กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปฏิรูปแห่งชาติ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเชื่อมโยงระหว่างศิลปวัฒนธรรมกับกระบวนการปฏิรูปอื่น ๆ เช่น สื่อ การศึกษา และเศรษฐกิจ และเสนอแนะว่าควรสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์โดยการเชื่อมโยงกับวิสาหกิจชุมชนหรือวิสาหกิจเพื่อสังคม และควรพิจารณาถึงวัฒนธรรมของอาเซียนและเศรษฐกิจในภูมิภาคนั้น นอกจากนี้ กิติพงศ์ยังแสดงความไม่เห็นด้วยกับการเก็บภาษีประกันภัยจากนักท่องเที่ยว และเสนอแนะให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณหรือเก็บค่าผ่านการท่าอากาศยานเพื่อสร้างกองทุนประกันภัยแทน
กราบเรียนท่านประธานสภา ปฏิรูปแห่งชาติและท่านประธานกรรมาธิการครับ ผมเห็นด้วยในเรื่องของวาระปฏิรูปที่ ๓๕ เรื่องของศิลปวัฒนธรรม ซึ่งผมคิดว่ามีข้อสังเกตอยู่ ๒-๓ เรื่องนะครับ คือกรอบความคิด ที่จะเชื่อมโยงกับกระบวนการปฏิรูปอื่น ๆ เช่นสื่อ การศึกษา เศรษฐกิจ เป็นเรื่องสําคัญมาก ผมคิดว่าการปฏิรูปศิลปวัฒนธรรมนั้นต้องมีความเชื่อมโยงกับสื่อซึ่งเราพูดไปเมื่อวานนี้ เราเห็นประเทศเกาหลี ผมเห็นบทความของท่านอาจารย์เนาวรัตน์เรื่องโหมโรง ผมคิดว่า สิ่งเหล่านี้เป็นการสร้างอินสไปเรชัน (Inspiration) หรือสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนยุคใหม่ เพราะฉะนั้นผมถึงคิดว่ากระบวนการพวกนี้จะต้องมีการบูรณาการอย่างชัดเจนในกรอบปฏิรูป
เรื่องที่ ๒ คือเรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องสําคัญมาก ที่ท่านอลงกรณ์ได้กล่าวไปว่า การทํางานอย่างบูรณาการของศิลปวัฒนธรรมที่จะแปลง เป็นเศรษฐกิจ มันสามารถไปเชื่อมโยงกับวิสาหกิจชุมชนหรือวิสาหกิจเพื่อสังคมได้ ทําอย่างไร ที่จะมีการเชื่อมโยงให้ศิลปะและวัฒนธรรมนั้นเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เราเห็นการฟื้นชุมชน ต่าง ๆ นะครับ เราเห็นการรื้อฟื้นศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ ผมคิดว่าเรื่องนี้จะต้องมีหน่วยงาน ผมดูในกรอบ เขาอาจจะเขียนกว้าง ๆ ไปหน่อย ถ้าจะเขียนให้เป็นแพลน (Plan) ให้ชัดเจน จะทําอย่างไร
เรื่องที่ ๓ ผมคิดว่าสําคัญมาก เราดูกรอบวัฒนธรรมเฉพาะในประเทศไทย แต่ว่าอย่าลืมว่าเรามีอาเซียน แม้แต่ประเทศไทยเราก็ยังมีวัฒนธรรมที่หลากหลาย ถ้าเรา จะแปลงให้วัฒนธรรมของเราเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผมเชื่อว่าต้องเชื่อมต่อกับเศรษฐกิจ ในอาเซียน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราสามารถเชื่อมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้คนในอาเซียนซึ่งมีอยู่ ๖๐๐ ล้านคนช่วยกันได้ หรือว่าอย่างประเทศใกล้เคียงเรา เขมร พม่า เวียดนาม ก็จะส่งเสริม เรื่องการท่องเที่ยวอย่างบูรณาการนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญที่ต้อง เขียนไว้อยู่ เพราะเราไม่สามารถยืนด้วยตัวคนเดียวได้
เรื่องหนึ่งที่ผมอาจจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการคือเรื่องกองทุน ผมเห็นด้วยกับท่านกงกฤช หิรัญกิจ ที่เราจะไปเก็บภาษีประกันภัยคนต่างชาติ ผมคิดว่า ข้อเสนอที่บอกนี่ คือประเทศพวกนี้เขาบังคับอยู่แล้วครับ ประเทศฝรั่งเศสเราไปเราต้อง ซื้อประกันอยู่แล้วครับ ซื้อประกันในประเทศ แต่การที่จะบังคับให้คนต่างชาติเข้าประเทศไทย ซื้อประกัน ผมคิดว่าไม่น่าจะถูกต้อง แล้วก็ในอาเซียนเราไปดูทุกประเทศไม่มีนะครับ เราจะ เป็นประเทศเดียวเท่านั้นที่ทํา ซึ่งถ้าสมมุตินักท่องเที่ยวจีนไม่มาเมืองไทย จะเกิดอะไรขึ้นกับ ประเทศไทย ผมว่าแต่ละประเทศเขามีการประกันสุขภาพและประกันชีวิตให้กับตัวเอง อยู่แล้วนะครับ จะคัฟเวอร์ (Cover) ต่างชาติหรือไม่ไม่สําคัญ เพราะฉะนั้นผมจึงไม่ค่อยเห็นด้วย ถ้าจําเป็น รัฐบาลจะต้องทําคล้าย ๆ กันคือจัดหาเงินกองทุนมาประกันให้กับนักท่องเที่ยว จะเอาเงินของการท่องเที่ยวก็ได้ จะเอาเงินที่ไหนก็ได้ครับ แต่ไม่ใช่ไปเรียกเก็บจากนักท่องเที่ยว ที่เข้ามาในประเทศไทย ประโยชน์ทั้งหลายทั้งปวง ด้วยความเคารพอย่างยิ่งนะครับ จะตก อยู่กับบริษัทประกันไม่กี่แห่งในประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งผมคิดว่าไม่น่าจะทํานะครับ เพราะฉะนั้น แหล่งที่สําคัญมากคือกองทุนที่จะนํามาใช้ อีกอันที่ผมเห็นก็คือภาษีบาป ภาษีสรรพสามิต อาจจะไม่ค่อยเกี่ยวโยงกับเราเท่าไร เรื่องการกีฬา ผมคิดว่าแหล่งกองทุนงบประมาณรัฐบาลต้องจัดหาให้ หรืออย่างการท่องเที่ยวถ้าจะเก็บ ผมคิดว่ารัฐบาลต้องไปคุยกับการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ซึ่งเรียกเก็บค่าผ่านอากาศยาน เยอะมาก เอามาแบ่งได้ไหมอย่างนั้นดีกว่า ผมเชื่อว่าอย่ากรุณาไปเรียกเก็บจากนักท่องเที่ยวเลยครับ เราเป็นประเทศเดียวในอาเซียนนะครับ และผมคิดว่าจะเป็นผลกระทบอย่างใหญ่หลวง กับการท่องเที่ยว ผมจึงคิดว่าในกรณีเรื่องของการที่จะจัดให้มีความเชื่อมโยงกันระหว่าง ศิลปวัฒนธรรม และการท่องเที่ยวนี้จะต้องไม่แยกออกจากกันและที่สําคัญมากที่ผมคิดว่า จะต้องลงไปตั้งแต่สร้างแนวคิดเรื่องศิลปวัฒนธรรมตั้งแต่การศึกษาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วก็ทําอย่างไร ที่จะมีการช่วยเหลือ อันนี้อีกอันหนึ่งที่ผมอยากจะฝากคือว่าราชการต้องจัดความช่วยเหลือ ทางกฎหมายหรืออะไรต่าง ๆ ให้กับศิลปินหรือผู้ที่เป็นก่อสร้างวัฒนธรรมหรือชุมชน ซึ่งเขาอาจจะขาดองค์ความรู้ในเรื่องกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ในเรื่องของอะไรต่าง ๆ นานา รัฐบาลต้องจัดไม่ว่าจะเป็นกรมอัยการ หรือว่าสํานักงานอัยการสูงสุดหรือหน่วยงานของรัฐ ที่จะต้องดูแล กระทรวงพาณิชย์ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญและผมคิดว่า อยากจะให้ทําให้สําเร็จ ขอบพระคุณครับ