเก็บ จากนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศที่เดินทางทางเครื่องบิน ซึ่งสถิติก็คือ ๑๗ ล้านคนต่อปี ถ้าหากว่าเราเก็บเบี้ยประกันซึ่งคิดโดยความเป็นจริงแล้วก็ถูกสุดเท่าที่ทําได้ในขณะนี้ ก็คือเพียง ๒๐ เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ ๖๐๐ กว่าบาทเท่านั้น แต่เดิมที่เขาคิดกัน ทางกระทรวงสาธารณสุขนั้นคิดจะเก็บถึงประมาณ ๑,๕๐๐-๒,๐๐๐ บาท ซึ่งสูงเกินไปแล้วก็ ไม่สามารถดําเนินการได้ก็เลยยังทําไม่สําเร็จนะคะ แต่อันนี้เราคิดโดยบนพื้นฐานที่เรียกว่า สามารถทําได้ แล้วก็ดําเนินการได้จริง ก็จะเห็นว่าเราจะมีเงินรายได้ คือรัฐบาลจะมีเงินรายได้ จากส่วนนี้เข้ามาถึงปีละ ๑๐,๘๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งไม่ใช่ ๑๐,๘๐๐ กว่าล้านบาทนี้จะเข้ามา ในกองทุนทั้งหมดค่ะ แต่รัฐบาลนั้นเมื่อมีการตัดสินใจแล้วสามารถที่จะมีเงินรายได้ จากเบี้ยประกันที่เป็นตัวชี้ช่องตรงนี้ สามารถไปพัฒนาด้านอื่น ๆ อย่างที่ดิฉันได้เรียนแล้วว่า ด้านสาธารณสุข แล้วก็ด้านส่งเสริมอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ขอเรียนว่าถึงพื้นบ้านในระดับ ชาวบ้านเราด้วย อย่างที่ได้เรียนชี้แจงไปแล้วนะคะ หลายท่าน มีท่านกิตติศักดิ์บอกว่า เราน่าจะไปใช้งบประมาณในส่วนที่มีการดําเนินการอยู่แล้ว อย่างเช่น ท่านกงกฤชบอกว่า กองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยวก็มีอยู่แล้ว อันนี้ท่านกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ก็ได้พูดในวันที่ ท่านมาร่วมประชุมกับเราว่าขณะนี้มีอยู่ ๒๐๐ ล้านบาท แต่ว่ายังใช้ไม่ได้เลยเนื่องจาก มันติดกฎระเบียบอะไรต่าง ๆ ในการที่จะหยิบเงินตัวนี้มาใช้ ดังนั้นเราถึงได้เสนอว่าในเมื่อมันเป็น สภาปฏิรูปแห่งชาติเราอยากจะทําเรื่องนี้ให้เกิดผลขึ้นอย่างจริงจัง และจะเป็นครั้งแรก ในประวัติศาสตร์ของชาติไทยที่จะมีการจัดสร้าง หรือว่ามีการก่อตั้งสมัชชาศิลปวัฒนธรรมแห่งชาติ เป็นสมัชชาที่จะก่อให้เกิดดุลยภาพระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และพี่น้องประชาชน ในระดับปราชญ์ชาวบ้าน ซึ่งท่านอาจารย์วิริยะบอกว่าถึงด้านของศิลปินที่เป็นผู้พิการด้วย อันนั้นรวบรวมไว้หมดทุกท่าน ทุกคนแน่นอน แล้วเงินก้อนนี้จะเป็นการดูแลศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งวิถีชีวิตในระดับพื้นบ้าน อย่างชนิดที่เรียกว่าทุกฝ่ายมีส่วนร่วมกัน แล้วก็ได้รับความกรุณา จากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่จะกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้วค่ะ ก็ขอเรียนว่าสําหรับเรื่องที่ท่านได้ติงมานั้นขออนุญาตกราบเรียนสั้น ๆ ตรงนี้เกี่ยวกับ เรื่องของกองทุนอย่างที่ได้เรียนชี้แจงไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตามทราบว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยาก แต่เราก็อยากจะทําให้สําเร็จเพื่อว่าจะได้เป็นประวัติศาสตร์ของสภาปฏิรูปแห่งชาตินี้ที่จะร่วมกัน ร่วมมือร่วมใจทุกฝ่ายทําให้ศิลปวัฒนธรรมของชาตินั้นได้รับการเชิดชู ทําให้เยาวชนไทย เกิดความภาคภูมิใจในความเป็นไทย รวมทั้งพวกเราทุกคนได้ภาคภูมิใจที่ได้ร่วมสร้างสรรค์ อนุรักษ์ ส่งเสริม ฟื้นฟูและพัฒนา ศิลปวัฒนธรรมไทยให้ยั่งยืนต่อไปนะคะ แน่นอนว่าเราจะดําเนินการต่อยอดตามที่ท่านรสนา ต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมของเราให้กลายเป็นธรรมิกสังคมนิยมให้ได้ด้วยเงินต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะว่าคณะกรรมาธิการของเราไม่ใช่เฉพาะศิลปวัฒนธรรม แต่มีเรื่องของค่านิยม จริยธรรม และการศาสนาด้วยซึ่งท่านจะได้รับฟังคําชี้แจงต่อไปนะคะ ก็อยากจะขออนุญาตเรียนสั้น ๆ ให้ท่านสบายใจว่าเราได้ศึกษาและปรึกษาผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายรอบคอบแล้ว อย่างไรก็ตาม ข้อคิดเห็นของท่านมีประโยชน์อย่างยิ่งที่เราจะนําไปศึกษาเพิ่มเติมแล้วก็ต่อยอดเพื่อให้สมบูรณ์ขึ้น ทั้งในเรื่องของการจัดตั้งสมัชชาศิลปวัฒนธรรมและกองทุนศิลปวัฒนธรรมซึ่งจะเกิดขึ้น เป็นครั้งแรกของประเทศไทย กราบขอบพระคุณค่ะ